พีแอนด์จีใช้พลังจากแนวทางบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยธรรมชาติเป็นตัวเร่งความก้าวหน้าการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และจะดำเนินธุรกิจโดยปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ตลอดทศวรรษนี้

Logo

ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 50% และซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาใช้ 100% ในทุกฐานการผลิตภายในปี 2573

และ

เร่งพัฒนาแนวทางบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ทางด้านคาร์บอนและปริมาณก๊าซเรือนกระจกปัจจุบันจากการดำเนินธุรกิจ

ซินซินนาติ–(BUSINESS WIRE)–16 กรกฎาคม 2563

พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิลคอมปะนี (NYSE:PG) ประกาศ ให้คำมั่นครั้งใหม่ที่จะให้การดำเนินธุรกิจทั่วโลกของบริษัทบนเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (carbon neutral) ในทศวรรษนี้ ผ่านความพยายามยับยั้งในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะเป็นการปกป้อง ปรับปรุง และฟื้นฟูธรรมชาติ จาการที่เล็งเห็นว่าทศวรรษที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไวต่อการพัฒนา (critical window) และสามารถเร่งให้เกิดความก้าวหน้าด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ พีแอนด์จี จึงจะเดินหน้าให้ไกลกว่าเป้าหมายที่อ้างอิงจากวิทยาศาสตร์ที่ตั้งไว้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 50% ด้วยการเร่งพัฒนาแนวทางบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยธรรมชาติให้มีความคืบหน้ายิ่งขึ้น ความพยายามเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางด้านคาร์บอนซึ่งลดทอนการปล่อยก๊าซที่เหลืออยู่ตลอดช่วง 10 ปีนับจากนี้ ทำให้การดำเนินการของพีแอนด์จีปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ตลอดทศวรรษนี้ จากการประเมิน ณ ปัจจุบัน บริษัทจำเป็นต้องชดเชยคาร์บอนให้ได้ 30 ล้านเมตริกตัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2573 นี้

สิ่งที่พีแอนด์จีให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ยังเป็นการลดการปล่อยก๊าซ เป้าหมาย ณ ปัจจุบันของพีแอนด์จียังครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% และซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2573 และยังอยู่บนเส้นทางที่จะทำตามความมุ่งมั่นนี้ได้สำเร็จภายในปี 2573 นอกจากนี้ พีแอนด์จี จะเดินหน้าดำเนินการโครงการด้านพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพใหม่ ๆ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศได้กล่าวไว้ว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจว่าบริษัทได้ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองในการหยุดไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงไปกว่านี้ และจะเดินหน้าต่อไปหลังปี 2573 อย่างไรก็ตาม จากเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน ยังคงมีการปล่อยก๊าซบางชนิดที่ไม่สามารถลดลงได้ภายในปี 2573 การลงทุนทางด้านโซลูชันสภาพภูมิอากาศธรรมชาติของบริษัท จะช่วยให้เร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในช่วง 10 ปีถัดจากนี้

ช่วงเวลาที่โลกไวต่อการพัฒนา

รายงานเมื่อไม่นานมานี้ได้เน้นย้ำว่าโลกของเราไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ และนั่นทำให้ทศวรรษที่จะถึงนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซ และคงอยู่บนเส้นทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ภารกิจนี้จะยากยิ่งขึ้นไปอีกหากสังคมไม่เริ่มควบคุมการปล่อยก๊าซก่อนสิ้นสุดทศวรรษนี้ ภายในปี 2593 การปล่อยคาร์บอนจะต้องเป็นศูนย์หรือใกล้เคียง หากไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้จะทำให้อผู้คนในเจเนอเรชันถัดไปอยู่ในความเสี่ยงที่เกิดจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างมาก และทำให้ความตกลงปารีสบรรลุตามเป้าหมายเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น

"การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และเราต้องลงมือตอนนี้” David Taylor ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่งพีแอนด์จี กล่าว “การลดคาร์บอนฟุตปรินต์และการลงทุนในแนวทางบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยธรรมชาติของเราจะพาเราสู่การเป็นองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในทุกธรุกิจตลอดทศวรรษนี้ และช่วยปกป้องระบบนิเวศอันเปราะบางรวมถึงชุมชนทั่วโลก”

แนวทางบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยธรรมชาติ: “ธรรมชาติเพียงอย่างเดียวสามารถแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เพียงหนึ่งในสาม”

พีแอนด์จีจะร่วมกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติและกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เพื่อระบุปัญหาและลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายในการปกป้อง ปรับปรุง และฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมอย่างหนัก เช่น ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ทุ่งหญ้าและพื้นที่ดินพรุ นอกเหนือจากการหยุดการก่อคาร์บอนอย่างสิ้นเชิงแล้ว อีกแง่มุมที่สำคัญของแนวทางบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยธรรมชาติก็คือศักยภาพในการสร้างสิ่งประโยชน์ร่วมทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ที่จะปกป้องและสร้างธรรมชาติให้ดีขึ้น รวมถึงพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนในท้องถิ่น ขณะที่พีแอนด์จีกำลังเดินไปข้างหน้า บริษัทจะมุ่งค้นหา ตรวจสอบ และสื่อสารผลประโยชน์ร่วมที่เกี่ยวข้องนั้นจากการลงทุนทางด้านธรรมชาติของบริษัท

พีแอนด์จีกำลังพัฒนาพอร์ตโฟลิโอโครงการที่มีรายละเอียดและลงทุนในโครงการต่างๆ ทั่วโลก โครงการที่ได้รับการยืนยันแล้ว มีดังนี้:

– โครงการอนุรักษณ์เกาะปาลาวันในฟิลิปปินส์ร่วมกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ – เพื่อเป็นการปกป้อง ปรับปรุง และฟื้นฟูป่าชายเลยและระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมของเกาะปาลาวัน เกาะปาลาวันเป็นพื้นที่ “ที่ไม่สามารถทดแทนได้” อันดับที่สี่ของโลกที่มีสัตว์ป่าที่มีลักษณะเฉพาะและกำลังถูกคุมคาม

– แผนฟื้นฟูป่าแอตแลนติกร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล – ในป่าแอตแลนติกทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศบราซิล วางรากฐานสำหรับการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร และผลประโยชน์ร่วมอื่น ๆ สำหรับชุมชนท้องถิ่น

– Evergreen Alliance ร่วมกับมูลนิธิ Arbor Day – นำให้บริษัท ชุมชน และประชาชนมารวมตัวกัน เพื่อดำเนินการที่สำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกทำลายจากไฟป่าในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ และการปรับปรุงป่าในเยอรมนี

“ธรรมชาติจะต้องเป็นส่วนสำคัญในทุกกลยุทธ์ที่จะต่อสู้กับวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศนี้” Dr. M. Sanjayan ซีอีโอขององค์กรอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ กล่าว “งานวิจัยชี้ให้เห็นแล้วว่าเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้นอกจากว่าเราจะปกป้อง ฟื้นฟู และพัฒนาการจัดการระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยคาร์บอนนี้ให้ดีขึ้น หากเราสามารถทำได้อย่างเหมาะสม ความพยายามเหล่านี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ถึงหนึ่งในสาม ซึ่งเราต้องการสิ่งนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายภายในทศวรรษหน้า และที่สำคัญ เพื่อเป็นการช่วยเหลือการดำรงชีวิตของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกว่าใคร เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับพรอคเตอร์แอนด์แกมเบิลในการปกปักธรรมชาติ ซึ่งเป็นการลงทุนที่เป็นชัยชนะสำหรับทั้งผู้คนและโลกใบนี้”

“ที่ผ่านมาเราได้ร่วมกับพีแอนด์จีในการขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านสภาพภูมิอากาศและปกป้องผืนป่ามาตลอดทศวรรษ ด้วยขอบเขตทางธุรกิจของพวกเขาทำให้พวกเขาสามารถสร้างผลลัพธ์ในระดับที่สำคัญได้” Carter Roberts ประธานแห่งสหรัฐฯ และซีอีโอของกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล กล่าว “ที่สำคัญ ความก้าวหน้านั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่เรื่องคาร์บอนฟุตปรินต์ของบริษัทเท่านั้น พีแอนด์จีเป็นพันธมิตรรุ่นบุกเบิกของ Renewable Energy Buyers Alliance ซึ่งได้ช่วยเพิ่มการซื้อพลังงานหมุนเวียนในองค์กรทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา การประกาศในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยการเพิ่มความสำคัญลงไปที่บทบาทของธรรมชาติ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การดูดซับคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาเท่านั้น แต่รวมถึงการจัดหาบริการและทรัพยากรที่จะช่วยให้สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้คงอยู่ เราหวังที่จะได้ทำงานร่วมกับพีแอนด์จีเพื่อบรรลุความมุ่งมั่นใหม่เหล่านี้ตลอดทศวรรษหน้า”

แบรนด์ภายใต้พีแอนด์จีเป็นผู้นำในการลดคาร์บอนฟุตปรินต์และกระตุ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสภาพภูมิอากาศที่ดีขึ้น

การมุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้เกินเป้าหมายตามวิทยาศาสตร์เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากการประกอบธุรกิจนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่บริษัทจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่พีแอนด์จีมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงความเคร่งครัดด้านวิทยาศาสตร์ของการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพื่อเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซจากซัพพลายเชนของบริษัทและผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ (ขอบเขตที่ 3) โดยการปล่อยก๊าซภายใต้ขอบเขตที่ 3 ของพีแอนด์จีสูงสุด 85% เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค พีแอนด์จีเข้าถึงผู้คนราวห้าพันล้านคนผ่านผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ภายในเครือ และด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ย่อมต้องมีความรับผิดชอบในการสร้างอำนาจให้ผู้บริโภคในการลดคาร์บอนฟุตปรินต์ของพวกเขาด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ช่วยประหยัดพลังงาน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ

– กว่า 60% ของฟุตปริต์ที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ซักผ้าเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้บริโภคใช้งาน โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานที่ถูกใช้ในการทำน้ำร้อน แบรนด์ Ariel และ Tide ได้ทำการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ซักผ้าให้ดีขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการซักที่สูงในการซักผ้าด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำ และสร้างแรงกระตุ้นเพื่อรณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการซักผ้าผ่านแคมเปญ “Turn to 30” และ “Cold Water Wash” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ 70% ของการทำงานของเครื่องซักผ้าเป็นการซักผ้ารอบพลังงานต่ำ ซึ่งโดยรวมแล้วบรรลุเป้าหมายด้วยการให้ความรู้กับผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาในช่วงสิบปีที่ผ่านมาถึงประโยชน์ทีได้จากการซักด้วยรอบพลังงานต่ำ พีแอนด์จีประเมินว่านับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซโดยผู้บริโภคด้วยการซักผ้าด้วยรอบพลังงานที่ต่ำทีเพิ่มขึ้น ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ราว 15 ล้านเมตริกตัน ซึ่งเท่ากับถนนที่มีรถน้อยลงถึงสามล้านคัน

– แบรนด์ Cascade ได้เปลี่ยนความเชื่อแบบเดิม ๆ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าเครื่องล้างจานนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ช่วยประหยัดน้ำและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการล้างจานในอ่างล้าง Cascade และเม็ดทำความสะอาดจานอัตโนมัติของ Fairy ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถข้ามขั้นตอนล้างน้ำสะอาดขั้นแรกและประหยัดน้ำและพลังงานที่ต้องใช้ในการทำให้น้ำร้อน ขณะที่พลังในการลดคาบมันของน้ำยาล้างจาน Fairy และ Dawn ช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน และการลดอุณหภูมิน้ำลงมาที่ 20 องศาเซลเซีส (36 องศาฟาเรนไฮต์) ผู้บริโภคจะสามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดถึง 50% ทุกครั้งที่ล้างจาน

“บทบาทของเราในฐานะผู้นำคือการสร้างระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตที่ลดการปล่อยก๊าซลงให้เกิดขึ้น รวมถึงเข้าถึงได้ และเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับทุกคน” Virginie Helias ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนของพีแอนด์จี กล่าว “สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบของเรา ที่จะปกป้อง critical carbon reserves และลงทุนในการหาทางออกที่จะสร้างโลกของเราให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ผู้บริโภคนั้นก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสะท้อนปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนี้ ในฐานะบริษัท เราเข้าถึงผู้คนกว่าห้าพันล้านคนผ่านแบรนด์ของเรา เรามุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในทุก ๆ วัน ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างรับผิดชอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและจะทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซโดยอัตโนมัติ”

วันนี้ เวลา 8.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก และ 14.00 น. ตามเวลามาตรฐาน พีแอนด์จีจะรวมรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อมาร่วมในการ อภิปรายที่มี National Geographic เป็นเจ้าภาพ เพื่อร่วมพูดคุยเกี่ยวกับพลังของธรรมชาติในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ผู้เข่าร่วมประกอบด้วย David Taylor ซีอีโอของพีแอนด์จี Virginie Helias ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนของพีแอน์จี Dr. M. Sanjayan ซีอีโอขององค์กรอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ Carter Roberts ซีอีโอของกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สหรัฐอเมริกา และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Clover Hogan, Jiaxuan Zhang, Kehkashan Basu และ Vanessa Nakate

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธกิจใหม่ของพีแอนด์จี เพื่อเร่งพัฒนาแนวทางบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยธรรมชาติและเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ตลอดทศวรรษได้ที่ Multi Media Release site.

เกี่ยวกับพรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล

พีแอนด์จีให้บริการผู้บริโภคทั่วโลกด้วยการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย มีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของโลก อันได้แก่ Always®, Ambi Pur®, Ariel®, Bounty®, Charmin®, Crest®, Dawn®, Downy®, Fairy®, Febreze ®, Gain®, Gillette®, Head & Shoulders®, Lenor®, Olay®, Oral-B®, Pampers®, Pantene®, SK-II®, Tide®, Vicks® และ Whisper® ชุมชน P & G มีการดำเนินงานในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก กรุณาเยี่ยมชม https://www.pg.com/ เพื่อรับข่าวสารล่าสุดและข้อมูลเกี่ยวกับพีแอนด์จีและแบรนด์ต่าง ๆ

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200716005294/en/

ติดต่อ:

สื่อพีแอนด์จี:
Maria Burquest
พีแอนด์จี, ฝ่ายสื่อสารทั่วโลก
Burquest.mh@pg.com

Loukia Tzekaki
พีแอนด์จี, ฝ่ายสื่อสาร ภูมิภาคยุโรป
Tzekaki.l@pg.com