Category Archives: Biomedical

SEASUN BIOMATERIALS จัดหาระบบตรวจวินิจฉัยโรค COVID-19 ระดับโมเลกุลนอกพื้นที่อย่างรวดเร็วให้กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล

Logo

– ‘4S’ SEASUNBIO SMART SHIELD SYSTEM เปิดตัวขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลในฐานะศูนย์ตรวจวินิจฉัยโรค COVID-19 เคลื่อนที่แห่งแรกในประเทศเกาหลีใต้

แทจอน, เกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–04 พฤษภาคม 2564

SEASUN BIOMATERIALS (ซีอีโอ: Park Heekyung) เป็นบริษัทที่ตรวจวินิจฉัยโมเลกุล ได้เปิดให้บริการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลแบบ ‘4S’ (SEASUNBIO SMART SHIELD SYSTEM) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล หลังจากได้เปิดตัวไปแล้วที่ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20210504005599/en/

SEASUN BIOMATERIALS' 4S system, a one-stop COVID-19 molecular diagnostic system located on the Seoul National University campus. (Photo: Business Wire)

ระบบการตรวจวินิฉัยแบบ 4S ของบริษัท SEASUN BIOMATERIALS เป็นระบบการตรวจวินิจฉัยโรค COVID-19 ระดับโมเลกุลแบบครบวงจรที่ให้บริการในมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล. (รูปภาพ: Business Wire)

ระบบการตรวจวินิจฉัยนอกสถานที่แบบ 4S เป็นห้องปฏิบัติการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลเคลื่อนที่ ภายในประกอบไปด้วยห้องแยกเชื้อความดันลบและอุปกรณ์ที่ทำงานด้วยตัวเอง เพื่อการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลอย่างรวดเร็วและการป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น COVID-19 ขั้นตอนทั้งหมดของการวินิจฉัยโรค COVID-19 จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วยการกรอกแบบสอบถามสั้น ๆ การเก็บตัวอย่าง การสกัดกรดนิวคลีอิก การตรวจหาโมเลกุล และการส่งรายงานผลไปยังโทรศัพท์มือถือของลูกค้า

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ระบบ AQ-TOP Plus ของบริษัท SEASUN BIOMATERIALS ได้ถูกใช้เพื่อตรวจหาโรค COVID-19 ณ ศูนย์ทดสอบโรค COVID-19 ซึ่งตั้งขึ้นในท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน (ICN) และผลการตรวจจะถูกรายงานภายใน 2 ชั่วโมงที่ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ผู้โดยสารและพนักงานท่าอากาศยานรู้สึกพอใจกับขั้นตอนการตรวจที่ถูกต้องและรวดเร็วของระบบ AQ-TOP Plus เป็นอย่างมาก

SEASUN BIOMATERIALS มีรูปแบบการตรวจวินิจฉัยโรค COVID-19 อยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ U-TOP COVID-19 และ AQ-TOP COVID-19 โดยรูปแบบ U-TOP COVID-19 นั้นจะใช้สำหรับการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งนอกเหนือจากการตรวจแบบขนานของยีน SARS-CoV-2 ทั้ง 4 ยีนแล้ว ระบบยังช่วยแยกแยะการกลายพันธุ์ของยีน S ไปพร้อม ๆ กันด้วย ส่วนรูปแบบ AQ-TOP COVID-19 ใช้สำหรับการทดสอบเฉพาะจุดอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีการปรับใช้อย่างเหมาะสมสำหรับการตรวจวินิจฉัยภาคสนามที่ต้องการความแม่นยำสูงภายในระยะเวลาทดสอบสั้น ๆ

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับโรค COVID-19 ทั้งหมดของ SEASUN BIOMATERIALS ที่ใช้ในระบบ 4S ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก MFDS พร้อมเครื่องหมายการรับรองจากรัฐบาลเกาหลีใต้ 'Brand K' และเครื่องหมายการรับรองจากสหภาพยุโรป CE-IVD และได้รับอนุมัติการใช้งานฉุกเฉิน (EUA) จากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ถูกส่งออกไปทั่วโลกตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งแรกของโรค

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ www.seasunbio.com และ https://youtu.be/QP6Tu9vy8Xk

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20210504005599/en/

ติดต่อ:

SEASUN BIOMATERIALS
Sunny, KIM
seasunbio@seasunbio.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย


Smiths Medical และ Ivenix จับมือปฏิวัติการจัดการระบบการให้ยาด้วยชุดโซลูชั่นการให้ยาที่ครอบคลุมเป็นครั้งแรกในตลาดการดูแลสุขภาพของสหรัฐอเมริกา

Logo

หนุนโดยการลงทุนเชิงกลยุทธ์จาก Smiths Medical การเป็นหุ้นส่วนทางการค้าจะนำเสนอระบบการให้ยาที่ดีที่สุดซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพทางคลินิก

มินนีแอโพลิส และ บอสตัน–(บิสิเนสไวร์)–04 พ.ค. 2564

Smiths Medical ผู้นำด้านอุปกรณ์การแพทย์ระดับโลกประกาศในวันนี้ว่าได้ร่วมมือกับ Ivenix, Inc. เพื่อวางตำแหน่งให้เป็นสองบริษัทเป็นรายแรกในสหรัฐอเมริกาที่นำเสนอชุดโซลูชันการจัดการการให้ยาที่ครอบคลุมเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการดูแลสุขภาพ  ความร่วมมือระยะยาว ซึ่งรวมถึงการลงทุนเชิงกลยุทธ์จาก Smiths Medical เป็นการรวมตัวกันของนักนวัตกรรมสองรายภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการปฏิวัติการจัดการยาเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของผู้ป่วยและตอบสนองความต้องการของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพในปัจจุบันและอนาคต

Ivenix ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่อุทิศตนเพื่อขจัดความเสี่ยงของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา ได้พัฒนาปั๊มให้ยาขนาดใหญ่ตัวแรกที่ตั้งจากพื้นดินเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางปั๊มให้ยาล่าสุดขององค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นประจำกับปั๊ม  การดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วยและประสิทธิภาพทางคลินิกเป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดการยาช่วยที่สามารถชีวิตผู้คนได้    วันนี้ข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาคิดเป็นมากกว่า 50% ของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการให้ยา 1.5 ล้านครั้งที่รายงานต่อ FDA ทุกปี1  และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาทำให้ระบบการดูแลสุขภาพเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 2 พันล้านเหรียญต่อปี2

กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมของ Smiths Medical ในด้านระบบการให้ยาชั้นนำของตลาด CADD®-Solis และ Medfusion® ประกอบด้วยเข็มฉีดยาและเครื่องสูบสำหรับผู้ป่วยที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยผู้ใหญ่ขั้นวิกฤตและทารกแรกเกิด ห้องผ่าตัด และการจัดการความเจ็บปวดทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้าน  ด้วยการเพิ่มระบบการให้ยา Ivenix ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกา Smiths Medical จะเร่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปกรณ์การให้ยาในปริมาณมากซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์

“ในฐานะนักวิจัยที่มุ่งเน้นปั๊มจ่ายยาอัจฉริยะในปริมาณมาก ฉันตระหนักดีถึงปัญหาด้านความปลอดภัยและการใช้งานที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน” Karen K. Giuliano, Ph.D. , RN, FAAN, MBA, รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการร่วมของศูนย์นวัตกรรมการพยาบาลวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Amherst กล่าว “นวัตกรรมในปั๊มจ่ายยาอัจฉริยะนั้นควรจะมีมานานแล้วและฉันยินดีที่ได้เห็นทางเลือกใหม่สำหรับแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยเฉียบพลันเพื่อพิจารณาการจัดส่งของเหลวและยาช่วยชีวิตอย่างปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วยที่สำคัญมากเหล่านี้”

“ความร่วมมือระยะยาวระหว่าง Smiths Medical และ Ivenix จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเรากำลังนำเสนอโซลูชันการจัดการการให้ยารุ่นใหม่ให้กับโรงพยาบาลทั่วสหรัฐอเมริกาและตอบสนองความมุ่งมั่นของเราในการช่วยเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้ากับการบำบัดที่ช่วยชีวิตและข้อมูลเชิงลึกให้กับผู้ให้บริการ” JehanZeb กล่าว Noor, Smiths Medical CEO “การลงทุนของเราใน Ivenix จะช่วยกระตุ้นการวิจัยและพัฒนาที่จำเป็นในการสร้างทรัพยากรที่สำคัญนี้ต่อไปและมอบโซลูชันแบบองค์รวมสำหรับโรงพยาบาลและระบบสุขภาพ”

Ivenix Infusion System ประกอบด้วยปั๊มให้ยาปริมาณมาก พร้อมชุดการบริหารเครื่องมือจัดการการและการวิเคราะห์เพื่อแจ้งการดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพ  ระบบได้รับการอนุญาต 510(k) ในปี 2562 และสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดส่งยาโดยการทบทวนความปลอดภัย ความเรียบง่าย และความสามารถในการทำงานร่วมกัน  ระบบมีศูนย์กลางอยู่ที่ทั้งผู้ป่วยและแพทย์และได้รับการออกแบบมาเพื่อลดข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับการฉีดยาและลดต้นทุนทั้งหมดในการเป็นเจ้าของ

“ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้เราสามารถเร่งการเข้าถึงเชิงพาณิชย์ของแพลตฟอร์มการให้ยาของเรา โดยเราร่วมกันจัดหาโซลูชั่นการให้ยาระดับแนวหน้าเพื่อมอบมาตรฐานสูงสุดของการดูแลรักษาด้วยการให้ยาที่ปลอดภัยและครบวงจร” Jorgen B. Hansen ซีอีโอของ Ivenix กล่าว

 Smiths Medical จะเปิดตัว Ivenix infusion System ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาในช่วงฤดูร้อนปี 2564

เกี่ยวกับ Smiths Medical

ผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะทางสำหรับตลาดทั่วโลกที่มุ่งเน้นการจัดส่งยา การดูแลที่สำคัญ และกลุ่มตลาดอุปกรณ์ความปลอดภัย  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.smiths-medical.com

เกี่ยวกับ Ivenix

Ivenix, Inc. เป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีวิสัยทัศน์ในการกำจัดอันตรายที่เกี่ยวข้องกับการฉีดยา  บริษัทก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะเปลี่ยนการจัดส่งยา  Ivenix ออกแบบระบบการให้ยาตั้งแต่พื้นฐานเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้ยาและนำเทคโนโลยีการฉีดเข้าสู่ยุคดิจิทัล  Ivenix Infusion System ประกอบด้วยปั๊มขนาดใหญ่ที่รองรับโดยระบบการจัดการการฉีดที่แข็งแกร่งซึ่งออกแบบมาเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่ในด้านความเรียบง่าย ความชาญฉลาด และความน่าเชื่อถือ  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม ivenix.com  Ivenix Infusion System ได้รับการอนุมัติโดย FDA

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. รายงานของ FDA โดยมีข้อมูลในไฟล์
  2. ODPHP. Health Care Quality and Patient Safety: Adverse Drug Events. 2017

อ่านที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210504005275/en/

สำหรับ Smiths Medical:
Bob Josephson
Robert.Josephson@fticonsulting.com  
203-914-2372

สำหรับ Ivenix:
Caroline Curran
caroline.curran@metiscomm.com 
910-409-4126

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

RubrYc Therapeutics ประกาศความร่วมมือด้านการวิจัยและข้อตกลงตัวเลือกใบอนุญาตกับ Zai Labs

Logo

ซาน คาร์ลอส, แคลิฟอร์เนีย.–(BUSINESS WIRE)–14 เม.ย. 2564

RubrYc Therapeutics, Inc. ซึ่งเป็น บริษัทด้านชีวบำบัดพรีคลินิกที่พัฒนาวิธีการรักษาแบบ epitope selective ได้ประกาศในวันนี้ว่า ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและข้อตกลงเรื่องใบอนุญาตกับ Zai Labs, Inc. สำหรับการใช้แพลตฟอร์ม Meso-scale Engineered Molecules (MEMs) เพื่อระบุแอนติบอดีโมโนโคลนอลที่มีฟังก์ชันทางชีวภาพที่ได้รับการพัฒนาแล้วสำหรับเป้าหมายด้านเนื้องอกวิทยาที่ไม่เปิดเผย

ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง RubrYc และ Zai Labs จะร่วมมือกันเพื่อระบุหาผู้ที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์โดยใช้ RubrYc’s Discovery Engine ซึ่งใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ของเครื่องมือและข้อมูลโครงสร้างเพื่อระบุแอนติบอดีที่เชื่อมโยงกับ subdominant epitopes และที่แสดงกิจกรรมที่แตกต่างออกไป ทั้งนี้เมื่อได้ใช้ใบอนุญาตแล้ว Zai Labs จะมีสิทธิ์ทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียวในการพัฒนาและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของการร่วมมือด้านการวิจัยนี้

RubrYc Therapeutics, Inc. จะได้รับการชำระเงินล่วงหน้าและมีสิทธิ์ได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในการวิจัยการพัฒนาและการค้าในอนาคตสำหรับผู้สมัครแต่ละราย พร้อมกับค่าลิขสิทธิ์จากยอดขายสุทธิทั่วโลกของแต่ละผลิตภัณฑ์  ทั้งนี้จะไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขทางการเงินของข้อตกลง

ดร. Isaac Bright ซีอีโอกล่าวว่า“ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ Zai Labs ได้เลือก RubrYc Discovery Engine ให้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการระบุการบำบัดทางชีวภาพกับเป้าหมายด้านเนื้องอกวิทยาที่ท้าทาย เราหวังว่าจะร่วมมือกับ Zai Labs เพื่อเร่งการวิจัยของพวกเขาโดยการระบุแอนติบอดีแบบเอพิโทพีจำเพาะ (epitope-specific antibodies) ด้วยการใช้โหมดที่แตกต่างกัน ความเชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยาของ Zai Labs ช่วยเติมเต็มความสนใจของเราในการนำเสนอการบำบัดแบบใหม่ที่มีศักยภาพในการพัฒนา ให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ”

เกี่ยวกับ RubrYc Therapeutics, Inc.

RubrYc Therapeutics, Inc. เป็น บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ใช้โซลูชันการเรียนรู้ด้วยเครื่องและการคำนวณทางชีววิทยาที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเอง เพื่อค้นหาแอนติบอดีแบบ epitope-selective mono and bispecific  โดยมีแรงบันดาลใจจากความก้าวหน้าล่าสุดในการสังเคราะห์ไลบรารีโมเลกุลการคัดกรองและการคำนวณแบบขนานอย่างหนาแน่น RubrYc Therapeutics, Inc. ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี MEMs Discovery Engine เพื่อระบุแอนติบอดีจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วด้วยคุณสมบัติการจับที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกับเป้าหมายที่ยากและที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว อนึ่ง RubrYc แยกตัวออกจาก HealthTell, Inc. ในปี 2561 เพื่อพัฒนาการค้นพบทางชีวบำบัดและร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทยาชั้นนำที่แบ่งปันภารกิจของเราในการขยายทางเลือกในการรักษาและปรับปรุงผลลัพธ์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง อนึ่ง RubrYc ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบัน ซึ่งรวมถึง Third Point Ventures, Paladin Capital Group, Vital Venture Capital และ Hayan Health Networks บริษัทตั้งอยู่ในซานคาร์ลอส แคลิฟอร์เนีย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.rubryc.com.

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210413006012/en/

ติดต่อ:

Isaac J. Bright, MD

ซีอีโอ

RubrYc Therapeutics, Inc.

info@rubryc.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

LintonPharm ประกาศว่าได้รับอนุญาตจาก China Health Authority (NMPA) เพื่อดำเนินการทดลองระยะที่ 1/2 เพื่อประเมิน Catumaxomab สำหรับการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะแบบไม่รุกล้ำกล้ามเนื้อ

Logo

กวางโจว จีน–(บิสิเนสไวร์)–13 เม.ย. 2564

LintonPharm Co. , Ltd. บริษัทยาชีววัตถุทางคลินิกที่ตั้งอยู่ในประเทศจีนที่มุ่งเน้นการพัฒนา T cell ของแอนติบอดีชนิด bispecific สำหรับภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งได้ประกาศว่าหน่วยงานด้านสุขภาพของจีน National Medical Products Administration (NMPA) อนุญาตให้ทางบริษัทดำเนินการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1/2 (clinicaltrials.gov: NCT04799847) เพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ catumaxomab ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะชนิดแบบไม่รุกล้ำกล้ามเนื้อ (NMIBC) ซึ่งเกิดเนื้องอกเนื่องจากวัคซีน Bacillus Calmette-Guerin (BCG) ล้มเหลว  นับว่าเป็นโปรแกรมทางคลินิกที่สองของ LintonPharm ที่ประเมิน catumaxomab  ในเดือนกรกฎาคม 2563 บริษัทได้ประกาศว่าได้รับอนุญาตในการทำการทดลองระยะที่ 3 ในมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลามซึ่งคัดกรองผู้ป่วยรายแรกในเดือนตุลาคม 2563

เมื่อเร็วๆ นี้ Lindis Biotech ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของ LintonPharm ได้เริ่มการทดลองระยะที่ 1 กับ catumaxomab ในผู้ป่วย NMIBC ในเยอรมนี (clinicaltrials.gov: NCT04819399) และรายงานข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ดีเยี่ยมซึ่งสนับสนุนการดำเนินการทดลองระยะที่ 1/2 ในประเทศจีน

“การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเพื่อดำเนินการไปข้างหน้าด้วยโปรแกรมทางคลินิกของเราที่ประเมิน catumaxomab ในมะเร็งกระเพาะปัสสาวะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ LintonPharm และสนับสนุนเป้าหมายของเราในการสำรวจศักยภาพของการบำบัดโรคมะเร็งต่างๆ” Robert Li, Ph.D. , DABT ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ LintonPharm  “ผู้ป่วยที่มีความล้มเหลวของ NMIBC BCG มีอัตราการมีเนื้องอกซ้ำของในอัตราสูงและมักต้องเผชิญกับการผ่าตัดตลอดชีวิตซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ  จึงจำเป็นต้องมีทางเลือกใหม่ในการรักษาและเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการศึกษานี้ทำให้เราเข้าใกล้การช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้มากขึ้นอีกขั้นหนึ่ง”

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 10 ทั่วโลก ในปี 2563 ได้มีการวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะใน 573,278 ผู้ป่วยทั่วโลกและประมาณ 1.8 ล้านคนได้อยู่กับโรคมะเร็งนี้เป็นเวลาถึงห้าปี [1]  NMIBC เป็นมะเร็งที่พบในเนื้อเยื่อด้านในของกระเพาะปัสสาวะและนับเป็นประมาณร้อยละ 75 ของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะทั้งหมด[2]  การผ่าตัดเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ (TURBT) เป็นมาตรฐานปัจจุบันของการรักษา NMIBC  การกำเริบของโรคเกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังจาก TURBT (ได้ถึงร้อยละ 70 ในห้าปี) และเป็นผลให้ผู้ป่วยมักจะได้รับการผ่าตัดหลายครั้ง[2]  BCG มักถูกใช้เป็นการรักษาเสริมหลัง TURBT อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจำนวนมากมีการกำเริบของเนื้องอกซึ่งจะเรียกว่าเป็นความล้มเหลวของ BCG [3]  โดยปกติจะมีการใช้ Radical cystectomy (RC) หลังจากความล้มเหลวของ BCG แต่แพทย์และผู้ป่วยจำนวนมากละเว้นจาก RC เพื่อรักษาการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ

เกี่ยวกับ Catumaxomab

Catumaxomab ได้รับการอนมัติจาก European Medicines Agency ในปี 2552 สำหรับการรักษาโรคท้องบวม  โรคแอนติบอดีชนิด bispecific นี้จับกับไกลโคโปรตีนชนิดทรานส์เมมเบรนบนเซลล์เนื้องอก ซึ่งเป็นโมเลกุลยึดเกาะของเซลล์เยื่อบุผิว (EpCAM) – และ CD3 บนเซลล์ T และยังคัดเลือกเซลล์เสริมภูมิคุ้มกันผ่านการจับ FcγR. Catumaxomab ทำลายเซลล์เนื้องอกโดยกระตุ้น T cell และเซลล์เสริมที่เป็นสื่อกลางในการเกิด cytotoxicity และมีศักยภาพในการก่อให้เกิดผลของวัคซีนในระยะยาวซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้วในสัตว์ทดลอง

เมื่อเร็วๆ นี้ catumaxomab ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศจีน ไต้หวัน และ เกาหลีใต้ให้ทำการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ระดับโลกสำหรับการรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลาม

เกี่ยวกับ LintonPharm

LintonPharm Co. , Ltd. เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการวิจัยทางคลินิกซึ่งมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรม T cell ที่มีส่วนร่วมของแอนติบอดี bispecific โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนมะเร็งร้ายให้เป็นโรคที่สามารถจัดการได้และอาจรักษาให้หายได้  LintonPharm โดยร่วมกับ Lindis Biotech กำลังพัฒนา catumaxomab เพื่อใช้ในโรคมะเร็งในวงกว้างทั่วโลก  นอกจากนี้ LintonPharm กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มแอนติบอดี bispecific รุ่นต่อไปเพื่อให้เกิดการผลิตและการออกแบบยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับแต่งการออกแบบของแต่ละโมเลกุล  โครงการในปัจจุบันได้แก่การพัฒนาแนวทางการรักษามะเร็งเม็ดเลือดและเนื้องอกที่เป็นของแข็ง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.lintonpharm.com/

[1]. World Health Organization (WHO). Globocan 2020. Global Cancer Observatory. Accessed January 7, 2021. https://gco.iarc.fr/

[2]. Kamat AM, Hahn NM, Efstathiou JA, et al. (2016) Bladder cancer. Lancet 2016. 388: 2796-810. http://dx.doi.org/10.1016/S0140-6736(16)30512-8

[3]. Kikuchi E, Hayakawa N, Futumoto K, Shigeta K, Matsumoto K. (2020) Bacillus Calmette–Guerin-unresponsive non-muscle-invasive bladder cancer: Its definition and future therapeutic strategies. International Journal of Urology. 27, 108-116. doi:10.1111/iju.14153

อ่านเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210413005114/en/

สื่อ:
สื่อจากสหรัฐอเมริกา
Tara Cooper
The Grace Communication Group
tara@gracegroup.us

สื่อใน APAC:
Mia He
LintonPharm
jingyi.he@lintonpharm.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

GLIDE เปิดตัวรางวัลด้านการขจัดโรค

Logo

-สถาบันสุขภาพระดับโลกแห่งใหม่ในอาบูดาบีเปิดตัวรางวัลแรกในการกำจัดโรค

-5 รางวัลมุลค่าถึง 200,000 เหรียญสหรัฐต่อรางวัล

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และลอนดอน–(บิสิเนสไวร์)–14 เม.ย. 2021

Global Institute for Disease Elimination (GLIDE) สถาบันสุขภาพระดับโลกแห่งใหม่ในอาบูดาบีที่มุ่งเน้นการขจัดโรคติดเชื้อจากความยากจนได้เปิดตัวรางวัลการขจัดโรค The Falcon Awards for Disease Elimination เพื่อผลักดันให้ค้นพบและใช้แนวทางใหม่ในการกำจัดโรค

ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 โดยเชคโมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัลนะฮ์ยาน กุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบีและมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 โดย GLIDE ระดมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และสุขภาพระดับโลกล่าสุดเพื่อนำไปปฏิบัติร่วมกับพันธมิตรผ่านโครงการเพื่อความก้าวหน้าในการกำจัดโรค

รางวัล Falcon Awards ซึ่งเปิดรับสมัครออนไลน์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ขอเชิญชวนองค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ (เอ็นจีโอ) มูลนิธิการกุศล พันธมิตรหรือเครือข่ายขององค์กรประชาสังคม (CSOs) นักวิชาการหรือสถาบันการวิจัย ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) และสถาบันภาครัฐหรือเอกชนในประเทศเฉพาะถิ่นมายื่นข้อเสนอเพื่อเร่งการกำจัดอย่างน้อยหนึ่งในสี่โรคที่ GLIDE มุ่งเน้น ได้แก่ มาลาเรีย โปลิโอ โรคเท้าช้าง และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

GLIDE กำลังมองหาข้อเสนอที่ครอบคลุมแนวทางข้ามพรมแดน ข้ามโรค ข้ามโปรแกรม หรือข้ามภาคส่วนในการกำจัดโรค  การนำเสนอควรมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการตามแนวคิดที่เป็นนวัตกรรมและการวิจัยที่จัดตั้งขึ้นซึ่งมีศักยภาพในการเร่งการเปลี่ยนแปลงหรือนำเสนอวิธีการใหม่ๆ อย่างแท้จริง หรือนำมาสู่การวิจัยที่มีแนวโน้มที่จะนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาในการกำจัดโรค

Simon Bland ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GLIDE ให้ความเห็นว่า “ที่ GLIDE เราเชื่อมั่นในแนวทางบูรณาการและการร่วมมือกันในการจัดการกับโรคติดเชื้อจากความยากจน  รางวัล Falcon สำหรับการกำจัดโรคจะช่วยพัฒนาและขยายความพยายามเหล่านี้”

จะมีการประกาศผู้ชนะห้ารายในปลายปีนี้หลังจากการประเมินอย่างละเอียดโดยผู้ตัดสินซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับโลกที่ได้รับการยกย่อง  ผู้ชนะแต่ละคนจะได้รับเงินจำนวนสูงถึง 200,000 เหรียญสหรัฐเพื่อเป็นทุนและนำแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะของตนไปใช้ในการกำจัดโรค

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหยี่ยวรางวัลและวิธีการป้อนกรุณาเยี่ยมชม: glideae.org/awards

[จบ]

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ:

The Falcon Awards – วันที่สำคัญ:

  • 4 พฤษภาคม 2564: เปิดรับสมัคร
  • 13 มิถุนายน 2564: วันสุดท้ายของการส่งผลงาน
  • พฤศจิกายน – ธันวาคม 2564: ประกาศผู้ชนะ

เกี่ยวกับ GLIDE

GLIDE เป็นสถาบันสุขภาพระดับโลกแห่งใหม่ของอาบูดาบีโดยมุ่งเน้นไปที่การเร่งกำจัดโรคแห่งความยากจนที่สามารถป้องกันได้ 4 โรค ได้แก่ มาลาเรีย โปลิโอ โรคเท้าช้าง และโรคตาบอดแถบแม่น้ำภายในปี 2573  ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 อันเป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างสมเด็จโมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัลนะฮ์ยาน กุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบีและมูลนิธิ Bill & Melinda Gates โดย GLIDE รวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และสุขภาพระดับโลกล่าสุดและนำไปปฏิบัติผ่านโครงการเงินทุนและการพัฒนาทักษะเพื่อสนับสนุนระบบการดูแลสุขภาพในท้องถิ่นและพัฒนาความคิดระดับโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่: https://glideae.org/

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

Gong Communications
E: GLIDE@gongcommunications.com / T: +44 7794 988752

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Takeda ยื่นคำร้องทดสอบวัคซีนไข้เลือดออกในสหภาพยุโรปและประเทศที่โรคไข้เลือดออกระบาด

Logo

− หน่วยงานควบคุมยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) จะดำเนินการประเมินแบบคู่ขนานครั้งแรกสำหรับผลิตภัณฑ์ยาซึ่งเป็นวัคซีนโรคไข้เลือดออกทดลองของ Takeda (TAK-003) สำหรับใช้ในสหภาพยุโรปและประเทศนอกสหภาพยุโรปผ่านขั้นตอน EU-M4all (บทความที่ 58 ก่อนหน้านี้)

− Takeda ตั้งใจจะเสนอคำร้องในประเทศอาร์เจนตินา บราซิล โคลอมเบีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก สิงคโปร์ ศรีลังกา และไทย ในช่วงปี 2564 นี้

− TAK-003 กำลังได้รับศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่มาจากซีโรไทป์ของไวรัสไข้เลือดออกในบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 4-60 ปี

โอซาก้า, ประเทศญี่ปุ่น & แคมบริดจ์, รัฐแมสซาชูเซตส์–(BUSINESS WIRE)–26 มีนาคม 2564

วันนี้ Takeda Pharmaceutical Company Limited (TSE:4502/NYSE:TAK(“Takeda”) ได้ประกาศว่าหน่วยงานควบคุมยาแห่งสหภาพยุโรป EMA)ได้รับชุดคำร้องการทดสอบวัคซีนไข้เลือดออก (TAK-003) ซึ่งกำลังได้รับการตรวจสอบการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากซีโรไทป์ของไวรัสไข้เลือดออกในบุคคลอายุ 4-60 ปี โดย Takeda ตั้งใจยื่นคำร้องในประเทศอาร์เจนตินา บราซิล โคลอมเบีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก สิงคโปร์ ศรีลังกา และไทย ในช่วงปี 2564 นี้

Derek Wallace รองประธานกรรมการและหัวหน้าโครงการป้องกันโรคไข้เลือดออกระดับโลกแห่ง Takeda กล่าวว่า “การยื่นคำร้องทดสอบวัคซีนไข้เลือดออก TAK-003 นั้นถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญแก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหรือเดินทางไปยังชุมชนต่าง ๆ และได้รับผลกระทบจากภัยของโรคไข้เลือดออก การระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 500,000 คนทั่วโลกที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในแต่ละปี สามารถสร้างความเสียหายแก่ชุมชนและรัฐบาลได้ เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้างต่อระบบการดูแลสุขภาพ ด้วยตัวเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัดในการป้องกันโรค วัคซีนไข้เลือดออกที่หาได้ทั่วไปจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน Takeda มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและแนะนำหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการประเมินคำร้องและช่วยให้ TAK-003 ได้รับการอนุมัติ”

Takeda อยู่ระหว่างเข้าร่วมในการประเมินผลิตภัณฑ์ยาแบบคู่ขนานครั้งแรกของหน่วยงานควบคุมยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) สำหรับใช้ในสหภาพยุโรป (EU) และขั้นตอน EU-M4all (บทความ 58 ก่อนหน้านี้) สำหรับประเทศที่อยู่นอกสหภาพยุโรป นอกเหนือจากความเห็นทางวิทยาศาสตร์ที่เสนอโดยคณะกรรมการยาสำหรับใช้ในมนุษย์ (CHMP) แล้ว หน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติในประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในกระบวนการ EU-M4all จะดำเนินการประเมินตนเองเพื่อพิจารณาว่าหากทำการซื้อขาย TAK-003 ในตลาดระดับประเทศจะได้รับอนุมัติหรือไม่ นอกจากนี้ Takeda ยังขออนุมัติ TAK-003 ในประเทศที่เป็นโรคไข้เลือดออกที่ไม่ได้เข้าร่วมในขั้นตอน EU-M4all อีกด้วย

การยื่นคำร้องสำหรับTAK-003 ประกอบด้วยข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพระยะยาวตลอด 36 เดือนจากการทดลองศึกษาประสิทธิภาพของการสร้างภูมิคุ้มกัน Tetravalent เพื่อต่อสู้กับไข้เลือดออก (TIDES) เฟส 3 Takeda ตั้งใจนำเสนอและเผยแพร่รายละเอียดของข้อมูลในระยะเวลา 36 เดือนนี้ในการประชุมทางวิทยาศาสตร์และในวารสารวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบในปีนี้

Takeda ยังตั้งใจที่จะยื่นคำร้องขอในสหรัฐอเมริกา ตามด้วยประเทศอื่น ๆ ในเอเชียและละตินอเมริกาอีกด้วย

EU-M4all1

EU-M4all (หรือ EU-Medicines for all) เป็นขั้นตอนที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาหรือวัคซีนที่จำเป็นเพื่อป้องกันหรือรักษาโรคอันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของสาธารณะ โดยหน่วยงานควบคุมยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ในความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) สามารถให้ความเห็นทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับยาและวัคซีนสำหรับโรคที่สำคัญต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งมีไว้สำหรับตลาดที่อยู่นอกสหภาพยุโรปผ่านขั้นตอน EU-M4all (รู้จักกันในชื่อบทความ 58 ก่อนหน้านี้)

เกี่ยวกับ TAK-003

วัคซีนไข้เลือดออกทดลอง Tetravalent ของ Takeda (TAK-003) ขึ้นอยู่กับไวรัสไข้เลือดออกซีโรไทป์ 2 ที่มีชีวิต ซึ่งสร้าง “กระดูกสันหลัง” ผ่านทางพันธุกรรมให้กับไวรัสวัคซีนทั้ง 4 ชนิด2 ข้อมูลทางคลินิกในเด็กและวัยรุ่นเฟส 2 พบว่าTAK-003 กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อซีโรไทป์ของไข้เลือดออกทั้ง 4 ชนิด ทั้งในผู้เข้าร่วมที่มี seropositive และ seronegative ซึ่งสามารถอยู่ได้ตลอด 48 เดือนหลังการฉีดวัคซีน ส่วนวัคซีนโดยรวมนั้นปลอดภัยและทนได้ดี3 การทดลอง TIDES ที่สำคัญเฟส 3 พบจุดสิ้นสุดปฏิกิริยาครั้งแรกของประสิทธิภาพวัคซีนโดยรวม (VE) ที่ป้องกันโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากไวรัสจากการติดตามผล 12 เดือน และ จุดสิ้นสุดปฏิกิริยาครั้งที่สองจากการติดตามผล 18 เดือน ซึ่งมีผู้ป่วยไข้เลือดออกจำนวนเพียงพอ รวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกและประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับคนที่มี seropositive และ seronegative4,5  ประสิทธิภาพจะแตกต่างกันไปตามซีโรไทป์ โดยผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นทั่วไปของ TAK-003 เป็นที่ยอมรับได้ดีและยังไม่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยจนถึงปัจจุบัน

เกี่ยวกับการทดลอง TIDES (DEN-301) เฟส 3

การทดลอง TIDES เฟส 3 แบบสุ่มโดยการปิดข้อมูลทั้งสองทาง (Double-blinded) และควบคุมด้วยยาหลอก จะประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ TAK-003 สองโดสในการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ได้รับการยืนยันจากห้องแล็บว่ามีความรุนแรงและเกิดจากซีโรไทป์ของไวรัสไข้เลือดออก 4 ชนิดในเด็กและวัยรุ่น4 การทดลอง TIDES เป็นการทดลองทางคลินิกที่ใหญ่ที่สุดของ Takeda ในปัจจุบันและมีการลงทะเบียนจากเด็กและวัยรุ่นสุขภาพดีอายุ 4 ถึง 16 ปีกว่า 20,000 คน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโรคไข้เลือดออกระบาด ผู้เข้าร่วมการศึกษาได้รับการสุ่มให้รับ TAK-003 หรือไม่ก็ยาหลอกปริมาณ 0.5 มิลิลิตร โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในวันที่ 1 และฉีดอีกครั้ง 3 เดือนถัดไป4 การศึกษาประกอบด้วย 5 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ 1 และการวิเคราะห์จุดสิ้นสุดปฏิกิริยาครั้งแรกจะประเมินประสิทธิภาพของวัคซีน (VE) และความปลอดภัยภายใน 15 เดือนหลังจากรับวัคซีนครั้งแรก (12 เดือนหลังจากได้รับครั้งที่สอง)4 ส่วนที่ 2 ดำเนินต่อไปอีก 6 เดือนเพื่อให้การประเมินจุดสิ้นสุดปฏิกิริยาครั้งที่สองของประสิทธิภาพวัคซีนโดยใช้ซีโรไทป์ ซีโรไทป์พื้นฐาน และความรุนแรงของโรค รวมทั้งประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออก4 ประสบผลสำเร็จ ส่วนที่ 3 คือการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนและความปลอดภัยในระยะยาว โดยติดตามผู้เข้าร่วมอีก 2.5-3 ปี6 ส่วนที่ 4 จะประเมินความปลอดภัยเป็นเวลา 13 เดือนหลังการฉีดวัคซีนกระตุ้น และส่วนที่ 5 จะประเมินความปลอดภัยในระยะยาวเป็นเวลา 1 ปีหลังจากเสร็จสิ้นส่วนที่ 4 แล้ว6

การทดลองจัดขึ้นในพื้นที่ท้องถิ่นในละตินอเมริกา (บราซิล โคลอมเบีย ปานามา สาธารณรัฐโดมินิกัน และนิการากัว) และเอเชีย (ฟิลิปปินส์ ไทย และศรีลังกา) ซึ่งมีการป้องกันไข้เลือดออกได้ยังไม่ดีพอ และเป็นพื้นที่ที่ไข้เลือดออกรุนแรงนำไปสู่อาการเจ็บป่วยขั้นรุนแรงและเสียชีวิตในเด็ก4 ตัวอย่างเลือดพื้นฐานถูกเก็บรวบรวมจากผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนเพื่อที่จะประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพตามซีโรไทป์ Takeda และคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลอิสระของผู้เชี่ยวชาญกำลังตรวจสอบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเป็นโรคไวรัสที่แพร่กระจายได้รวดเร็วที่สุดโดยมียุงเป็นพาหะ และเป็นหนึ่งใน 10 โรคที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชากรโลกในปี 25627,8  ไข้เลือดออกส่วนใหญ่แพร่กระจายโดยยุงลายบ้าน และยุงลายสวนซึ่งอยู่ในระดับที่น้อยกว่า โดยสาเหตุเกิดจากซีโรไทป์ของไวรัสไข้เลือดออก 4 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดอาจทำให้เกิดไข้เลือดออกหรือไข้เลือดออกชนิดรุนแรง ซึ่งอัตราความชุกของแต่ละซีโรไทป์จะแตกต่างกันไปตามเขตภูมิศาสตร์ ประเทศ ภูมิภาค ฤดูกาล และช่วงเวลาผ่านไป9 การฟื้นตัวจากการติดเชื้อจากซีโรไทป์หนึ่งจะให้ภูมิคุ้มกันตลอดชีวิตกับซีโรไทป์นั้น และการสัมผัสกับซีโรไทป์ที่เหลือในภายหลังอาจมีความเสี่ยงต่อโรครุนแรงเพิ่มขึ้น

ไข้เลือดออกสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย การระบาดจะพบในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ การระบาดได้เกิดขึ้นในบางส่วนของทวีปอเมริกาและยุโรป10,11 ปัจจุบัน ผู้คนประมาณครึ่งหนึ่งของโลกอาศัยอยู่ภายใต้การคุกคามของไข้เลือดออก ซึ่งคาดว่าผู้คนจำนวน 390 ล้านคนจะติดเชื้อ และประมาณ 20,000 คนทั่วโลกจะเสียชีวิตในแต่ละปี10,12 ไวรัสไข้เลือดออกสามารถติดได้กับคนทุกวัย และเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงในเด็กในประเทศแถบละตินอเมริกาและเอเชีย10

ความมุ่งมั่นในการจัดหาวัคซีนของ Takeda

วัคซีนช่วยป้องกันการเสียชีวิต 2-3 ล้านคนในแต่ละปี และได้พลิกโฉมการสาธารณสุขทั่วโลก ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา Takeda ได้จัดหาวัคซีนเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้คนในประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบัน ธุรกิจวัคซีนของ Takeda ทั่วโลกมีการนำนวัตกรรมมาใช้จัดการกับโรคติดเชื้อที่ท้าทายที่สุดในโลก เช่น ไข้เลือดออก โควิด-19 โรคไข้ซิกา และโนโรไวรัส ทีมงานของ Takeda นำเสนอผลงานที่โดดเด่น และแหล่งความรู้มากมายในการพัฒนา การผลิต และการเข้าถึงวัคซีนทั่วโลก เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนและตอบสนองความต้องการด้านสาธารณสุขที่เร่งด่วนที่สุดในโลก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.TakedaVaccines.com

เกี่ยวกับt Takeda Pharmaceutical Company Limited

Takeda Pharmaceutical Company Limited (TSE: 4502/NYSE: TAK) เป็นบริษัทยาระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมุ่งเน้นคุณค่าและขับเคลื่อนด้วยการวิจัยและพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ มุ่งมั่นที่จะนำสุขภาพที่ดีและอนาคตที่สดใสมาให้กับผู้ป่วยโดยผ่านการแปลงผลงานด้านวิทยาศาสตร์ไปสู่นวัตกรรมยาที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยได้ เรามุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยเป็นอย่างมากโดยมุ่งเน้นแขนงการรักษาหลัก ๆ ทั้งสี่ด้าน ได้แก่ มะเร็งวิทยา ทางเดินอาหาร โรคหายาก และประสาทวิทยา อีกทั้งเรายังได้มีการลงทุนในการวิจัยในเรื่องของการบำบัดโดยพลาสม่าและวัคซีนอีกด้วย เราให้ความสำคัญกับการพัฒนายาที่มีนวัตกรรมสูงซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คนด้วยการนำเสนอตัวเลือกการรักษาใหม่ที่มีความก้าวหน้า และใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาร่วมกันของเรารวมถึงความสามารถในการสร้างการบริการที่หลากหลายและแข็งแกร่ง พนักงานของเรามุ่งมั่นที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยนั้นดีขึ้น และมีความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพในกว่า 80 ประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.takeda.com

ประกาศสำคัญ

ในประกาศนี้ “ข่าวประชาสัมพันธ์” หมายถึง เอกสารชิ้นนี้ การนำเสนอด้วยวาจา ช่วงถามและตอบ และการเจรจาที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือวาจาใด ๆ ที่กล่าวถึงหรือเผยแพร่โดย Takeda Pharmaceutical Company Limited (“Takeda”) ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ (รวมถึงการบรรยายสรุปด้วยวาจาและการถามและตอบคำถามใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง) ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อ และไม่ได้ประกอบด้วย เป็นตัวแทน หรือส่วนหนึ่งของข้อเสนอ คำเชิญ หรือการชี้ชวนให้ซื้อหรือเข้าถือสิทธิ์ สมัคร แลกเปลี่ยน ขาย หรือขายทิ้งหลักทรัพย์ หรือการเชิญให้ลงคะแนนหรืออนุมัติใด ๆ ในเขตอำนาจตามกฎหมายใด ๆ ไม่มีการเสนอขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปโดยผ่านข่าวประชาสัมพันธ์นี้ หลักทรัพย์นี้ไม่สามารถเสนอขายในสหรัฐอเมริกาได้หากมิได้มีการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์แห่งสหรัฐฯ ค.ศ. 1933 (U.S. Securities Act of 1933) และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือได้รับการยกเว้นจากนั้น ข่าวประชาสัมพันธ์นี้แจกจ่าย (พร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่อาจมอบให้แก่ผู้รับ) บนเงื่อนไขที่ว่าผู้รับจะใช้เพื่อจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น (และไม่ใช่เพื่อการประเมินการลงทุน การเข้าซื้อ การเทขาย หรือการทำธุรกรรมอื่น ๆ ) การไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดเหล่านี้อาจเป็นการละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ที่บังคับใช้

บริษัทที่ Takeda เป็นเจ้าของการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ในข่าวประชาสัมพันธ์นี้ บางครั้งมีการใช้คำว่า “Takeda” เพื่อความสะดวกในการอ้างอิงถึง “Takeda” และบริษัทในเครือโดยทั่วไป เช่นเดียวกัน คำว่า“ เรา” “พวกเรา” และ“ ของเรา” ถูกใช้เพื่ออ้างถึงบริษัทในเครือโดยทั่วไป หรือผู้ที่ทำงานให้บริษัทเหล่านั้น ข้อความเหล่านี้ยังถูกใช้ในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวถึงบริษัทหรือบริษัทอื่น ๆ โดยเฉพาะเจาะจง

ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้และเนื้อหาใด ๆ ที่แจกจ่ายพร้อมกับข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคต ความเชื่อหรือความเห็นที่เกี่ยวกับธุรกิจในอนาคต สถานะและผลประกอบการในอนาคตของ Takeda รวมถึงการประเมิน การคาดการณ์ เป้า และแผนต่าง ๆ ของ Takeda ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตจะประกอบด้วยคำที่ไม่จำกัดเฉพาะ “เป้า” “แผน” “เชื่อว่า” “หวังว่า” “เดินหน้า” “คาดว่า” “ตั้งเป้า” “ตั้งใจ” “รับรองว่า” “จะ” “อาจจะ” “ควร” “คาดการณ์” “ประเมิน” “ขึ้นอยู่กับ” หรือคำอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หรือคำในความหมายเชิงลบของคำเหล่านี้ ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตในเอกสารนี้อ้างอิงจากการประเมินและสมมิตฐานของ Takeda ในวันที่เอกสารนี้เผยแพร่เท่านั้น และไม่ได้การันตีถึงการดำเนินการของ Takeda หรือฝ่ายบริหารของบริษัทในอนาคต และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับทั้งความเสี่ยงที่ทราบและไม่ทราบ ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ สภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ธุรกิจของ Takeda ทั่วโลก รวมถึงสภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ความกดดันด้านการแข่งขันและการพัฒนาต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายและข้อกำหนด ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลและช่วงเวลาของหน่วยงานนั้น ๆ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ข้ออ้างหรือข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดแล้วหรือผลิตภัณฑ์ที่เตรียมออกสู่ตลาด ช่วงเวลาและผลกระทบหลังความพยายามในการควบรวมธุรกิจกับบริษัทที่ซื้อกิจการมา และความสามารถในการขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้เป็นสินทรัพย์หลักของ Takeda และช่วงเวลาที่มีการขาย ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง การดำเนินการ ความสำเร็จ หรือสถานะทางการเงินของ Takeda แตกต่างไปจากที่กล่าวไว้ทั้งทางตรงและทางอ้อมในข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง การดำเนินงาน ความสำเร็จหรือสถานะทางการเงินของ Takeda โปรดดูที่หัวข้อ “Item 3. Key Information—D. Risk Factors” ในรายงานประจำปีฉบับล่าสุดของ Takeda ในฟอร์ม 20-F และรายงานอื่น ๆ ของ Takeda ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของ Takeda ที่: https://www.takeda.com/investors/ reports/sec-filings/ หรือ www.sec.gov Takeda ไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ในการปรับปรุงหรือแก้ไข ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตในข่าวประชาสัมพันธ์นี้ หรือข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตอื่น ๆ ที่อาจทำขึ้น นอกจากว่าจะกำหนดไว้โดยกฎหมายหรือกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้แสดงถึงผลการดำเนินงานในอนาคต และผลการดำเนินงานของ Takeda ในข่าวประชาสัมพันธ์นี้ไม่อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึง และไม่ใช่การประเมิน การคาดการณ์ หรือการคาดคะเนถึงผลการดำเนินงานของ Takeda ในอนาคต

ข้อมูลทางการแพทย์

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ได้วางจำหน่ายในทุกประเทศ หรืออาจวางจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้าที่ต่างกัน สำหรับอาการที่ต่างกัน ในปริมาณการใช้ที่ต่างกัน หรือมีผลในการรักษาที่ต่างกัน ข้อความในเอกสารนี้ไม่ใช่การชี้ชวน ส่งเสริม หรือโฆษณายาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ รวมทั้งยาที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

###


1The European Medicines Agency. Medicines for use outside the EU — EU-M4all. กรกฎาคม 2563. วันที่ค้นข้อมูล มีนาคม 2564.

2 Huang CY-H, et al. Genetic and phenotypic characterization of manufacturing seeds for tetravalent dengue vaccine (DENVax). PLoS Negl Trop Dis. 2013;7:e2243.

3Tricou, V, Sáez-Llorens X, et al. Safety and immunogenicity of a tetravalent dengue vaccine in children aged 2-17 years: a randomised, placebo-controlled, phase 2 trialLancet. 2563. doi:10.1016/S0140-6736(20)30556-0.

4 Biswal S, et al. Efficacy of a tetravalent dengue vaccine in healthy children and adolescents. N Engl J Med. 2562; 2562;381:2552-2562.

5 Biswal S, et al. Efficacy of a tetravalent dengue vaccine in healthy children aged 4-16 years: a randomized, placebo controlled, phase 3 trial. Lancet. 2563. 2563;395:1423-1433.

6 ClinicalTrials.Gov. Efficacy, Safety and Immunogenicity of Takeda's Tetravalent Dengue Vaccine (TDV) in Healthy Children (TIDES). วันที่สืบค้น มีนาคม 2564.

7 World Health Organization. Factsheet. Dengue and Severe Dengue. April 2019. วันที่สืบค้น กุมภาพันธ์ 2564.

8 World Health Organization. Ten threats to global health in 2019. 2019. วันที่สืบค้น กุมภาพันธ์ 2564.

9 Guzman MG, et al. Dengue: a continuing global threatNature Reviews Microbiology. 2010;8:S7-S16.

10 Knowlton K, et al. Mosquito-Borne Dengue Fever Threat Spreading in the Americas. The Natural Resources Defense Council (NRDC). 2009. วันที่สืบค้น กุมภาพันธ์ 2564.

11 Chan E, et al. Using web search query data to monitor dengue epidemics: a new model for neglected tropical disease surveillance. PLoS Negl Trop Dis. 2011;5:e1206.

12 Centers for Disease Control and Prevention. About Dengue: What You Need to Know. พฤษภาคม 2562. วันที่สืบค้น กุมภาพันธ์ 2564.

13 UNICEF. Vaccination and Immunization Statistics. 2562. วันที่สืบค้น กุมภาพันธ์ 2564.

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20210325005752/en/

สำหรับสื่อในญี่ปุ่น
Kazumi Kobayashi
kazumi.kobayashi@takeda.com
+81 (0) 3-3278-2095

สำหรับสื่อนอกญี่ปุ่น
Rachel Wiese
rachel.wiese@takeda.com
+1 917-796-8703

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Premas Biotech และ Oramed เผยวัคซีน COVID-19 ทางปากที่ได้ผลิตแอนติบอดีหลังจากการให้ยาเพียงครั้งเดียว

Logo

  • ส่งผลอย่างมากต่อความสะดวกในการแจกจ่ายวัคซีนแบบทุกที่ทุกเวลา
  • การป้องกันไวรัส COVID-19 ที่ดีกว่าเนื่องจากการเจาะแอนติเจน 3 ชนิด
  • เปิดตัว Oravax Medical Inc. เพื่อเร่งเส้นทางวัคซีนสู่ตลาด
  • การทดลองทางคลินิกคาดว่าจะเริ่มในไตรมาสที่ 2 2564

คุรุคราม อินเดีย–(บิสิเนสไวร์)–22 มี.ค. 2564

Premas Biotech ผู้พัฒนายารักษาโรคและวัคซีนประกาศการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด -19 ชนิดรับประทานที่แสดงประสิทธิภาพหลังจากการให้ยาเพียงครั้งเดียว โดยร่วมกับ Oramed Pharmaceuticals Inc. (Nasdaq/TASE: ORMP)

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20210319005359/en/

ด้วยการเร่งเส้นทางของวัคซีนสู่ตลาด Premas, Oramed และผู้ถือหุ้นรายอื่นได้ก่อตั้ง Oravax Medical Inc. ซึ่งได้รับใบอนุญาตพิเศษจาก Oramed และ Premas เพื่อพัฒนาวัคซีน COVID-19 ทางช่องปาก

สัตว์ทดลองที่ได้รับแคปซูล Oravax COVID-19 เพียงครั้งเดียวสามารถเห็นประสิทธิภาพได้ชัดด้วยการผลิตแอนติบอดี  วัคซีนของ Oravax ส่งเสริมภูมิคุ้มกันทั้งระบบผ่านอิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่พบบ่อยที่สุดในเลือดและของเหลวในร่างกายที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัสและอิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) ซึ่งช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารจากการติดเชื้อ

วัคซีน VLP (Virus Like Particle) ที่ใช้โปรตีนของ Premas จะสร้างการป้องกันสามชั้นต่อเป้าหมาย Spike, Membrane และ Envelope ของไวรัส SARS นอกจากนี้ วัคซีนนั้นปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และรับประทานได้ในปริมาณปกติถึงสูงและสร้างแอนติบอดีที่เป็นกลางในระดับสูง  VLP ผลิตโดยใช้แพลตฟอร์ม D-Crypt™ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Premas ซึ่งสามารถผลิตในปริมาณสูงได้  ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Premas Biotech Dr. Prabuddha Kundu ให้ความเห็นว่า “วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด -19 ชนิดรับประทานที่ผสมผสานศักยภาพที่แท้จริงของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี D-Crypt™ ของ Premas เข้ากับแพลตฟอร์มการส่งมอบโปรตีนในช่องปากของ Oramed POD® เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการทำงานร่วมกันที่แท้จริงและสามารถก้าวไปสู่การทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายได้อย่างรวดเร็ว  ประสบการณ์และความสำเร็จของ Oramed ในการดำเนินการทดลองโปรตีนในช่องปากระยะที่ 2 และ 3 ทำให้โปรแกรมของเราได้รับความนิยมอย่างมากในการแข่งขันเพื่อค้นหาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด -19 ชนิดรับประทานที่มีประสิทธิภาพที่สามารถแจกจ่ายให้ทุกคนได้  เรารอคอยที่จะแบ่งปันข้อมูลทางคลินิกในเร็วๆ นี้”

“เรารู้สึกตื่นเต้นมากในศักยภาพของวัคซีนเราในการช่วยยุติการแพร่ระบาดได้” Nadav Kidron ซีอีโอของ Oramed กล่าว “การฉีดวัคซีน COVID-19 ในช่องปากจะช่วยขจัดอุปสรรคหลายประการในทำให้ผู้คนสามารถรับวัคซีนได้เองที่บ้าน  ในขณะที่ความสะดวกในการแจกจ่ายเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบันเพื่อเร่งอัตราการฉีดวัคซีนนั้น วัคซีนแบบรับประทานทางปากอาจมีค่ามากยิ่งขึ้นในกรณีที่อาจต้องฉีดวัคซีน COVID-19 เป็นประจำทุกปีหรือทุก 2 ปีเหมือนกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั่วไป”

เกี่ยวกับ Oravax Medical Inc.

Oravax ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 โดย Oramed Pharmaceuticals Inc. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดใน Oravax พร้อมด้วย Premas Biotech และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ที่มีภารกิจในการนำวัคซีน COVID-19 แบบรับประทานทางปากออกสู่ตลาด  Oravax ผสมผสานเทคโนโลยีวัคซีนล้ำสมัยที่ได้มาจาก Premas Biotech และเทคโนโลยีการรับยาทางปาก POD™ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Oramed Pharmaceuticals  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ www.ora-vax.comPremasสไบ

เกี่ยวกับ Premas Biotech

Premas Biotech พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และเป็นพันธมิตรกับบริษัทชีวเวชภัณฑ์ระดับโลกเพื่อสร้างและพัฒนาชีวบำบัดและวัคซีนใหม่ๆ  ประเด็นสำคัญของ Premas ได้แก่ โรคติดเชื้อ มะเร็ง ความผิดปกติของระบบเผาผลาญและการอักเสบ  นอกจาก D-Crypt™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการแสดงออกของโปรตีนที่ยากต่อการแสดงออกแล้ว เทคโนโลยีชั้นนำของ Premas ยังรวมถึง Axtex-4D™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสร้างเนื้อเยื่อชและ C-Qwence™ คลังแอนติบอดี scFv ของอินเดีย ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของบริษัท www.premasbiotech.com

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210319005359/en/

ติดต่อ:

Ambar Mehrotra
มือถือ: +91 89684 82266
โทร: + 91-124-454 6600 contact@premasbiotech.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ทีมวิจัย NTHU พัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

Logo

ซินจู๋ ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)–13 มี.ค. 2564

ฤดูหนาวเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูไข้หวัดใหญ่ประจำปี และในทุก ๆ ปี องค์การอนามัยโลก (WHO) พยายามคาดการณ์ว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใดจะแพร่ระบาดในวงกว้างมากที่สุด เพื่อที่จะสามารถเตรียมการฉีดวัคซีนที่จำเป็น และด้วยการคำนึงถึงสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Wu Suh-Chin จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้พัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ โดยการฉีดวัคซีนสามารถทำได้ในรูปแบบของการฉีดพ่นจมูกแทนการฉีดแบบเข็ม

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เป็นแบบมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20210312005008/en/

A research team led by Professor Wu Suh-Chin of the Department of Medical Science has developed a mucosal vaccine providing protection against all strains of influenza, and is currently planning to develop a mucosal COVID-19 vaccine. (Photo: National Tsing Hua University)

ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Wu Suh-Chin จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาวัคซีนภูมิคุ้มกันแบบฉีดพ่นจมูกเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์และกำลังวางแผนที่จะพัฒนาวัคซีน COVID-19 แบบนี้ด้วย (ภาพ: National Tsing Hua University)

การวิจัยเชิงนวัตกรรมของทีมได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์และได้รับรางวัล Future Tech Award ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2562 และ 2563

วัคซีนที่ให้ประสิทธิผลแบบสากล

เนื่องจากความชุกของไข้หวัดใหญ่และการที่สายพันธุ์มีความแตกต่างกันไปในแต่ละปี การตัดสินใจเลือกวัคซีนที่จะเตรียมสำหรับฤดูไข้หวัดใหญ่ครั้งต่อไปจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย การคาดการณ์ที่ผิดจึงอาจทำให้ได้วัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำ ทั้งนี้ Wu กล่าวว่าสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะ ฮีแมกกลูตินิน ของไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันของคนเราจดจำได้ยาก

แอนติเจนฮีแมกกลูตินิน ส่วนใหญ่ประกอบด้วยส่วนหัวทรงกลมและบริเวณลำตัว โดยเป็นที่ส่วนหัวทรงกลมนี่เองซึ่งทำให้ไวรัสแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเฉพาะ ทีมของ Wu ได้ใช้พันธุวิศวกรรมเพื่อทำให้หัวทรงกลมเติบโตเป็นชั้นของคาร์โบไฮเดรต สิ่งเหล่านี้จะช่วยปิดคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของไวรัส ดังนั้นจึงไปทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถสร้างแอนติบอดีต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใดก็ได้ที่พวกมันเข้าไปเจอ

ทีมของ Wu ยังทำการย่อยสลายบริเวณลำตัวของแอนติเจน ฮีแมกกลูตินิน ซึ่งทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันจดจำและกำจัดไวรัสได้ง่ายขึ้น Wu กล่าวว่าการย่อยสลายของฮีแมกกลูตินิน จะช่วยเพิ่มการกระตุ้นของแอนติบอดีจำเพาะของส่วนลำตัว ทำให้สามารถพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสากลให้กับแอนติเจนประเภทที่แตกต่างกันได้

ต่อสู้กับไวรัสด้วยสารพิษ

เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจ ทีมของ Wu จึงคิดค้นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการฉีด เนื่องจากการหายใจและการรับประทานอาหารจะนำแอนติเจนแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เยื่อเมือกในระบบทางเดินหายใจและทางปาก จึงมีความทนทานต่อเยื่อเมือกต่อเชื้อโรค ส่งผลให้ผลิตวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเยื่อเมือกได้ยาก นี่คือสิ่งที่ทำให้การพัฒนาวัคซีนแบบพ่นมีความท้าทายมากกว่าการฉีดวัคซีน

เพื่อเอาชนะความทนทานต่อภูมิคุ้มกันของระบบเยื่อเมือก แนวทางหนึ่งคือ“ ต่อสู้กับไวรัสด้วยสารพิษ” และทีมงานจึงตัดสินใจใช้สารพิษจากแบคทีเรียที่เรียกว่า“heat-labile enterotoxin A subunit” กับแอนติเจน ซึ่งจะทำให้กลายเป็นวัคซีนที่สร้างฤทธิ์เสริมได้เอง หรือ self-adjuvanting vaccine โดยวัคซีนที่สร้างฤทธิ์เสริมได้เองที่สร้างขึ้นด้วยวิธีนี้สามารถกระตุ้นการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันของเยื่อเมือกและระบบภูมิคุ้มกันได้ดี

ทีมงานได้ใช้แพลตฟอร์มวัคซีนที่สร้างฤทธิ์เสริมได้เอง ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วในไต้หวันและสหรัฐอเมริกาแล้ว เพื่อพัฒนาเป็นวัคซีนสำหรับโรคไข้หวัดนก และการทดลองเบื้องต้นได้ยืนยันว่ามีการระงับการสร้างแอนติบอดีในซีรั่มในไก่ที่สูดดมวัคซีนพ่นนั้น เมื่อเห็นผลที่น่าตื่นเต้นดังนี้ ทีมงานจึงกำลังวางแผนที่จะพัฒนาวัคซีนแบบพ่นเพื่อป้องกัน COVID-19

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210312005008/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh

NTHU

(886)3-5162006

hoyu@mx.nthu.edu.tw

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ส่องแสงไปที่วีรบุรุษและวีรสตรีแห่งโรคหายาก

Logo

ผู้สนับสนุนด้านสุขภาพของออสเตรเลียเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทั่วโลกเพื่อสร้างความตระหนักในวันโรคหายาก ณ วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์

ซิดนีย์–(BUSINESS WIRE)–26 ก.พ. 2564

ด้วยภารกิจในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับชุมชนผู้ป่วยโรคหายาก วันนี้ Illumina ได้ร่วมมือกับนักวิจัยทางการแพทย์และครอบครัวหลายครอบครัวในการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดลำดับจีโนม และเพื่อให้ความสำคัญกับผู้คนกว่า 300 ล้านคนทั่วโลกที่เป็นโรคหายาก

วันโรคหายากเป็นกิจกรรมประจำปีเพื่อการเข้าถึงการวินิจฉัยการรักษาสุขภาพการดูแลทางสังคมและโอกาสอย่างเท่าเทียมกันสำหรับผู้ที่เป็นโรคหายาก ในออสเตรเลียมีผู้ป่วยโรคหายากประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นเด็ก 400,000 คน

ในบรรดาผู้ที่เป็นโรคหายาก หลายคนยังคงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของพวกเขาและไม่ได้รับการวินิจฉัย หลายครอบครัวมักถูกทิ้งให้อยู่กับสถานการณ์ที่พวกเขาไม่เคยเผชิญมาก่อน ด้วยการใช้เวลาโดยเฉลี่ยถึง 7 ปีในการค้นหาคำตอบ1

Maree Dalton แม่ของเด็กชาวออสเตรเลียที่ป่วยเป็นโรคหายากกล่าวว่า“ หลังจากค้นหาคำอธิบายมานานหลายปี เพียงแค่การรู้ชื่อของอาการก็สร้างความรู้สึกโล่งใจแบบที่ไม่สามารถอธิบายได้แล้ว การวินิจฉัยไม่เพียงให้คำตอบ แต่ยังสามารถนำไปสู่การสนับสนุนเพิ่มเติมและการเข้าถึงความช่วยเหลือและการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมอีกด้วย”

“การได้รับการวินิจฉัยโรคทำให้ครอบครัวของเราสามารถรู้จักกับคนอื่น ๆ ที่ต่างแบ่งปันประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันได้” คุณ Dalton กล่าว “ ชุมชนเหล่านี้เป็นเสาหลักอันล้ำค่าในการสนับสนุนในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้และความไม่แน่นอน”

มีโรคหายากที่แตกต่างกันกว่า 7,000 โรคที่เป็นโรคเรื้อรังก้าวหน้า โรคเสื่อมและการพิการ และมักเป็นอันตรายถึงชีวิต

Nicole Millis ซีอีโอของ Rare Voices Australia กล่าวว่า“ การทดสอบยีนและการหาลำดับจีโนมทั้งหมดเป็นเครื่องมือในการตรวจหาโรคที่หายาก”

“การดูแลให้มีการเข้าถึงการตอบสนองการวินิจฉัยเฉพาะทางอย่างกว้างขวาง เช่น การทดสอบจีโนมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อทำให้แน่ใจว่าได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีและถูกต้อง ซึ่งเป็นลำดับความสำคัญของแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์แห่งชาติสำหรับโรคหายาก หรือ the National Strategic Action Plan for Rare Diseases สำหรับในอนาคต การแพทย์ที่มีความแม่นยำโดยใช้ข้อมูลจีโนมและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาการรักษาที่เหมาะสมจะมีส่วนสำคัญในการจัดการโรคที่หายาก” คุณ Millis กล่าวต่อ

เทคโนโลยีชั้นนำของ Illumina ในการทดสอบจีโนมและการจัดลำดับมีหน้าที่รับผิดชอบกว่า 90% ของข้อมูลการจัดลำดับจีโนมของโลก

“หนึ่งในแอปพลิเคชันที่ทรงพลังที่สุดของการจัดลำดับจีโนมคือการช่วยระบุสาเหตุทางพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุของโรคที่หายากของผู้ป่วย” รองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น Gretchen Weightman กล่าว “เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยให้ครอบครัวเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ได้ดีขึ้นวางแผนการดูแลที่ดีที่สุดสำหรับสภาพของพวกเขาและในบางกรณีผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาจนหาย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

“ในฐานะบริษัท Illumina ทุ่มเทเพื่อสนับสนุนความต้องการของผู้ป่วยและชุมชน งานของเราในการเพิ่มการเข้าถึงการจัดลำดับจีโนมทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาและส่งมอบผลงานตามคำมั่นสัญญาทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำ”

ในวันโรคหายากนี้ ได้มีการรณรงค์ให้ชาวออสเตรเลียแบ่งปันภาพถ่ายไปยังหน้าโซเชียลของพวกเขาด้วยการเพนท์ที่มือ โดยใช้แฮชแท็ก #RareDisease Day และแท็ก @rarediseaseday เพื่อแสดงการสนับสนุนสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหายาก

วันโรคหายาก

วันโรคหายากเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี วัตถุประสงค์หลักของวันโรคหายากคือเพื่อสร้างความตระหนักในหมู่ประชาชนทั่วไปและผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับโรคหายากและผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วย แคมเปญนี้มุ่งเป้าไปที่ประชาชนทั่วไปเป็นหลักและพยายามสร้างความตระหนักในหมู่ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานสาธารณะ ตัวแทนอุตสาหกรรม นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และทุกคนที่มีความสนใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับโรคหายาก หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดไปที่ www.rarediseaseday.org

ILLUMINA

Illumina กำลังปรับปรุงสุขภาพของมนุษย์โดยการปลดล็อกพลังของจีโนม การมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมของเราทำให้เราเป็นผู้นำระดับโลกในการจัดลำดับดีเอ็นเอและเทคโนโลยีที่ใช้การจัดลำดับ หรือ array-based technologies โดยให้บริการลูกค้าในตลาดการวิจัยการแพทย์และการประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของเราถูกใช้ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มะเร็งวิทยา อนามัย การเจริญพันธุ์ เกษตรกรรม และในสาขาที่เกิดขึ้นใหม่อื่น ๆ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.illumina.com และติดตาม @illumina หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดไปที่ www.illumina.com/areas-of-interest/genetic-disease/rare-disease-genomics.html

RARE VOICES AUSTRALIA

Rare Voices Australia (RVA) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรสำหรับชาวออสเตรเลียที่เป็นโรคหายาก RVA เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวในการสนับสนุนนโยบายด้านสุขภาพ ความพิการ ตลอดจนะระบบอื่น ๆ ที่ใช้ได้ผลกับผู้ที่เป็นโรคหายาก การมุ่งเน้นที่บุคคลเป็นศูนย์กลางทำให้เราทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญทั้งหมดรวมถึงรัฐบาล หน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร นักวิจัย แพทย์ และภาคอุตสาหกรรม เราต้องการสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับชาวออสเตรเลียที่ป่วยเป็นโรคหายาก หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดไปที่ www.rarevoices.org.au

________________

1 Illumina. การจัดลำดับจีโนมทั้งหมดสำหรับโรคหายาก: แหล่งข้อมูลการสนับสนุนผู้ป่วยทั่วโลก

https://sapac.illumina.com/content/dam/illumina-marketing/documents/company/corporate-citizenship/illumina-global-advocacy.pdf

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210225006322/en/

ติดต่อ:

Illumina

Melinda Hutcheon

858-882-6822

pr@illumina.com

Weber Shandwick

Clare Davies

0402 188 054

clare.davies@webershandwick.com

Sonja Ngenkrajang

0481 132 700

sngenkrajang@webershandwick.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Aptorum Group ประกาศยื่นขอการทดลองทางคลินิกสำหรับยา ALS-4 ซึ่งเป็นยาโมเลกุลขนาดเล็กที่ให้ผ่านทางปากเพื่อรักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรียสตาฟิโลคอคคัสออเรียส รวมถึงแบคทีเรียสตาฟิโลคอคคัสออเรียสที่ดื้อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเมธิซิลิน (MRSA)

Logo

นิวยอร์ก & ลอนดอน & ปารีส–(BUSINESS WIRE)–21 ธันวาคม 2563

ข่าวระเบียบข้อบังคับ:

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM, Euronext Paris: APM) (“Aptorum Group” หรือ “Aptorum”) บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ที่มุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับรักษาโรคประจำตัวและโรคติดเชื้อชนิดต่าง ๆ ประกาศว่าบริษัทได้ยื่นขอทำการทดลองทางคลินิก (CTA) ต่อ Public Health Agency of Canada หรือ Health Canada ผ่าน Aptorum International Limited  บริษัทย่อยที่เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการทดลองทางคลินิกในระยะที่ 1 ของ ALS-4 ซึ่งเป็นยาโมเลกุลขนาดเล็กสำหรับให้ผ่านทางปากเพื่อรักษาอาการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย สตาฟิโลคอคคัส ออเรียส รวมถึงแบคทีเรีย สตาฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่ดื้อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเมธิซิลิน (MRSA) การทดลองในระยะที่ 1 ซึ่งอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก Health Canada นั้น กำหนดให้มีการทดสอบ ALS-4 ด้านความปลอดภัย ความทนต่อยา และเภสัชจลนศาสตร์กับอาสาสมัคร

Dr. Clark Cheng ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์และกรรมการบริหาร Aptorum Group กล่าวว่า “หลังได้มีการแจ้งความคืบหน้าไปเมื่อเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศให้ทราบถึงการยื่นขอทำการทดลองทางคลินิก ซึ่งแสดงถึงอีกก้าวสำคัญด้านการพัฒนาในโครงการยาปฏิจุลชีวนะ ALS-4 ของเรา ALS-4 เป็นโมเลกุลขนาดเล็กชนิดใหม่ซึ่งใช้วิธียับยั้งปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรค หรือ anti-virulence (ที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ) เพื่อรับมือกับความต้องการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นในเรื่องของโรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุจากแบคทีเรีย สตาฟิโลคอคคัส ออเรียส ALS-4 เป็นยาที่ให้ผ่านทางปาก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสุขภาพทั่วโลกที่มุ่งส่งเสริมให้เปลี่ยนการรักษาด้วยยาปฏิจุลชีวนะจากการให้ยาผ่านหลอดเลือดดำมาเป็นมาการให้ยาทางปากแทน1,2,3 จากข้อมูลภายในที่ได้จากการทดลองก่อนทดสอบในมนุษย์ (preclinical) ของเรา ซึ่งเตรียมที่จะเข้าสู่การทดลองทางคลินิกต่อไปนั้น พบว่า ALS-4 สามารถใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะทีมีอยู่แล้วอย่าง (เช่น vancomycin) เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโดยเฉพาะในกรณีที่รุนแรง เช่นเดียวกัน เราเชื่อว่ายา ALS-4 สำหรับรับประทานของเราสามารถรักษาการติดเชื้อต่าง ๆ ที่เกิดจากแบคทีเรีย สตาฟิโลคอคคัส ออเรียส ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง (แต่ไม่จำกัดเฉพาะ) แบคทีเรีย สตาฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่ดื้อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเมธิซิลิน และการติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน ซึ่งจะมีการทดสอบทางคลีนิกต่อไปตามลำดับ”

การทดลองทางคลินิกในระยะที่ 1 มีแผนที่จะดำเนินการในประเทศแคนาดา และตั้งเป้ารับสมัครอาสาสมัครสำหรับการให้ยาคนละครั้งเดียวโดยเพิ่มขนาด (SAD) ทั้งหมด 48 ราย และการให้ยาคนละหลายครั้งโดยเพิ่มขนาด (MAD) ทั้งหมด 32 ราย ตามลำดับ วัตถุประสงค์หลักของการทดลองครั้งนี้คือประเมินความปลอดภัยและความทนต่อยาจากการให้ยา ALS-4 ทางปากทั้งแบบ SAD และ MAD กับตัวอย่างที่มีร่างกายแข็งแรง วัตถุประสงค์รองของการทดลองครั้งนี้คือประเมินคุณลักษณะด้านเภสัชจลนศาสตร์จากการให้ยา ALS-4 ทางปากทั้งแบบ SAD และ MAD กับตัวอย่างที่มีร่างกายแข็งแรง

เกี่ยวกับ ALS-4

ALS-4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มโรคติดเชื้อ Acticule โดย Aptorum Group เป็นยาโมเลกุลขนาดเล็กสำหรับให้ทางปากตัวแรกในกลุ่ม (first-in-class) ที่ใช้ใช้วิธียับยั้งปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรค (ที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ) โจมตีแบคทีเรีย สตาฟิโลคอคคัส ออเรียส รวมถึงแบคทีเรีย สตาฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่ดื้อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเมธิซิลิน (MRSA) เป้าหมายของ ALS-4 คือการยับยั้งความรุนแรงของแบคทีเรียและทำให้มีความไวรับสูงต่อช่วงที่ร่างกายเริ่มทำงานเพื่อกำจัดเชื้อ (immune clearance) รวมถึงมีแนวโน้มที่จะให้ผลดีขึ้นเมื่อให้ร่วมกับยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เกี่ยวกับ Aptorum Group

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM, Euronext Paris: APM) เป็นบริษัทเวชภัณฑ์ที่อุทิศตนเพื่อการคิดค้น พัฒนา และนำเทคโนโลยีการรักษาและวินิจฉัยมาใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อจัดการกับความต้องการด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรคติดเชื้อและมะเร็ง (รวมถึงยากำพร้าที่ใช้รักษาโรคเนื้องอก) ช่องทางพัฒนาของ Aptorum ยังเติมเต็มด้วยการก่อตั้งแพลตฟอร์มคิดค้นยาที่นำมาสู่การค้นพบผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาโรคใหม่ ๆ จากโครงการต่าง ๆ เช่นการคัดกรองโมเลกุลยาที่ได้รับการอนุมัติในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ และแพลตฟอร์มวิจัยด้านไมโครไบโอมสำหรับการรักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของเมตาบอลิซึม นอกเหนือจากเป้าหมายหลักที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว บริษัทยังเดินหน้าคิดค้นโปรแกรมการรักษาและวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ทางด้านประสาท ทางเดินอาหาร ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม สุขภาพสตรี และด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ Aptorum ยังมีโครงการที่มุ่งเน้นในเรื่องหุ่นยนต์ผ่าตัดและอาหารเสริมธรรมชาติสำหรับสตรีที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนซึ่งได้รับผลกระทบจากอาการดังกล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aptorum Group โปรดดูที่ www.aptorumgroup.com

คำจำกัดสิทธิ์ความรับผิดชอบและข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต

เอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้เข้าซื้อหลักทรัพย์ใด ๆ ของ Aptorum Group

เอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Aptorum Group Limited และความคาดหวังในอนาคต แผน และโอกาสในอนาคตซึ่งเป็น “แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า” ภายใต้ความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปกฎหมายฟ้องร้องหลักทรัพย์เอกชนปี พ.ศ. 2538 ข้อความที่มีอยู่ในเอกสารฉบับนี้ซึ่งไม่ใช่แถลงการณ์ของข้อเท็จจริงในอดีตอาจถือเป็นข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ในบางกรณีคุณสามารถระบุข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าโดยใช้คำเช่น “อาจ” “ควร” “คาดว่า” “มีแผนจะ” “คาดการณ์” “อาจจะทำได้” “ตั้งใจว่า” “มีเป้าหมายว่า” “มีโครงการว่า" "พิจารณาจะ" "เชื่อว่า" "ประเมินว่า" "พยากรณ์" "มีศักยภาพจะ" หรือ "จะดำเนินการต่อ" หรือคำตรงข้ามของคำเหล่านี้หรือสำนวนอื่น ๆ ที่คล้ายกัน มาจากความคาดหวังและการคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตที่เชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ สถานะทางการเงิน และผลการดำเนินงาน ข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตของ Aptorum Group ซึ่งรวมถึงข้อความเกี่ยวกับระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้สำหรับการยื่นขอทำการทดลองและการทำการทดลอง พิจารณาจากความคาดหวังและการคาดการณ์ ณ  ปัจจุบันต่อเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตที่เชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ สถานะทางการเงิน และผลการดำเนินงาน ข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตนี้เป็นปัจจุบัน ณ วันที่เผยแพร่ และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และข้อสันนิษฐาน รวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ประกาศไว้และการเปลี่ยนแปลงองค์กร การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการขยายการจัดประเภทผลิตภัณฑ์โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มเติม กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทที่คาดการณ์ไว้ แนวโน้มและความท้าทายที่คาดการณ์ไว้ในธุรกิจของบริษัท และความคาดหวังเกี่ยวกับเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและความเสี่ยงอย่างเต็มที่อธิบายไว้ในแบบฟอร์ม 20-F ของ Aptorum Group และเอกสารอื่น ๆ ที่ Aptorum Group อาจทำกับ กลต. ในอนาคต รวมถึงหนังสือชี้ชวนหมายเลข visa n°20-352 ที่ได้รับจาก Autorité des Marchés Financiers ประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563

ฉะนั้นการคาดคะเนต่าง ๆ ในข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลังและผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ ณ ที่นี้ Aptorum Group ปฏิเสธข้อผูกมัดใด ๆ ในการปรับปรุงแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในเอกสารประชาสัมพันธ์นี้อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่น ๆ

ประกาศนี้ไม่ถือเป็นการชี้ชวนภายใต้ความหมายที่กำหนดไว้ใน Regulation (EU) n°2017/1129 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ตามที่แก้ไขโดย Regulations Delegated (EU) n°2019/980 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562 และ n°2019/979 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562

เนื้อหาในเอกสารประชาสัมพันธ์นี้ถูกนำเสนอ “ตามสภาพ” โดยไม่อาจรับรองหรือรับประกันใด ๆ


1 https://www.gloshospitals.nhs.uk/gps/antimicrobial-resources/adult-antibiotic-treatment-guidelines-site-infection/iv-oral-switch-guideline/ และ https://www.dbth.nhs.uk/wp-content/uploads/2017/10/IV-to-oral-switch-and-5-day-stop-policy.pdf
2 https://hgs.uhb.nhs.uk/wp-content/uploads/Guidelines-for-Antimicrobial-Prescribing-v5.0.pdf
3 https://www.jwatch.org/na48403/2019/02/12/sequential-intravenous-oral-treatment-mrsa-bacteremia

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20201221005196/en/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
Aptorum Group Limited
แผนกนักลงทุนสัมพันธ์:
investor.relations@aptorumgroup.com
+44 20 80929299

Redchip – ฝ่ายสื่อสารด้านการเงินประจำสหัรฐอเมริกา
งานนักลงทุนสัมพันธ์
Dave Gentry
dave@redchip.com
+1 407 491 4498

Actifin – ฝ่ายสื่อสารด้านการเงินประจำภูมิภาคยุโรป
งานนักลงทุนสัมพันธ์
Ghislaine Gasparetto
ggasparetto@actifin.fr
+33 1 56 88 11 22

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย