Category Archives: Lifestyle

Kura Sushi เตรียมเปิดร้านซูชิสายพานที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดและมีสายพานยาวที่สุดในโลกที่งาน Osaka-Kansai Expo

Logo

ผนังภายนอกทำจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เตรียมเสิร์ฟอาหารจากทั่วทุกมุมโลก

โอซากะ ประเทศญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–12 กันยายน 2024

Kura Sushi Inc. (สำนักงานใหญ่: เมืองซาไก จังหวัดโอซากะ) หนึ่งในเครือร้านซูชิสายพานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ประกาศเมื่อวันที่ 12 กันยายนว่าจะเปิดร้านซูชิสายพานโดยมีที่นั่ง 338 ที่นั่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลกสำหรับร้านของบริษัทที่งาน Osaka-Kansai Expo ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 13 เมษายน 2025 ที่ยูเมะชิมะ จังหวัดโอซากะ

Perspective view (*This perspective view is for illustrative purposes only and is subject to change.) (Graphic: Business Wire)

มุมมองทัศนมิติ (*มุมมองทัศนมิตินี้มีไว้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้นและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) (กราฟิก: Business Wire)

ร้านซูชินี้จะตั้งอยู่ในโซน Future Society Showcase ทางฝั่งตะวันตกของสถานที่จัดงาน โดยนอกจากจะมีที่นั่งมากที่สุดในโลกแล้ว ร้านดังกล่าวยังมีสายพานที่ยาวที่สุดในโลกด้วย ซึ่งมีความยาวประมาณ 135 เมตร โดยส่งซูชิและอาหารอื่นๆ ตรงถึงที่นั่งของลูกค้า

ผนังภายนอกของร้านจะสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ด้วยการใช้ปูนปลาสเตอร์ที่ทำจากเปลือกหอยแครงที่ถูกทิ้งประมาณ 336,000 ชิ้น โดยผนังได้รับการออกแบบมาเพื่อให้จำได้ทันทีว่าเป็นร้าน Kura Sushi โดยมีรูปภาพซูชิทูน่าใน “ฝาครอบซูชิป้องกันแบคทีเรีย” ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะของร้าน Kura Sushi

ภายในตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบโมเดิร์นโดยเน้นไม้สีขาว เพดานตกแต่งด้วยจานของร้าน Kura Sushi อีกทั้งยังมีโมเดลฝาครอบซูชิป้องกันแบคทีเรียที่ดึงดูดสายตาลูกค้าอยู่ที่จุดรอคิว

นอกจากนี้ ร้านดังกล่าวจะติดตั้งระบบที่ทันสมัยอันเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของ Kura Sushi ซึ่งเป็นมาตรฐานในร้าน Kura Sushi ทุกแห่งในญี่ปุ่น ดังนี้

  • “Kura อัจฉริยะ” ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องติดต่อกับพนักงานตั้งแต่เข้าไปในร้านจนกระทั่งออกจากร้าน
  • ระบบกล้อง AI รุ่นใหม่จะคอยตรวจสอบสายพานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
  • “ระบบควบคุมการผลิต” ที่ช่วยปรับปริมาณซูชิที่จะวางบนสายพานตามจำนวนของลูกค้าภายในร้าน
  • “ระบบเก็บรวบรวมด้วยน้ำ” ซึ่งนำจานที่รับประทานเสร็จแล้วกลับไปที่ครัวโดยอัตโนมัติด้วยกระแสน้ำ

แน่นอนว่าลูกค้ายังสามารถสนุกกับเกม “Bikkura Pon” ซึ่งซูชิ 5 จานมีค่าเท่ากับ 1 เกม และผู้ชนะจะได้รับรางวัลพิเศษ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Kura Sushi ได้รับความนิยม

แคปซูลที่บรรจุรางวัล “Bikkura Pon” มักจะทำจากพลาสติก แต่ร้านที่งาน Expo มีแผนที่จะใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Hiroyuki Okamoto ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไปของฝ่ายประชาสัมพันธ์ แผนกโฆษณาและนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทกล่าวว่า “ในงาน Expo ร้านของเราจะดำเนินการภายใต้แนวคิด ‘สายพานหมุนเชื่อมโยงโลก’ ภายใต้แนวคิดนี้ ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินไปกับอาหารจานเด็ดจากแต่ละประเทศที่เข้าร่วมงาน Expo รวมถึงซูชิและเครื่องเคียงยอดนิยมจากร้านของเรา แม้ว่าโลกจะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมายในปัจจุบัน แต่เราหวังว่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกจะยิ้มแย้มในขณะที่อิ่มเอมไปกับซูชิและเมนูต่างๆ จากทั่วโลกผ่านสายพานหมุนที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของเรา ร้านซูชิสายพานได้แพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นภายหลังงาน Osaka Expo ในปี 1970 ผมก็อยากจะใช้งาน Osaka-Kansai Expo ในปีหน้าเพื่อเป็นโอกาสในการโปรโมตร้านซูชิสายพานนี้ให้แพร่หลายไปทั่วโลกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม”

จากข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน Kura Sushi ดำเนินกิจการร้านซูชิประมาณ 550 แห่งในญี่ปุ่น, 65 แห่งในสหรัฐอเมริกา, 57 แห่งในไต้หวัน และ 3 แห่งในเซี่ยงไฮ้

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/54121119/en

ข้อมูลติดต่อ

สอบถามข้อมูลสำหรับสื่อเกี่ยวกับข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ได้ที่ :
Public Relations Department, Kura Sushi, Inc.
อีเมล: prhq_kurasushi@kura-corpo.co.jp

แหล่งที่มา: Kura Sushi, Inc.












การจัดอันดับของ OAG เผยให้เห็นว่ากัวลาลัมเปอร์ยังคงเป็นสนามบินที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก

Logo

การค้นพบที่สําคัญ

  • เอเชียแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของ 3 ใน 5 ศูนย์กลางการบินระดับโลกชั้นนำ ได้แก่ KUL อันดับ 2 HND อันดับ 3 และ ICN อันดับ 5
  • กัวลาลัมเปอร์เป็นอันดับ 1 ที่มีเที่ยวบินราคาประหยัดเชื่อมต่อถึงกันมากที่สุด
  • การเติบโตของการเชื่อมต่อในเอเชียขยายตัวโดยมีศูนย์กลางการบินระดับโลก 17 แห่งจากทั้งหมด 50 แห่งในภูมิภาคนี้
  • โตเกียวนาริตะขยับขึ้น 45 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 15 ของโลกจากอันดับที่ 60 ในปี 2023

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–11 กันยายน 2024

OAG แพลตฟอร์มข้อมูลชั้นนําสําหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก ได้เปิดตัว Megahubs 2024 ซึ่งเป็นการจัดอันดับสนามบินที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศมากที่สุด 50 อันดับแรกของโลก

OAG Megahubs ไม่เพียงแต่วิเคราะห์ จํานวนจุดหมายปลายทางทั้งหมดที่ ให้บริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึง จํานวนการต่อเครื่องตามกําหนดการไปและกลับจากจุดหมายปลายทางระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดอันดับตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกและสําหรับสายการบินราคาประหยัด

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของ 3 ใน 5 ศูนย์กลางการบินชั้นนํา ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ (KUL) โตเกียวฮาเนดะ (HND) และโซลอินชอน (ICN) ซึ่งช่วยยืนยันว่าตลาดเหล่านี้กลับมาคึกคักอีกครั้งและมีแนวโน้มเติบโตต่อไป

การเติบโตของการเชื่อมต่อในเอเชียแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง โดยมีศูนย์กลางการบินอีก 4 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ติดอยู่ในรายชื่อ (CGK, BKK, MNL และ SIN) และอีก 7 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (NRT, PVG, HKG, FUK, CAN, TPE และ PEK) สนามบินนาริตะ ของโตเกียว (NRT) ทำสถิติก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบเป็นรายปี จากอันดับที่ 60 ในปี 2023 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 15 ในปี 2024

สําหรับ การเชื่อมต่อราคาประหยัด สนามบินในเอเชียแปซิฟิกครองตําแหน่ง คิดเป็น 64% ของ LCC Megahubs 25 อันดับแรก กัวลาลัมเปอร์ (KUL) ครองอันดับหนึ่ง โดยให้บริการเชื่อมต่อราคาประหยัด 14,583 เส้นทางในจุดหมายปลายทาง 137 แห่ง AirAsia เป็นสายการบินที่โดดเด่นด้วยส่วนแบ่ง 35% ของเที่ยวบินทั้งหมดและ 48% ของความจุ LCC ทั้งหมด

มะนิลา (MNL) ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2 ในรายชื่อ Low-Cost Megahubs ในปีนี้ แซงหน้าอินชอน (ICN) ด้วยอัตราส่วนการเชื่อมต่อกับจุดหมายปลายทางที่สูงถึง 97  แห่ง

“ในขณะที่เอเชียแปซิฟิกยังคงไต่อันดับสูงขึ้นในระดับโลก OAG Megahubs จึงสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่เพิ่มขึ้นของการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศและความต้องการการเดินทางราคาประหยัดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เพิ่มขึ้น” Mayur Patel หัวหน้า ASPAC ของ OAG กล่าว

สําหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมและวิธีการทั้งหมด โปรดดูการวิเคราะห์ ที่นี่

เกี่ยวกับ OAG

OAG เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลชั้นนําสําหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเดินทางทั่วโลก ซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตและนวัตกรรมของระบบนิเวศการเดินทางทางอากาศ โดยมีเครือข่ายข้อมูลเที่ยวบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2023 OAG ได้เข้าซื้อกิจการ Infare ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านข้อมูลการเดินทางทางอากาศของคู่แข่ง ปัจจุบัน OAG และ Infare ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุดสําหรับการบิน

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ

pressoffice@oag.com

ที่มา: OAG

ซาอุดีอาระเบียจัดแสดงการลงทุนด้านการท่องเที่ยวเชิงกลยุทธ์ ที่งาน IHIF Asia เปิดประตูสู่นักลงทุน

Logo

ฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–10 กันยายน 2024

ซาอุดีอาระเบียกําลังสร้างตัวเองให้เป็นผู้นําระดับโลกอย่างรวดเร็วในด้านการท่องเที่ยว โดยความสําเร็จอันน่าทึ่งของซาอุดิอาระเบียในปี 2023 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ ความก้าวหน้าครั้งนี้จัดแสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ในงาน IHIF Asia International Hospitality Investment Forum ที่ฮ่องกง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบียได้เน้นย้ำถึงศักยภาพอันมหาศาลสําหรับนักลงทุนต่างชาติ ในการใช้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบียที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีความหลากหลาย

Tareq Al-Shaghrood, General Manager of Investment Planning and Attraction, speaking at IHIF Asia (Photo: AETOSWire)

Tareq Al-Shaghrood ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนการลงทุนและสถานที่ท่องเที่ยว กล่าวในงาน IHIF Asia (ภาพ: AETOSWire)

ที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียที่เป็นจุดตัดของสามทวีป และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นกับเอเชีย ตอกย้ำถึงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก ในปี 2023 ซาอุดิอาระเบียต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเอเชียมากกว่า 20.9 ล้านคน ซึ่งใช้จ่ายเงินรวมกัน 25.7 พันล้านดอลลาร์ การหลั่งไหลเข้าอย่างมีนัยสําคัญนี้เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของตลาดเอเชียที่มีต่อศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของซาอุดีอาระเบียและโอกาสอันน่าดึงดูดใจที่นำเสนอให้กับนักลงทุน ความน่าดึงดูดใจของซาอุดิอาระเบียต่อนักท่องเที่ยวชาวเอเชียนั้นเห็นได้จากการเติบโตอย่างมากของรายรับจากการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสําหรับซาอุดีอาระเบียในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีความหลากหลายและมั่งคั่งทางวัฒนธรรม

เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงผลักดันนี้ ซาอุดิอาระเบียจึงได้เปิดตัวโครงการ Tourism Investment Enablers Program (TIEP) โดยมีโครงการ Hospitality Investment Enablers (HIE) ทําหน้าที่เป็นรากฐานที่สําคัญ HIE ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านที่พักในพื้นที่ท่องเที่ยวสําคัญอย่างมีนัยสําคัญ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 11 พันล้านดอลลาร์ และGDP ต่อปีเพิ่มขึ้น 4.3 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ความคิดริเริ่มนี้ยังมีเป้าหมายที่จะสร้างงานใหม่ 120,000 ตําแหน่ง ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้างของซาอุดีอาระเบีย สิ่งจูงใจที่สําคัญ ได้แก่ การยกเว้นภาษีนิติบุคคล การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม และการเข้าถึงที่ดินของรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ทําให้นักลงทุนเข้าสู่ตลาดได้ง่ายและคุ้มค่ายิ่งขึ้น

ไฮไลท์ของการเข้าร่วมของซาอุดีอาระเบียในงาน IHIF Asia คือการอภิปรายในหัวข้อ “Invest, Enable, Prosper: Empowering Tourism Destinations” การสนทนาแบบเป็นกันเองครั้งนี้นําโดย Mr. Tareq Al-Shaghrood ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนการลงทุนและสถานที่ท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย ได้สํารวจแนวทางเชิงกลยุทธ์ของราชอาณาจักรในการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความหลากหลาย “ความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่มรดกทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ไปจนถึงการท่องเที่ยวที่หรูหราและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ได้รับการสนับสนุนจากกรอบแรงจูงใจและการสนับสนุนที่แข็งแกร่งสําหรับนักลงทุน วิสัยทัศน์ของเราคือการสนับสนุนและเสริมพลังให้กับผู้ร่วมเดินทางกับเราในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจถึงความเจริญรุ่งเรืองสําหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด” Al-Shaghrood กล่าว

ผลการดําเนินงานด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของซาอุดีอาระเบียในปี 2023 นั้นน่าประทับใจ โดยอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลกในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเพิ่มขึ้น 11 อันดับเมื่อเทียบกับปี 2019 นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียยังอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลกในด้านรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยขยับขึ้น 15 อันดับเมื่อเทียบกับปี 2019 จากข้อมูลของ UN Tourism Barometer (พฤษภาคม 2024) ซาอุดีอาระเบียอยู่ในอันดับหนึ่งในบรรดาจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ในแง่ของอัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายได้จากการท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดโรคระบาด

ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังคงก้าวขึ้นเป็นผู้นำจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ราชอาณาจักรจึงเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลกให้คว้าโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดานี้ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ที่ตั้งเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ในการเติบโตอย่างยั่งยืน ซาอุดีอาระเบียจึงมอบโอกาสที่ไม่มีใครเทียบได้สําหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและให้ผลตอบแทนสูง

*ที่มา: AETOSWire

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/54119274/en

ติดต่อ

Najla AlKhalifa

ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสื่อสาร
Najla@mt.gov.sa

ที่มา: กระทรวงการท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย

TOM FORD ประกาศแต่งตั้ง Haider Ackermann เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์

Logo

นิว ยอร์ก –(BUSINESS WIRE)– TOM FORD ประกาศแต่งตั้ง Haider Ackermann เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ โดยมีผลทันที

โดยในบทบาทใหม่นี้ Ackermann จะรับหน้าที่เป็นผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์ในหมวดหมู่แฟชั่นของ TOM FORD ทั้งหมด รวมถึงเสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าสตรี เครื่องประดับ และแว่นตา และจะกำหนดวิสัยทัศน์ด้านความคิดสร้างสรรค์สำหรับแบรนด์โดยรวมด้วย โดย TOM FORD นั้นมี The Estée Lauder Companies Inc. (NYSE:EL) เป็นเจ้าของ โดยมี Ermenegildo Zegna Group (NYSE:ZGN) เป็นผู้ถือสิทธิ์ในส่วนของธุรกิจแฟชั่น และ Marcolin SpA เป็นผู้ถือสิทธิ์ในส่วนของธุรกิจแว่นตา

Haider Ackermann appointed Creative Director, TOM FORD. (Photo Credit: Ethan James Green)

Haider Ackermann ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์, TOM FORD. (เครดิตรูปภาพ: Ethan James Green)

โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Tom Ford ได้กล่าวว่า “ผมเป็นแฟนตัวยงในผลงานของ Haider มาอย่างยาวนาน โดยผมรู้สึกว่าทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและเสื้อผ้าผู้ชายของเขาต่างก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่แพ้กันเลย เขาเป็นช่างทำสีที่ยอดเยี่ยม มีการตัดเย็บที่เฉียบคม และเหนือสิ่งอื่นใดคือเขาเป็นคนที่ทันสมัย ซึ่งเราต่างก็มีหลักทางประวัติศาสตร์ที่เหมือนกันหลายอย่าง และผมตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นเขาทำสิ่งต่างๆ กับแบรนด์นี้ และผมคงจะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนปรบมือให้เขาหลังจากจบโชว์ในเดือนมีนาคม”

Ackermann เป็นชาวฝรั่งเศสที่เกิดที่โบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เขาเติบโตมาในเอธิโอเปีย ชาด แอลจีเรีย เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม โดยศึกษาแฟชั่นที่ Royal Academy of Fine Arts ในเมืองอันธ์เวิร์ป โดยเขาสร้างชื่อจากการผสมผสานผ้าหรูหราเข้ากับการตัดเย็บอันไร้ที่ติ และได้รับการยกย่องจากผลงานการออกแบบที่ล้ำสมัยแต่สามารถสวมใส่ได้จริง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าคนดัง

โดย Ackermann กล่าวว่า “ผมภูมิใจอย่างยิ่งที่จะสืบสานตำนานของ Tom Ford เขาเป็นคนที่ผมชื่นชมและเคารพนับถือมานาน และผมตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า”

คอลเลกชั่นแรกของ Ackermann จะเปิดตัวในงาน Paris Fashion Week ในเดือนมีนาคมปี 2025 โดยเขาจะประจำอยู่ที่ปารีสและรายงานต่อ Guillaume Jesel ประธานและซีอีโอของ TOM FORD และ Luxury Business Development ของ The Estée Lauder Companies และต่อ Lelio Gavazza ซีอีโอของ TOM FORD FASHION ของ Ermenegildo Zegna Group

โดย Jesel กล่าวว่า “Haider โดดเด่นในด้านของการเป็นหนึ่งในผู้มีความสามารถด้านแฟชั่นที่มีวิสัยทัศน์และเป็นแรงบันดาลใจสูงสุดของโลก เขาใช้ความผูกพันอันลึกซึ้งที่มีต่อวัฒนธรรมและศิลปะระดับโลกเพื่อสร้างสรรค์แฟชั่นอันดึงดูดใจและสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่น่าจดจำ เขาคือบุคคลในอุดมคติที่จะนำ TOM FORD ไปสู่อนาคต”

Gavazza กล่าวว่า “ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Haider เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ TOM FORD ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีใครเทียบได้ของเขานั้นเป็นไปในทางเดียวกันกับ DNA ของแบรนด์ รวมถึงประสบการณ์อันเลื่องชื่อในด้านความหรูหราจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจแฟชั่นให้ก้าวไปข้างหน้าในช่วงการขยายตัวที่สำคัญครั้งต่อไป ด้วยการทำงานร่วมกับทีมงานมากความสามารถของ TOM FORD FASHION วิสัยทัศน์อันทันสมัยของ Haider ในด้านเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายและผู้หญิงจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในขณะที่เราก้าวไปข้างหน้าและทำโครงการต่างๆ มากมายที่เรากำลังพัฒนาอยู่”

เกี่ยวกับ TOM FORD

TOM FORD คือบ้าน (แบรนด์) แห่งดีไซน์ระดับโลกที่นำเสนอผลิตภัณฑ์หรูหราเหนือระดับทั้งแฟชั่น เครื่องประดับ แว่นตา และผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ก่อตั้งขึ้นโดย Tom Ford เมื่อปี 2005 และมีจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสถาปนิกผู้รังสรรค์ความหรูหรา ในปี 2023 The Estée Lauder Companies กลายเป็นเจ้าของแบรนด์ TOM FORD และทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดยในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ The Estée Lauder Companies ได้จัดทำสิทธิ์การอนุญาตระยะยาวกับ Ermenegildo Zegna Group สำหรับ TOM FORD FASHION และ Marcolin สำหรับ TOM FORD EYEWEAR

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/54116918/en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ข้อมูลติดต่อ

การติดต่อสำหรับสื่อ:
Giuseppe Torrisi
TOM FORD, Global Communications Director
Giuseppe.Torrisi@tomfordfashion.com

แหล่งข้อมูล: TOM FORD