“พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” รวมพลังต้านโควิด-19 จัดโครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชน พร้อมมอบสิ่งของสนับสนุนการทำงานบุคลากรแพทย์ – เจ้าหน้าที่รัฐ

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–30 เมษายน 2563

img“พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” พร้อมเป็นส่วนหนึ่งต้านโรคโควิด – 19  ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน    จัดโครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชนนำรถเคลื่อนที่พาแพทย์เข้าไปตรวจสุขภาพประชาชนฟรีถึงหน้าบ้าน  มาตรการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมอบอาหาร น้ำดื่ม แอลกอฮอล์เจล ผ้าเย็น และหน้ากากคลุมหน้า Face Shield เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ตามจุดตรวจคัดกรองประชาชน ในหลายแห่งทั่วประเทศ 

ดร.สาธิต วิทยากร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทั่วไปและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจเพื่อสุขภาพ  ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ยังคงระบาดต่อเนื่อง ทั่วประเทศ  บริษัท ฯ และโรงพยาบาลในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ  จังหวัดสมุทรปราการ  โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ และโรงพยาบาล พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์  โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี  โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์  โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร จังหวัดพิจิตร และโรงพยาบาลศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน   ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการช่วยเหลือประชาชน มาตรการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผ่านการจัดกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคมในหลายโครงการ

ทั้งนี้ ในส่วนของ มาตรการช่วยเหลือประชาชน ได้จัด “โครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชน นำรถเคลื่อนที่พาแพทย์เข้าไปตรวจสุขภาพประชาชนถึงหน้าบ้านในระยะ 20 กิโลเมตร  โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ รวมทั้งบริการรับ – ส่งผู้ป่วยฟรีในช่วงเวลาเคอร์ฟิว และโครงการกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน โดยไม่เสียค่าเดินทาง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ได้จัด โครงการตรวจ Covid -19 ฟรี ให้พี่ๆ Taxi Hero” มอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ขับรถแท็กซี่สามารถเข้ามารับบริการตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) ผ่านระบบ Drive Thru ของโรงพยาบาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งโรงพยาบาลจะให้สิทธิ์ 10 คน ต่อวัน  เป็นการช่วยแบ่งเบาปริมาณคนไข้ที่เข้าไปรับการตรวจกับโรงพยาบาลรัฐได้อีกทางหนึ่ง  ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีผู้ขับรถแท็กซี่เข้ามารับบริการจำนวน 100 คน

สำหรับ มาตรการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ  นำโดยผู้บริหารโรงพยาบาลในเครือ เดินสายมอบสิ่งของจำเป็น ได้แก่ อาหาร น้ำดื่ม แอลกอฮอล์เจล ผ้าเย็น และหน้ากากคลุมหน้า  Face Shield  เพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ตามจุดตรวจคัดกรองประชาชนในหลายแห่งทั่วประเทศ 

“ในช่วงเวลานี้ การอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ดูจะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด แต่หากคนในบ้านป่วย คำถามที่เกิดขึ้นคือ จะทำอย่างไรในช่วงที่การเดินทางออกจากบ้านมีข้อจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการสาดน้ำ (ใจ) ให้ชุมชน โดยนำแพทย์ไปตรวจสุขภาพประชาชนถึงหน้าบ้าน รวมไปถึงอีกหลายกิจกรรมที่มุ่งสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญในการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลผู้ป่วย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เป็นกำลังหลักในการต่อสู้กับโรคโควิด – 19  ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคน จะทำให้สามารถก้าวผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยกัน” ดร.สาธิต กล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์  บริษัท อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น จำกัด โทร. 0 2354 3588 www.incom.co.th

อุษณีย์ ถาวรกาญจน์  โทร.081 984 5500 Email: usanee@incom.co.th

Mary Kay Inc. มุ่งมันให้การสนับสนุนด้าน COVID-19 ระดับโลก มูลค่าเกือบ 10 ล้านเหรียญ

Logo

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–30 เมษายน 2563

Mary Kay Inc. ได้ให้การบริจาคทางด้านการเงิน การบริจาคผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนด้านการกระจายสิ่งของช่วยเหลือต่าง ๆ (distribution support) ในประเทศและในชุมชนที่บริษัทดำเนินงานอยู่ เป็นมูลค่าเกือบ 10 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะช่วยชะลอการแพร่กระจายของโรคระบาด COVID-19 และเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ทำงานที่อยู่แนวหน้า (frontline workers)

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200429005893/en/

David Holl, Chairman and Chief Executive Officer, Mary Kay Inc. (Photo: Mary Kay Inc.)

David Holl, ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, Mary Kay Inc. (ภาพ: Mary Kay Inc.)

“คงจะเป็นเวลาอีกสักระยะกว่าที่เราจะสามารถรู้ระดับผลกระทบที่กว้างขวางของการระบาดใหญ่ครั้งนี้ต่อเศรษฐกิจ ต่อประชากร และต่อโลกได้แน่นอน ” David Holl ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mary Kay Inc. กล่าว“ แต่สิ่งที่เรารู้แน่นอนในตอนนี้ก็คือ ผู้คนหลายคนกำลังทุกข์ทรมาน และนี่เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งต้องการการสนับสนุนจากทุกคน เรามีความรับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสนี้ไม่ว่าจะโดยตรง เช่น ต่อผู้ที่ทำงานแนวหน้า หรือโดยอ้อม เช่น ผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของกรณีความรุนแรงในครัวเรือน”

เพื่อโต้ตอบการระบาดหนักของ COVID-19 ทั่วโลก Mary Kay Inc. และบริษัทสาขาทั่วโลก พร้อมด้วยมูลนิธิของบริษัทสี่แห่งที่ได้รับเงินสนับสนุนในประเทศ แคนาดา บราซิล จีน และสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการโครงการบรรเทาทุกข์ระดับชาติดังต่อไปนี้:

การสนับสนุนผู้ที่ทำงานแนวหน้า:

  • เปลี่ยนการมุ่งเน้นการผลิตทั่วโลกไปสู่การผลิตและการบริจาคสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและสุขอนามัย ซึ่งรวมถึงเจลทำความสะอาดมือที่บริจาคให้กับระบบการดูแลสุขภาพเกือบ 20 ระบบ โรงพยาบาล 1,000 แห่ง และผู้ทำงานแนวหน้าและบุคลากรทางการแพทย์รวม 1.5 ล้านรายทั่วโลก
  • เพื่อการสนับสนุนเครือข่าย the Global Outbreak Alert and Response Network (GOARN) Mary Kay ได้บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับองค์การ Pan American Health Organization สำนักงานสาธารณสุขประจำภูมิภาคของ Americas of the World Health Organization (PAHO / WHO) โดยการบริจาคนี้จะให้การสนับสนุนประเทศในทวีปอเมริกาในการต่อสู้กับ COVID-19
  • บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับ CARE (หน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ) เพื่อสนับสนุนความพยายามในจัดการเรื่อง COVID-19 ใน 63 ประเทศกำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลางในการต่อสู้เรื่องทรัพยากรที่ขาดแคลน
  • เข้าร่วมแพลตฟอร์มปฏิบัติการ COVID ใหม่ (COVID Action Platform) ของ World Economic Forum ที่ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยแพลตฟอร์มระดับโลกนี้เป็นแพลตฟอร์มแรกที่มีจุดมุ่งหมายในการจัดการประชุมในหมู่ชุมชนธุรกิจเพื่อการดำเนินการร่วมกันในการปกป้องวิถีชีวิตของผู้คนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการดำเนินการเพื่อตอบโต้กับCOVID-19 ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวจะสนับสนุนกลไกในการบริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกที่มักเข้าไม่ถึงเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
  • ประสานงานกับสภาผลิตภัณฑ์การดูแลส่วนบุคคล หรือ Personal Care Products Council (PCPC) และ Feeding America เพื่อบริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับองค์กรที่ขาด
  • บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับระบบการดูแลสุขภาพและโรงพยาบาลในสิบอันดับเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา
  • การสนับสนุนในพื้นที่รอบ ๆ สำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตของ Mary Kay:
    • บริเวณใกล้เคียงกับสำนักงานใหญ่ของ Mary Kay Inc (ดัลลัส เท็กซัส) มอบเจลทำความสะอาดมือและอุปกรณ์อื่น ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ First Responders ของกรมตำรวจ Addison เมืองดัลลัส Tenet Healthcare, Baylor Scott & White Health, UT Southwestern Medical Center, Steward Health Care, HCA Hospital Network, Christus Health, Medical City Dallas, Parkland Health and Hospital และ โรงพยาบาลป๊อปอัพ ของ Kay Bailey Hutchison Convention Center
    • ใน Lewisville, เท็กซัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตทั่วโลกของบริษัท Mary Kay Inc. ได้มอบเจลทำความสะอาดมือให้กับกรมตำรวจ Lewisville และ First Responders (Lewisville Police Department and First Responders.)
    • Mary Kay Inc. มอบเจลทำความสะอาดมือให้กับผู้ที่ทำงานที่อยู่แนวหน้าของ เขต Tarrant County และความต้องการด้านสาธารณสุขอื่น ๆ

การสนับสนุนด้านการป้องกันและการตอบโต้กับความรุนแรงในครอบครัว:

  • มูลนิธิ Mary Kay Foundation℠  (สหรัฐอเมริกา) ประกาศเปิดตัวโครงการบรรเทาทุกข์ COVID-19 โดยมอบเงินทุนที่ไม่จำกัดแก่สถานพักพิงสำหรับผู้ที่เผชิญความรุนแรงในครัวเรือน โดยสถานพักพิงสำหรับผู้เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนสามแห่งในดัลลัสหรือรอบ ๆ ( ได้แก่ Denton County Friends of the Family, The Family Place และ Hope's Door New Beginning Center) ได้รับเงิน 25,000 เหรียญ ต่อสถานพักพิงเพื่อสนับสนุนบริการที่พักพิงฉุกเฉินและโครงการสร้างผลกระทบเชิงบวก (emergency shelter services and impact programs)  นอกจากนี้มูลนิธิ Mary Kay ยังบริจาคเงินจำนวน 75,000 เหรียญสหรัฐให้กับศูนย์ Genesis Women’s Shelter & Support ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและโครงการ Conference on Crimes Against Women efforts (CCAW) โดยความร่วมมือกับกรมตำรวจดัลลัส เพื่อสนับสนุนภารกิจยุติความรุนแรงต่อสตรีให้หมดไป
  • มูลนิธิ Mary Kay Foundation℠  (สหรัฐอเมริกา) กรรมการอิสระฝ่ายขายแห่งชาติแมรี่เคย์และกรรมการอิสระ Mary Kay และผู้อำนวยการฝ่ายขายแห่งชาติ Emeriti ของ Mary Kay บริจาคเจลทำความสะอาดมือให้กับสถานพักพิงสำหรับผู้เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนเกือบ 500 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อทำให้แน่ใจว่ามีเด็กและสตรีที่หนีมาจากสถานการณ์ความรุนแรงในครัวเรือนมีที่พักอาศัยที่มีสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและปลอดภัย  ทั้งนี้ที่พักอาศัยสำหรับผู้เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนเกือบ 500 แห่งในสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนผู้หญิงและเด็กกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี
  • เมื่อต้นปีที่ผ่านมามูลนิธิ Mary Kay Ash Charitable Foundation (แคนาดา) ได้มอบเงินจำนวน 100,000 เหรียญให้แก่ที่พักสำหรับผู้ที่เผชิญความรุนแรงในครัวเรือนสิบแห่ง และเพื่อการบรรเทาทุกข์อย่างต่อเนื่องทางมูลนิธิจะมอบเงินบริจาคอีกจำนวนหนึ่งให้กับแหล่งพักพิงเพิ่มอีกเกือบ 40 แห่งและจัดหาเจลทำความสะอาดมือให้กับสถานพักพิงเกือบ 50 แห่งด้วย
  • Instituto Mary Kay (บราซิล) บริจาคเงินให้องค์กร NGO Fala Mulher เพื่อให้องค์กรสามารถซื้ออุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น (เช่น เจลทำความสะอาดมือ ถุงมือ และหน้ากาก) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครัวเรือนจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

สนับสนุนโครงการอื่น ๆ เพิ่มเติม:

  • กองทุนการกุศล Mary Kay China บริจาคเงินให้กับมูลนิธิ Amity Foundation  (องค์กรทางสังคมอิสระของจีนที่อุทิศตนให้กับการสาธารณสุข การสวัสดิการสังคม การบรรเทาภัยพิบัติ และอื่น ๆ) และบริจาคเงินล่วงหน้าให้กับการบรรเทาทุกข์ COVID-19 ในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน นอกจากนี้ Mary Kay China ยังบริจาคอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และผลิตภัณฑ์ดูแลมือให้กับพนักงานสาธารณสุขและอาสาสมัครหญิง
  • Mary Kay บราซิลและ Instituto Mary Kay บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ FIOCRUZ – Oswaldo Cruz Foundation เพื่อช่วยในการสร้างเครื่องมือตรวจหา COVID-19 จำนวน 5,000 เครื่องมือ สำหรับโรงพยาบาลของรัฐ นอกจากนี้ยังบริจาคให้กองทุน São Paulo State Fund เพื่อสนับสนุนความพยายามในการซื้อเครื่องช่วยหายใจ ทั้งนี้ Mary Kay บราซิลยังได้บริจาคให้กระทรวงสาธารณสุข หรือ  the State Health Department เพื่อสนับสนุนผ้ากันเปื้อนป้องกันพิเศษสำหรับพนักงานห้อง ICU ในโรงพยาบาลของรัฐอีกด้วย
  • Mary Kay Mexico จะบริจาคเจลทำความสะอาดมือเพื่อสนับสนุนชุมชนที่มีเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า: Bancos de Alimentos de Mexico (เครือข่าย Foodbank ของเม็กซิโก), Unidas Contigo Monterrey (กระตุ้นการรับรู้มะเร็งเต้านม) และ Fondo Semillas Mexico (การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว)
  • Mary Kay  รัสเซีย บริจาคผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้แก่ผู้ที่ทำงานอยู่แนวหน้า ณ สถาบันวิจัยปฐมพยาบาล Sklifosovsky หรือ The N.V. Sklifosovsky Scientific Research Institute of First Aid และที่แผนกฉุกเฉินของ A.S.Puchkov ของกระทรวงสาธารณสุขกรุงมอสโก
  • มีโครงการมากมายเกิดขึ้นทั่วโลกในท้องที่ของหลายประเทศที่ Mary Kay กำลังดำเนินการเพื่อสนับสนุนการบรรเทาทุกข์ COVID-19

คำพูดจากพันธมิตร / ผู้ทำงานแนวหน้า:

Dr. Ciro Ugarte, ผู้อำนวยการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของ PAHO

“เราขอขอบคุณสำหรับการบริจาคเจลทำความสะอาดมือของ Mary Kay ให้กับ Pan American Health Organization สำนักงานภูมิภาคสำหรับอเมริกาขององค์การอนามัยโลก หรือ Regional Office for the Americas of the World Health Organization (PAHO / WHO) การบริจาคครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการต่อสู้ขององค์กรต่อการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งช่วยให้ประเทศในทวีปอเมริกาชะลอการแพร่กระจายของไวรัสในสถานพยาบาลและปกป้องคนทำงานด้านสุขภาพที่อยู่ในแนวหน้าของการต่อสู้กับการการระบาดใหญ่ครั้งนี้”

Michelle Nunn, ประธานและซีอีโอของ CARE

“CARE ทำงานทุกวันในชุมชนที่มีความเปราะบางทั่วโลก ที่ซึ่งระบบการดูแลสุขภาพนั้นบอบบางที่สุด ในช่วงเวลาของการระบาดใหญ่เช่นนี้ ชีวิตผู้คนตกอยู่ในอันตรายยิ่งขึ้นในชุมชนเหล่านี้ การใช้เจลทำความสะอาดมือเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการหยุดยั้งการแพร่กระจายของ COVID-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาลอย่างจำกัด และสถานที่ซึ่งการเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นอุปสรรคต่อการมีชีวิตอยู่ นั่นเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกขอบคุณสำหรับการบริจาคอย่างกรุณาของ Mary Kay เพื่อช่วยทำให้ชุมชนต่าง ๆ ปลอดภัยมากขึ้น”

Pat Drury, ผู้จัดการองค์การอนามัยโลก, เครือข่าย Global Outbreak Alert and Response Network (GOARN)

“ภารกิจของเครือข่าย Global Outbreak Alert and Response Network (GOARN) ซึ่งทำงานร่วมกับ WHO คือการจัดหาแหล่งข้อมูลด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลก โดย GOARN กำลังเชื่อมโยงสถาบันที่เป็นพันธมิตรเพื่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น และเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนชุมชนและช่วยชีวิตผู้คนในช่วงเวลาที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่และภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขต่าง ๆ ในขณะที่เราเฉลิมฉลองการครบรอบ 20 ปีของเราท่ามกลางการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ภารกิจของเราสำคัญมากยิ่งกว่าเดิม เราขอขอบคุณ Mary Kay สำหรับการบริจาคแทนหลาย ๆ ชีวิตที่จะได้รับประโยชน์จากความช่วยเหลือครั้งนี้”

Zara Ingilizian, หัวหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมผู้บริโภคและแพลตฟอร์มการบริโภคในอนาคต, World Economic Forum

“ World Economic Forum กับองค์การอนามัยโลกกำลังระดมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเพื่อปกป้องชีวิตและวิถีชีวิตผ่านแพล็ตฟอรม COVID-19 Action Platform การแพร่กระจายของโรคนี้ต้องการความร่วมมือระดับโลกระหว่างรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ และชุมชนธุรกิจ บริษัทที่ทำงานด้านอุตสาหกรรมผู้บริโภคอย่างเช่น Mary Kay และการบริจาคผลิตภัณฑ์สุขอนามัยช่วยชีวิตของพวกเขากำลังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนงานผู้ประกอบอาชีพด้านการดูแลสุขภาพ และผู้บริโภค”

คำพูดจากพันธมิตรด้านการสนับสนุนการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

Michelle Nunn, ประธานและซีอีโอของ CARE

“ เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงของประเทศที่กำลังประสบกับสงคราม ความยากจน และความไม่มั่นคงแล้ว การอุบัติของ COVID-19 จะเป็นราวกับพายุที่สร้างปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญหาที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในหมู่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงหลายคน ซึ่งรวมถึงความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับด้านเพศ หรือ gender-based violence (GBV) เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าการตอบสนองฉุกเฉินต่อ COVID-19 จะไม่ลืมกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสและอ่อนแอที่สุดของสังคม การบริจาคของมูลนิธิ Mary Kay จะช่วยให้ผู้หญิงและเด็ก ๆ ปลอดภัยจาก GBV และภัยคุกคามอื่น ๆ ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติ เช่นนี้”

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฉีกกฎเกณฑ์แบบเดิมได้ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอมานานกว่า 56 ปี โดยมีเป้าหมายสามประการ คือ มอบโอกาสที่คุ้มค่าสำหรับผู้หญิง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจต้านทานได้ และการทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความฝันดังกล่าวได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทันสมัยเครื่องสำอางค์สี น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Mary Kay มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงภายในครัวเรือน การทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และการส่งเสริมเด็ก ๆให้ทำตามความฝันของตน ดังนั้นวิสัยทัศน์อันดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ในคอนเซปท์ ก้าวไปด้วยกันทีละลิปสติกยังคงส่องสว่างนำทางต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่  MaryKay.com.

เกี่ยวกับ The Mary Kay Foundation

โดยการทำตามความฝันของ Mary Kay Ash ที่จะยกระดับชีวิตของผู้หญิงทุกหนทุกแห่ง มูลนิธิ The Mary Kay FoundationSM ได้ระดมทุนและจัดสรรกองทุนเพื่อการลงทุนในการวิจัยโรคมะเร็งขั้นสูงเพื่อค้นหาวิธีรักษาโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงและยุติความรุนแรงในครอบครัวต่อสตรี ตั้งแต่ปี 2539 มูลนิธิ The Mary Kay FoundationSM ได้บริจาคเงินกว่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับองค์กรที่มีภารกิจสอดคล้อง นอกจากนี้มูลนิธิยังสนับสนุนโครงการริเริ่มสร้างจิตสำนึก โครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุมชน และสนับสนุนกฎหมายเพื่อให้ผู้หญิงมีสุขภาพที่ดีและได้รับความปลอดภัย โดยการทำงานร่วมกันเราสามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้นสำหรับผู้หญิง หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการให้การศึกษา การสนับสนุน การเป็นอาสาสมัคร และการบริจาคและการเข้าร่วมงานช่วยชีวิตและเพื่อสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถของผู้หญิง เยี่ยมชมได้ที่ marykayfoundation.org, ค้นหาเราบน Facebook และ Instagram หรือติดตามเราบน Twitter

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200429005893/en/

ติดต่อ:

สื่อสารองค์กร Mary Kay Inc.

marykay.com/newsroom

972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด ประชาชนควรสร้างภูมิคุ้มกัน และปกป้องตนเองจากโรคภัยต่าง ๆ เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทย

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–29 เมษายน 2563

imgเนื่องในสัปดาห์แห่งการสร้างภูมิคุ้มกัน (World Immunization Week) ระหว่างวันที่ 24 – 30 เมษายน ของทุกปี เพื่อต้องการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงคุณค่าในการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการปกป้องคนนับล้านชีวิตให้รอดพ้นจากความเสี่ยงของโรคติดต่อมากมายที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยหนึ่งในวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่ประสบความสำเร็จและคุ้มค่าที่สุดในโลกคือการฉีดวัคซีน โดยมีส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้นักวิจัยต่างเร่งผลิตวัคซีน ซึ่งเป็นความหวังในภาวะวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงยังได้สร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของวัคซีนมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ยังมีผู้คนส่วนหนึ่งที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพ อาจทำให้เกิดภาวะ เรียนรู้ช้าหรือพิการได้ อย่างไรก็ตาม มีแพทย์จากนานาประเทศต่างก็ยืนยันว่าการฉีดวัคซีน “มีความปลอดภัยสูง” และ “มีความจำเป็นอย่างมาก” ในการจำกัดวงจรการระบาดของโรคร้ายที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง หรืออาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้

. เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา  ปัจจุบันเป็นประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ในฐานะแพทย์ผู้บุกเบิกเรื่องหลักเกณฑ์การใช้ยาปฏิชีวนะในโรคติดเชื้อ และโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล ได้ก่อตั้งสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ก่อตั้ง Asian Society of Pediatric Infectious Diseases และเป็นนายกสมาคมคนแรก ที่ร่วมก่อตั้ง Asia-Pacific Society of Clinical Microbiology and Infection รวมถึงได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กของโลก (President, World Society of Pediatric Infectious Diseases) ได้ทำการวิจัยในระยะแรกศึกษาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ค้นพบ macrophage aggregation factor ตีพิมพ์ใน Journal of Immunology รวมถึงทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ ยาต้านจุลชีพ และวัคซีน ให้ข้อมูลว่า “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีความจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะที่เกิดโรคอุบัติใหม่และยังเป็นโรคระบาดอีกด้วย เช่นเดียวกับภาวะวิกฤต COVID-19 ในช่วงเวลานี้ ปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีกลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย แบ่งเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ 1. ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และมีความสามารถในการป้องกันหรือทำลายจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอมได้ในระดับนึง โดยไม่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่จะป้องกันโรคได้หลายชนิด ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล และ 2. ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับสิ่งแปลกปลอม โดยจะตอบสนองจำเพาะกับเชื้อโรคผ่านเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ซึ่งจะจดจําเชื้อโรคได้ และจะตอบสนองในครั้งหลังๆ ได้เจาะจงและรวดเร็วขึ้น รวมถึงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

สำหรับกรณีของการสร้างภูมิคุ้มกันโดยวัคซีนนั้น จะเป็นการแนะนำให้ร่างกายให้ได้รู้จักกับเชื้อโรคหรือบางส่วนของเชื้อโรค โดยที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถเรียนรู้วิธีต่อสู้ป้องกันตนเอง เสมือนกับเป็นการซ้อมรบ เมื่อถึงคราวได้รับเชื้อหรือติดเชื้อนั้นเข้าจริง ๆ โดยสารที่เรียกว่าแอนติเจนในวัคซีนก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้หรือสารที่สามารถต้านทานเชื้อขึ้นมาได้

. เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา  กล่าวเสริมว่า เนื่องด้วยทุกวันนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก และจากการพัฒนาเทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยคาดการณ์เฉลี่ยตามช่วงเวลา (period life expectancy) ประมาณ 70-80 ปี ซึ่งต่างจากอดีตที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 40-50 ปี จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีอายุที่ยืนยาวโดยปราศจากโรคภัย ฉะนั้นการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา และการสร้างย่อมดีกว่าการซ่อม เพราะจะทำให้ร่างกายของเราสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างยั่งยืน โดยระหว่างที่ยังรอคอยความหวังจากวัคซีนโควิด-19 ขอแนะนำวิธีการดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ด้วยวิธีง่ายๆ 4 อย่าง คือ

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้ออกแรงหรือได้เคลื่อนไหวร่างกายทำให้สุขภาพแข็งแรง สมรรถภาพของหัวใจและปอดดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และส่งผลทำให้อายุยืนยาว มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ
  2. รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงสามารถทานอาหารหรือวิตามินเสริม  คนที่ขาดแร่สังกะสี (Zinc) หรือวิตามินดี จะมีภูมิต้านทานลดลง แร่สังกะสีจะมีในถั่ว งา สาหร่าย เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ส่วนวิตามินดี ได้จากแสงแดด
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ควรอดนอน เพราะร่างกายจะต่อสู้กับเชื้อโรคไม่ได้ และทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง
  4. ทำจิตใจเบิกบาน ไม่ให้เครียด คนที่เครียดหรือซึมเศร้าจะมีภูมิต้านทานลดลง ป่วยบ่อยขึ้น

นอกจากนี้ ควรจะหลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยง หากจำเป็นก็ควรหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เว้นระยะห่างทางสังคม อย่างน้อย 2 เมตร และหมั่นฆ่าเชื้อโรคด้วยการล้างมือ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรล้างมือก่อนที่จะสัมผัส ตา จมูก ปาก เสมอ ทำความสะอาดสิ่งที่เราแตะต้องบ่อย เช่น ลูกบิดประตู พื้นผิวโต๊ะทุกวัน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดการติดเชื้อในสังคมและการแพร่เชื้อในชุมชน เนื่องด้วยการผลิตวัคซีนนั้น จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 12 – 18 เดือน เพราะการที่จะนำวัคซีนไปฉีดในร่างกายมนุษย์ที่แข็งแรงนั้นยิ่งต้องมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยจริง ๆ และสามารถป้องกันโรคได้จริง ๆ โดยปกติแล้ว การพัฒนาวัคซีนจะต้องผ่านการทดสอบขั้นต้นในห้องปฏิบัติการและทดลองในสัตว์ก่อน จึงจะมาถึงขั้นตอนการทดลองทางคลินิก (clinical trials) หรือการทดลองกับมนุษย์ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะด้วยกัน ระยะแรกจะเป็นการทดสอบในกลุ่มเล็กเพื่อดูเรื่องความปลอดภัย วิธีให้ ขนาดของยา และผลข้างเคียงเป็นหลัก ระยะที่สองจะทดลองในกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่ผู้มีลักษณะตรงกับกลุ่มเป้าหมายของวัคซีน เช่น มีอายุหรือข้อมูลสุขภาพแบบเดียวกัน รวมทั้งทดสอบในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของโรค ระยะที่สามจะทดลองกับประชากรในวงกว้างเป็นกลุ่มใหญ่หลายพันคน เพื่อดูประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันโรคและผลข้างเคียงเปรียบเทียบกับยาหลอก

. เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ให้ความเห็นว่า “กรณีที่มีการผลิตวัคซีนสำเร็จและประกาศใช้แล้ว ในระยะแรก วัคซีนย่อมมีราคาค่อนข้างสูงและมีปริมาณจำกัด จึงจำเป็นจะต้องจำกัดกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงให้ได้รับวัคซีนเป็นอันดับแรก ๆ ก่อน คือ 1. กลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบสร้างภูมิเริ่มเสื่อม และถ้าอายุ 80 ปีขึ้นไป ระบบก็จะทำงานได้น้อยลง และ 2. กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เพราะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด และโรคอ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม ยิ่งเสี่ยงสูงเพราะปกติก็หายใจลำบากอยู่แล้ว เพราะมีไขมันเต็มช่องท้อง ทำให้ดันเนื้อที่ปอดเหลือนิดเดียว เป็นต้น เมื่อมีวัคซีนที่ได้ผลดีรัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลือมิฉะนั้นจะกลายเป็นวัคซีนของคนที่มีเงินเท่านั้น

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี อาจจะต้องพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ระบบสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้ต่อสู้กับเชื้อใหม่ ๆ ได้ สังเกตได้ว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตจากโควิด-19 เพราะสามารถสู้กับเชื้อไวรัสนี้ได้ ทำให้เด็กไทยทีติดเชื้อมีจำนวนไม่มากและมักเป็นเด็กที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด-19 เด็กที่ติดเชื้อพบว่ามีอาการน้อยหรือแทบไม่มีอาการ แต่สิ่งที่กังวล คือเด็กที่ติดเชื้ออาจนำเชื้อไปแพร่สู่ผู้สูงวัยในบ้านได้ ในทางกลับกัน ยังมีโรคอื่น ๆ อีกมากมายในวัยเด็กที่ผู้ปกครองควรตระหนักรู้และจำเป็นต้องพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบตามกำหนด เพราะเป็นวัคซีนที่ป้องกันโรคระบาดที่สามารถทำให้เด็กเสียชีวิตได้หากไม่ป้องกัน เช่น โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก โรคโปลิโอ โรคหัด ไวรัสตับอักเสบ บี และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น”

การฉีดวัคซีนจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรลงจากโรคที่ป้องกันได้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่คุ้มค่า ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย

#####

กรณีต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

กุนธิรา ณัฐวัฒนานนทน์ (ยุ้ย)

ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์

Tel: 094 154-5698

E-mail: khuntira4pr@gmail.com 


Well Living Lab Delos Cushman & Wakefield และ Hines ร่วมมือกันเพื่อวางแนวทางการกลับไปยังที่ทำงานเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของ COVID-19

Logo

Well Living Lab เตรียมประเมินวิธีการและกำหนดแนวทางเพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสผ่านอากาศและผิวสัมผัส โดยเสริมสร้างมาตรการทิ้งห่างระยะและผลการปฏิบัติงานของพนักงานในช่วงที่องค์กรต่างพิจารณากลับไปยังที่ทำงาน

โรเชสเตอร์ มินนิโซตา–(บิสิเนสไวร์)–28 เม.ย. 2563

The Well Living Lab ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Delos และ Mayo Clinic ในการวิจัยผลกระทบของสภาพแวดล้อมในร่มที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ประกาศแผนการเพื่อศึกษาการออกแบบและใช้งานพื้นที่ทำงานเพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสทางเดินหายใจ  แผนการนี้จะรวมถึงวิจัยที่ดำเนินการในห้องปฏิบัติการพร้อมกับการใช้งานและแก้ปัญหาในสำนักงานของบริษัทในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ

Well Living Lab ซึ่งอยู่ติดกับวิทยาเขต Mayo Clinic ในโรเชสเตอร์ รัฐมินนิโซตาจะใช้พื้นที่สำนักงาน "ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต" เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและประเมินเทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในที่ทำงาน  ห้องปฏิบัติการนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่สามารถกำหนดค่าได้ โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมภายในอาคารจำนวนมาก  Cushman & Wakefield จะมอบความเชี่ยวชาญในกลยุทธ์ที่ทำงานและการออกแบบ รวมถึงแนวทางสำหรับวางนโยบายการทิ้งระยะห่างและแนวคิดอื่นๆ ในช่วงการกลับไปยังที่ทำงาน  Delos จะมอบความเชี่ยวชาญในกลยุทธ์การกรองอากาศสำหรับการลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองและอนุภาค สุขอนามัยของพื้นผิว อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในร่ม และซอฟต์แวร์เพื่อส่งเสริมการยอมรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ  Hines จะมอบบทเรียนจากประวัติศาสตร์หกสิบปีของพวกเขาในการสร้างอสังหาริมทรัพย์นวัตกรรมที่ยั่งยืนโดยผู้นำที่สำคัญของบริษัทในด้านการพัฒนา วิศวกรรมน วัตกรรม และการจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเป็นผู้นำทางความคิดและความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ

“เราทราบว่าอาคารมีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของเรา โดยบทบาทของพื้นที่ในอาคารได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นกว่าเดิม” Paul Scialla ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Delos “เมื่อเราพิจารณาการเปิดสำนักงานของเราภายหลังสถานการณ์ COVID-19 เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องใช้วิธีการที่อิงหลักฐานเพื่อให้พื้นที่ทำงานของเราปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเรากลับมา  เรารู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับโอกาสที่จะบุกเบิกและขยายการวิจัยของ Well Living Lab ที่รวมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ อาคาร และพฤติกรรมศาสตร์ โดยร่วมมือกับองค์กรชั้นนำเช่น Cushman & Wakefield และ Hines

เพื่อพัฒนาแนวทางการกลับสู่ที่ทำงาน Well Living Lab จะใช้ความสามารถในการศึกษานอกสถานที่เพื่อการแก้ปัญหาในสำนักงานของ Cushman & Wakefield และ Hines รวมถึงสำนักงานใหญ่ของ Delos ในนิวยอร์ก  Hines มีรายการการจัดการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกกว่า 500 แห่งและกำลังระบุสถานที่ตั้ง อาคาร และพื้นที่ทำงานที่จะช่วยเสริมและกระตุ้นการวิจัยนี้  โดยรวมแล้วข้อมูลที่รวบรวมจากพื้นที่ของผู้เข้าร่วมทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อแจ้งแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  การศึกษายังถูกออกแบบมาเพื่อรวมการมีส่วนร่วมจากสถานที่สาขาอื่นๆ ของบริษัทผู้เช่าและผู้ให้เช่า

“เรารู้สึกตื่นเต้นกับความร่วมมือระหว่าง Delos และ Well Living Lab ในการส่งเสริมสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยเมื่อสำนักงานเปิดทำการอีกครั้ง” Brett White ประธานและซีอีโอของ Cushman & Wakefield กล่าว “เราจะแสดงให้เห็นถึงผลการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ที่อิงหลักฐานเกี่ยวกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของเราที่ช่วยให้ลูกค้าของเราเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัวในอนาคต”

Jeff Hines ซีอีโอของ Hines ให้ความเห็นว่า “พนักงานของเราเป็นผู้บุกเบิกการสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น  ดังนั้นการเข้าร่วมโครงการนี้เป็นแนวทางการสนับสนุนของเรา รวมถึงการคาดการณ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าและนักลงทุน”

นักวิจัย Well Living Lab จะทำการประเมินวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองในอากาศ การลดการปนเปื้อนพื้นผิว การหารูปแบบพฤติกรรมการทิ้งระยะห่าง การสร้างระเบียบการเข้าอาคารเช่นการคัดกรองอุณหภูมิ รวมถึงประสิทธิภาพ ความทนทานด้านอารมณ์ และความพึงพอใจของพนักงาน  นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมของ Delos จะให้การสนับสนุนและคำแนะนำตลอดการศึกษา  กรอบการค้นพบ การแปล และการประยุกต์ใช้ของ Well Living Lab ซึ่งดัดแปลงมาจากวิธีการวิจัยของ Mayo Clinic จะนำผลการวิจัยลงในสนามเพื่อส่งผลดีต่อชีวิต

“ลูกค้าของเรามีความสนใจในกลยุทธ์การทำงานใหม่ที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าที่เกี่ยวกับการต่อสู้กับ COVID-19” Despina Katsikakis หัวหน้าฝ่ายการปฏิบัติงานธุรกิจที่ Cushman & Wakefield กล่าว “เรายินดีที่จะขยายต้นแบบออฟฟิศ 6 ฟุตของเราด้วยการทดลองเพิ่มเติมในด้านต่างๆ เช่นการกรองอากาศขั้นสูงและเทคโนโลยีด้านสุขอนามัยของพื้นผิว”

ตั้งแต่ปี 2559 Well Living Lab ได้รวบรวมองค์กรพันธมิตรชั้นนำเพื่อศึกษาการบรรจบกันของวิทยาศาสตร์อาคารและวิทยาศาสตร์สุขภาพ  การรวบรวมนี้มี International WELL Building Institute (IWBI) ซึ่งเป็นบริษัทสาธารณประโยชน์และสมาชิกพันธมิตร Well Living Lab โดย IWBI ได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ COVID-19 ในเดือนมีนาคม 2563 เพื่อพัฒนาบทบาทของอาคารในการปกป้องและเสริมสร้างสุขภาพ  ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นักไวรัสวิทยา เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และผู้นำธุรกิจกว่า 450 คน รวมถึงสถาปนิก นักออกแบบ นักวิทยาศาสตร์ด้านการก่อสร้าง และผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ร่วมมือกันในหลักการของการป้องกันและเตรียมพร้อม ความทนทานและการฟื้นฟูที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความปลอดภัยและสุขภาพในสถานที่ทำงานทั้งในแง่ของพื้นที่ทางกายภาพและในแง่ของนโยบายและแนวทางที่สนับสนุนสุขภาพโดยรวมของพนักงาน  สมาชิกของคณะทำงานได้แก่ศัลยแพทย์ใหญ่สหรัฐคนที่ 17 Richard Carmona, สมาชิกสภาที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ Well Living Lab และศาสตราจารย์ที่ UCLA ใน Fielding School of Public Health และ Geffen School of Medicine ดร. Jonathan Fielding, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การสัมผัสและการประเมินผลและผู้อำนวยการโปรแกรม Healthy Buildings ที่ Harvard T.H. Chan School of Public Health’s Joseph Allen, อดีตประธานและซีอีโอมูลนิธิ Robert Wood Johnson Foundation และศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านสุขภาพของประชากรและที่ University of Pennsylvania ดร. Risa Lavizzo-Mourey, หัวหน้าฝ่ายการปฏิบัติงานที่ทำงานของ Cushman & Wakefield Despina Katsikakis,  ผู้จัดการฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับโลกของ Hines Adam Slakman, อดีตผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนและศาสตราจารย์ที่ Center for Healthy Cities, Institute for China Sustainable Urbanization, Tsinghua University Wang Yu, M.D., PhD  ข้อมูลเชิงลึกและข้อสรุปจากหน่วยงานนี้จะแจ้งถึงการวิจัยต่อเนื่องที่ดำเนินการโดย Well Living Lab โดย IWBI จะประเมินผลการวิจัยเพื่อดำเนินการพัฒนามาตรฐานอาคาร WELL Building Standard

ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจของ Mayo Clinic ดร. Veronique Roger กล่าวว่า “Well Living Lab อยู่ในตำแหน่งที่สามารถรวบรวมความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีด้านการสร้างและสุขภาพเข้าด้วยกันเพื่อสร้างและเผยแพร่ผลการศึกษา  ความรู้นี้จะช่วยเตรียมโลกหลัง COVID-19 ให้พร้อมด้านสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในสำนักงานและสถานที่อื่นๆ”

เกี่ยวกับ Well Living Lab

Well Living Lab ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Delos และ Mayo Clinic อุทิศตนเพื่อศึกษาผลกระทบที่สภาพแวดล้อมภายในอาคารมีต่อสุขภาพของมนุษย์และความเป็นอยู่  Well Living Lab ดำเนินการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กับมนุษย์ในการจำลองสภาพแวดล้อมจริงของโลกและแบ่งปันผลการทดลองที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงพื้นที่ในร่ม ซึ่งเป็นที่ๆ ผู้คนใช้เวลาประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของของชีวิตตนอยู่ในที่ดังกล่าว ห้องปฏิบัติการมีพื้นที่ๆ มีเซ็นเซอร์ 5,500 ตารางฟุตตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองโรเชสเตอร์ รัฐมินนิโซตา  เรียนรู้เพิ่มเติมที่ welllivinglab.com

เกี่ยวกับ Delos

Delos เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพที่มีพันธกิจในการเป็นผู้นำของโลกในการปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนโดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในร่มที่พวกเขาอาศัย ทำงาน นอนหลับ และเล่น  จากการวิจัยมากกว่าเจ็ดปีและการวิเคราะห์ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพของผู้คน Delos และบริษัทในเครือนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่อิงหลักฐานสำหรับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น Delos เป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน International WELL Building Institute และ WELL Building Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานชั้นนำสำหรับอาคาร พื้นที่ภายใน และชุมชนที่ต้องการนำไปใช้ ตรวจสอบ และวัดคุณสมบัติต่างๆ ที่สนับสนุนและส่งเสริมสุขภาพและการเป็นอยู่ของมนุษย์  สถาบัน International WELL Building Institute บริหารและดำเนินการพัฒนาและขับเคลื่อนการยอมรับของตลาดอย่างต่อเนื่อง  การลงทะเบียนภายใต้ WELL Building Standard มีมากกว่า 4,100 โครงการใน 59 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมมากกว่า 530 ล้านตารางฟุต  Delos ร่วมมือกับ Mayo Clinic เพื่อสร้าง Well Living Lab ศูนย์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อทำความเข้าใจการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในร่ม  คณะกรรมการที่ปรึกษาของบริษัทประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านอสังหาริมทรัพย์ การดูแลสุขภาพ นโยบายของรัฐ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงศัลยแพทย์ทั่วไปคนที่ 17 แห่งสหรัฐอเมริกา Richard Carmona, ดร. Jonathan Fielding จาก UCLA, ผู้มีชื่อเสียงด้านสุขภาพ Deepak Chopra และผู้สนับสนุนความยั่งยืน Leonardo DiCaprio สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยว Delos กรุณาไปที่ www.delos.com

เกี่ยวกับ Cushman & Wakefield

Cushman & Wakefield (NYSE: CWK) เป็น บริษัทผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกที่มอบคุณค่าพิเศษสำหรับผู้อยู่อาศัยและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์  Cushman & Wakefield เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดโดยมีพนักงานประมาณ 53,000 คนในสำนักงาน 400 แห่งและ 60 ประเทศ  ในปี 2562 บริษัทมีรายได้ 8.8 พันล้านดอลลาร์จากบริการหลักเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ สิ่งอำนวยความสะดวกและการจัดการโครงการ การเช่า ตลาดทุน การประเมินค่า และบริการอื่นๆ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมไปที่ www.cushmanwakefield.com หรือติดตาม @CushWake บน Twitter

เกี่ยวกับ Hines

Hines เป็นบริษัทลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2500 โดยมีสำนักงานใน 205 เมืองใน 24 ประเทศ  Hines มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 133.3 พันล้านดอลลาร์* ซึ่งรวมถึง 71 พันล้านดอลลาร์ที่ Hines ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการลงทุน รวมถึงสินทรัพย์ที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์และ 62.3 พันล้านดอลลาร์ซึ่ง Hines ให้บริการระดับอสังหาริมทรัพย์แบบบุคคลที่สาม  ปัจจุบันบริษัทมีโครงการพัฒนาถึง 165 โครงการทั่วโลก  ในอดีต Hines ได้มีการพัฒนา ปรับปรุง หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ 1,393 แห่งรวมกว่า 459 ล้านตารางฟุต  พอร์ตโฟลิโอของบริษัทและการบริหารสินทรัพย์ในปัจจุบันมี 539 แห่งคิดเป็นกว่า 232 ล้านตารางฟุต ด้วยประสบการณ์ที่กว้างขวางในการลงทุนในหลายความเสี่ยงและอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท พร้อมกับความมุ่งมั่นบุกเบิกด้านความยั่งยืน Hines เป็นหนึ่งในองค์กรด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก  ไปที่ www.hines.com สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม  *AUM รวมถึงองค์กร Hines ทั่วโลกและ RIA AUM

อ่านที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200427005702/en/

ติดต่อ:

Well Living Lab: Laura Kjarland, kjarland.laura@mayo.edu  

Delos: Jamie Matos, Jamie.Matos@delos.com 

Cushman & Wakefield: Grace Wilk, Grace.Wilk@cushwake.com 

Hines: George Lancaster, George.Lancaster@hines.com

สหพัฒน์ส่งกำลังใจ พร้อมช่วยเหลือคนขับรถแท็กซี่ แจกบะหมี่ซื่อสัตย์ ฝ่าวิกฤตโควิด-19

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–28 เมษายน 2563

imgบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มองเห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ที่ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ จึงมอบบะหมี่ซื่อสัตย์จำนวน 1,000 ชุด ให้กับผู้ที่ขับรถแท็กซี่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สหพัฒน์มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือปัญหาเดือดร้อนของประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 หนึ่งในนั้นคือผู้ที่ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่คนกรุงเทพฯ อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทำให้ขาดรายได้ในการดำรงชีวิต สหพัฒน์จึงขอมอบชุดบะหมี่ซื่อสัตย์จำนวน 1,000 ชุด ซึ่งประกอบไปด้วย บะหมี่ซื่อสัตย์ 1 แพ็ค จำนวน 6 ซอง ปลากระป๋องซื่อสัตย์ จำนวน 2 กระป๋อง และหน้ากากผ้าซื่อสัตย์เพื่อชาติ จำนวน 1 ชิ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ขับรถแท็กซี่สามารถผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้ด้วยดี”

สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ต้องการเดินทางมารับชุดบะหมี่ซื่อสัตย์ สามารถเดินทางมารับได้ที่บริเวณหน้า บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ ในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2563 เวลา 09.00-11.00 น.

###

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์  บริษัท อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น จำกัด โทร. 0 2354 3588 www.incom.co.th

อุษณีย์ ถาวรกาญจน์  โทร.081 984 5500 Email: usanee@incom.co.th

MHPS เป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาดโลกในปี 2562 ในด้านระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

Logo

จากการรายงานวิจัยการตลาดของ the McCoy Power Report —

  • มีส่วนแบ่งสูงสุดในตลาดโลกอยู่ที่ร้อยละ 37.2 โดยนับเป็นครั้งที่ห้าแล้วนับตั้งแต่ปี 2557
  • มีส่วนขับเคลื่อนการลดมลพิษทางอากาศและปรับปรุงสภาพแวดล้อมโลก

โยโกฮาม่า, ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–27 เมษายน 2563

Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd. (MHPS) บรรลุเป้าหมายด้านการมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดสำหรับระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือ flue gas desulfurization (FGD) systems ในปี 2562 ที่ร้อยละ 37.2 ของตลาดโลก* โดยจากรายงานการวิจัยการตลาดชั้นนำในช่วงหกปีที่ผ่านมา บริษัท MHPS มีส่วนแบ่งการตลาดชั้นนำของโลกอยู่ที่ร้อยละ 37  และส่งมอบระบบที่มีเอาท์พุทอยู่ที่ 51,010 MW นี่ถือเป็นครั้งที่ห้าแล้วที่ MHPS ได้รับส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในช่วงเวลานี้

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่ :https://www.businesswire.com/news/home/20200427005233/en/

FGD systems for Kozienice Power Plant (Poland) (Photo: Business Wire)

ระบบ FGD สำหรับโรงไฟฟ้า Kozienice (โปแลนด์) (ภาพ: Business Wire)

MHPS ได้รวมเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ได้รับการสั่งสมและพัฒนาโดย Mitsubishi Heavy Industries, Ltd. (MHI) กับ Hitachi, Ltd. จึงทำให้บริษัทมีความสามารถในการนำเสนอระบบควบคุมคุณภาพอากาศแบบครบวงจร หรือ Air Quality Control System (AQCS) ซึ่งประกอบด้วย FGD , Selective Catalytic Reduction หรือ  (SCR) หรือ กระบวนการเลือกใช้เคมีแบบมีตัวเร่งสำหรับกระบวนการดีไนตริฟิเคชัน (denitrification) และ Electrostatic Precipitator (ESP) หรือระบบดักฝุ่นโดยอาศัยประจุไฟฟ้า ทั้งนี้ การใช้วิธีรวมศูนย์แบบนี้สร้างรากฐานสำหรับบริษัท MHPS ให้เป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวของโลกที่สามารถนำเสนอและจัดหาระบบเหล่านี้ได้อย่างเป็นอิสระ เทคโนโลยีชั้นนำของ MHPS ระดับโลกสามารถช่วยลดมลพิษทางอากาศ เช่น  ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx), ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และสสารฝุ่นอื่น ๆ ได้อย่างมาก จึงช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

MHPS ได้ส่งมอบระบบ FGD มากกว่า 300 ระบบสู่ตลาดโลก เราได้ขยายธุรกิจโดยให้บริการเทคโนโลยีและการให้คำแนะนำในประเทศและภูมิภาคที่มีความต้องการ AQCS ขั้นสูงเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในโครงการพัฒนาร่วมกับบริษัท  Mitsubishi Shipbuilding Co., Ltd. สำหรับอุปกรณ์กำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (desulfurization equipment) บนเรือ นอกจากนี้ MHPS ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดในระดับแนวหน้าของโลกในด้านระบบ SCR และยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านนี้อีกด้วย

จากการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากลูกค้าจึงส่งผลให้มีส่วนแบ่งการตลาดขนาดใหญ่ ทาง MHPS จะมุ่งเน้นต่อไปในความพยายามที่จะทำให้ AQCS ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง พร้อม ๆ ไปกับการประเมินความต้องการของลูกค้าอย่างถี่ถ้วนถูกต้อง เพื่อมอบความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และให้การสนับสนุนการรักษาสภาพแวดล้อมของโลกต่อไป

หมายเหตุ

* คือระบบ FGD ที่ถูกติดตั้งในโรงงานผลิตพลังงานความร้อนที่มีขนาด 5MW ขึ้นไปจากการรายงานด้านตัวเลขสำหรับเจ้าของเทคโนโลยี (รวมถึงผู้ให้บริการที่ได้รับเทคโนโลยี) ของ McCoy Power Report ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดจากสหรัฐอเมริกา ที่ทำการวิเคราะห์โดยละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก

เกี่ยวกับ Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd.

Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd. (MHPS) มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น และเป็นบริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โดย บริษัท Mitsubishi Heavy Industries จำกัด และ บริษัท Hitachi จำกัด ได้บูรณาการการดำเนินงานของพวกเขาในด้านระบบผลิตพลังงานความร้อนเข้ากับธุรกิจอื่น ๆ ณ ปัจจุบันนี้ MHPS  ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในผู้จัดหาอุปกรณ์และบริการชั้นนำของโลกสู่ตลาดด้านการผลิตไฟฟ้า โดยได้รับการสนับสนุนเป็นเงินทุนจำนวน 1 แสนล้านเยน และมีพนักงานประมาณ 20,000 คนทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่ กังหัน GTCC (gas turbine combined-cycle) และ IGCC (integrated coal gasification combined-cycle หรือ การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่เปลี่ยนสถานะถ่านหินให้เป็นก๊าซ)  โรงไฟฟ้าพลังงาน ก๊าซ / ถ่านหิน / น้ำมันเชื้อเพลิง (พลังไอน้ำ) โรงไฟฟ้า หม้อไอน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหันก๊าซและกังหันไอน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ AQCS (ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ) อุปกรณ์ต่อพ่วงของโรงไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงโซลิดออกไซด์ (SOFC) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัท ที่ https://www.mhps.com

เข้าไปติดตามเราได้ที่

https://twitter.com/MHPS_Global, หรือ http://www.linkedin.com/showcase/mhps

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200427005233/en/

ติดต่อ:

Naoya Kanamura

กลุ่มสื่อสารองค์กร

Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd.

มือถือ: +81-(0)80-9592-0069

อีเมล: naoya_kanamura@mhps.com

รีวิว Binomo พัน ทิป – ปลอดภัยทั้งหมด

Logo

(PRNEWS.IO)–28 เมษายน 2563

imgฟอรัมพันทิปมีชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือในฐานะแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการเทรดที่หลากหลายและรีวิว Binomo พัน ทิปมีการเผยแพร่และครอบคลุมประเด็นที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงานและฟีเจอร์หลักของแพลตฟอร์มการเทรดที่เป็นที่นิยม

ฟอรัมพันทิปมีชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือในฐานะแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการเทรดที่หลากหลายและรีวิว Binomo พัน ทิปมีการเผยแพร่และครอบคลุมประเด็นที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงานและฟีเจอร์หลักของแพลตฟอร์มการเทรดที่เป็นที่นิยม

รีวิว Binomo พัน ทิป ดำเนินการตามคำขอที่ได้รับความนิยมโดยจะคำนึงถึงฟังก์ชั่นหลักและฟีเจอร์ของแพลตฟอร์ม Binomo

คำถามแรกและคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจทุกคนที่ต้องการทำความเข้าใจกับรีวิว "Binomo คือ อะไร?" Binomo คือแพลตฟอร์มการเทรดที่ครอบคลุมกว่า 130 ประเทศทั่วโลกและมีนักเทรดกว่า 900,000 รายที่ได้ใช้งาน แพลตฟอร์มมีขั้นตอนการลงทะเบียนง่ายๆที่ผู้ใช้สามารถลงทะเบียนผ่านอีเมลและยืนยันตัวตนส่วนบุคคลผ่านการใช้หนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวอื่นๆที่สามารถยืนยันถึงตัวตนของบุคคลได้ มาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ KYC และ AML ทั่วโลก แพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยทำให้กระบวนการออนบอร์ดราบรื่นยิ่งขึ้นโดยการให้ผู้ใช้ใหม่เข้าใช้บัญชีทดลองที่เป็นบัญชีสกุลเงินเสมือนจริงด้วยเงินเริ่มต้นที่ 1,000 ดอลล่าร์

หลังจากลงทะเบียนเสร็จแล้วผู้ใช้จะสามารถใช้ฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่ทุกคนที่เคยเทรดมาก่อนคุ้นเคย อินเทอร์เฟซของแพลตฟอร์มมีให้บริการใน 15 ภาษาซึ่งรวมถึงภาษาไทยและภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากล เครื่องมือการเทรดที่แพลตฟอร์มให้จะแบ่งออกเป็นกลยุทธ์สำหรับผู้เริ่มต้นและสำหรับมืออาชีพ พวกได้รวมมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น Stochastics, MACD, ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และอีกมากมาย อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้โดยเน้นที่การผสมผสานระหว่างผู้ใช้ใหม่และผู้ใช้ที่มีประสบการณ์

Binomo ดี ไหม? คำตอบทั่วไปของคำถามนั้นเป็นไปในเชิงบวกโดยพิจารณาจากฟีเจอร์ที่หลากหลายที่แพลตฟอร์มมีให้ ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องชี้ให้เห็นว่า Binomo เป็นสมาชิกประเภท "A" ของคณะกรรมาธิการการเงินระหว่างประเทศและมีกองทุนพิเศษที่จัดหาเงินฝากผู้ใช้ 20,000 ยูโรต่อครั้ง ผู้ใช้ Binomo ถอน เงินได้ง่ายผ่าน MasterCard, Visa, Bolero หรือผู้ให้บริการระดับภูมิภาครายอื่นๆ ฟังก์ชั่นการฝากของ Binomo เริ่มต้นที่ 10 ดอลล่าร์ต่อยอดเงินในบัญชี

โดยทั่วไปแล้วแพลตฟอร์ม Binomo เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างฟังก์ชั่นที่ใช้งานง่ายและตัวเลือกการเทรดที่หลากหลาย เช่น หุ้นและสกุลเงินพร้อมการสนับสนุนเครื่องมือที่สะดวก

นภสร ประนิช แม่ทัพใหญ่แห่งสปาชา กรุ๊ป มอบหน้ากาก Face Shield ให้ รพ.กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–27 เมษายน 2563

imgในยามที่ประเทศเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เราจะได้เห็นน้ำใจของพี่น้องชาวไทยที่มอบให้แก่กัน ล่าสุด……ค่าย “สปาชา กรุ๊ป” โดยแม่ทัพใหญ่ทั้ง “ศานติ ประนิช” และ “นภสร ประนิช”  บอกว่า  ตอนนี้ขอวางงานด้านลดน้ำหนักกระชับสัดส่วนให้กับลูกค้าสักแป๊บนึง  แล้วหันมาระดมพนักงานสปาชากรุ๊ป  ร่วมเป็นจิตอาสาทำหน้ากาก Face Shield จำนวน 40,000 ชิ้น  กันอย่างแข็งขัน  บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น  ส่งไปรษณีย์ไปยังโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง       ทั่วประเทศ   เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ใช้เป็นอาวุธป้องกันตนเองในระหว่างการดูแลผู้ป่วยและต่อสู้กับเชื้อโรคโควิด-19 ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้  ยังมีน้ำใจดี ๆ มอบให้กันเสมอ เชื่อว่าอีกไม่นานเราจะผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยกัน…

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท อินทิเกรเต็ดคอมมูนิเคชั่น จำกัด โทร. 0 23543588 www.incom.co.th

อุษณีย์ ถาวรกาญจน์ โทร.081 984 5500 Email: usanee@incom.co.th

เร้ดแฮทเปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 8 เวอร์ชั่นล่าสุด เสริมประสิทธิภาพด้านการ Monitoring ให้ดีและฉลาดขึ้น เพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบให้ฝ่ายไอทีขององค์กร

Logo

Red Hat Insights ขยายความสามารถในการบริหารจัดการระบบไฮบริดคลาวด์

ด้วยการเพิ่มความสามารถใหม่สำหรับ Red Hat Enterprise Linux subscriptions ทั้งหมด 

Red Hat Enterprise Linux 8.2 เพิ่มชุดเครื่องมือคอนเทนเนอร์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อช่วยเสริมพลังการพัฒนา application แบบ cloud-native ได้ดียิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ – 27 เมษายน 2563 – เร้ดแฮท อิงค์ ผู้นำโซลูชั่นโอเพ่นซอร์สระดับโลก เปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 8.2 แพลตฟอร์มลินุกซ์ชั้นนำระดับโลกเวอร์ชั่นล่าสุดสำหรับองค์กร และเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำงานบน ระบบไฮบริดคลาวด์ของเร้ดแฮท เพื่อช่วยให้องค์กรรับมือกับความท้าทายด้านไอทีที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทั่วโลกได้ดีขึ้น เร้ดแฮทเชื่อว่าระบบปฏิบัติการ (OS) ควรเป็นอะไรที่มากกว่า  “แค่ใช้งานได้เท่านั้น” OS ควรจะช่วยให้การทำงานมีความเสถียร พร้อมทั้งยังควรมีความสามารถในการรองรับนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

Red Hat Enterprise Linux 8.2 ระบบปฏิบัติการที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับธรรมชาติของการใช้งานในยุคไฮบริดคลาวด์ ออกแบบมาเพื่อเพิ่มศักยภาพมากขึ้น นอกเหนือไปจากการเป็นแพลตฟอร์มที่รู้จักกันดีในด้านความน่าเชื่อถือ ความเสถียร และความพร้อมในการใช้งานในระบบ Production การปรับปรุงเพิ่มเติมแพลตฟอร์ม Red Hat Enterprise Linux 8 เวอร์ชั่นล่าสุด จะช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์ที่มากขึ้นจาก Red Hat Enterprise Linux ที่มีอยู่ดังนี้

  • ความสามารถในการบริหารจัดการ และ monitoring ที่ฉลาดมากขึ้น ด้วยโซลูชั่น Red Hat Insights
  • เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือด้านคอนเทนเนอร์
  • มอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นทั้งผู้เชี่ยวชาญลินุกซ์ และผู้ที่เริ่มใช้งาน

ความสามารถในการ monitoring ที่ฉลาดขึ้นสำหรับองค์กรที่มีดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่ง

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 องค์กรด้านไอทีหลายแห่งกำลังปฏิบัติงานจากระยะไกล หรือด้วยข้อจำกัดด้านกำลังคน ทีมไอทีทั้งหลายมีความจำเป็นที่จะต้องสามารถตรวจสอบ บริหารจัดการ และวิเคราะห์ระบบไอทีพื้นฐานขององค์กรได้ โดยไม่ว่าระบบนั้นจะมีขนาดใหญ่    มีการปรับขยายเพิ่มขึ้น มีความซับซ้อน หรือแม้กระทั่งระบบที่ใช้จะอยู่บนคลาวด์ ทั้งแบบไฮบริด หรือมัลติคลาวด์ Red Hat Enterprise Linux สามารถช่วยตรวจสอบ วินิจฉัย และแก้ไขปัญหาสำคัญที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชาญฉลาด ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อระบบ Production ด้วยโซลูชั่น Red Hat Insights ที่มีมาให้      

สำหรับ Red Hat Enterprise Linux subscription เวอร์ชั่น 6.4 ขึ้นไป จะได้รับโซลูชั่น Red Hat Insights ที่ช่วยในการทำงานเชิงรุก ในด้านการป้องกันความเสี่ยงในการทำงาน และความเสี่ยงในด้านความปลอดภัย การอัปเดทล่าสุดของบริการนี้ได้เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน และคุณสมบัติของการใช้งานใหม่ ที่รวมถึง:

  • เพิ่มความสามารถในการเห็นภาพรวมของความปลอดภัยด้านไอที การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยลดวิธีการทำงานแบบแมนวล และเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไอทีขนาดใหญ่และซับซ้อน ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และการปฏิบัติตามระเบียบ มาตรฐานต่าง ๆ ในระบบอีกด้วย
  • ระบบช่วยในการกำหนด policy และการแพตช์ เพื่อช่วยให้องค์กรกำหนด policy และติดตาม policy ภายในที่สำคัญ และแนะนำว่าว่ามีแพตช์ตัวไหนที่ควรติดตั้งบ้าง รวมถึงแนวทางในการแก้ไขให้ถูกต้อง
  • Drift service เพื่อช่วยทีมไอทีเปรียบเทียบระบบกับ baseline เพื่อให้ได้ข้อเปรียบเทียบ และนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อลดความซับซ้อน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น

การ monitoring และการปรับปรุงประสิทธิภาพที่มีเพิ่มให้ใน Red Hat Enterprise Linux 8.2 รวมถึง:

  • การปรับปรุงการจัดการทรัพยากรด้วย Control Groups (cgroups) v2 ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยจำกัดการใช้หน่วยความจำผ่านหน่วยความจำสำรอง และการตั้งค่า/การจำกัดระดับการใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกัน process ที่กำหนด ไม่ให้ใช้หน่วยความจำมากจนเกินไป และส่งผลให้ระบบล่ม หรือทำงานช้าลง
  • ความสามารถที่ดีขึ้นในการบริหารจัดการเวิร์คโหลดเฉพาะที่ต้องการประสิทธิภาพสูง (performance-sensitive workloads) ผ่าน NUMA และ sub-NUMA service policies
  • Performance Co-Pilot (PCP) 5.0.2 ที่เพิ่ม new collection agents สำหรับ Microsoft SQL Server 2019 เพื่อช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ตัวชี้วัดหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับ SQL Server และให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นสำหรับการปรับจูนฐานข้อมูลและระบบปฏิบัติการ
  • Red Hat subscription watch: เป็น Software as-a-Service (SaaS) ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเห็น และจัดการ subscriptions ทั้ง Red Hat Enterprise Linux และ Red Hat OpenShift Container Platform ได้ง่ายขึ้น ผ่านโครงสร้างพื้นฐานระบบไฮบริดคลาวด์

วิวัฒนาการเครื่องมือคอนเทนเนอร์เพื่ออนาคต

ในขณะที่คอนเทนเนอร์เวิร์กโหลด เป็นเส้นทางที่ชัดเจนในการทำดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น และการใช้ cloud-native ในอนาคต เครื่องมือที่เคยใช้สร้างแอปพลิเคชั่นเหล่านี้ต้องมีความสมดุลระหว่าง ความเสถียร และต้องทันกับนวัตกรรมล่าสุดด้วย สำหรับ Red Hat Enterprise Linux 8.2 มาพร้อมกับ an updated application stream ของ Red Hat’s container tools พร้อมให้ใช้งานเป็นระยะเวลา 24 เดือน นอกจากนี้สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างคอนเทนเนอร์ภายในคอนเทนเนอร์ เพื่อเพิ่มการแยกเลเยอร์จากกัน และเพิ่มความปลอดภัยมาก ท่านสามารถทดลองใช้ containerized versions of Skopeo and Buildah ใน Tech Preview ได้ 

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับคอนเทนเนอร์เวิร์กโหลด Red Hat Enterprise Linux 8.2 แนะนำ Udica เครื่องมือตัวใหม่ช่วยให้การสร้าง container-centric SELinux ได้ง่ายขึ้น เมื่อนำ Udica ไปใช้กับเวิร์กโหลดที่เฉพาะเจาะจง จะลดความเสี่ยงจากการที่อาจจะมีขั้นตอนที่สามารถ “หลุดรอด” จากคอนเทนเนอร์ และก่อให้เกิดปัญหาภายในกระทบไปยังคอนเทนเนอร์อื่น หรือกับโฮสต์เองได้

Red Hat Enterprise Linux 8.2 ยังนำเสนอคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นใน Red Hat Universal Base Image ที่รวมถึง:

  • OpenJDK และ .NET 3.0 เพื่อเพิ่มตัวเลือกสำหรับนักพัฒนาในการสร้างแอปพลิเคชั่น Red Hat certification-ready cloud-native 
  • ปรับปรุงการเข้าถึงซอร์สโค้ดที่เกี่ยวข้องกับ image ผ่านการสั่งการเพียง command เดียว ทำให้พันธมิตรของเร้ดแฮทตอบโจทย์เงื่อนไขของซอร์สโค้ด สำหรับการใช้สิทธิ์โอเพ่นซอร์สได้ง่ายขึ้น

เพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น

Linux ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะแกนหลักที่สำคัญของฝ่ายไอทีขององค์กร เป้าหมายหลักของ Red Hat Enterprise Linux 8.2 คือการลดอุปสรรคสำหรับผู้ใช้ใหม่และผู้ใช้เดิมที่มีอยู่ ทั้งนี้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการปรับปรุงการใช้งาน และประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมให้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้ Red Hat Enterprise Linux 8.2 จึงได้เพิ่ม:

  • การผสานรวมการลงทะเบียน Red Hat Enterprise Linux subscription เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการติดตั้ง ซึ่งช่วยให้การติดตั้งใหม่ง่ายดายขึ้น
  • ความสามารถในการเปิดใช้งาน Red Hat Insights ระหว่างการติดตั้ง เพื่อทำให้การใช้งานโซลูชั่น Red Hat Insights สำหรับ Red Hat Enterprise Linux ใช้ได้กับทุกขนาดองค์กร
  • Red Hat ยังคงปรับปรุงและควบคุม Red Hat Enterprise Linux life cycle อย่างต่อเนื่อง ด้วยการทดสอบการทำ in-place upgrade โซลูชั่น Red Hat Insights สามารถช่วยในการอัปเกรด และเครื่องมือ Convert2RHEL ซึ่งสามารถช่วยเปลี่ยนเวิร์คโหลดจากระบบปฏิบัติการที่ไม่มีการซัพพอร์ต เช่น CentOS ไปสู่ระบบปฏิบัติการ Red Hat Enterprise Linux แพลตฟอร์มเอ็นเตอร์ไพรส์ลินุกซ์ระดับโลกได้อีกด้วย

การจัดจำหน่าย

Red Hat Enterprise Linux 8.2 จะพร้อมสำหรับจำหน่ายเร็ว ๆ นี้

คำกล่าวสนับสนุน

สเตฟานี ชีราส, vice president and general manager, Red Hat Enterprise Linux, Red Hat

“สถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายไอทีจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม กับซอฟต์แวร์ที่พวกเขาสร้างขึ้น มีความจำเป็นที่ต้องมีระบบปฏิบัติการที่มีความเสถียร และมีความพร้อมในการให้บริการตลอดเวลา บ่อยครั้งด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรและความจำเป็นในการต้องทำงานจากระยะไกล และโดยไม่มีหลักประกันใดถึงเทคโนโลยีในอนาคต Red Hat Enterprise Linux 8.2 จึงมอบเครื่องมือต่าง ๆ  พร้อมความสามารถในการตรวจสอบในเชิงรุก และชุดเครื่องมือคอนเทนเนอร์ที่พร้อมใช้สำหรับองค์กร ทำให้ทีมไอทีสามารถสนับสนุนความต้องการที่สำคัญในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันคงความพร้อมที่จะทำงานบนระบบคลาวด์ได้ทุกเวลาในอนาคตเมื่อพวกเขาสามารถทำได้"

สตีฟ ชอร์ต, platforms manager, UNIX, Kingfisher PLC

"การสร้างเซิร์ฟเวอร์ที่ได้ปรับแต่งพร้อมใช้งาน และมีความปลอดภัยสูงตั้งแต่วันแรก คือความต้องการที่สำคัญสำหรับฝ่ายไอทีของเรา Red Hat Enterprise Linux พร้อม Red Hat Insights ทำให้เรามีความ สามารถในด้านนี้ ทำให้เราสามารถปรับใช้เซิร์ฟเวอร์ที่สามารถใช้งานได้ทันที และตอบสนองความต้องการที่จำเป็นเมื่อเริ่มใช้งาน"

ข้อมูลเพิ่มเติ

  • อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Red Hat Enterprise Linux
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมประจำปี Red Hat Summit
  • อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัปเดทล่าสุดของ Red Hat Insights

ติดต่อเร้ดแฮท

เกี่ยวกับ Red Hat

Red Hat คือผู้ให้บริการชั้นนำด้านซอฟต์แวร์โซลูชันโอเพ่นซอร์สสำหรับองค์กร โดยใช้พลังของสังคมโอเพ่นซอร์ส เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี Linux, hybrid cloud, container และ Kubernetes ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพสูง Red Hat ให้การสนับสนุนลูกค้าในการผสานรวมแอปพลิเคชันใหม่และที่ใช้อยู่เดิม ในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ cloud-native เพื่อยกระดับระบบปฏิบัติการชั้นนำของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนให้เป็นระบบอัตโนมัติและปลอดภัย ด้วยการบริการด้านการสนับสนุน อบรม และให้คำปรึกษาที่ได้รับความเชื่อถือและการยอมรับด้วยรางวัลมากมาย Red Hat จึงได้รับการไว้วางใจในการเป็นที่ปรึกษาแก่บริษัทในเครือ Fortune 500 ด้วยบทบาทของ Red Hat ในการเป็นพันธมิตรต่อผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผนวกรวมระบบ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ลูกค้า และชุมชนโอเพ่นซอร์ส Red Hat จะสามารถสนับสนุนและผลักดันองค์กร เพื่อพร้อมรับกับโลกดิจิทัลแห่งอนาคต

###

Red Hat, Red Hat Enterprise Linux, the Red Hat logo and OpenShift are trademarks or registered trademarks of Red Hat, Inc. or its subsidiaries in the U.S. and other countries. Linux® is the registered trademark of Linus Torvalds in the U.S. and other countries. 

กสิกรไทย ธนาคารแห่งแรกในไทยที่ได้ใบอนุญาตให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–27 เมษายน 2563

imgกสิกรไทย ธนาคารแห่งแรกของไทย ที่ได้ใบอนุญาตให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนลูกค้า (Service Provider) จาก กรมสรรพากร ช่วยผู้ประกอบการจัดการด้านการเงินอย่างครบวงจร ตั้งแต่รับจ่ายเงินไปจนถึงบริหารจัดการภาษี สร้างมิติใหม่ให้ผู้ประกอบการ ออกใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว และลดการออกเอกสารในรูปแบบกระดาษ

นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมสรรพากร พัฒนาระบบการชำระเงินของไทยให้สามารถรองรับธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิสก์ (e-Payment) อย่างครบวงจร โดยเฉพาะการพัฒนาระบบบริการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Receipt) ให้เป็นไปตามมาตรฐานของกรมสรรพากร

ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแห่งแรกของไทย ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และได้รับใบอนุญาตจากกรมสรรพากร ให้เป็นผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนลูกค้า (Service Provider) สำหรับระบบบริการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Receipt) จากผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ ผ่านระบบของกรมสรรพากรอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการด้านการเงินได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับจ่ายเงินไปจนถึงการบริหารจัดการภาษี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการออกใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานกรมสรรพากรได้อย่างรวดเร็ว

นายศีลวัต กล่าวเพิ่มเติมว่า นับเป็นมิติใหม่ของระบบบริการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดปัญหาและความยุ่งยากในการจัดการข้อมูลหรือเอกสารที่เคยเป็นกระดาษ ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสาร เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถนําข้อมูลไปใช้ในการประมวลผลในระบบสารสนเทศเพื่อประโยชน์ขององค์กร ทำให้มีความน่าเชื่อถือและผลผูกพันทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์