TCL เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทีวีรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในงาน IFA 2018

Logo

เบอร์ลิน–(BUSINESS WIRE)–30 ส.ค. 2018

TCL ซึงเป็นแบรนด์โทรทัศน์อันดับหนึ่งในสามและบริษัทเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำสำหรับผู้บริโภค ประกาศเปิดตัวทีวีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตัวใหม่ที่งาน IFA 2018 ที่กรุงเบอร์ลิน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทีวี 8K ตัวแรกของ TCl หรือ TCL 8K QLED – รุ่นบาสเกตบอลชิงแชมป์โลก 2019 พร้อมกับ รุ่น TCL QLED TV X8 และผลิตภัณฑ์สายพรีเมี่ยมชุดใหม่ ชื่อรุ่น Living Window

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20180829005837/en/

TCL Living Window Series Art Deco, Abstract Beauty, Modern Simplicity and Oriental Elegance (from le ...

TCL แบบหน้าจอเหมือนหน้าต่าง มีแบบห้องสไตล์อาร์ตเดคโค แบบความงามเนื้อชั้น แบบความเรียบง่ายทันสมัย และแบบความสง่างามแบบโลกตะวันออก (จากซ้ายไปขวา) (ภาพจาก: Business Wire)

เรนจ์ที่ขยายขึ้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ TCL ในการสร้างระบบนิเวศในบ้านแบบสมาร์ทซึ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมีความชาญฉลาดมากขึ้น

ทีวี TCL 8K QLED TV  ขนาด 75 นิ้ว เป็นทีวี TCL 8K รุ่นแรกที่นำเสนอเทคโนโลยีภาพ Dolby Vision HDR ฮาร์ดแวร์จาก Onkyo และเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos นอกจากนี้ยังสนับสนุนระบบเสียง AI ซาวด์บาร์แบบบูรณาการ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาเนื้อหาผ่านการควบคุมด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย

รุ่น X8 เป็นทีวี 4K QLED รุ่นล่าสุดของ TCL ซึ่งให้ภาพที่น่าทึ่งและประสบการณ์การรับฟังเสียงที่กังวานสมจริง มีให้เลือกทั้งรุ่น 75, 65 และ 55 นิ้ว

ชุด TCL Living Window เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่รักวัฒนธรรมและศิลปะ มีให้เลือก 4 แบบคือ Art Deco, Abstract Beauty, Modern Simplicity และ Oriental Elegance 55 นิ้วแต่ละชิ้นสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจาก Art Deco, Cubism, Piet Mondrian และ Oriental Art ด้วยการรวม AI เข้าไปก็จะทำให้ทีวีเป็นเสมือนผู้ช่วยเสมือนจริงของคุณ

TCL UHD Smart TV C76 (55DC760) ซึ่งเป็นรุ่น C6 ของยุโรปเพิ่งได้รับรางวัล "Best Buy LCD TV 2018-2019" จาก EISA และได้เปิดตัวในยุโรปในเดือนนี้ไปแล้ว

* ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค ความพร้อมใช้งานของผลิตภัณฑ์แตกต่างกันออกไปตามแผนการเปิดตัวในประเทศ

ในปี 2018 TCL ประสบความสำเร็จในการเติบโตทางธุรกิจอย่างแข็งแกร่งโดยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในระยะเวลา 5 ปี และได้ประกาศที่จะเข้าสู่ตลาดอังกฤษ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2018 ยอดขาย LCD TV ของ TCL มีจำนวนทั้งสิ้น 13,173,307 ชุด เพิ่มขึ้น 37.2% จากปีก่อน ในตลาดต่างประเทศยอดขายเพิ่มขึ้น 44.4% เมื่อเทียบเป็นรายปีเป็นทั้งหมด 8,284,671 ชุด

เกี่ยวกับ TCL Electronics

สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศจีน TCL Electronics Technology Holdings Limited (HKSE: 01070) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั่วโลก ที่ดำเนินธุรกิจด้านการวิจัยพัฒนาการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค TCL Electronics มุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมสำหรับสมาร์ททีวีซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่เหนือกว่ากับผลิตภัณฑ์และบริการอันชาญฉลาดของตน

1 แหล่งที่มา: IHS Technology

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180829005837/en/

ติดต่อ:

กลยุทธ์ H + K

Rachel Wu, +852 2894 6292

rachel.wu@hkstrategies.com

งาน cippe2019 จะเน้น 8 สาขาของน้ำมันและก๊าซ

Logo

ผู้จัดแสดงทั่วโลก 1,800 รายและผู้เข้าชมงานกว่า 117,000 รายซึ่งรวมถึงผู้แทนผู้ซื้อกว่า 300 ราย คาดว่าจะมารวมตัวกันที่ปักกิ่ง

ปักกิ่ง–(BUSINESS WIRE)–30 ส.ค. 2018

ในวันที่ 27-29 มีนาคม 2019 ที่  งาน China International Petroleum & Petrochemical Technology and Equipment Exhibition (หรือ cippe2019) ครั้งที่ 19 จะถูกจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้า New China International Exhibition Center ที่กรุงปักกิ่ง โดยงาน cippe2019 จะเชิญชวนให้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกด้านน้ำมันจัดแสดงอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านน้ำมันใหม่ล่าสุดให้ผู้ซื้อมืออาชีพจากทั่วโลกได้รับชม และหารือเกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและตัวแทนทางธุรกิจ

8 สาขาที่จะครอบคลุมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ

งาน cippe2019 จะครอบคลุม 8 สาขาใหญ่ ๆ ได้แก่ 1)เทคโนโลยีปิโตรเลียมและปิโตรเคมีและอุปกรณ์ 2)เทคโนโลยีและอุปกรณ์ด้านก๊าซธรรมชาติที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ 3) เทคโนโลยีและอุปกรณ์น้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง 4) อุปกรณ์วิศวกรรมนอกชายฝั่ง 5)เทคโนโลยีและอุปกรณ์ก๊าซธรรมชาติ 6)อุปกรณ์และเทคโนโลยีท่อส่งก๊าซและการจัดเก็บรักษา 7)เทคโนโลยีและอุปกรณ์อุปกรณ์ป้องกันการระเบิด 8)และการฟื้นฟูดินบ่อน้ำมัน

ผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 1,800 ราย ซึ่งรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันทั่วโลก

cippe2019 จะยังคงรวบรวมการจัดห้องแสดงหว่างประเทศจำนวน 18 ห้อง และจะมีบริษัทระดับโลกจำนวน 1,800 แห่งซึ่งรวมถึง บริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Saudi Aramco, ExxonMobil, Rosneft, Caterpillar, National Oilwell Varco, Schlumberger, BHGE เป็นต้น โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง China National Petroleum Corporation, Sinopec และ CNOOC จะจัดแสดงด้วย

ผู้เข้าชมงานระดับมืออาชีพ 117,000 รายที่มีอำนาจซื้อสูง

cippe2019 กระตือรือร้นที่จะดึงดูดผู้เข้าชมงานมืออาชีพที่มีศักยภาพในการซื้อ ในบรรดาผู้เข้าชม 117,000 รายจะมีตัวแทนผู้ซื้อมากกว่า 300 รายซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ สมาคมเกี่ยวกับน้ำมัน และ NOCs นอกจากนี้ cippe ยังได้เชิญผู้ซื้อทั่วโลกจากสาขาที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เช่น การบิน การทหาร การต่อเรือ ไฟฟ้า พลังงาน ถ่านหินและการเดินเรือ และจะให้บริการช่วยเหลืออย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยให้ผู้จัดแสดงเชิญผู้ซื้อมืออาชีพได้

100 กิจกรรมพิเศษเพื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม

cippe เป็นแพลตฟอร์มการจัดแสดงทั่วโลกแบบไฮเอนด์ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีเกือบ 100 ฟอรัม การสัมมนาทางวิชาการและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุก ๆ ปี ในระหว่างงาน cippe2019 นี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการรางวัลนวัตกรรมที่ (Innovation Awards) การประชุมสุดยอดปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาตินานาชาติ (International Petroleum & Natural Gas) 2,019 นานาชาติปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเทคโนโลยีการประชุม, cippe2019 สถานทูต (น้ำมันและก๊าซ), การประชุม Embassy (oil & gas) Promotion Conference และงานจับคู่ทางธุรกิจ ฯลฯ จะจัดขึ้น โดยผู้นำในประเทศและต่างประเทศ ผู้นำอุตสาหกรรม ตัวแทนผู้เข้าร่วมงาน ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส และเหล่าทูตจะเข้าร่วมเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม

ในระหว่างนั้น งาน cippe2019 จะใช้แหล่งข้อมูลสื่อที่มีประสิทธิภาพในการโปรโมตเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยของผู้จัดแสดงให้กระจายไปไปทั่วโลก

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51858404&lang=en

คณะกรรมการจัดงาน cippe2019

ติดต่อสำหรับผู้จัดแสดง

Mona Wang, 86-10-58236555

cippe@vip.163.com

cippe @ zhenweiexpo com

หรือ

สำหรับผู้เข้าชม

Yolanda Zhao, 86-10-59273878

Nestlé และ Starbucks สรุปข้อตกลงสำหรับใบอนุญาตทั่วโลกแบบถาวรสำหรับผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์และบริการด้านอาหารของ Starbucks

Logo

เวเว่ย์ สวิตเซอร์แลนด์ และ ซีแอตเทิล–(BUSINESS WIRE)–28 สิงหาคม 2018

Nestlé และ Starbucks Corporation ประกาศการปิดการซื้อขายที่ให้สิทธิ์แก่ Nestlé ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภคบริโภคและสินค้าบริการสตาร์บัคส์ของ Starbucks ทั่วโลกนอกร้านกาแฟของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองบริษัทจะทำงานร่วมกันอย่างกับสินค้ากาแฟคั่วและบด เมล็ดกาแฟ รวมถึงการแฟสำเร็จรูปและแบบแบ่งสัดส่วนของ Starbucks  การร่วมมือครั้งนี้ยังจะใช้ประโยชน์จากประสบการณ์และความสามารถของทั้งสองบริษัทในการทำงานเกี่ยวกับนวัตกรรมด้วยเป้าหมายในการเสริมสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชื่นชอบกาแฟทั่วโลก

“การเป็นหุ้นส่วนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวาระการเติบโตของเรา โดยทำให้ Nestlé มีฐานะที่โดดเด่นในธุรกิจกาแฟด้วยชุดผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ  ด้วย Starbucks, Nescafé และ Nespresso เราสามารถรวมแบรนด์กาแฟชื่อดังระดับโลก” Mark Schneider ซีอีโอของ Nestlé กล่าว “ความร่วมมือที่โดดเด่นระหว่างทั้งสองทีมส่งผลให้สัญญาฉบับนี้เสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นช่องทางในการดึงดูดโอกาสในการเติบโตที่เพิ่มขึ้น" เขากล่าวเสริม

ข้อตกลงดังกล่าวช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟของ Nestlé ในธุรกิจกาแฟบดและแบบแบ่งสัดส่วนระดับพรีเมียมของอเมริกาเหนือ  นอกจากนี้ยังขยายการจำหน่ายสินค้าในร้านขายของชำให้กับ Starbucks ทั่วโลกโดยใช้เครือข่ายของ Nestlé

Kevin Johnson ประธานและซีอีโอของ Starbucks กล่าวว่า "การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกกับ Nestlé ถือเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์สำหรับการเติบโตของ Starbucks  การรวมกลุ่มกันของผู้จัดจำหน่ายกาแฟชั้นนำของโลก บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผู้นำในการติดตั้งเครื่องชงกาแฟที่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกช่วยให้เราสามารถขยายแบรนด์ Starbucks ทั่วโลกได้พร้อมกับการสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้นของเรา"

พนักงานของ Starbucks ประมาณ 500 คนในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะเข้าร่วมกับครอบครัวของ Nestlé ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในซีแอตเทิลและลอนดอน  การขยายธุรกิจระหว่างประเทศจะนำโดยสำนักงานใหญ่ของ Nestlé ในเวเว่ย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ข้อตกลงนี้ครอบคลุมแบรนด์กาแฟและชาของ Starbucks เช่น Starbucks®, Seattle’s Best Coffee®, TeavanaTM/MC, Starbucks VIA® Instant, Torrefazione Italia® coffee และ Starbucks-branded K-Cup® pods. ไม่รวมผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มและการขายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในร้านกาแฟของ Starbucks®

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

แถลงการณ์บางฉบับในเอกสารฉบับนี้เป็นข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งอยู่ในความหมายของกฎหมายและข้อบังคับด้านหลักทรัพย์ที่บังคับใช้โดยทั่วไป  คำแถลงเหล่านี้สามารถระบุได้โดยการใช้คำต่างๆเช่น "คาดการณ์" "คาดหวัง" "เชื่อ" "อาจจะ" "ประมาณการ" "รู้สึกว่า" "พยากรณ์" "ตั้งใจว่า" "อาจ" "วางแผนว่า" "มีศักยภาพว่า" "ล่วงหน้า" "น่าจะ" "จะ" “ควรจะ" และสำนวนที่คล้ายคลึงกันเพื่อระบุแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าแม้ว่าข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าทั้งหมดจะไม่มีคำระบุเหล่านี้ข้อความเหล่านี้อ้างอิงข้อมูลที่ Starbucks มี ณ วันที่ที่ระบุไว้และผลลัพธ์หรือประสิทธิผลที่แท้จริงของ Starbucks อาจแตกต่างอย่างมากจากที่ระบุหรือโดยนัยเนื่องจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านี้ รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐและระหว่างประเทศและสกุลเงิน ความสามารถของเราในการรักษา เติบโต และใช้ประโยชน์จากตราสินค้าของเรา ผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับอาหารหรือการเจ็บป่วยที่เกิดจากเครื่องดื่ม การปลอมปน การปลอมปน การปนเปื้อน หรือการระบุฉลากไม่ถูกต้อง ผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการละเมิดของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของเราในขอบเขตที่เราพบการละเมิดที่สำคัญ ความล้มเหลวที่สำคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จของโครงการและแผนงานของบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยลูกค้าของเรา ผลกระทบจากการแข่งขัน ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโดยทั่วไป เช่นกาแฟ นม และการกำหนดราคา และความพร้อมของวัตถุดิบอื่นๆ การดำเนินงานภายในและแผนการขยายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศอื่นๆ และสกุลเงิน ผลกระทบจากการริเริ่มโดยคู่แข่ง ผลกระทบของกระบวนการทางกฎหมาย และความเสี่ยงอื่นๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารที่บริษัทยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์รวมถึงหัวข้อ "ปัจจัยความเสี่ยง" ในรายงานประจำปีของบริษัทในแบบฟอร์ม 10-K สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560  บริษัทไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ในการปรับปรุงแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้

ดูเวอร์ชันของแหล่งที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180827005623/en/

ติดต่อ:

Nestlé SA

Investors

Luca Borlini, +41 21 924 38 20

หรือ

Media

Christoph Meier, +41 21 924 22 00

Josh Morton (US), +1-571-457-5262

หรือ

Starbucks

Press

Sanja Gould, +1-206-318-7100

press@starbucks.com

โตชิบาเพิ่มความจุให้กับฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ SAS

Logo

ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ตัวใหม่รุ่น MG07SCA 14TB ช่วยให้แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลระดับคลาวด์ของ SAS สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของ TCO ได้

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–28 สิงหาคม 2018

โตชิบาอิเล็กทรอนิกส์แอนด์สตอเรจคอร์ปอเรชั่นคอร์ปอเรชั่นผู้นำด้านเทคโนโลยีด้านเทคโนโลยีประกาศเปิดตัวฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ SDD ความจุสำหรับใช้งานในองค์กรขนาด 14TB [1] และขนาด 12TB ที่เคลือบสนิทด้วยฮีเลียม โดยผลิตภัณฑ์รุ่น MG07SCA ซีรีส์ มีประสิทธิภาพการทำงาน 7,200 rpm, และมีอินเตอร์เฟซแบบ SAS 12Gbit [2]และใช้เทคโนโลยี Advanced Format Sector

ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ตัวใหม่นี้ใช้การออกแบบและวัสดุเคลือบด้วยฮีเลียม 9 ดิสก์ที่ล้ำหน้าวงการอุตสาหกรรม และสามารถบันทึกข้อมูลแบบ Conventional Magnetic Recording  (CMR) ได้สูง 14TB เพื่อความเข้ากันที่สูงที่สุด การออกแบบฮีเลียมเคลือบของโตชิบาตอบโจทย์มาตรฐานอุตสาหกรรมไดร์ฟเบย์ขนาด 3.5 นิ้ว [3] นอกจากนี้ รุ่นขนาด 12TB ยังรวมอยู่ในชุดผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ด้วย

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20180827005620/en/

Toshiba: Enterprise capacity 14TB and 12TB helium-sealed SAS HDD models "MG07SCA Series" (Photo: Bus ...

โตชิบา: ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ SAS ขนาด 14TB และ 12TB รุ่น "MG07SCA Series" (รูปถ่าย: Business Wire)

นวัตกรรม 9 ดิสก์เคลือบด้วยฮีเลียมใช้กระบวนการรเชื่อมด้วยความแม่นยำของโตชิบา และการออกแบบฝาครอบด้านบนพิเศษที่เคลือบฮีเลียมเอาไว้ภายในไดรฟ์ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ความจุสูงและใช้กำลังไฟต่ำผลิตภัณฑ์อินเตอร์เฟซ SAS มีประสิทธิภาพอัตราการถ่ายโอนข้อมูล 12Gbits และความสามารถในการรองรับพอร์ตคู่สำหรับความต้องการด้าน data-path redundancy ที่เป็นที่นิมของนักออกแบบโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลเป็นจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์รุ่น SAS 14TB ให้ความจุเพิ่มขึ้นประมาณ 40% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าหรือรุ่น MG06  ขนาด10TB ของโตชิบา

"โตชิบารุ่นใหม่ SAS ที่เคลือบด้วยฮีเลียมขนาด 14TB และ 12TB ช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเก็บข้อมูลระดับระบบคลาวด์และโซลูชั่นสตอเรจของเรา ด้วยการใช้นวัตกรรมการออกแบบ 9 ดิสก์ โตชิบาจึงมีผลิตภัณฑ์ให้บริการทั้งแบบ SAS และ SATA ที่มีความจุ 14TB ซึ่งเป็นแนวหน้าด้านอุคสาหกรรม "Shuji Takaoka ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดของ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation กล่าว “ลูกค้าโซลูชันระบบคลาวด์และอุกปรณ์เก็บข้อมูลของเราได้ให้ความสำคัญกับความสามารถในการจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ลำหน้าเคลือบฮีเลียมแบบ 9 ดิสก์ของโตชิบาสามารถตอบโจทย์ได้ ด้วยการใช้ฮีเลียมเพื่อลดแรงเสียดทานของพลวัตในเครื่องปั่นแบบหมุน ทำให้ผลิตภัณฑ์รุ่น 14TB สามารถใช้พลังงานลดลง 55% (W / G[4]กำลังงานลดลง) เมื่อเทียบกับรุ่น 10TB ก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อสถาปัตยกรรม TCO [5] สำหรับแพลตฟอร์มสตอเรจที่มีความหนาแน่นสูงและใช้โซลูชันการบริการระดับคลาวด์ในปัจจุบัน เฉพาะเทคโนโลยีฮีเลียมปิดผนึกเพียงอย่างเดียวก็สามารถส่งผลประโยชน์ TCO ให้แก่ลูกค้าเหล่านี้ได้ โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำมากต่อความจุ "

โตชิบายังคงจะขยายและพัฒนาการนำเสนอผลิตภัณฑ์ฮาร์ดดิสก์ด้วยความจุและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นต่อไป โดยรุ่น MG07SCA ซีรี่ส์นี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของโตชิบาในการพัฒนาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลฮาร์ดดิสก์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจแบบคลาวด์ เพื่อให้เกิดการปกป้อง การจัดเก็บและการรักษาข้อมูลและเนื้อหาแบบดิจิตอล

มีตัวอย่างฮาร์ดดิสก์ SAS รุ่น 14TB และ 12TB ที่เคลือบด้วยฮีเลียม ให้คุณได้ทดลองแล้วตั้งแต่วันนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โปรดไปที่:

https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/product/storage-products/enterprise-hdd/mg07scaxxx.html

ติดตาม @ToshibaStorage บน Twitter

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของโตชิบา สายผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลแบบเต็มรูปแบบโปรดไปที่:

https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/product/storage-products.html

หมายเหตุ:

[1] หมายถึงความจุ: 1 เทราไบต์ (TB) คือ 1,000,000,000,000 ไบต์ . ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์รายงานความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลโดยใช้เลขสองยกกำลัง ตัวอย่างเช่น 1TB = 240 = 1,099,511,627,776 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่ามีความจุที่น้อยกว่า ความจุที่ได้รับ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์สื่อต่าง ๆ) จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์ การฟอรืแม็ต การตั้งค่าซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการและ / หรือโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาสื่อ ความจุที่ฟอร์แม็ตจริงอาจแตกต่างกันออกไป

[2] ความเร็วในการอ่านและเขียนอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอุปกรณ์โฮสต์ สภาพในการอ่านและเขียน และขนาดไฟล์

[3] ฟอร์มแฟ็กเตอร์: "3.5 นิ้ว" หมายถึงรูปแบบฟอร์มแฟ็กเตอร์ของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ไม่ได้ระบุขนาดทางกายภาพของผลิตภัณฑ์

[4] ประสิทธิภาพการใช้พลังงานจะคำนวณจากการใช้พลังงานขณะที่ไม่ได้ใช้งาน (active idle power consumption) หารด้วยความจุหลังฟอร์แม็ต

[5] ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเป็นเจ้าของ

สอบถามข้อมูลสินค้า:

โตชิบาอิเล็กทรอนิกส์แอนด์สตอเรจคอร์ปอเรชั่นคอร์ปอเรชั่น

https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/contact.html

* ข้อมูลในเอกสารนี้รวมถึงราคาสินค้าและรายละเอียดเนื้อหาของการบริการ และข้อมูลการติดต่อ ในเวลาปัจจุบัน และเชื่อว่ามีความถูกต้องในวันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการที่กล่าวถึงในที่นี้อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของ บริษัท นั้น ๆ

เกี่ยวกับโตชิบาอิเลคทรอนิกส์แอนด์สตอเรจคอร์ปอเรชั่นคอร์ปอเรชั่น

โตชิบาอิเลคทรอนิกส์แอนด์สตอเรจคอร์ปอเรชั่นคอร์ปอเรชั่นรวมความแข็งแกร่งของบริษัทใหม่เข้ากับภูมิปัญญาและประสบการณ์ โดยนับตั้งแต่ได้รับการเปิดตัวจากบริษัทโตชิบาในเดือนกรกฎาคม 2017 เราได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในบริษัทอุปกรณ์ทั่วไปชั้นนำและนำเสนอโซลูชันที่โดดเด่นให้แก่ลูกค้า และคู่ค้าทางธุรกิจในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์แบบแยกตัวระบบ LSI และ HDD พนักงานของเราจำนวน 19,000 คนทั่วโลกมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของเราและให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อส่งเสริมการร่วมสร้างสรรค์มูลค่าและตลาดใหม่ ๆ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างยอดขายรายปีในขณะนี้สูงกว่า 7 แสนล้านเยน (6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อเอื้อให้เกิดอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนทุกที่

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเราที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/company.html

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180827005620/en /

สื่อมวลชนติดต่อ:

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Chiaki Nagasawa, + 81-3-3457-4963

ฝ่ายการตลาดดิจิทัล

semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp


ไปรษณีย์ไทย จับมือ กสิกรไทย ขยายช่องทางรับฝากเงิน “ลูกค้าเคแบงก์” สู่ภูมิภาค ตอบโจทย์การออมเงินอุ่นใจ กับเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 900 แห่งทั่วประเทศ

Logo

  • ไปรษณีย์ไทย พร้อมให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้า KBank ดีเดย์ 28 สิงหานี้

        กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–28 สิงหาคม 2561

       บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) จับมือ ธนาคารกสิกรไทย ขยายจุดบริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าเคแบงก์ สู่เครือข่ายไปรษณีย์ 900 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในพื้นที่ให้สามารถฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารฯ ทั้งนี้ ในระยะแรกให้บริการเรียลไทม์รับฝากเงินสด มีค่าธรรมเนียม 20 บาท และพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบทั้งฝาก ถอน และเปิดบัญชีภายในปีหน้า คาดภายใน 3 ปีแรก มีลูกค้าใช้บริการธุรกรรมการเงินรวมประมาณ 600,000 รายการ

        นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การเปิดบริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านแบงกิ้ง เอเย่นต์ หรือตัวแทนผู้ให้บริการของธนาคาร คือ ยุทธศาสตร์ของธนาคารในการรุกมอบบริการให้ถึงตัวลูกค้าด้วยสาขา และช่องทางบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางบริการทางการเงินที่นอกเหนือจากสาขาธนาคารรูปแบบปกติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และพื้นที่ที่แตกต่างกันไปของลูกค้า และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับดิจิทัล แบงกิ้ง โดย “เคแบงก์ เซอร์วิส” ให้บริการเหมือนสาขาของธนาคาร ครอบคลุมบริการรับฝากเงินสด ถอน จ่ายบิล และเปิดบัญชี สำหรับลูกค้ารายย่อย ทำให้ลูกค้าในทุกพื้นที่ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น โดยแบงกิ้ง เอเย่นต์ที่ธนาคารแต่งตั้ง จะต้องมีสถานที่ให้บริการเป็นหลักแหล่ง เสริมพื้นที่ที่ธนาคารมีอยู่ มีพนักงาน เครื่องมือ และระบบการให้บริการที่รองรับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย โดยเฉพาะศักยภาพการเชื่อมต่อระบบกับธนาคารแบบเรียลไทม์ เพื่อสามารถให้บริการกับลูกค้าได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยธนาคารจะดูแลรับผิดชอบการให้บริการของตัวแทนเสมือนหนึ่งเป็นผู้ให้บริการเอง

        นายพัชร กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นตัวแทนในการให้บริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านสาขาไปรษณีย์ ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการในสาขาที่มีความพร้อมจำนวน 964 แห่ง กระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเมื่อรวมกับสาขาของธนาคารที่มีอยู่แล้ว 1,016 สาขา และตู้บริการอัตโนมัติ 11,792 ตู้ จะทำให้ธนาคารมีจุดให้บริการธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นทันทีรวมแล้วกว่า 13,772 จุดทั่วประเทศ นับเป็นการร่วมกันพัฒนาศักยภาพช่องทางการให้บริการที่จะเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าในการใช้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกพื้นที่  โดยช่วงแรกสามารถให้บริการฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยรับฝากเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 40,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ และในช่วงเปิดให้บริการจนถึงสิ้นปีนี้ลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10 บาท ตั้งเป้าหมายมีลูกค้าใช้บริการกว่า 150,000 ธุรกรรมภายในสิ้นปี 2561

        ทั้งนี้ การให้บริการที่ไปรษณีย์จะพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบทั้งรับฝากเงินสด ถอนเงิน และการเปิดบัญชี ซึ่งอยู่ในระหว่างกำหนดกระบวนการที่เหมาะสมตามมาตรฐานของ ธปท. ภายในปีหน้า ส่งผลให้ภายใน 3 ปีแรกมีปริมาณลูกค้าใช้บริการทุกธุรกรรมที่สาขาไปรษณีย์ไทยรวมประมาณ 600,000 ธุรกรรม นายพัชร กล่าว

       ด้านนางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เปิดให้บริการตัวแทนสถาบันการเงิน (Bank@Post) โดยร่วมกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในการรับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคาร มาตั้งแต่ปี 2554 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 13% และมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นต่อไปในอนาคต เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนขยายสาขาของธนาคารมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ไปรษณีย์ไทย ถือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีศักยภาพทางด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขามากกว่า 5,000 แห่ง ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของธนาคารในการเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง

        “ในระยะแรกจะเปิดให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยผ่านที่ทำการไปรษณีย์ กระจายไปยังสาขาของไปรษณีย์จำนวนกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในพื้นที่ให้สามารถฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารฯ และจะมีการขยายประเภทธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ พร้อมเพิ่มจุดบริการให้ครอบคลุมทุก ปณ. ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้ ซึ่งบริการนี้จะช่วยตอบโจทย์ธุรกรรมทางการเงินในทุกพื้นที่ไม่ว่าใกล้หรือไกล ในเมืองหรือภูมิภาค พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มแก่ธนาคารผู้ให้บริการ และลูกค้าผู้ใช้บริการของธนาคาร”

        นายพัชร กล่าวต่อว่า ธนาคารมีแผนเปิดให้บริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านแบงกิ้ง เอเย่นต์ กับพันธมิตรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพแตกต่างกันไป เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น คาดว่า เมื่อเคแบงก์ เซอร์วิส สามารถให้บริการเต็มรูปแบบครอบคลุมบริการรับฝากเงิน ถอนเงิน จ่ายบิล และเปิดบัญชี จะทำให้มีจำนวนธุรกรรมรวมกว่า 2 ล้านรายการภายใน 3 ปี และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นบนต้นทุนบริหารจัดการที่เหมาะสมของธนาคารพร้อมกันนี้ ธนาคารเตรียมปรับรูปแบบสาขาให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และนำดิจิทัล เทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย

        ลูกค้าที่ต้องการฝากเงินผ่าน “เคแบงก์ เซอร์วิส” ที่สาขาไปรษณีย์ เป็นลูกค้าประเภทบุคคลธรรมดาที่ต้องการฝากเงินสดเข้าบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน ออมทรัพย์ เพียงกรอกใบนำฝากเพื่อแจ้งเลขที่บัญชีที่ต้องการฝากเงิน และจำนวนเงิน โดยผู้ฝากจะได้รับหลักฐานการทำธุรกรรม เมื่อทำรายการเสร็จสมบูรณ์เป็นใบเสร็จ และ SMS ซึ่งผู้รับปลายทางจะได้รับเงินโดยทันที โดยรับฝากเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 40,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ ในช่วงเปิดบริการลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10 บาทต่อรายการจนถึงสิ้นปี 2561

        ทั้งนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ “การเปิดบริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านบริการรับฝากเงิน Bank@Post” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องไปรษณีย์ฤดีสราญ ชั้น 3 อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

###

ขอขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

ส่วนสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร. 0 2831 3512

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ

เจซีแอนด์โค พับลิครีเลชั่นส์- JC&CO PUBLIC RELATIONS –

ณภัทร กาญจนะจัย / +6681-355-9221/ napatk@jcpr.co.th

ชิดชนก ทองดี / +6698-494-9351 / chidchanokt@jcpr.co.th   

** MEDIA HOTLINE : 02-634-4557 / 081-486-3407 ** (ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์)

ประเทศไทยเริ่มต้นการเดินทางกับ Well Journey ด้วยความต้องการทางตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับอาคารที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

Logo

กรุงเทพฯ–(BUSINESS WIRE)–27 ส.ค. 2018

The International WELL Building Institute™ (IWBI™) เฉลิมฉลองการเดินทางมาถึงของ WELL Journey ที่ผ่านมานี้ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย อย่างยิ่งใหญ่ โดยการรวบรวมกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในท้องถิ่นที่มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการสร้างอาคารและชุมชนที่ส่งเสริมการมีสุขภาพดีในประเทศ .

โครงการนำร่อง WELL v2 ™ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของ WELL Building Standard (WELL ™) ของ IWBI ได้กลายเป็นจุดสนใจของฟอรัมความคิดเห็นเกี่ยวกับความยั่งยืนที่จัดขึ้นในเมืองหลวงของประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2018 ที่ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RISC) โดย RISC ได้ลงทะเบียนเพื่อขอใบรับรอง WELL Certification™ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

IWBI ร่วมมือกับ Magnolia Quality Development Corporation (MQDC) เจ้าของ RISC  และ Frasers Property เพื่อเปิดงาน WELL Journey ในกรุงเทพฯ ผู้มีส่วนได้เสียในภาคอุตสาหกรรมรวมทั้งนักพัฒนาชาวไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาปนิก และนักออกแบบ ได้มารวมตัวกันเพื่อแสดงถึงความต้องการของตลาดสำหรับอาคารและชุมชนที่ส่งเสริมสุขภาพดีในประเทศไทย ตลอดจนถึงการส่งเสริมความพยายามของ WELL ในการมอบสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชนในประเทศไทย

WELL Journey คืองานและโครงการที่จัดโดย IWBI เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จในท้องถิ่นที่ได้รับการรับรองจาก WELL Certification เพื่อดึงดูดความสนใจและให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่นเพื่อช่วยให้พวกเขาบรรลุมาตรฐาน WELL และเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความสามารถของอาคารและชุมชนในการพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน การเดินทางครั้งแรกของ WELL Journey เริ่มต้นขึ้นในเมือง ซานย่าประเทศจีน ในปี 2017 และนับแต่นั้นมาได้มีการเฉลิมฉลองในหลายเมือง เช่น เซินเจิ้นและไทเป โดย WELL Journey มีกำหนดเดินทางไปยัง หางโจว เฉิงตู เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ในปลายปี 2018

ประเทศไทยตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว WELL ทั่วโลกด้วยแรงฉุดตลาดที่แข็งแกร่ง นับถึงปัจจุบัน มีโครงการ 3 โครงการที่กินพื้นที่เกือบ 6 ล้านตารางฟุต ที่กำลังดำเนินการเพื่อได้รับการรับรอง WELL Certificate อย่างแข็งขัน

"เราสามารถทำอะไรเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้บ้าง  ทำไมความยั่งยืนจึงยังคงเป็นที่เข้าใจยากต่อพวกเราทุกคนอยู่ "รองศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าที่ปรึกษาของ RISC กล่าว ในระหว่างการกล่าวคีย์โน้ตเพื่อแนะนำ การเดินทาง WELL Journey ณ กรุงเทพฯ "ผมเชื่อว่าความพยายามเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเราทั้งหมดอาจเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเมื่อผมพูดถึง พวกเราทั้งหมด ผมไม่ได้หมายถึงมนุษย์แต่เพียงเท่านั้น เนื่องจากเราจะอยู่รอดไม่ได้หากปราศจากพืช แมลง หรือสัตว์ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงความสมดุลของคุณภาพชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดภายในระบบนิเวศน์ของเรา หากเราอยากมีโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน "

TCC Assets และ  Frasers Property ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในระดับแนวหน้าของการใช้มาตรฐาน WELL โดย TCC Assets และ Frasers Property ได้จดทะเบียนพื้นที่กว่า 5 ล้านตารางฟุตในพื้นที่โครงการเพื่อของรับรอง WELL Certification   ซึ่งรวมไปถึงอาคารสำนักงานพาณิชย์ชื่อดัง ONE Bangkokและโครงการ the PARQ อีกด้วย ทั้งนี้ TCC Assets และ Frasers Property มีความมุ่งมั่นที่จะลงทะเบียนโครงการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อการรับรอง WELL ในระหว่างงาน WELL Journey

"ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามาตรฐานอาคาร WELL ได้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการออกแบบและการก่อสร้างโดยได้รับการสนับสนุนจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่เป็นหลักฐาน" Anthony Arundell ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนเมืองสมาร์ทและการจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ Frasers Property กล่าว "เมื่อเราพูดถึงความยั่งยืน มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว อีกต่อไป ปัจจุบันนี้ความยั่งยืนของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญต้น ๆ เช่นกัน "

"ในขณะที่เราเฉลิมฉลองตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เฟื่องฟูในประเทศไทย สิ่งสำคัญคือต้องให้แน่ใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อสร้างช่องสถานที่ที่ดีต่อสุขภาพ ที่ที่คนทำงาน เรียนรู้ และเล่น "Tony Armstrong รองประธานอาวุโสกล่าว IWBI (เอเชีย) กล่าว เขากล่าวว่า WELL ได้รับการออกแบบให้เป็นระบบสากลที่มีความยืดหยุ่นในระดับท้องถิ่นเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เช่นประเทศไทยสามารถใช้การแทรกแซงที่ทำได้และที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมเฉพาะของตนโดยตรง

ผู้ร่วมอภิปรายที่เข้าร่วมการประชุมมาจากหลายภูมิหลัง แต่ได้แบ่งปันความรู้สึกจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร (indoor) ร่วมกัน โดยเน้นย้ำว่าอาคารที่ดีจะช่วยสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ใช้งานอาคารทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ได้แก่ ดร. นรี ภิญญาวัฒน์ ผู้อำนวยการ Atelier Ten (Asia); ดร. Hyunju Jang ที่ปรึกษาอาคารสีเขียวสำหรับ Africvs; และนายลลิต พิทักษ์ไพศาลผู้จัดการฝ่ายออกแบบด้านสิ่งแวดล้อมที่ Meinhardt Thailand

ดร. นรี ภิญญาวัฒน์ สมาชิก WELL คนแรกของประเทศไทยกล่าวว่า "ค่าใช้จ่ายในการทำไม่ใช้วิธี WELL ,มากล้นความกังวลอื่นใด" "ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นในด้านการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสุขภาพดีขึ้น และนี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก”

เกี่ยวกับ MQDC และ RISC

Magnolia Quality Development Corporation จำกัด (MQDC) เป็นหน่วยธุรกิจของ DTGO คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DTGO) ที่พัฒนา ลงทุน และบริหารวิลล่า คอนโดมิเนียม และโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน ที่มีความมุ่งมั่นขององค์กรเพื่อ ' ความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน " โดย MQDC พัฒนาโครงการด้านที่พักอาศัยและโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานภายใต้แบรนด์ Magnolias สุดหรูและแบรนด์ Whizdom ที่มีเหทาะสมกับคนรุ่นใหม่และมึความเป็นคนเมือง นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดตั้ง The Aspen Tree เพื่อจัดหาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัยและการบริการเต็มรูปแบบซึ่งจะช่วยให้เกิด 'aging in place หรือ การใช้ชีวิตสูงวัยในบ้าน' ที่อบอุ่น MQDCประยุกต์ใช้ปรัชญาของ 'sustainnovation หรือ นวัตกรรมยั่งยืน' เพราะมีเป้าหมายที่จะนำไปสู่ภาคธุรกิจที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน MQDC มุ่งมั่นที่จะดำเนินการด้วยความห่วงใยในชีวิตทั้งหมดบนโลก และสานต่อวัตถุประสงค์นี้โดยการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.mqdc.com บริษัทให้การสนับสนุนศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ซึ่งเป็นฐานการวิจัยแห่งแรกของเอเชียสำหรับการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยั่งยืน โดยเน้นความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งให้บริการแหล่งข้อมูลสาธารณะและดำเนินการเครือข่ายนักวิจัยนานาชาติ RISC มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ พร้อมที่จะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงภายในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ RISC จัดทำ 'ห้องสมุดวัสดุเชิงนิเวศ' แห่งแรกของประเทศไทยด้วย โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงวัสดุและรายละเอียดตัวอย่างกว่า 300 ชนิด ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.risc.in.th.

เกี่ยวกับ TCC Assets

TCC Assets จำกัด (ประเทศไทย) เป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านการลงทุน และประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรที่มีทุนจดทะเบียน 1 หมื่นล้านบาท จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2013โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม บริษัท TCC กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่โดดเด่นที่สุดในประเทศไทย รูปแบบการลงทุนของ TCC Assets มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างชาญฉลาด บริษัท TCC  Assets ร่วมกับบริษัทในเครือให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม การค้าปลีก พร้อมกับการบริการด้านการต้อนรับและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.tccassets.com.

เกี่ยวกับ Frasers Property:

บริษัท Frasers Property จำกัด เป็นบริษัทข้ามชาติซึ่งเป็นเจ้าของ พัฒนา และบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีความหลากหลายรูปแบบ บริษัทได้จดทะเบียนในกระดานหลักของบริษัทหลักทรัพย์สิงคโปร์เอ็กซ์เพรสเทรดดิ้ง จำกัด ( Singapore Exchange Securities Trading Limited ("SGX-ST") ) และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทมีสินทรัพย์ประมาณ 5 ประเภทซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 32,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2018 สินทรัพย์ของ Frasers Property มีตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ห้างร้าน พื้นที่ส่วนธุรกิจเชิงพาณิชย์ ตลอดจนไปถึงการขนส่งและอุตสาหกรรมในสิงคโปร์ ออสเตรเลีย ยุโรป จีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีธุรกิจด้านโรงแรมที่มีชื่อเสียงของและเป็นเจ้าของ และ / หรือ ดำเนินธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์และโรงแรมในกว่า 80 เมืองทั่วเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา บริษัทมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์อันน่าจดจำให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถของบริษัทจากทั่วตลาดและภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อส่งมอบคุณค่าในสินทรัพย์หลายประเภทให้กับลูกค้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยว Frasers Property กรุณาเยี่ยมชม frasersproperty.com.

เกี่ยวกับ IWBI และ WELL

สถาบัน International WELL Building Institute (IWBI) เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวทั่วโลกในการแปลงอาคารและชุมชนของเราด้วยวิธีการที่ช่วยให้ผู้คนเจริญเติบโต โครงการนำร่อง WELL v2 ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมจาก WELL Building Standard ส่วนและโครงการนำร่อง WELL Community Standard เป็นระบบประเมินระดับเขตที่กำหนดมาตรฐานระดับโลกใหม่สำหรับชุมชนที่มีความเป็นอยู่ดี WELL มุ่งเน้นโดยเฉพาะในเรื่องวิธีการที่สิ่งปลูกสร้าง ชุมชน และทุกสิ่งทุกอย่างในพื้นที่เหล่านี้สามารถปรับปรุงความสะดวกสบายของเรา เพื่อผลักดันทางเลือกที่ดีกว่า และจะเสริมสร้างแทนที่จะบ่อนทำลายสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเรา IWBI รวบรวมและระดมชุมชนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกที่มีความเป็นอยู่ดีผ่านการบริหารงานของ WELL AP credential และผ่านการวิจัยที่เกี่ยวข้องการพัฒนาทรัพยากร การพัฒนาการศึกษา และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีทุก ๆ แห่ง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยว IWBI และ WELL กรุณาเยี่ยมชมเราได้ ที่นี่

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180826005027/en/

ติดต่อ:

IWBI

Yan Tai, 202-650-0369

yan.tai@wellcertified.com

COSCOI เปิดตัวแอปสมาร์ทเอดูเทนเมนท์ โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ‘Go East’

Logo

Go East! Coloring และ Go East! Xylophone, แอปเพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก

กรุงโซล, เกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–27 สิงหาคม 2018

COSCOI ซึ่งเป็น บริษัทพัฒนาตัวการ์ตูนแอนิเมชันและจัดทำเนื้อหาดิจิตอลในประเทศเกาหลีได้ประกาศเปิดตัวแอพพลิเคชั่นสมาร์ทเอดูเทนเมนท์ (smart edutainment) 2 แอพโดยใช้ 'Go East' ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาหลักในการทำการ์ตูนแอนิเมชันของบริษัท

'Go East! Coloring 'และ' Go East! Xylophone' ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กถูกพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดผลิตภัณฑ์ '‘COSCOI Friends’และจะถูกวางจำหน่ายบน Google Play

Go East! Coloring เป็นแอปการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ลงสีตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ ของ Go East ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ COSCOI ซึ่งอ้างอิงจากนวนิยายเรื่อง 'Journey to the West หรือ ไซอิ๋ว' ซึ่งเป็นนวนิยายจีน เด็ก ๆ สามารถใช้สติกเกอร์และแปรงรูปแบบต่าง ๆ ที่จะทำให้สีสันสดใสยิ่งขึ้น แอปพลิเคชันมี "ฟังก์ชันทาสีอัตโนมัติ" ซึ่งจะทาสีตัวละครโดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับเด็กเล็กและเด็กวัยหัดเดินที่อาจมีปัญหาในการเลือกสีเอง  โดยมีให้เลือกประมาณ 40 แปรงที่แตกต่างกัน และสติกเกอร์และรูปแบบอีกมากมายที่เด็ก ๆ สามารถเลือกได้ไม่มีวันเบื่อ

Go East! Xylophone จะช่วยให้เด็กเล่นเครื่องดนตรีคล้ายระนาด ร่วมกับตัวละครที่น่ารักของGo East โดยทุกครั้งที่พวกเขาเล่นดนตรี ตัวละครก็จะเต้นรำ เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ดนตรีได้โดยวิธีธรรมชาติในขณะที่เล่นเครื่องดนตรีในแบบที่ตนชอบ แอปจะได้รับการอัปเดตให้มีฟังก์ชันใหม่หนึ่งฟังก์ชันที่ง่ายต่อความเข้าใจ การใช้ฟังก์ชั่นนี้เด็ก ๆ สามารถเล่นเพลงได้โดยการกดคีย์ของ xylophone ตามลำดับของโน้ตที่ปรากฏบนหน้าจอ

ชุดผลิตภัณฑ์ COSCOI Friends เป็นโครงการธุรกิจด้านการศึกษาครั้งแรกของ COSCOI ภายใต้วิสัยทัศน์ในการให้บริการเนื้อหาทั่วโลกซึ่งจะช่วยทำให้ตัวการ์ตูนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แอพพลิเคชันจะมีการปล่อยตัวออกไปยัง 135 ประเทศในเวลาพร้อม ๆ  กัน ทั้งนี้ COSCOI ได้พัฒนา Mobile App Service (MAS) ซึ่งเป็นเครื่องมือการจัดการแอปบนมือถือที่ใช้เพื่อเปิดและจัดการแอปต่างๆ เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว

"เราวางแผนที่จะปล่อยแอพพลิเคชันด้านการศึกษาใหม่จำนวน 11 รายการในปีนี้" Ja Keun Kim รองประธานของ COSCOI กล่าว "เราร่วมมือกับผู้ให้บริการเนื้อหาด้านการศึกษาที่มีชื่อเสียงและเราคาดว่าจะเปิดตัวแพลตฟอร์มวิดีโอและเสียงเพื่อการศึกษาเร็ว ๆ นี้"

COSCOI: http://www.coscoi.net/main?lang=us

COSCOI Friends: http://friends.coscoi.net/main?lang=us

Go East: http://goeast-en.coscoi.net/easten/main

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ:

COSCOI

Se Yong Oh, +82-70-8670-0130

seyongoh@coscoi.net

Keio Plaza Hotel Tokyo มอบแพ็คเกจที่พักให้ชาว LGBT ดื่มด่ำกับ “Premier Grand” สุดหรูบนคลับฟลอร์

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–23 สิงหาคม 2018

Keio Plaza Hotel Tokyo (KPH) หนึ่งในโรงแรงแรมระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชินจูกุของกรุงโตเกียว มอบข้อเสนอแพ็คเกจห้องพัก “Premier Grand” สุดหรู ซึ่งตั้งอยู่บนคลับฟลอร์ของโรงแรมให้กับผู้เข้าพักชาว LGBT ซึ่งแขกผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงคลับเลาจ์ “Premier Grand” ซึ่งเป็นพื้นที่ผ่อนคลายบนชั้น 45 เพื่อดื่มด่ำกับวิวแบบพาโนรามาที่สูงจากพื้น 160 เมตร และเพลิดเพลินกับรายการเครื่องดืมที่หลากหลาย นอกจากนี้แขกผู้เข้าพักจะได้รับถุงใบชาดำเป็นของขวัญพิเศษ รวมถึงส่วนลด 10% เมื่อซื้อแพ็คเกจ “Gay Area Night Tour” เพื่อท่องเที่ยวในย่าน Shinjuku 2-Chome LGBT ซึ่งให้บริการโดย Out Asia Travel ผู้นำเสนอแพ็คเกจทัวร์อันหลากหลายให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBT ในเอเชีย

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20180823005201/en/

A special accommodation package in our luxurious "Premier Grand" club floors will be offered the LGB ...

แพ็คเกจห้องพัก "Premier Grand" สุดพิเศษบนคลับฟลอร์ที่โรงแรมเสนอให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBT (รูปภาพ: Business Wire)

ห้องพัก “Premier Grand” ของเราอัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสุดพิเศษ เช่น ผ้าปูที่นอน Antonietti จากอิตาลี ผ้าเช็ดตัว Imabari ชื่อดังของญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำจาก L’Occitane ลำโพงบลูทูธยี่ห้อ BOSE และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมอื่น ๆ อีกมากมาย ในส่วนบริเวณคลับเลาจ์ของ “Premier Grand” นั้น ได้รับการออกแบบอย่างโฉบเฉี่ยว เสริมด้วยบริการพิเศษจากผู้ช่วยส่วนตัวที่จัดให้สำหรับแขกชั้นคลับฟลอร์โดยเฉพาะ บริเวณคลับเลาจ์ซึ่งประกอบด้วยเนื้อที่ 535 ตารางเมตรยังให้คุณได้ดื่มด่ำกับวิวแบบพาโนรามาที่อยู่สูงจากพื้นถึง 160 เมตร และยังมีบริเวณให้แขกได้ผ่อนคลายไปพร้อมกับรายการเครื่องดื่มและอาหารนานาชนิดที่จะทำให้คุณประทับใจ ซึ่งให้บริการตั้งแต่ 7:00 น. ถึง 22:00 น.

สำหรับย่าน Shinjuku 2-Chome เป็นย่านที่มีความเฉพาะตัวเป็นอย่างมาก บนพื้นที่ภายในรัศมี 200 เมตรอัดแน่นไปด้วยบาร์ ร้านอาหาร และร้านค้ากว่า 300 แห่ง ที่ได้รับการตกแต่งเพื่อเอาใจชาว LGBT โดยเฉพาะ ปัจจุบัน ย่านดังกล่าวได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมายังย่าน Shinjuku 2-Chome เป็นครั้งแรก แพ็คเกจ “Gay Area Night Tour” ยังมอบตัวเลือกผู้ช่วยส่วนตัวที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ไว้ในแพ็คเกจ เพื่อช่วยลูกค้าเลือกร้านต่าง ๆ ได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด และได้รับความบันเทิงอย่างเต็มที่

โรงแรมของเรายังมีโปรแกรมท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะตัว ซึ่งให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น ได้แก่ พิธีชงชา การจัดดอกไม้ แฟชันชุดกิโมโนและชุดยูกาตะ และอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ คู่รักชาวเกย์หรือเลสเบี้ยนยังสามารถสวมใส่ชุดกิโมโนที่เป็นชุดแต่งงานของชาวญี่ปุ่นและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกได้ในราคาพิเศษอีกด้วย

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20180823005201/en/

ติดต่อ:

Keio Plaza Hotel Tokyo
Keiko Kawashima, +81-3-5322-8010
ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์
keiko-kawashima@keioplaza.co.jp

The Hartford ลงนามข้อตกลงเพื่อซื้อกิจการบริษัทพิจารณารับประกันระดับโลก Navigators

Logo

  • ขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของThe Hartford และระดับความเสี่ยงของการพิจารณารับประกัน
  • ขยายการเข้าถึงการจัดจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงที่ Lloyd's
  • รวมองค์กรจัดจำหน่ายหลักทรัพย์สองแห่งเข้าด้วยกันด้วยความมุ่งมั่นที่จะดึงดูดและรักษาความบุคลากรชั้นยอด
  • คาดว่าจะเพิ่มรายได้สุทธิและรายได้หลัก* ของThe Hartford ในปี 2020

ฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต–(BUSINESS WIRE)–22 สิงหาคม 2018

The Hartford ได้ลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ Navigators Group, Inc. (NASDAQ: NAVG) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ทั่วโลกในราคา $70 เหรียญต่อหุ้น หรือ $2.1 พันล้านเหรียญ  การทำธุรกรรมดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของทั้งสองบริษัท และต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น Navigators และเงื่อนไขการปิดบัญชีอื่นๆ รวมถึงการอนุมัติตามกฎข้อบังคับ โดยคาดว่าจะปิดการซื้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2019

"เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะประกาศการซื้อ Navigators ซึ่งเรามั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายด้านกลยุทธ์และการเงินที่สำคัญสำหรับ The Hartford" Christopher Swift ประธานและซีอีโอของ The Hartford กล่าว “การซื้อครั้งนี้เป็นการขยายการให้บริการผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงทางภูมิศาสตร์ของเรา และเพิ่มบุคลากรการพิจารณารับประกันที่มีประสบการณ์และผลงาน รวมถึงความสามารถในอุตสาหกรรม และช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับตัวแทนและลูกค้าของเรา  เรามีวิสัยทัศน์ที่ดีเกี่ยวกับโอกาสในการเติบโตด้วยกันและคาดว่าการควบรวมกิจการจะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ"

Navigators ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1974 ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำตลาดในอุตสาหกรรมการเดินเรือ การก่อสร้าง และพลังงานทั่วโลก ตลอดจนในสายการผลิตและส่วนเกินของสหรัฐฯ  นอกเหนือจากตัวตนที่ Lloyd's แล้ว บริษัทยังมีการดำเนินงานจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นในยุโรป เอเชีย และละตินอเมริกา  ปัจจุบันบริษัทดำเนินกิจการใน 3 ส่วน คือ ธุรกิจประกันภัยในสหรัฐฯ (ร้อยละ 58 ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้นในปี 2017) ประกันภัยระหว่างประเทศ (29 เปอร์เซ็นต์) และการรับประกันภัยต่อ (Global Reinsurance) (13 เปอร์เซ็นต์) 1

Doug Elliot ประธาน The Hartford กล่าวเพิ่มเติมว่า “การทำธุรกรรมครั้งนี้เป็นการรวมเอาสององค์กรที่มีวัฒนธรรมการพิจารณารับประกันและมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ประสิทธิภาพทางการเงิน และการดึงดูดและรักษาบุคลกรชั้นยอด  ด้วยการร่วมกัน เราจะใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และบริการที่สมบูรณ์แบบผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน โดยการรวมความสามารถในการพิจารณารับประกัน การให้สินไหมทดแทน และการบริหารความเสี่ยงรวม ถึงการเสริมสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งของ The Hartford"

Navigators มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสแตมเฟิร์ด รัฐคอนเนตทิคัต และมี 22 สาขาในสหรัฐฯ และแปดแห่งในต่างประเทศ  บริษัทมีพนักงานประมาณ 820 คนทั่วโลกที่จะเข้าร่วม The Hartford เมื่อปิดธุรกรรมแล้ว  พนักงานประมาณ 600 คนประจำอยู่ในสหรัฐฯและ 150 คนประจำอยู่ในสหราชอาณาจักร

"เรามุ่งหวังที่จะนำความสามารถพิเศษของ Navigators ไปสู่ The Hartford" Stanley A. Galanski ประธานและซีอีโอของ Navigators กล่าว "ด้วยการเข้าร่วม The Hartford และการได้ใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของงบดุลและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ประกันเชิงพาณิชย์หลักของบริษัท เราจะสร้างโอกาสที่น่าตื่นเต้นในการมอบคุณค่าที่เพิ่มขึ้นแก่โบรกเกอร์และผู้ถือกรมธรรม์ของเรา"

The Hartford มีทรัพยากรเพียงพอที่จะจัดหาเงินทุนให้กับราคาซื้อรวมประมาณ $2.1 พันล้านเหรียญ แต่จะพิจารณาแหล่งเงินทุนทางเลือกก่อนที่จะปิดการซื้อ  The Hartford ไม่มีความประสงค์ที่จะออกหุ้นสามัญเพื่อซื้อกิจการ

The Hartford คาดว่าการซื้อกิจการจะสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเวลาผ่านไป  ผลกระทบจากการควบรวมกิจการในผลการดำเนินงานทางการเงินในปี 2019 และ 2020 ของ The Hartford จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงเวลาที่ปิดการซื้อ การสรุปผลกระทบด้านบัญชีการซื้อเช่นการกำหนดค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่นๆ ค่าใช้จ่ายในการรวมกิจการและการซื้อกิจการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมและการเปลี่ยนแปลงในเงินสำรองที่สูญเสียไปของ Navigators หรือรายการในงบดุลอื่น ๆ

การเข้าซื้อกิจการซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิของปี 2019 ลดลงก่อนที่จะพิจารณาถึงผลกระทบของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการยังไม่ได้สรุป  หากไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซื้อกิจการและค่าใช้จ่ายในการรวมธุรกิจ* บริษัทคาดว่าการซื้อกิจการจะเพิ่มรายได้ขึ้นทันทีในปี 2019 

สำหรับปี 2020, The Hartford คาดว่าการซื้อกิจการจะเพิ่มรายได้สุทธิ $30 ล้านเหรียญเป็น $75 ล้านเหรียญและกำไรหลักประมาณ $60 ล้านเหรียญเป็น $95 ล้านเหรียญ ซึ่งประกอบด้วยส่วนสนับสนุนจาก Navigators จำนวน $80 ถึง $125 ล้านเหรียญให้กับรายได้สุทธิและ $110 ถึง $145 ล้านเหรียญให้กับกำไรหลัก โดยหักรายได้จากการลงทุนสุทธิของ The Hartford ประมาณ $50 ล้านหลังจากหักภาษีแล้วเนื่องจากการใช้เงินสดการซื้อกิจการ การประมาณการทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขเบื้องต้นและจะได้รับการอัปเดตตามสภาวะตลาด แผนธุรกิจ ผลประกอบการทางการเงิน และความคืบหน้าอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปัจจุบันและตอนปิดการซื้อ

The Hartford จะจัดการประชุมทางเว็บคาสต์และการประชุมทางโทรศัพท์เพื่อทบทวนการเข้าซื้อกิจการเวลา 8.30 น. ตามเวลา EDT ในวันที่ 22 สิงหาคม 2018  สามารถเข้าร่วมการประชุมทางไกลได้ที่ 877-685-7362 (สหรัฐอเมริกา) หรือ 478-219-0241 (ระหว่างประเทศ) รหัสผ่าน 6087567  เว็บคาสต์แบบฟังอย่างเดียวสามารถฟังได้จากส่วนนักลงทุนสัมพันธ์ของเว็บไซต์ The Hartford ที่ https://ir.thehartford.com การเล่นซ้ำพร้อมทั้งสำเนาของเหตุการณ์จะมีให้เปิดชมเป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน

Citigroup Global Markets Inc. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการเงินเจ้าหลักให้กับของ The Hartford โดย Deutsche Bank Securities Inc. ให้คำแนะนำด้านการเงิน  Mayer Brown ได้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ The Hartford

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำธุรกรรมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของ The Hartford ที่ https://www.thehartford.com รวมถึงงานนำเสนอที่สรุปเงื่อนไขทางการเงินที่สำคัญและประโยชน์ของการซื้อกิจการ และในรายงานประจำวันของ Form 8-K ที่ยื่นให้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดย The Hartford และ Navigators

เกี่ยวกับ The Hartford

The Hartford เป็นผู้นำด้านการประกันทรัพย์สินและอุบัติเหตุ ผลประโยชน์กลุ่ม และกองทุนรวม  ด้วยความเชี่ยวชาญมากกว่า 200 ปี The Hartford ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านความเป็นเลิศด้านการบริการ การดำเนินงานที่ยั่งยืน ความไว้วางใจและความซื่อสัตย์  ชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทและผลการดำเนินงานทางการเงินได้ที่  https://www.thehartford.com  ติดตามเราได้ที่ Twitter ที่ www.twitter.com/TheHartford_PR

Hartford Financial Services Group, Inc. (NYSE: HIG) ดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยภายใต้ชื่อ The Hartford และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต  สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมโปรด อ่านคำชี้แจงทางกฎหมายของ Hartford

HIG-F, C

*หมายถึงมาตรการทางการเงินที่ไม่ได้คำนวณตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป (non-GAAP)  โปรดดูด้านล่างในหัวข้อ "การอภิปรายเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินแบบ Non-GAAP" สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงมาตรการวัด U.S. GAAP ที่เปรียบเทียบใกล้เคียงที่สุด

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

แถลงการณ์บางอย่างในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ควรได้รับการพิจารณาเป็นแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย Private Securities Litigation Reform Act 1995 ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์เกี่ยวกับผลการดำเนินงานในอนาคตของ The Hartford และการคาดการณ์เกี่ยวกับผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการของ Navigators  เราเตือนนักลงทุนว่าแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นการรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคตและผลที่แท้จริงอาจแตกต่างไปอย่างมาก

ปัจจัยที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงของ The Hartford แตกต่างไปจากการคาดการณ์ในอนาคตรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียง (i) การได้รับการอนุมัติตามกฎข้อบังคับสำหรับการทำธุรกรรม (ii) การปิดธุรกรรมที่ประสบความสำเร็จภายในระยะเวลาที่ประมาณไว้ (iii) การไม่ได้รับรู้ถึงความร่วมมือที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมหรือความล่าช้าในการดำเนินการดังกล่าว (iv) ผลกระทบจากการบัญชีซื้อ รวมถึงการกำหนดค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่นเมื่อปิดการซื้อ (v) ค่าใช้จ่ายในการควบรวม (vi) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซื้อกิจการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำรายการและการเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งผลขาดทุนของ Navigators หรือรายการในงบดุลอื่นที่จำเป็นในการปิดบัญชี (vii) ภาวะของอุตสาหกรรม และ (viii) ปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถอ่านได้ในข่าวประชาสัมพันธ์ของ The Hartford และเอกสารที่ยื่นต่อ SEC รวมถึงข้อมูลที่ได้กล่าวไว้ในข่าวประชาสัมพันธ์ The Hartford ซึ่งออกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2018 รายงานประจำไตรมาสของ The Hartford ในแบบฟอร์ม 10-Q รายงานประจำปี 2560 ของ The Hartford ใน แบบฟอร์ม 10-K และเอกสารอื่นที่ได้ยื่นกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ  เราไม่มีข้อผูกมัดในการอัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมและวิธีการหา

บางครั้ง The Hartford อาจใช้เว็บไซต์ของบริษัทเพื่อเผยแพร่ข้อมูลบริษัท  ข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับ The Hartford สามารถเข้าถึงได้โดยผ่านทางเว็บไซต์ของเราที่  https://ir.thehartford.com  นอกจากนี้ คุณอาจได้รับการแจ้งเตือนทางอีเมลและข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับ The Hartford โดยอัตโนมัติเมื่อคุณลงทะเบียนอีเมลของคุณที่ส่วน "Email Alerts" ที่  https://ir.thehartford.com

อภิปรายเกี่ยวกับมาตรการทางการเงินแบบ Non-GAAP

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยผลกำไรหลักจากการวัดผลทางการเงินซึ่งไม่ได้มาจากหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ("GAAP")  บริษัทใช้กำไรหลักเพื่อช่วยนักลงทุนในการวิเคราะห์ผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการที่คาดว่าจะมีต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงเวลาที่นำเสนอ  บริษัทเชื่อว่ากำไรหลักจะช่วยให้นักลงทุนสามารถวัดผลการดำเนินงานที่แท้จริงของบริษัทได้เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในธุรกิจประกันภัยและธุรกิจบริการทางการเงินของบริษัทที่อาจถูกบดบังด้วยการรวมผลกระทบสุทธิของกำไรและขาดทุนจากการรับรู้รายได้บางส่วน ค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างและอื่นๆ การรวมค่าใช้จ่ายในการทำรายการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจที่ได้มา การชำระหนี้เงินบำนาญ การสูญเสียการระงับหนี้ กำไรและขาดทุนจากธุรกรรมการรับประกันภัยต่อ ภาษีเงินได้ที่ได้รับจากการลดหย่อนภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ผลกระทบของการปฏิรูปทางภาษีต่อสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีสุทธิ และผลการดำเนินงานที่ยกเลิกไป

กำไรและขาดทุนจากเงินทุนบางส่วนได้รับแรงหนุนจากการตัดสินใจลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจภายนอก ซึ่งลักษณะและระยะเวลาในการดำเนินงานที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยและพิจารณารับประกันภัย  ดังนั้นกำไรหลักไม่รวมผลกระทบจากกำไรและขาดที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด (สุทธิจากภาษีและผลกระทบของ DAC) ที่มีแนวโน้มผันแปรได้ในแต่ละช่วงเวลาตามภาวะตลาดทุน  อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าผลกำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจประกันภัยของเรา  ดังนั้นกำไรหลักของบริษัทจึงรวมถึงผลกำไรและขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นจริง เช่นการชำระบัญชีตราสารอนุพันธ์เป็นรายงวด  กำไรและขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับรายการหักล้างที่รวมอยู่ในงบกำไรขาดทุน เช่นรายได้จากการลงทุนสุทธิ

รายได้สุทธิ (ขาดทุน) เป็นมาตรการเทียบเคียงได้โดยตรงกับ U.S. GAAP ในส่วนของกำไรหลัก  กำไรหลักไม่ควรถือเป็นรายการแทนกำไร (ขาดทุน) สุทธิและไม่สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรโดยรวมของบริษัท  ดังนั้น บริษัทจึงเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่จะประเมินผลกำไร (ขาดทุน) และกำไรหลักเวลาที่จะทำการทบทวนผลการดำเนินงานของบริษัท  การคำนวนยอดรายได้ (ขาดทุน) สุทธิกับกำไร (ขาดทุน) หลักเป็นตัวเลขไม่สามารถทำได้เป็นเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้รับผลกำไรและขาดทุน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยจากแต่ละล่วงเวลา

เนื่องจากการคำนวณกำไรหลักของบริษัทอาจแตกต่างจากมาตรการอื่นที่ใกล้เคียงที่ใช้โดยบริษัท อื่น ผู้ลงทุนจึงควรระมัดระวังเวลาเปรียบเทียบรายได้หลักของบริษัทกับมาตรการทางการเงินแบบ non-GAAP ที่ใช้โดยบริษัทอื่น

บริษัทใช้รายได้สุทธิก่อนรวมค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซื้อกิจการ ซึ่งจะช่วยผู้ลงทุนในการวิเคราะห์ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงเวลาที่นำเสนอ  ทางบริษัทเชื่อว่าเป็นมาตรการที่มีค่าในการแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในการซื้อกิจการได้ทันที ซึ่งอาจเคยถูกบดบังโดยค่าธรรมเนียมการซื้อกิจการ รวมถึงค่าธุรกรรมและการเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งผลขาดทุนของ Navigators หรือรายการในงบดุลอื่นๆ ที่ The Hartford อาจบันทึกเมื่อปิดการซื้อ  รายได้สุทธิ (ขาดทุน) เป็นมาตรการเทียบเคียงได้ง่ายที่สุด U.S. GAAP

1 ที่มา: รายงานประจำปี 2017 ของ Navigators 'ในฟอร์ม 10-K และรายงานรายไตรมาสในแบบฟอร์ม 10-Q ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และข้อมูลอื่นๆ ที่ได้รับจาก Navigators

ดูเวอร์ชันของแหล่งที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180822005271/en/

สื่อ:

The Hartford

Michelle Loxton, 860-547-7413

michelle.loxton@thehartford.com

หรือ

นักลงทุน:

The Hartford

Sabra Purtill, 860-547-8691

sabra.purtill@thehartford.com

เทคโนโลยี Pure Diamond Blockchain: นวัตกรรมใหม่ล่าสุดแห่งอุตสาหกรรมอัญมนี

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–23 สิงหาคม 2561

อุตสาหกรรมอัญมนีโลกกำลังจับตามองไปที่นวัตกรรมใหม่ของญี่ปุ่น นั่นก็คือเพชรที่ผลิตจากห้องทดลอง ซึ่งมีความเหมือนกับเพชรที่ได้จากธรรมชาติทั้งในแง่ขององค์ประกอบทางเคมี ลักษณะทางกายภาพ และสี

Pure Diamond Lab จากโตเกียว สามารถผลิตเพชรซึ่งมีคุณสมบัติแบบเดียวกับเพชรธรรมชาติได้ทุกประการ จึงทำให้สามารถขอใบรับรองจาก GIA (สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา) ได้ เพชรเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นในห้องทดลองของบริษัทที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมโดยใช้คาร์บอนบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดเพชร “อันไร้ที่ติ” ซึ่งมีคุณสมบัติเรื่องสีหรือน้ำที่เหนือกว่าเพชรธรรมชาติ

เพชรเหล่านี้สามารถพัฒนาให้มีสีต่างๆ ได้หลายแถบสี รวมถึงสีที่ไม่สามารถพบได้บ่อยในธรรมชาติ เช่น เพชรสีแดงและสีน้ำเงินที่หายากมากๆ ซึ่งอาจนำไปสู่จุดพลิกพลันของตลาดในเวลาอันรวดเร็ว De Beers Jewelry ผู้ผลิตอัญมนีซึ่งมีหุ้นส่วนราว 30% ในตลาดเพชรทั่วโลก ได้ทราบถึงเทคโนโลยีดังกล่าวและได้นำเพชรที่ผลิตในห้องทดลองมารวมไว้ในคอลเลกชันล่าสุดของพวกเขาแล้วเรียบร้อย

ปัจจัยหลักที่ทำให้ Pure Diamond Co. Ltd. มีความแตกต่างจากคู่แข่งก็คือการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับตลาดเพชร มีการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลิต ความบริสุทธิ์ และการประเมินเพชรที่ผลิตจากห้องทดลองไว้ในรูปแบบดิจิตอลและสร้างเป็นโปรไฟล์ขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความโปร่งใสและยกระดับการบริการของธุรกิจค้าปลีก ขณะเดียวกัน นายจุนมา คาวาซากิ ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง CTO โครงการ Pure Diamond Blockchain ซึ่งเขาคือแฮกเกอร์ระดับ ’หมวกขาว’ ชื่อดัง ผู้สามารถแก้ไขปัญหาการแฮ็กเพื่อโจรกรรมเหรียญ NEM จำนวน 500 ล้านเหรียญจาก Coincheck ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายคาวาซากิเชื่อว่าโครงการพัฒนา Pure Diamond Blockchain เป็น “การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้อย่างถูกต้อง” และผู้ผลิตจากห้องทดลอง Pure Diamond อย่างนายฮิเดยูกิ อาเบะ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี “มอบเรื่องราวให้กับเพชรทุกๆ เม็ด”

เพชรจากห้องทดลองที่ผลิตโดย Pure Diamond กำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเพชรของโลกให้มีความยั่งยืนและมีจิรยธรรมมากขึ้น การผลิตเพชรในสภาพแวดล้องของห้องทดลองเป็นการลดความต้องการของเหมืองเพชร ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เทคโนโลยี Pure Diamond Blockchain ยังช่วยป้องกันการกระจายของเพชรที่เรียกว่า ‘เพชรสีเลือด’ ซึ่งได้จากการทำเหมืองในเขตสงคราม และถูกขายเพื่อนำเงินมาใช้สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อขยายขนาดของโครงการเพชรจากห้องทดลองให้ใหญ่ขึ้น บริษัทวางแผนที่จะใช้ ICO ของ Pure Diamond Coin (PDC) สกุลเงินคริปโตซึ่งซื้อโดย Pure Diamond Farm Singapore มาลงทุนในด้านอุปกรณ์และการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีรายงานว่าได้ลงทุนไปแล้วสองในสามของมูลค่าที่กำหนดไว้สูงสุด 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ในกระบวนการสุดท้ายของการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคาดว่าจะทำให้ฐานะของพวกเขาในอุตสาหกรรมเพชรห้องทดลองมีความแข็งแกร่งขึ้น พวกเขามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนอนาคตของอุตสาหกรรมเพชรไปทีละขั้น ซึ่งทำให้โครงการ Pure Diamond Blockchain มีความน่าสนใจที่ต้องคอยติดตาม

http://purediamond-ico.com/

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttp://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51853658&lang=en

ติดต่อ:

Pure Diamond Farm Singapore
Chris yang
contact@purediamond-ico.com