Tag Archives: financial

ไตรคอร์กรุ๊ป (Tricor Group) และ Financial Times Board Director Programme เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับช่องว่างที่สำคัญระหว่างคณะกรรมการของบริษัทต่างๆในประเทศไทยในเรื่องของการกำกับดูแลเทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการบริหารจัดการความเสี่ยง

Logo

ไตรคอร์กรุ๊ป (Tricor Group) และ Financial Times Board Director Programme ร่วมกันเผยแพร่รายงาน Asia Pacific Board Director Barometer Report 2021 ซึ่งระบุถึงความคิดเห็นของคณะกรรมการบริษัทที่มีต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกโดยมุ่งเน้นไปที่ประเทศไทยและตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ตามรายงาน Asia Pacific Board Director Barometer Report 2021 พบว่า

  • คณะกรรมการบริษัทต่างก็พยายามที่จะผลักดันนำระบบดิจิทัล มาเปลี่ยนแปลงระบบการทำงาน เพื่อก้าวผ่านวิกฤติการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโรคโควิด 19 ไปให้ได้
  • การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ตลอดจนธรรมมาภิบาลบริษัท การจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด (GRC) ถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดที่คณะกรรมการองค์กรให้ความสำคัญ
  • คณะกรรมการองค์กรณ์ ยังไม่มีความพร้อมในด้านครื่องมือที่รองรับรูปแบบการประชุมแบบผสมผสานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นรูปแบบการประชุมที่จะเป็นที่นิยมเป็นอย่างสูงหลังจากการแพร่ระบาดของโรคระบาด
  • ความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัลในแต่ละองค์กรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและคณะกรรมการองค์กรยังคงตามไม่ทันต่อวิวัฒนาการ ส่งผลทำให้เกิดความเสี่ยงในด้านการปฏิบัติงาน ความปลอดภัยของระบบไซเบอร์ รวมถึงความด้อยประสิทธิ์ภาพในการทำงาน
  • ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของเทคโนโลยีในองค์กร ส่งผลต่อกระบวนการดำเนินการของคณะกรรมการ และ ช่องโหว่นี้ก็ได้ส่งผลคุกคามต่อกระบวนการปฏิบัติงานและความซื่อสัตย์ของคนในองค์กร

รายงาน Asia Pacific Board Director Barometer Report 2021 ได้ระบุให้เห็นถึงความคิดเห็นและการแนวทางปฎิบัติของกรรมการขององค์กรทั่วโลก ในด้านการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคงทางไซเบอร์ การดำเนินงานของคณะกรรมการ ธรรมมาภิบาลบริษัท การจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด (GRC) รวมถึงการวางแผนความต่อเนื่องของธุรกิจ (BCP) ทั้งนี้ ได้มีการสำรวจในเชิงลึกกับคณะกรรมการบริษัท 771 คนซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจเกิดใหม่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัทข้ามชาติ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ตลอดจนบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วทั้งอุตสาหกรรมหลัก 12 ประเภท การสุ่มตัวอย่างมุ่งเน้นไปที่ตลาดหลักๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รวมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย) รวมทั้งตัวอย่างเปรียบเทียบจากทวีปอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา

สรุปประเด็นสำคัญจากรายงาน ดังนี้ :

  • BCP และ GRC ต่างสร้างแรงกดดันต่อคณะกรรมการองค์กร โดยร้อยละ 83 ของคณะกรรมการองค์กรทั่วโลกและร้อยละ 84 ของคณะกรรมการบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเล็งเห็นว่าประเด็นนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อองค์กร กล่าวโดยสรุปแล้ว คณะกรรมการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมั่นใจว่าจะสามารถจัดการวิกฤตต่างๆได้ อีกทั้งยังมีช่องว่างสำหรับการพัฒนาตลาดบางแห่ง ร้อยละ 52 ของคณะกรรมการบริษัทในประเทศไทยกล่าวว่าตนเองรู้สึกพอใจในวิธีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ในขณะที่ คณะกรรมการในประเทศเวียดนาม (ร้อยละ 42) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 45) ออสเตรเลีย (ร้อยละ 50) ฮ่องกง (ร้อยละ 51) มาเลเซีย (ร้อยละ 56) จีนแผ่นดินใหญ่ (ร้อยละ 68) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 71) ต่างก็มีความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • นับตั้งแต่ที่มีการสร้างแบบจำลองการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ความปลอดภัยทางด้านข้อมูลกลายเป็นประเด็นที่กรรมการองค์กร กว่าร้อยละ 83% เป็นกังวล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่ากรรมการบริษัทร้อยละ 91 ในประเทศญี่ปุ่นได้กล่าวว่าความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลเคยเป็นเรื่องที่เป็นกังวล แต่มีเพียงร้อยละ 79% ของคณะกรรมการที่ได้ดำเนินการเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของข้อมูล และได้แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการส่วนใหญ่ ยังมีวิธีจัดการที่ไม่เหมาะสม และมีกรอบการดำเนินงานในเรื่องของความปลอดภัยของไซเบอร์ที่ล้าหลัง
  • คณะกรรมการบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคต่างไม่เห็นด้วยกับการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะที่กรรมการกว่าร้อยละ 60 ในทวีปอเมริกากล่าวว่าจะพิจารณาเกี่ยวกับการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาช่วยเหลือในการประเมินกรอบการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการ ความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด รวมทั้งการวางแผนเพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ เห็นได้ชัดว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ไม่ค่อยให้การยอมรับเนื่องจากกรรมการน้อยกว่าครึ่ง (เพียงร้อยละ 48) กล่าวว่าจะพิจารณาใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก รวมถึงประเทสไทย (ร้อยละ 49%)
  • คณะกรรมการองค์กรยังไม่มีการเตรียมตัวที่จะรับมือกับข้อกำหนดด้านของความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการประชุมเสมือนจริง (Virtual meeting)ทั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคร้ายและภายหลังการแพร่ระบาดของโรคร้าย : การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ได้สะท้อนออกมาให้เห็นในผลสำรวจอย่างชัดเจน กล่าวคือ คณะกรรมการทั่วโลกรายงานว่า มีการประชุมเสมือนจริงเพียง 5% จากการประชุมทั้งหมด มาเป็นการประชุมแบบเข้าประชุมด้วยตัวเอง เพียง 5% แทน อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยของข้อมูล คณะกรรมการหลายคนไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการแบบผสมผสานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่ได้รับความนิยมอย่างมากหลังการแพร่ระบาด โดยร้อยละ 9 ของคณะกรรมในประเทศไทย (เทียบกับอัตราของคณะกรรมการทั่วโลกจำนวน 5%) ที่ยังคงเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง และร้อยละ 9 (เทียบกับอัตราของคณะกรรมการทั่วโลกที่ 12%) ที่คิดว่าจะเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองหลังการแพร่ระบาดของโรค
  • ดังนั้น 1 ใน 4 ของคณะกรรมการบริษัทก็มิได้ดำเนินการเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตนเองเพื่อที่จะลดช่องว่างในการนำเอาระบบดิจิทัลที่แพร่หลายมาใช้ ทั้งนี้ ในการเตรียมตัวหลังจากการที่แพร่ระบาดของโรคร้ายผ่านพ้นไปในอนาคต ร้อยละ 73 ของกรรมการทั่วโลกกล่าวว่าตนเองจะหาเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ มาใช้ โดยสามารถแบ่งออกเป็นคณะกรรมการในประเทศไทย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในอัตราร้อยละ 79 78 และ 76 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเทศที่ความต้องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆมาใช้ ในอัตราส่วนที่ค่อนข้างน้อยอยู่ เช่น ฮ่องกง (ร้อยละ 70) จีนแผ่นดินใหญ่ (ร้อยละ 68) และประเทศสิงคโปร์ (ร้อยละ 67) โดยระบุว่าคณะกรรมการองค์กรจำนวนมาก ยังไม่มีการใช้ดิจิทัลในการดำเนินงานของคณะกรรมการ หรือ การแก้ปัญหาอื่นๆที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้
  • คณะกรรมการบริษัทกำลังมองหาที่จะเข้ารับการฝึกอบรมด้านการกำกับดูแลกิจการให้มากขึ้นเพื่อที่จะเสริมสร้างศักยภาพของตนเอง – ร้อยละ 94 ของคณะกรรมการทั่วโลกกล่าวว่าตนเองต้องการฝึกอบรมเพิ่มเติม ในขณะที่กรรมการแค่เพียงร้อยละ 58 กำลังรับการฝึกอบรมดังกล่าว ตัวเลขทางสถิติเหล่านี้จะสอดคล้องกับตัวอย่างของคณะกรรมการบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่ปรากฏอยู่ในแบบสำรวจ สำหรับประเทศไทยแล้ว กรรมการร้อยละ 91 กล่าวว่าตนเองต้องการรับการฝึกอบรมเพิ่มเติม และมีแค่เพียงร้อยละ 55 ที่ปัจจุบันกำลังรับการฝึกอบรมดังกล่าว

คุณเลนนาร์ด ย้ง (Mr. Lennard Yong) ประธานกรรมการบริหารของไตรคอร์กรุ๊ป กล่าวว่า“การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ของสัดส่วนที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคณะกรรมการบริษัทเกือบทุกองค์กรทั่วทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม” นับตั้งแต่การแพร่ระบาดเริ่มต้นขึ้น ไตรคอร์ก็ได้รับการสอบถามจากองค์กรต่าง ที่กำลังมองหาวิธีการในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของคณะกรรมการ โดยรวมรวมถึงการเอาวิธีการกำกับดูแลคณะกรรมการบริษัทแบบดิจิทัลมาใช้ ในขณะที่ยังคงต้องเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยการให้บริการในรูปแบบบูรณาการและส่งเสริมความเป็นดิจิทัลรวมทั้งโซลูชั่นในการกำกับดูแลกิจการที่มีความหลากหลาย พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่คณะกรรมการในการสร้างความคุ้นเคยกับสภาวะทางธุรกิจที่กำลังวิวัฒนาการและพยายามรับมือกับความไม่แน่นอน”

คุณซันไชน์ ฟาซาน (Ms. Sunshine Farzan) หัวหน้าฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร ไตรคอร์กรุ๊ป กล่าวว่า “คณะกรรมการบริษัทต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการลดความเสี่ยง และนำพาธุรกิจให้ผ่านพ้นหายนะและเหตุการณ์ที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับองค์กรและยังส่งผลต่อการลงทุนของผู้ถือหุ้น หากมองในแง่ของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้น ตามรายงาน Asia Pacific Board Director Barometer 2021 ได้ยืนยันแล้วว่า คณะกรรมการต่างก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับ วิกฤติของความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ GRC และ BCP และรายงานฉบับนี้จะสามารถช่วยให้คณะกรรมการมองเห็นถึงความท้าทาย ปัญหา รวมถึงด้านสำคัญที่ต้องการการแก้ไขพัฒนา เพื่อนำไปสู่ขั้นต่อไปในการดำเนินธุรกิจอย่างและความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่อง

คุณดีแลนด์ หม่า (Mr. Dyland Mah) กรรมการผู้จัดการ บริษัทไตรคอร์ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ธนาคารโลกได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจในเอเชียในด้านของการกำกับดูแลกิจการซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิรูปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องของมาตรฐานด้านการกำกับดูแลกิจการรวมทั้งความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในระดับสูงในด้านที่สำคัญ อาทิเช่น การเปิดเผย ความโปร่งใส และการคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หากแต่ในส่วนของการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสภาวการณ์ของตลาดที่เปี่ยมไปด้วยความท้าทายแล้ว ขณะนี้คณะกรรมการบริษัทในประเทศไทยก็กำลังรับมือกับสภาวะของความไม่แน่นอนที่แพร่กระจายไปทั่ว รวมทั้งความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ตลอดจนข้อบังคับ และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับไตรคอร์

ประเทศไทยแล้ว เราต่างก็ให้ความช่วยเหลือแก่คณะกรรมการบริษัทเพื่อที่จะสนับสนุนกรอบการทำงานในเรื่องของการกำกับดูแลกิจการรวมทั้งความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นสามารถที่จะส่งเสริมพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ผู้มีอำนาจในการควบคุม และชุมชนได้ดีขึ้น”

นอกเหนือจากประเด็นหลักที่กล่าวมาข้างต้น รายงาน Asia Pacific Board Director Barometer 2021 ยังมีรายละเอียดสำหรับประเด็นรอง บทสรุปสำคัญ บทวิเคราะห์อุตสาหกรรม ประเด็นที่ควรพิจารณา และ วิธีการปฏิบัติด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้คณะกรรมการ เข้าใจและชี้ทางเพื่อให้พัฒนาธุรกิจต่อไปท่ามกลางวิกฤติ

หากสนใจรับชมรายงานฉบับเต็ม สามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tricorglobal.com/2021-asia-pacific-board-director-barometer-report

ขอบคุณ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

HONG KONG SAR (GROUP OFFICE)

Sunshine Farzan

Tricor Services Limited

Group Head of Marketing & Communications

Tel: +852 2980 1261

Email: Sunshine.Farzan@hk.tricorglobal.com

เกี่ยวกับ บริษัท ไตรคอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัทไตรคอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดตั้งขึ้นในปี 2005 และมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งบริการของเราครอบคลุมทั้งบริการจัดทำบัญชีและภาษีอากรให้กับบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก, บริการด้านเลขานุการและการจัดการทั่วไปสำหรับบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริการด้านการจัดทำเงินเดือน  หากท่านต้องการที่จะจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย พนักงานผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมที่จะให้คำแนะนำในการเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ในระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น โครงสร้างพื้นฐานชั้นแนวหน้า ทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถ และการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ

ไตรคอร์กรุ๊ป (“ไตรคอร์”) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านขยายธุรกิจระดับชั้นนำของเอเชีย ซึ่งมีองค์ความรู้ระดับโลก และมีสำนักงานซึ่งให้บริการทางธุรกิจ บริการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัท บริการให้คำแนะนำแก่นักลงทุน บริการทรัพยากรบุคคลและเงินเดือน บริการทรัสต์สำหรับองค์กร (Corporate trust & debt services) การจัดการด้านธุรการกองทุน และบริการให้คำปรึกษาทางด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ   ไตรคอร์มีสำนักงานใหญ่ประจำที่ฮ่องกง เราให้บริการมากกว่า 21 ประเทศ/เขตการปกครอง มีเครือข่ายสำนักงานใน 47 เมือง เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในความดูแลมากกว่า 50,000 รายทั่วโลก  โดยจำนวนลูกค้าดังกล่าว กว่า 2,000 บริษัทเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย และมากกว่า 40 % เป็นบริษัทที่อยู่ในรายชื่อบริษัทชั้นนำ 500 แห่งทั่วโลกจากการรวบรวมและจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune  นอกจากนี้ไตรคอร์มีพนักงานกว่า 2,800 คน ซึ่งเป็นพนักงานที่มีใบรับรองทางวิชาชีพถึง 630 คน โดยเราพร้อมให้บริการที่สำคัญเพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีความมุ่งมั่นในการเติบโตทั้งในระดับเอเชียและระดับต่อไป

จุดแข็งของไตรคอร์ประกอบขึ้นจากประสบการณ์เชิงลึกในทุกๆ อุตสาหกรรม พนักงานที่มุ่งมั่น การดำเนินการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การปฏิบัติการตามมาตรฐาน การให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎระเบียบ และการติดต่อสื่อสารกับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย  ไตรคอร์มีความสามารถเฉพาะเพื่อปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจของท่าน และช่วยให้ท่านก้าวไปข้างหน้าในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหลากหลายในปัจจุบัน

 โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา: www.tricorglobal.com/locations/thailand

WebEngage แพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติอยู่ในรายชื่อบริษัทเอเชียที่มีการเติบโตสูงประจำปี 2564 ของ Financial Times

Logo

มุมไบ อินเดีย–(บิสิเนสไวร์​)–21 เม.ย. 2564

WebEngage บริษัทด้านการตลาดอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้รับการยอมรับจาก Financial Times ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตสูง 500 อันดับแรกของเอเชียแปซิฟิกโดยเปิดตัวในอันดับที่ 206 และเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

รายงานนี้รวบรวมโดยความร่วมมือกับ Nikkei Asia และผู้ให้บริการวิจัย Statista โดยจัดอันดับบริษัทในเอเชียแปซิฟิกตามอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ของรายได้ระหว่างปี 2559 ถึง 2562

การยอมรับนี้ตอกย้ำชื่อเสียงของบริษัทในมุมไบในฐานะแพลตฟอร์มมาร์เทคชั้นนำระดับโลกสำหรับธุรกิจผู้บริโภคดิจิทัล  การรวม WebEngage ในฐานะบริษัทที่มีการเติบโตสูงนั้นมาจากอัตราการเติบโตแบบสัมบูรณ์ที่ 233.7% และ CAGR 49.4% ระหว่างปี 2559 ถึง 2562

เมื่อเร็วๆ นี้ WebEngage ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดของอินเดียในปี 2021โดย The Economic Times และ Statista

เมื่อพูดถึงการได้รับการยอมรับ Avlesh Singh ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวว่า “นับเป็นช่วงเวลาที่น่ายินดีที่เราได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตสูงในภูมิภาค APAC โดย FT  เราอยู่ในปีที่ 10 ของการดำเนินงานและนับเป็นการสร้างแบรนด์ที่เป็นที่เรารัก  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราได้ประสบความสำเร็จในการช่วยให้แบรนด์ผู้บริโภคสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่สมจริงและขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้  เราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะได้รับผลกระทบจาก COVID ในปี 2563 โดยเรากำลังดำเนินการเพื่อให้เติบโต 100% ในปี 2564  ด้วยความรักจากลูกค้าที่น่าทึ่งของเรา เราที่มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีและขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมที่ชาญฉลาด

WebEngage เริ่มต้นจากการเป็นเครื่องมือบนเว็บและต่อมาได้ถูกนำไปใช้กับแพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติแบบ full stack ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  ทางบริษัทเป็นผู้นำในด้านบริการซอฟท์แวร์ Software-as-a-Service (SaaS) และขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการมีส่วนร่วมและการรักษาลูกค้าอย่างชาญฉลาดสำหรับแบรนด์ชั้นนำของโลกใน 35 ประเทศ  WebEngage ให้บริการลูกค้าระดับกลางและระดับองค์กรหลายพันรายใน 35 ประเทศในประเภทธุรกิจเช่น อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค การค้าออนไลน์ Edtech, Foodtech, การท่องเที่ยว และ OTA อุตสาหกรรมเกม เป็นต้น  WebEngage มี Blume Ventures, Indian Angel Network Fund, Capital Group, Social Capital, and India Quotient เป็นนักลงทุน

อ่านเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210421005408/en/

ติดต่อ:

Priyam Jha, WebEngage, priyam.jha@webengage.com, +919560331169

Anusree Saha, WebEngage, anusree.saha@webengage.com, +918007166611

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

หลักสูตรปริญญาโทของ HKBU สาขาการจัดการธุรกิจได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 100 อันดับแรกของโลกโดยนิตยสาร Financial Times สองปีติดต่อกัน

Logo

ฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–28 ตุลาคม 2562

เป็นปีที่สองติดต่อกันที่คณะวิชาธุรกิจของ Hong Kong Baptist University (HKBU) ได้รับการจัดอันดับให้ติดอยู่ใน 100 อันดับแรกของโลกสำหรับหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการจัดการธุรกิจ (MScBM) จากการจัดอันดับของ Financial Times ในด้านหลักสูตรปริญญาโทด้านการจัดการ Masters in Management (MiM) ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ออกมาในสัปดาห์นี้

หลังจากการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จในการจัดอันดับของ MiM เมื่อปีที่แล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ในการจัดอันดับในปีนี้เห็นด้วยว่าหลักสูตร HKBU MScBM ช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายด้านอาชีพ นอกจากนี้หลักสูตรนี้ยังถูกจัดอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกในด้านความก้าวหน้าในอาชีพของศิษย์เก่าและการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนในช่วงสามปีแรกหลังจากสำเร็จการศึกษา

"เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโปรแกรมชั้นนำของโลกโดย Financial Times MiM เป็นปีที่สองติดต่อกัน" ศจ. Ed Snape คณบดีคณบดีคณะวิชาธุรกิจ HKBU กล่าว "เรากำลังพัฒนาหลักสูตรของเราอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นักเรียนของเราได้รับการศึกษาระดับโลกที่เตรียมความพร้อมให้กับพวกเขาในเส้นทางที่เขาเลือก เรารู้สึกตื่นเต้นที่โปรแกรมระดับสูงกว่าปริญญาตรีของสถาบันของเราได้ต้อนรับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงนักศึกษาจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ นักศึกษาชื่นชอบโอกาสที่ได้รับจากทำเลทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์อันโดดเด่นของฮ่องกงในฐานะประตูเชื่อมระหว่างประเทศจีนและส่วนอื่น ๆ ของโลก เราหวังว่าจะได้พัฒนาผู้นำรุ่นต่อไปให้เติบโตและก้าวหน้าในสายอาชีพของพวกเขาต่อ ๆ ไป”

การจัดอันดับหลักสูตรปริญญาโทด้านการจัดการ ของ The Financial Times ปี 2562 หรือ The Financial Times Masters in Management 2019 ถูกจัดทำจากการตอบแบบสำรวจจากศิษย์เก่าปี 2559 ผนวกกับข้อมูลจากโรงเรียน การจัดอันดับนั้นขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่หลากหลายรวมถึงความก้าวหน้าในอาชีพของศิษย์เก่า ความหลากหลายทางด้านที่มาของนักศึกษา ประสบการณ์ระหว่างประเทศ การวิจัย และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย

ในเกณฑ์ที่กล่าวมาเหล่านี้ HKBU School of Business ได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่สูงในด้านความหลากหลายของนักศึกษาในสถาบันโดยมีสัดส่วนของนักศึกษาเพศหญิงเป็นอันดับที่สี่ (ร้อยละ 70) และอยู่ใน 20 อันดับแรกของสถาบันที่มี่คณะอาจารย์เพศหญิง (ร้อยละ 45) เมื่อเทียบกับสถาบันทั่วโลก

เกี่ยวกับ HKBU School of Business

มหาวิทยาลัย Hong Kong Baptist University (HKBU) คณะวิชาธุรกิจเป็นหนึ่งในเพียงร้อยละ 1 ของโรงเรียนธุรกิจทั่วโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์กรชั้นนำระดับโลกทั้งสามแห่ง ซึ่งได้แก่ AACSB, AMBA และ EQUIS สถาบันนี้ติดหนึ่งใน 25 คณะวิชาธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการจัดอันดับโดย Financial Times โดยวันนี้สถาบันเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีและระดับสูงกว่าปริญญาตรีอย่างเต็มรูปแบบซึ่ง ได้แก่ หลักสูตรปริญญาโท หลักสูตร MBA หลักสูตรปริญญาโทวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต หลักสูตร DBA และหลักสูตรปริญญาเอก ทั้งนี้ โดยรวมมหาวิทยาลัยโดยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 26 จาก 50 อันดับแรกภายใต้ การจัดอันดับปี 2563โดย QS และถูกจัดอยู่ที่อันดับ 60 ในการจัดอันดับการสร้างผลกระทบของมหาวิทยาลัย หรือ  University Impact Rankings ในปี 2562 โดย Times Higher Education (THE) ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://bus.hkbu.edu.hk or by connecting on LinkedIn.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20191028005320/en/

ติดต่อ:

PLUG
Jocelyn Cheung
อีเมล: jocelyn@plug.agency
โทร: +852 3422 3557

HKBU School of Business
Eva Sham
อีเมล: Evasham@hkbu.edu.hk
โทร: +852 3411 5558