Category Archives: Biomedical

Mevion ร่วมมือกับ Hermes Advanced Therapy Systems เพื่อขยายการเข้าถึงในเอเชีย

Logo

ลิตเติลตัน, แมสซาชูเซตส์–(BUSINESS WIRE)–19 ต.ค. 2563

Mevion Medical Systems มีความยินดีที่จะประกาศว่าได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับ Hermes Advanced Therapy Systems Corp (HATS) สำหรับการจัดจำหน่าย MEVION S250i Proton Therapy System®ในไต้หวันและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงมาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ ในฐานะ บริษัท ย่อยของ Hermes-Ethoughk Corp., ผู้ให้บริการอุปกรณ์และบริการไฮเทคที่เชื่อถือได้ตั้งแต่ปี 2520 โดย HATS จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสนับสนุน Mevion ตั้งแต่การวางแผนโครงการไปจนถึงการสนับสนุนลูกค้า

การรักษาด้วยโปรตอนเป็นรูปแบบการฉายรังสีที่เหนือกว่าซึ่งสามารถลดปริมาณรังสีที่ไม่จำเป็นต่อเนื้อเยื่อดีและอวัยวะที่บอบบางโดยรอบซึ่งอาจเผชิญความเสี่ยงจากรังสี การใช้โปรตอนบำบัดได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากการพัฒนาระบบบำบัดโปรตอนขนาดกะทัดรัด อนึ่ง Mevion เป็นบริษัทแรกที่คิดค้นแนวทางใหม่ในการบำบัดด้วยโปรตอนและให้บริการระบบที่กะทัดรัดที่สุดในปัจจุบัน.

“เราภูมิใจที่มีพันธมิตรที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก อย่างเช่น Hermes Advanced Therapy Systems ในฐานะทีมขยายของเราในไต้หวันและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” James Meng, Ph.D. ประธาน Mevion Medical Systems “ ตลาดการรักษาด้วยโปรตอนในภูมิภาคนี้มีการเติบโตและความร่วมมือกับ HATS จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นที่จะได้รับการรักษามากที่สุดสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยโปรตอน”

“ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับ Mevion เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมนี้ไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น และขยายความเชื่อของกลุ่มเรา สิ่งนี้คือ ‘บริการจาก Hermes-Epitek’” Eddy Peng ประธาน Hermes Advanced Therapy Systems Corp. กล่าว

MEVION S250i Proton Therapy System ด้วย HYPERSCAN® Pencil Beam Scanning ช่วยเพิ่มประโยชน์ของการบำบัดโปรตอนโดยใช้เครื่อง collimator แบบหลายใบมีดดัดแปลงเพื่อทำให้ลำแสงคมขึ้นและให้ปริมาณที่แม่นยำและสม่ำเสมอมากขึ้นกว่าเดิม ความสามารถทางคลินิกขั้นสูงของระบบพร้อมกับขนาดที่กะทัดรัดได้เปลี่ยนแนวการบำบัดโปรตอน

เกี่ยวกับ Mevion Medical Systems

ตั้งแต่ปี 2004 Mevion Medical Systems เป็นผู้ให้บริการชั้นนำของระบบการรักษาด้วยโปรตอนขนาดกะทัดรัดสำหรับการดูแลโรคมะเร็ง ด้วยความทุ่มเทในการพัฒนาความก้าวหน้าในการออกแบบและการให้การเข้าถึงการบำบัดด้วยโปรตอนทั่วโลก โดย Mevion เป็นบริษัทแรกที่คิดค้นแพลตฟอร์มแบบซิงเกิลรูมแบบใหม่นี้ และยังคงพัฒนาวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้การบำบัดด้วยโปรตอน ผลิตภัณฑ์หลักของ Mevion คือ MEVION S250i Proton Therapy System พร้อมการสแกนด้วยลำแสงดินสอ HYPERSCAN ซึ่งเป็นระบบการบำบัดด้วยโปรตอนที่เล็กที่สุดในโลกซึ่งขจัดอุปสรรคด้านขนาดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับระบบการบำบัดโปรตอนอื่น ๆ Mevion มีสำนักงานใหญ่ใน ลิตเติลตัน, แมสซาชูเซตส์ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในยุโรปและเอเชีย ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mevion.com.

ตามเราบนทวิตเตอร์: @MevionMedical

เชื่อมต่อเราบน LinkedIn: Mevion Medical Systems

กดไลค์บน Facebook: MevionMedical

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201019005068/en/

ติดต่อ:

Melanie Benton

Mevion Medical Systems

Mbenton@mevion.com 1-978-540-1551

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

มหาวิทยาลัย NTHU เปิดตัวรังสีแห่งความหวังในการปรับปรุงการรักษาภาวะสมองเสื่อม

Logo

ซินจู๋ ไต้หวัน–(บิสิเนสไวร์)–07 ต.ค. 2563

สาเหตุหนึ่งของโรคเกี่ยวกับระบบประสาทเช่นพาร์คินสันและอัลไซเมอร์คือการกลายเป็นแคลเซียมของฐานนิวเคลียสของสมอง ซึ่งจะปิดกั้นช่องโปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์สมองและกันการส่งสัญญาณโมเลกุลและสารอาหารไปยังเซลล์  ทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Sun Yuh-Ju จากสถาบันชีวสารสนเทศศาสตร์และชีววิทยาโครงสร้างซึ่งทำงานร่วมกับห้องปฏิบัติการของ Chwan-Deng Hsiao ที่สถาบันชีววิทยาโมเลกุลของ Academia Sinica ได้ไขปริศนาโครงสร้างโมเลกุลของ “สารลำเลียงฟอสเฟต” และการค้นพบนี้คาดว่าจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการวิจัยเกี่ยวกับการรักษาภาวะสมองเสื่อม  ผลการวิจัยของทีมที่ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Science Advances ฉบับเดือนสิงหาคม

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20201006005444/en/

Professor Sun Yuh-Ju of the Institute of Bioinformatics and Structural Biology showing team member Tsai Jia-Yin how to grow a crystal. (Photo: Business Wire)

ศาสตราจารย์ Sun Yuh-Ju จากสถาบันชีวสารสนเทศศาสตร์และชีววิทยาโครงสร้างกำลังสาธิตวิธีการปลูกคริสตัลให้สมาชิกในทีม Tsai Jia-Yin (ภาพ: บิสิเนสไวร์)

ศาสตราจารย์ Sun กล่าวว่าเมมเบรนโปรตีน เช่นตัวรับและส่งสัญญาณและช่องทางทำการส่งสัญญาณและจัดหาพลังงานให้กับเซลล์ จึงมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนายา  ฟอสเฟตทรานสปอร์ตเตอร์มนุษย์ (hPiT) เป็นโปรตีนเมมเบรนที่สำคัญสำหรับการขนส่งฟอสเฟตและโซเดียมไอออนเข้าสู่เซลล์สมอง  แต่การเปลี่ยนแปลงสามารถขัดขวางการขนส่งนี้ ทำให้แคลเซียมฟอสเฟตตกตะกอนบนพื้นผิวของเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การกลายเป็นแคลเซียมของฐานนิวเคลียส ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทเช่นโรคพาร์คินสันและโรคอัลไซเมอร์

 Sun กล่าวว่าการวิเคราะห์ตัวส่งฟอสเฟตของมนุษย์และการระบุตำแหน่งของตัวแปรของผู้ป่วยมีความสำคัญในการค้นหาวิธีการรักษาภาวะแคลเซียมในสมอง  ขั้นตอนต่อไปคือการร่วมมือกับแพทย์ในการออกแบบยาตามโครงสร้างนี้โดยใช้การคำนวณทางคอมพิวเตอร์และการจำลองในการทำการทดลองเพื่อระบุโมเลกุลเคมีขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูการทำงานปกติของโปรตีนเมมเบรน  Chwan-Deng Hsiao ซึ่งเชี่ยวชาญด้านชีวฟิสิกส์มีบทบาทสำคัญในการวิจัยเชิงนวัตกรรมนี้  หลังจากทีมวิจัยของ Sun วิเคราะห์โครงสร้างสามมิติของตัวลำเลียงฟอสเฟตของมนุษย์ Hsiao ได้ใช้เยื่อหุ้มเซลล์เทียมเพื่อตรวจสอบว่าการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งเป้าหมายจะป้องกันไม่ให้โปรตีนเมมเบรนขนส่งฟอสเฟตได้หรือไม่

ร่างกายมนุษย์มีโปรตีนมากกว่า 30,000 ชนิดซึ่งโปรตีนเมมเบรนเป็นโปรตีนที่สำคัญที่สุดและมีคนเข้าใจน้อยที่สุด  นั่นคือเหตุผลที่ Sun ให้ความสำคัญกับการวิจัยของเธอ โดยใช้เวลา 5 ปีในการวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลของตัวลำเลียงฟอสเฟต

ขั้นตอนแรกในการวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลของโปรตีนเมมเบรนคือการเพาะเลี้ยงผลึกโปรตีนเมมเบรน ผลึกลำเลียงฟอสเฟตของมนุษย์ที่มีขนาดเพียงหนึ่งในสิบของเม็ดงา  Sun กล่าวว่ารูปแบบเชิงมุม ความแวววาว และความโปร่งแสงนี้มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างโมเลกุลซึ่งทำให้ “มีค่าและสวยงามกว่าเพชร”

สมาชิกในทีมที่รับผิดชอบในการปลูกผลึกโปรตีนเมมเบรนคือ Tsai Jia-Yin นักวิจัยหลังปริญญาเอกที่สถาบันชีวสารสนเทศศาสตร์และชีววิทยาโครงสร้างของ NTHU

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20201006005444/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh
NTHU
(886) 3-5162006
hoyu@mx.nthu.edu.tw

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Private Group RLS (USA) Inc. เข้าซื้อกิจการ Radiopharmacy Network ของ GE Healthcare

Logo

แทมปา ฟลอริดา–(บิสิเนสไวร์)–2 กันยายน 2563

RLS (USA) Inc., (Radioisotope Life Sciences) ได้ซื้อเครือข่ายร้านขายยาทางรังสีของ General Electric (GE) ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นบริษัทที่เน้นการถ่ายภาพโมเลกุลบริสุทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา  Capitor(www.capitor.co) ที่ปรึกษาทางการเงินระดับโลกได้ร่างและนำเสนอธุรกรรมครั้งนี้ให้กับนักลงทุน โดยเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเจรจาต่อรองนับหลายปีและการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย  การเข้าซื้อกิจการนี้ไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขทางการเงิน

ร้านจำหน่ายยารังสีจะยังคงจัดหาผลิตภัณฑ์การถ่ายภาพโมเลกุลให้แก่ GE Healthcare ต่อไป โดย RLS จะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงความร่วมมือในการจัดจำหน่ายนานนับ 10 ปี  ในขณะนี้ เครือข่ายร้านจำหน่ายยาทางรังสีที่เป็นของเอกชนมีผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเป็นเจ้าของโดย Perceptive Advisors บริษัทเชี่ยวชาญการลงทุนด้านการดูแลสุขภาพมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ซึ่งตั้งอยู่ในนิวยอร์ก

ทีมผู้บริหารของ RLS ประกอบด้วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Werner Gruner ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน Jaco van Niekerk และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Shane Cobb  คุณ Gruner ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบทบาทต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเงินระหว่างประเทศรวมถึงการก่อตั้ง Capitor ให้ความเห็นว่า “ผมรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นกับกับโอกาสที่ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการบริษัทด้านสุขภาพในครั้งนี้ที่มีนอกเหนือจากโอกาสด้านการเงินเท่านั้น  ผมมีอาชีพเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแก่ลูกค้าทั่วโลกและเชื่อเสมอว่าไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ลูกค้าสมควรและมีสิทธิ์ที่จะได้รับบริการระดับสูงที่เป็นส่วนตัว ตรงเวลา และมีคุณภาพ” เขากล่าวเสริมว่า “นี่คือเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการบริการ คุณภาพ และเทคโนโลยีนวัตกรรมอันเป็นปัจจัยสำคัญในกลยุทธ์การลงทุนของเรา”

เครือข่ายร้านจำหน่ายยาทางรังสีประกอบด้วยร้านขายยา 31 แห่งใน 18 รัฐ รวมถึงสำนักงานใหญ่ปัจจุบันในแทมปา ฟลอริดา  ภายใต้การดูแลของ คุณ van Niekerk, RLS ตั้งเป้าที่จะลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้าเพื่อขยายสาขาของร้านขายยาและจะลงทุนอย่างต่อเนื่องในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย “เราใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้มีเปลี่ยนแปลงอย่างราบรื่นเพราะปรัชญาของเราที่มีบริการเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการรักษาพนักงานผู้บริหารที่สำคัญเช่น Shane Cobb ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในอุตสาหกรรมนี้”  คุณ van Niekerk กล่าวสรุปว่า “RLS มุ่งมั่นที่จะให้การวินิจฉัยและการรักษาที่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ  ด้วยเหตุนี้และด้วยผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากความเสียหายของอวัยวะที่เกิดจาก COVID-19 เราได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษที่มุ่งเน้นการรองรับความเป็นไปได้ที่จะมีความต้องการบริการตรวจวินิจฉัยเฉพาะทางเพิ่มขึ้น”

ปัจจุบันพนักงาน GE เกือบห้าร้อยคนทั่วประเทศเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว RLS  บริษัทคาดว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังชายฝั่งตะวันออกของฟลอริดาในอนาคตอันใกล้ และอยู่ระหว่างการสนทนากับสภาพัฒนาเศรษฐกิจหลายแห่งรวมถึงเทศบาล

อ่านต้นฉบับใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200901006104/en/

ติดต่อ:

Amanda Penebaker
608-345-9420
amanda.penebaker@rls.bio
https://rls.bio/

ผลิตภัณฑ์จากพลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis ที่ Kirin เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้ารายการได้ระบการจดทะเบียนเป็น “สินค้าอาหารที่มีคุณสมบัติพิเศษ”

Logo

– เป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์อาหารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันจะวางจำหน่ายในญี่ปุ่น –

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–07 สิงหาคม 2563

Kirin Holdings Company, Limited (TOKYO:2503) ประกาศในวันนี้ว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทห้ารายการ*1 ที่ใช้พลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis เป็นส่วนประกอบได้จดทะเบียนเป็น สินค้าอาหารที่มีคุณสมบัติพิเศษ (Foods with Function Claims) กับหน่วยงานกิจการผู้บริโภค (CAA) ของญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันได้จดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังการอนุมัติโดยหน่วยงานกิจการผู้บริโภคแล้ว ผลิตภัณฑ์สามารถติดฉลากเพื่อ “กล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร” (โดยปกติแล้วเป็นประโยชน์ทางสุขภาพ) ได้ การจดทะเบียนครั้งนี้เป็นการเพิ่มคุณค่าในด้านความน่าเชื่อถือและการรับประกันให้กับผู้บริโภคเมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
*1: เครื่องดื่มประเภทที่ไม่มีแอลกอฮอล์ผสมสามรายการและอาหารเสริมสองรายการ ซึ่งจะมีการประกาศในภายหลัง

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200807005123/en/

Lactococcus lactis strain Plasma (Photo: Business Wire)

พลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis (รูปภาพ: Business Wire)

วิสัยทัศน์ Kirin Group Vision 2027 ของบริษัทได้วางเป้าหมายในการสร้างคุณค่าไว้อย่างครอบคลุมทั้งด้านอาหารและเครื่องดื่มไปจนถึงเภสัชภัณฑ์ และกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำโลกด้าน CSV*2 และเพื่อขยายธุรกิจกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มและกลุ่มเภสัชภัณฑ์ในปัจจุบัน กลุ่มจึงได้เปิดตัวธุรกิจกลุ่มใหม่ ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการหมักที่มีความทันสมัยซึ่งทางกลุ่มได้สะสมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในตัวอย่างคือประโยชน์จากการวิจัยตลอด 35 ปีของกลุ่มที่นำไปสู่การพัฒนาพลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis ร่วมกันในทุกภาคส่วนขององค์กร จากนี้ Kirin Group จะเร่งขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis ภายในประเทศและขยายไปยังต่างประเทศต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของชุมชนทั่วโลกยิ่งขึ้นไป
*2: Creating Shared Value หรือ การสร้างสรรค์คุณค่าร่วม ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภคและสังคมโดยรวม

พลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis ที่ Kirin เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

พลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis เป็นแบคทีเรียกรดแลคติกตามธรรมชาติที่ส่วนใหญ่นำมาใช้หมักชีสและโยเกิร์ต พลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis เกิดจากการวิจัยร่วมระหว่าง Kirin Holdings, Koiwai Dairy Products และ Kyowa Hakko Bio มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวนมากได้รับการตีพิมพ์รวมถึงมีการนำเสนอ ณ สมาคมทางการแพทย์ที่ร่วมกับวิทยาลัยด้านการแพทย์และสถาบันวิจัยอยู่หลายครั้ง

สรุปการยื่นจดทะเบียนฉลากสินค้าอาหารที่มีคุณสมบัติพิเศษกับ CAA

ผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยพลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis และมีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันให้กับผู้ที่มีสุขภาพดีได้ด้วยการกระตุ้นการสร้างเซลล์ plasmacytoid dendritic หรือ pDC

[ส่วนประกอบที่มีคุณสมบัติเชิงหน้าที่]
พลาสมาสายพันธุ์จาก Lactococcus lactis (100พันล้าน/วัน)

ข้อมูลฉลากบนกล่องและบรรจุภัณฑ์

  1. “ช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันให้กับผู้ที่มีสุขภาพดี” (ข้อความที่ตัดมาจากสรุปการยื่นจดทะเบียนข้างต้น)
  2. “แบคทีเรียกรดแลคติกชนิดแรกของโลก* ที่ช่วยกระตุ้นเซลล์ pDC”
    *: งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากแบคทีเรียกรดแลคติกต่อเซลล์ pDC ชิ้นแรกของโลกที่ได้รับการเผยแพร่
    (ข้อมูลจากเว็บไซต์วารสารทางการแพทย์และ PubMed) 

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200807005123/en/

ข้อมูลติดต่อสื่อ
ฝ่ายสื่อสารองค์กร
Kirin Holdings Company, Limited
Russell Roll
ที่อยู่ Nakano Central Park South, 4-10-2 Nakano, Nakano-ku, Tokyo
โทร +81-3-6837-7028
อีเมล: Russell_Roll@kirin.co.jp
เว็บไซต์หลัก Kirin Holdings: www.kirinholdings.co.jp/english/

Smiths Medical เข้าซื้อกิจการ Access Scientific, LLC เพื่อขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เส้นฟอกเลือด

Logo

มินนีแอโพลิส–(BUSINESS WIRE)–13 พฤษภาคม 2563

วันนี้ Smiths Medical ผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ชั้นนำของโลก ประกาศการเข้าซื้อกิจการ Access Scientific, LLC บริษัทเอกชนที่ตั้งอยู่ในซานดิเอโก เมืองแคลิฟอร์เนีย Access Scientific เป็นกิจการด้านเส้นฟอกเลือดแบบมีช่วงสเปกตรัมกว้างและการป้องกันการติดเชื้อซึ่งผลิตหลอดสวนเส้นกลางและเส้นขยายที่จำหน่ายภายใต้แบรนด์ POWERWAND™ โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม POWERWAND™ ช่วยให้ผลิตภัณฑ์เส้นฟอกเลือดของ Smiths Medical มีความครอบคลุมมากขึ้น และนำเสนอตัวเลือกที่มากขึ้นให้กับแพทย์ผู้ทำการรักษาผู้ป่วย

ผลิตภัณฑ์ POWERWAND™ เป็นโซลูชันเส้นฟอกเลือกทีมีความแตกต่างทางคลินิกซึ่งรับรองโดยงานวิจัยที่กลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเก้า (9) ชิ้น และผลงานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอด้วยโปสเตอร์เก้า (9) ชิ้น เป็นที่ทราบกันว่าการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลอดสวนฟอกเลือด จากการสรุปในการศึกษาทางคลินิกเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่พบการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์ POWERWAND™ โดยผลจากการศึกษาทั้งหมดพบว่าผู้ป่วยสามารถใส่หลอดสวนได้รวม 35,000 วันโดยที่ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย1-3

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม POWERWAND™ มีประโยชน์ต่อผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่ต้องการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ เมื่อรวมกับผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงของ Smiths Medical อย่างหลอดสวนรุ่น Jelco® IV และ Port-A-Cath® แล้ว ทำให้ Smiths Medical สามารถนำเสนอโซลูชันในการรักษาผู้ป่วยให้กับแพทย์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น

“การเข้าซื้อกิจการ Access Scientific ของ Smiths Medical เป็นการยกระดับความมุ่งมั่นของเราต่อการรักษาและผลลัพธ์ในการรักษาผู้ป่วย และจะช่วยให้สินค้ากลุ่มเส้นฟอกเลือกในปัจจุบันของเราขึ้นแท่นเป็นผู้นำของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้” JehanZeb Noor ซีอีโอแห่ง Smiths Medical กล่าว “เราเชื่อว่าการซื้อกิจการครั้งนี้ช่วยยกระดับเราในฐานะบริษัทโซลูชันการจัดการด้านการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้นำเสนอตัวเลือกที่มากขึ้นให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่แนวหน้าในการรักษาผู้ป่วย”

เกี่ยวกับ Smiths Medical

ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทางชั้นนำสำหรับตลาดทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการทำตลาดการนำส่งยา การรักษาชีวิต และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ www.smiths-medical.com

เกี่ยวกับ Smiths Group

บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ดำเนินกิจการมาแล้วถึง 160 ปี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการให้กับตลาดเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความมั่นคงและการป้องกัน อุตสาหกรรมทั่วไป พลังงาน อวกาศและการบินและอวกาศเชิงพาณิชย์ทั่วโลก Smiths Group มีพนักงาน 22,000 คนในกว่า 50 ประเทศ และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดูที่ www.smiths.com

(1) Devries M, Lee J, Hoffman L. Infection free midline catheter implementation at a community hospital (2 years). American Journal of Infection Control. 2019;47(9):1118-1121.
(2) Caparas JV, Hung H-S. Vancomycin Administration Through a Novel Midline Catheter: Summary of a 5-Year, 1086-Patient Experience in an Urban Community Hospital. Journal of the Association for Vascular Access. 2017;22(1):38-41.
(3) 
Pathak R, Patel A, Enuh H, Adekunle O, Shrisgantharajah V, Diaz K. The Incidence of Central Line–Associated Bacteremia After the Introduction of Midline Catheters in a Ventilator Unit Population. Infectious Diseases in Clinical Practice. 2015;23(3):131-134.

M. Devries เป็นที่ปรึกษาที่ได้รับการว่าจ้างโดย Access Scientific

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200513005134/en/

ติดต่อฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์ของ Smiths Medical ได้ที่ media.relations@smiths-medical.com หรือ Ashley Voge โทร 763-383-3111

Topcon Singapore Medical ประกาศแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่

Logo

Leo Hiroshi Nagatake จะเป็นผู้นำบริษัทคนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–23 เมษายน 2563

บริษัท Topcon Singapore Medical Pte. จำกัด (“ TSM”) ประกาศว่า Leo Hiroshi Nagatake ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำจาก Topcon Healthcare Solutions Asia Pacific (“ THSAP”) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของ TSM โดย  Leo  จะเข้ามาดำรงตำแน่งแทน Calvin Lee อดีตกรรมการผู้จัดการของ TSM ซึ่งได้เกษียณอายุไปในปลายเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นกับบทบาทใหม่นี้อย่างมาก ผมจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้บริการลูกค้าในเอเชียให้ดีกว่าเดิม โดยไม่เพียงแต่จะจัดหาอุปกรณ์จักษุแพทย์เท่านั้น แต่ยังนำเสนอโซลูชั่นที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้ เราทุกคนมุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นด้วยการเพิ่มจุดติดต่อสำหรับลูกค้า และการรับฟังพวกเขามากยิ่งขึ้นเพื่อให้เข้าใจถึงอุปสรรคของลูกค้ามากขึ้น” และในฐานะผู้นำของ THSAP  Leo กล่าวต่อว่า “ด้วยการใช้ประสบการณ์จากกิจกรรมหลากหลายที่ผ่านมาของ THSAP ในเอเชีย ตอนนี้เราพร้อมที่จะเริ่มให้บริการโซลูชั่นดิจิทัลในประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียแล้ว เราเชื่อว่าเราจะสามารถพิสูจน์ตนเองในตำแหน่งผู้นำด้านการเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นชั้นนำ และการทำให้คุณค่าของเราในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพตาสอดคล้องกับแผนระยะกลางทั่วโลกของ Topcon”

“ด้วยเอกลักษณ์ด้านองค์กรใหม่ของธุรกิจการดูแลสุขภาพตาของเราที่ว่า 'Topcon Healthcare – Seeing Eye Health Differently หรือ มุมมองของสุขภาพตาที่แตกต่างออกไป' ปัจจุบันนี้มีความคาดหวังเกี่ยวกับการให้บริการด้านดิจิทัลและด้านโซลูชั่นที่เพิ่มขึ้น” Fumio Ohue กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไปของ Eye Care Business Division ที่ Topcon Corporation กล่าว “ผมคาดหวังว่าการปฏิรูปธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่นี้”

Leo กล่าวเพิ่มเติมว่า“ ในแง่ของการปฏิบัติในระดับโลกเกี่ยวกับ 'Social Distancing หรือ การเว้นระยะห่างทางสังคม' อันเป็นผลมาจาก COVID-19 นั้น ปัจจุบันนี้โลกกำลังมีความต้องการอย่างจริงจังในด้านโซลูชั่นสำหรับการทำงานทางไกล การทำงานอัตโนมัติ การดำเนินงานด้วยตนเอง (remote, automated and self-operating solutions)  และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้าน จักษุวิทยา ทัศนมาตรศาสตร์ และฉากวัดสายตาประกอบแว่น เราเห็นถึงความสำคัญของการนำโซลูชั่นดังกล่าวนี้มาใช้อย่างเร่งด่วน”

เกี่ยวกับ Topcon Healthcare business ในเอเซีย

Topcon เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์วินิจฉัยที่ครบวงจรภายในชุมชนการดูแลสายตาทั่วโลก โดยทั้ง Topcon Singapore Medical และ Topcon Healthcare Solutions เอเชียแปซิฟิกตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ และไม่เพียงแต่ให้บริการด้านจักษุวิทยาเท่านั้น แต่ยังให้บริการด้านการดูแลรักษาสายตาแบบดิจิทัลที่ทันสมัยเช่น โซลูชั่นจักษุวิทยา / ทัศนมาตรศาสตร์ หากท่านต้องการได้รับการอัพเดตเกี่ยวกับความร่วมมือในอนาคตของ Topcon โปรดไปที่ https://www.facebook.com/THSAsiaPacific/.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200422005048/en/

ติดต่อ:

Alvin Su

ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์

Topcon Singapore Medical Pte. Ltd.

โทร: +65-6872-0606

อีเมล: medical_sales@topcon.com.sg

เว็บไซต์บริษัท: http://www.topcon.com.sg/

เผยรูปแบบการรักษาโควิดและบริบทของการระบาด จากการศึกษาที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ใหญ่ที่สุดโดยแพทย์ 6,200 รายจากหลายประเทศ

Logo

Sermo รายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Hydroxychloroquine มาตรการป้องกันโรคที่เพิ่มขึ้น และเผยว่ากว่า 80% คาดว่าจะเกิดการระบาดครั้งที่ 2

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–02 เม.ย. 2563

ความสับสนอย่างกว้างขวาง รายงานที่ขัดแย้งกัน กระบวนการตรวจโรคที่ไม่สอดคล้อง และการใช้ยาที่ไม่ได้รับการรับรองทั้งยาปัจจุบันและยาทดลองทำให้ไม่สามารถสรุปข้อมูลจากแนวหน้าได้เป็นแหล่งเดียว  เพื่อสร้างฐานความรู้ที่เป็นศูนย์กลางและคล่องแคล่ว Sermo บริษัทแบบสำรวจด้านสุขภาพและแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดได้เผยแพร่ผลการศึกษา COVID-19 จากแพทย์กว่า 6,200 คนใน 30 ประเทศ  การศึกษาได้เสร็จสมบูรณ์ในเวลาสามวัน  ข้อมูลที่ได้มานั้นครอบคลุมแนวทางการรักษาและการป้องกันโรคที่มีในปัจจุบัน เวลาในการระบาดสูงสุด ทางเลือกด้านจริยธรรม ประสิทธิผลของนโยบายของรัฐบาล และอีกมากมาย  ทาง Sermo จะทำการศึกษาเพิ่มเติมในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า โดยจะเจาะลึกเกี่ยวกับแนวทางการรักษา  อ่านผลการศึกษาและข้อมูลประเทศต่างๆ ได้ที่ sermo.com

สรุปประเด็นผลการศึกษา Sermo Real Time Barometer *:

การรักษาและประสิทธิผล

  • ยาที่แพทย์สั่งให้กับคนไข้ COVID-19 มากที่สุดคือ ยาแก้ปวด 56% Azithromycin 41% และ Hydroxychloroquine 33%
  • มีการสั่งยา Hydroxychloroquine ในสเปน 72% อิตาลี 49% บราซิล 41% เม็กซิโก 39% ฝรั่งเศส 28% สหรัฐอเมริกา 23% เยอรมนี 17% แคนาดา 16% สหราชอาณาจักรและ 13% และญี่ปุ่ 7%
  • โดยรวมแล้วผู้รักษา COVID-19 เลือกยา Hydroxychloroquine เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจากตัวเลือก 15 รายการ (ผู้รักษา COVID-19 37%)
    • ในสเปน 75% อิตาลี 53% จีน 44% บราซิล 43% ฝรั่งเศส 29% สหรัฐอเมริกา 23% และสหราชอาณาจักร 13%
  • การจ่ายยา Hydroxychloroquine ที่พบบ่อยที่สุดคือ:
    • (38%) 400 มก. สองครั้งในวันแรก ตามด้วย 400 มก. ทุกวันเป็นเวลาห้าวัน
    • (26%) 400 มก. สองครั้งในวันแรก ตามด้วย 200 มก. ทุกวันเป็นเวลาสี่วัน
  • นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาได้มีการใช้ Hydroxychloroquine กับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการไม่รุนแรงจนถึงรุนแรงอย่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกานิยมใช้มากที่สุดกับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูง
  • แพทย์ 19% ทั่วโลกเคยสั่งหรือเคยเห็นการสั่งยา Hydroxychloroquine ให้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อใช้ในการป้องกัน และ 8% สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำ

การระบาดครั้งที่สอง

  • แพทย์ทั่วโลก 83% คาดว่าจะมีการระบาดทั่วโลกเป็นครั้งที่สอง โดยแพทย์สหรัฐ 90% คาดว่าจะเกิดขึ้น ในขณะที่แพทย์จีนเพียง 50% คาดว่าจะเกิดขึ้น

เวลาเฉลี่ยในการตรวจพบโรค

  • การตรวจพบในสหรัฐอเมริกาใช้เวลาเฉลี่ย 4-5 วันและ  10% ต้องรอนานกว่า 7 วัน
  • แพทย์สหรัฐอเมริกา 14% และแพทย์ยุโรปและญี่ปุ่นมากกว่า 50% รายงานว่าได้รับผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมง  ในประเทศจีนแพทย์ 73% ได้รับผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมงในขณะที่ 8% ได้รับผลตรวจภายในหนึ่งชั่วโมง

จัดลำดับความสำคัญในกรณีเครื่องช่วยหายใจขาดแคลน

  • ในทุกประเทศยกเว้นจีน เกณฑ์สูงสุดสำหรับการตัดสินใจว่าใครควรได้รับเครื่องช่วยหายใจอันดับแรกคือผู้ป่วยที่มีสิทธิหายมากที่สุด (47%) ตามด้วยผู้ที่ป่วยมากที่สุดและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงที่สุด (21%) ตามด้วยบุคลากรด่านหน้า (15%)
    • ในประเทศจีนลำดับความสำคัญนั้นเป็นตรงข้าม โดยผู้ที่ป่วยมากที่สุดและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงที่สุดจะได้รับเครื่องช่วยหายใจเป็นลำดับแรก
  • สหรัฐอเมริกาจัดลำดับบุคลากรด่านหน้าให้สำคัญที่สุด
  • ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอิตาลีจัดลำดับความสำคัญตามอายุ
  • บราซิลและรัสเซียจัดลำดับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงให้สำคัญที่สุด

จุดแพร่ระบาดสูงสุดและมาตรการควบคุม

  • ในสหรัฐอเมริกาแพทย์ 63% แนะนำให้ยกมาตรการควบคุมหลังหกสัปดาห์ขึ้นไปจากนี้และ 66% เชื่อว่าจุดแพร่ระบุดสูงสุดนั้นอยู่ในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า

สำหรับแนวทางการสำรวจเต็มรูปแบบคลิกที่นี่

“แบบสำรวจนี้เป็นขุมทรัพย์ข้อมูลเชิงลึกระดับโลกสำหรับผู้กำหนดนโยบาย  แพทย์ควรมีเสียงในการรับมือกับโรคระบาดนี้มากขึ้นและควรได้รับโอกาสในการแบ่งปันข้อมูลให้กันและกันและทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว” Peter Kirk ซีอีโอของ Sermo กล่าว “เพราะการปิดกั้นสื่อและชุมชนการแพทย์ในบางประเทศ รวมถึงการศึกษาที่ลำเอียงและออกแบบมาไม่ดีทำให้การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดนั้นล่าช้า  เราขอเชิญแพทย์ทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อช่วยในการแบ่งปันข้อมูลให้กับผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนร่วมงาน และสาธารณชน”

*ผลการสำรวจคือการสังเกตของแพทย์ ไม่ใช่แนวทางทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ

แนวทางการสำรวจ

การรายงานผลลัพธ์สำหรับแต่ละประเทศมีขนาดตัวอย่างขั้นต่ำ 250 ราย  ตัวอย่างขนาดดังกล่าวให้การประเมินจุดที่มีความแม่นยำ +/- 6% ที่ระดับความเชื่อมั่น 94%  สามสิบประเทศที่อยู่ในการศึกษา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก เยอรมัน อิตาลี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ตุรกี โปแลนด์ รัสเซีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เดนมาร์ก นอร์เวย์ กรีซ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย และฮ่องกง  ไม่ได้มีการเสนอสิ่งจูงใจให้ผู้ตอบแบบสอบถาม แนวทางการสำรวจเป็นเต็มรูปแบบ

เกี่ยวกับ Sermo

Sermo เป็นบริษัทด้านการรวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับแพทย์ โดยมีขนาด 1,3MM HCPs ใน 150 ประเทศทั่วโลก  แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้แพทย์สามารถพูดคุยเกี่ยวกับยาในโลกแห่งความจริงอย่างนิรนาม ทบทวนตัวเลือกการรักษาผ่านทางแพลตฟอร์มการให้คะแนนยาที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา ร่วมกันแก้ปัญหาผู้ป่วย และมีส่วนร่วมในการวิจัยตลาดทางการแพทย์  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ sermo.com

อ่านต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200402005460/en/

สื่อ:
Niki Franklin
Racepoint Global ในนามของ Sermo
+1 617 624 3264
Sermo@racepointglobal.com

Aptorum Group ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ในการตรวจสอบยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้วอย่างน้อย 3 รายการ (SACT-COV19) ภายใต้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง Smart-ACT™ และ แพลตฟอร์มโรคติดต่อ Acticule เพื่อนำมาใช้รักษาโรค Coronavirus 2562 (COVID-19)

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–30 มีนาคม 2563

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) ("Aptorum Group") ซึ่งเป็น บริษัทชีวเวชภัณฑ์ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิวัฒนาการการรักษาสำหรับโรคที่ยังมีความต้องการด้านการรักษาอยู่มาก ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ โรคติดต่อ โรคหายาก (หรือโรคกำพร้า) และโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทกำลังเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมที่กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับ coronavirus โดยได้เสร็จสิ้นภารกิจการคัดกรองเบื้องต้นภายใต้แพลตฟอร์ม Smart-ACT™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการค้นพบยาใหม่และยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเลือกยาโมเลกุลขนาดเล็กที่มีศักยภาพที่ได้รับการอนุมัติแล้วมาอย่างน้อย 3 รายการ จากรายการยากว่า 2,600 รายการ  เพื่อนำมาลองตรวจสอบกับโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19  ทั้งนี้ Aptorum Group ได้ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโตรอนโต และยังได้ทำข้อตกลงกับแผนกจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกง เพื่อทำการตรวจสอบรายชื่อยาที่ได้รับการคัดเลือกมา ก่อนที่จะทำการขอรับอนุมัติจากหน่วยงานด้านกฎระเบียบเพื่อเริ่มการทดลองทางคลินิกกับยาเหล่านี้ต่อไป

Aptorum Group  จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบยาโมเลกุลขนาดเล็กอย่างน้อยสามตัวเป็นพิเศษ (เรียกรวมกันว่า“ SACT-COV19”) ซึ่งได้แสดงศักยภาพว่าอาจสร้างความรบกวนต่อเอนไซม์เป้าหมายสองตัว ได้แก่ 3CL-Protease และ RNA dependent RNA Polymerase (“ RDRP”) ซึ่งเอนไซม์ทั้งสองตัวนี้มีบทบาทสำคัญในวงจรการทำสำเนาตัวเองของ COVID-19 ทั้งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3CL-Protease ซึ่งถูกเชื่อว่าเป็นสื่อกลางในการทำสำเนาตัวเองของไวรัสและกลไกการถอดรหัส (transcription functions) ผ่านการสร้างเอนไซม์โปรติเอสอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ RDRP เป็นเอนไซม์ที่เชื่อว่าเป็นตัวเร่งการทำสำเนาตัวเองของไวรัส RNA จากเทมเพลตของ RNA ทั้งนี้ตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาจะได้รับการประเมินทดลองในด้านประสิทธิภาพการต่อกรกับ COVID-19 โดย Aptorum Group ยังได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาข้างต้นอีกด้วย

สำหรับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและงานด้านการทดลองนั้น Aptorum Group กำลังร่วมมือกับบริษัท Covar Pharmaceuticals ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองโตรอนโต นอกจากนี้ Aptorum Group ได้ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยฮ่องกงเพื่อดำเนินงานในครั้งนี้อีกด้วย ทีมงานของ Covar Pharmaceutical (ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานกับ Patheon และ Glaxo Wellcome มาก่อน)1 ที่มีประสบการณ์สูงในการค้นพบและพัฒนายาที่สนับสนุนโดยโรงงานผลิตของ GMP ส่วนทีมจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกงนั้นมีบทบาทสำคัญในการค้นพบไวรัส SARS ระหว่างการระบาดในปี 25462 และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในงานวิจัยของตนเองเพื่อพัฒนาวัคซีนสำหรับโรค SARS-CoV-2  coronavirus3 และอุปกรณ์ตรวจสอบทางกายภาพร่วมกับบริษัทภายนอกอื่น ๆ สำหรับโรค COVID-194 อีกด้วย

Aptorum Group  ยังคงแสวงหาผู้ทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากทั่วโลกเพื่อการผลักดันการพัฒนาโครงการ SACT-COV19 ต่อไปเรื่อยๆ เรายินดีต้อนรับผู้ที่สนใจ โปรดติดต่อเราเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานร่วมกันต่อไป

Aptorum Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมแก้ไขปัญหา ขณะนี้กำลังพัฒนาตัวชี้วัดยาของโรคติดเชื้อจำนวนมากภายใต้แพลตฟอร์ม Acticule ซึ่งรวมถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ ตัวยาแอนติไวรัสโมเลกุลเล็ก(ALS-1) ที่ไม่เหมือนใคร หรือ unique antiviral small molecule ที่ใช้ต่อกรไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการหลัก และโครงการยาโมเลกุลขนาดเล็กที่ต่อต้านพิษที่ปราศจากแบคทีเรีย หรือ anti-virulent, non-bactericidal small molecule candidate  (ALS-4) ที่ใช้ต่อต้านการติดเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน Covar Pharmaceuticals ก็ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาในทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย

คุณ Ian Huen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aptorum Group กล่าวว่า“ โรค COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่แพร่หลายและระบาดไปทั่วโลกทำให้เกิดการหยุดชะงักและการบาดเจ็บล้มตายครั้งใหญ่ มีการยืนยันทั่วโลกว่ามีผู้ป่วยเกิน 700,000 รายจนถึงวันนี้5 และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่า COVID-19 เป็นโรคระบาด (pandemic) แล้ว และถึงแม้ว่าจะมีทั้งบริษัทยาใหญ่ ๆ และและบริษัทยาเกิดใหม่จำนวนมากกำลังร่วมกันเร่งพัฒนาการรักษาด้วยการใช้วัคซีนสำหรับ COVID-19 แต่เราก็เชื่อว่ามีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับโรคนี้ในแบบหลายมิติและอย่างเร่งด่วน โดยในการที่จะเร่งการพัฒนายาสำหรับนำไปใช้ในการรักษา COVID-19 นั้น เรามุ่งเป้าหมายไปที่การระบุหาตัวยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัย และมีข้อมูลด้านความเป็นพิษและด้านเภสัชจลนศาสตร์ นอกจากนี้เนื่องจากมีการกลายพันธุ์และวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของ coronavirus เราจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีสายพันธุ์อื่นของ coronavirus เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นโลกจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายดังกล่าวร่วมกันอย่างรวดเร็วเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าแพลตฟอร์ม Smart-ACT ™ ของ Aptorum Group ร่วมกับความสามารถในการพัฒนารักษาโรคติดเชื้อ Acticule ที่มีอยู่ของเราและที่ได้รับการสนับสนุนจาก Covar Pharmaceuticals อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการพัฒนาโซลูชั่นที่มีศักยภาพและส่งมอบผลประโยชน์จากการต่อกรกับโรคนี้ไปทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เราสามารถต่อกรกับโรคอื่น ๆ”

เกี่ยวกับ Smart-ACT™ Platform

แพลตฟอร์ม Smart-ACT ™เป็นกระบวนการด้านระบบที่เป็นกรรมสิทธิ์ ซึ่งรวมถึงวิธีการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ และการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ โดย Aptorum Group จะทำการตรวจสอบยาที่มีโมเลกุลขนาดเล็กที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 2,600 ตัวยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุตัวยาที่มีอยู่แล้วที่สามารถนำมาใช้กับโรคหายากหรือโรคที่ยังไม่มีทางรักษา เป้าหมายเชิงกลยุทธ์โดยรวมคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และลดระยะเวลาในการส่งตัวยาที่อยู่ในระดับที่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ เข้าสู่การตรวจสอบทดลองทางคลินิก

เกี่ยวกับ Aptorum Group Limited

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) เป็น บริษัทยาที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาและนำนวัตกรรมการบำบัดใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการทางการแพทย์  โครงการในปัจจุบันของ Aptorum Group รวมถึงการค้นคว้ายาโรคที่หายาก โรคติดเชื้อ และและโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ซึ่งโครงการเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิกในปี 2563 ทั้งนี้ ยาเม็ด Dioscorea Opposita Bioactive Nutraceutical ของ Aptorum Group ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของสตรีในช่วงวัยหมดประจำเดือนและหลังวัยหมดประจำเดือนกำลังออกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในขณะนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aptorum Group กรุณาเยี่ยมชม www.aptorumgroup.com.

ข้อจำกัดความรับผิดชอบและแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Aptorum Group Limited และแผน โอกาส และ ความคาดหวังในอนาคต ที่เป็น "แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า" ภายใต้ความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 โดยเพื่อจุดประสงค์นี้ ข้อความใด ๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจถือว่าเป็นแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า ในบางกรณีอาจสังเกตแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าอาจได้จากการใช้คำต่าง ๆ ต่อไปนี้ เช่นคำว่า "อาจ" "ควร" "คาดหวัง"     "แผน" "คาดการณ์" "อาจเกิดขึ้นได้" "สามารถ" "ตั้งใจ" "เป้าหมาย" "คาดคะเน" "พิจารณาว่า" "เชื่อ" "ประมาณการ" " คาดเดา " "มีศักยภาพที่จะ" หรือ "ดำเนินการต่อ" หรือคำหรือสำนวนเหล่านี้อื่น ๆ ที่คล้ายกันในเชิงนิเสธ โดย Aptorum Group  ได้ใช้แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้สำหรับการสมัครและการทดลอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาจากการคาดคะเนและการคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตที่เชื่อว่าจะส่งผลต่อกิจการ แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ โดยให้ถือว่าเป็นจริงเฉพาะในวันที่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้น และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ประกาศออกไป การเปลี่ยนแปลงด้านองค์กร การให้บริการอย่างต่อเนื่อง และความพร้อมของบุคลากรหลัก ความสามารถในการขยายประเภทผลิตภัณฑ์โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้บริโภค ผลสัมฤทธิ์ด้านการพัฒนา การเติบโตของบริษัทที่คาดการณ์เอาไว้ แนวโน้มและความท้าทายที่คาดการณ์ไว้ในธุรกิจของบริษัท และความคาดหวังเกี่ยวกับคามมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อธิบายไว้อย่างครบถ้วนในแบบฟอร์ม 20-F ของ Aptorum  Group  และเอกสารอื่น ๆ ที่ Aptorum Group อาจทำเอาไว้กับ SEC ในอนาคต ดังนั้นการคาดการณ์ที่รวมอยู่ในแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง Aptorum Group ไม่ถูกผูกมัดใด ๆ ในการปรับปรุงแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรืออื่น ๆ

1 https://www.covarpharma.com/

2 https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3747526/

3 https://fightcovid19.hku.hk/tag/vaccine/

4 https://www.scmp.com/business/article/3073869/hong-kong-researchers-join-us-tech-start-remotely-monitor-covid-19

5 https://www.arcgis.com/apps/opsdashboard/index.html#/bda7594740fd40299423467b48e9ecf6

ดูเอกสารต้นฉบับบน  businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200330005263/en/

สำหรับนักลงทุนติดต่อ:

โทร: +852 2117 6611

อีเมล: investor.relations@aptorumgroup.com

สำหรับสื่อติดต่อ:

โทร: + 852 2117 6611

อีเมล: info@aptorumgroup.com

Boron Neutron Capture Center ของ NTHU เริ่มการรักษาผู้ป่วยมะเร็งสมองที่มาจากต่างประเทศ

Logo

นครซินจู๋,ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)– 25 มีนาคม 2563

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ บทเพลงไพเราะของซิมโฟนีที่สี่ของมาห์เลอร์ได้รับการบรรเลงขึ้นในอาคารของเครื่องปฏิกรณ์ Tsing Hua Open pool Reactor Tsing Hua (THOR) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติ Tsing Hua (NTHU) ทั้งนี้เป็นเพราะบทเพลงชิ้นนี้เป็นบทเพลงชิ้นโปรดของหญิงชาวยุโรปผู้มาที่นี่เพื่อรับการบำบัดเนื้องอกในสมองด้วยการใช้วิธีโบรอนนิวตรอน หรือ Boron Neutron Capture Therapy (BNCT)  นี่ถือเป็นคอร์สรักษาขั้นที่สองของเธอ โดยหลังจากมีการรักษาครั้งแรกขนาดของเนื้องอกสมองกลิโอมาที่ลึกลงไปในก้านสมองของเธอลดลงจาก 3.51 ซม. เป็น 1.06 ซม.

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200325005023/en/

The BNCT treatment mechanism. Since being converted for use in BNCT, the research reactor at NTHU has been used to treat over 130 patients. (Graphic: National Tsing Hua University)

 นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนมาใช้BNCT เครื่องปฏิกรณ์วิจัยที่ NTHU ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมากกว่า 130 ราย (ภาพ: มหาวิทยาลัยแห่งชาติ Tsing Hua)

ด้วยความร่วมมือกับโรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทเป หรือ Taipei Veterans General Hospital (TVGH) NTHU จึงได้แปลง THOR เพื่อใช้ใน BNCT โดยจนถึงปัจจุบันการรักษาได้ให้ชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งกว่า 130 รายจากทั่วโลก

ศาสตราจารย์ Chou Fong-in กล่าวว่า BNCT เป็นวิธีการรักษาด้วยการฉายรังสีแบบมุ่งเป้าหมาย ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการฉีดโบรอนก่อน เมื่อยาที่ฉีดไปสะสมอยู่ในเนื้องอก ก็จะมีการนำลำแสงนิวตรอนมาใช้เพื่อฉายรังสีไปที่เนื้องอกเพื่อการรักษา โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติ

ตามที่อธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยา TVGH อย่าง Chen Yi-wei จาก  ยาโบรอน -10 มีโครงสร้างประกอบอย่างเช่น กรดอะมิโนที่จำเป็น โดยเซลล์มะเร็งนั้นต้องการสารอาหารจำนวนมากเพื่อช่วยเสริมสร้างการแพร่กระจายของพวกมัน ดังนั้นเซลล์มะเร็งจึงดูดซับโบรอน -10 ได้เกือบทั้งหมดก่อนที่เซลล์ปกติจะมีโอกาสดูดซับเอาไว้ โบรอน- 10 ทำหน้าที่เป็นระเบิดชนิดหนึ่งและเมื่อเซลล์มะเร็งได้รับโบรอนจนเต็มแล้ว ลำแสงนิวตรอนจะถูกใช้เพื่อ "จุดระเบิด" ทำลายเซลล์มะเร็ง

สามีของผู้ป่วยเป็นแพทย์ เขาเล่าว่าภรรยาของเขาชอบเล่นเทนนิสมาก แต่สี่ปีที่แล้วเธอเห็นลูกบอลเพิ่มเป็นสองลูกบินมาหาเธอในเวลาเดียวกัน ซึ่งนี่เป็นอาการคลาสสิกของการเห็นภาพซ้อน อย่างไรก็ตามการสแกนเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ในภายหลังพบว่ามีร่องรอยโรคเนื้องอกสมองกลิโอมาในสมองของเธอซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในก้านสมอง โดยหลังจากผ่านการผ่าตัดกะโหลกสองครั้งด้วยการฉายรังสีแกมมา เนื้องอกสมองกลิโอมาได้กำเริบและเปลี่ยนมาเป็นมะเร็ง และด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านรังสี พวกเขาจึงได้มาสอบถามเกี่ยวกับการรักษาจากวิธี TVGH

จากคำกล่าวของดร. Chen คุณสมบัติที่สำคัญสำหรับ BNCT เป็นยาที่มีโบรอนเหมาะสำหรับการดูดซึมโดยเซลล์มะเร็ง และเป็นแหล่งนิวตรอนเสถียรที่มีสเปกตรัมพลังงานที่เหมาะสม เครื่องปฏิกรณ์วิจัยของ NTHU ได้รับการดัดแปลงให้เป็นแหล่งกำเนิดนิวตรอน มันมีคุณภาพดีกว่าแหล่งนิวตรอนที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องเร่งที่พัฒนาในญี่ปุ่นเพื่อใช้ในโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

NTHU และรัฐบาลเมืองเถาหยวนกำลังวางแผนที่จะร่วมกันพัฒนาศูนย์การแพทย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Taoyuan Aerotropolis  ที่จะสร้างใกล้กับสนามบินเถาหยวน ทั้งนี้ BNCT จะมีบทบาทสำคัญในศูนย์วิจัยแห่งใหม่และจะใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200325005023/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh

โทร: (886)3-5162006

อีเมล: hoyu@mx.nthu.edu.tw

มหาวิทยาลัยไต้หวันพัฒนาวิธีการใหม่ในการรักษาโรคพาร์กินสัน

Logo

ซินจู๋ ไต้หวัน–(บิสิเนสไวร์)–12 มี.ค. 2563

อัลตร้าซาวด์เป็นกระบวนการตรวจร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีแผนจะประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคพาร์คินสัน สมองเสื่อม และโรคเบาหวาน  ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัย National Tsing Hua University (NTHU) นำโดยรองศาสตราจารย์ Yu-Chun Lin จาก Institute of Molecular Medicine และศาสตราจารย์ Chih-kuang Yeh ของ Department of Biomedical Engineering and Environmental Sciences ได้ประสบความสำเร็จในการรักษาอาการของโรคพาร์คินสันในหนูโดยการฉีดโปรตีนเซลลูล่าร์ที่มีความไวต่อคลื่นอัลตร้าซาวด์สูงในบริเวณสมองส่วนลึกและหลังจากนั้นใช้อัลตร้าซาวด์เพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาท

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20200311005032/en/

A research team led by Yu-Chun Lin (left) and Chih-kuang Yeh of NTHU has expanded application of ultrasound to the treatment of Parkinson's disease. (Photo: National Tsing Hua University)

ทีมวิจัยนำโดย Yu-Chun Lin (ซ้าย) และ Chih-kuang Yeh จาก NTHU ได้ขยายการประยุกต์ใช้อัลตราซาวด์ไปยังการรักษาโรคพาร์กินสัน (ภาพ: National Tsing Hua University)

งานวิจัยนวัตกรรมของทางมหาวิทยาลัยได้ตีพิมพ์ใน Nano Letters ฉบับเดือนมกราคมและได้จดสิทธิบัตรในไต้หวันและสหรัฐอเมริกาแล้ว

รองศาสตราจารย์ Lin ได้พยายามค้นหาวิธีการควบคุมการทำงานของเซลล์ที่ปลอดภัยและไม่รุกรานมาเป็นเวลานาน  แม้ว่าคลื่นแสงจะปลอดภัยแต่สามารถเจาะเข้าไปในระดับความลึกประมาณ 0.2 ซม. เท่านั้นและขาดความแม่นยำ  ในทางกลับกันคลื่นอัลตร้าซาวด์จะแทรกซึมได้ลึกถึง 15 ซม. และสามารถเล็งไปที่ส่วนที่ต้องการ  ดังนั้นความโจทย์ต่อไปคือวิธีการทำให้เซลล์ตอบสนองต่ออัลตร้าซาวด์

รองศาสตราจารย์ Lin กล่าวว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทั้งหมดมีโปรตีนความดันหูสูงที่มีชื่อว่าเพรสติน  อย่างไรก็ตามเพรสตินในร่างกายมนุษย์มีความไวต่ออัลตร้าซาวด์น้อย  ในทางกลับกันเพรสตินในปลาโลมา ปลาวาฬ และค้างคาวโซนาร์มีความไวสูงต่อคลื่นเสียงความถี่สูง  ในเปรียบเทียบลำดับโปรตีนเพรสติน Lin พบว่าสัตว์เหล่านี้มีกรดอะมิโนพิเศษ โดยได้นำมารวมตัวกันในเซลล์ของหนูเพื่อปรับเปลี่ยนโปรตีนเพรสติน  สิ่งนี้ส่งผลให้ความสามารถของเซลล์ในการรับอัลตร้าซาวด์เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าทันที

เป้าหมายต่อไปของรองศาสตราจารย์ Lin คือการหาวิธีใช้อัลตราซาวด์ในการรักษาโรค ซึ่งเขาได้หันไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านอัลตราซาวด์ ศาสตราจารย์ Yeh ผู้ที่ได้คิดค้นวิธีการใส่ชิ้นส่วนของยีนเพรสตินในฟองอากาศขนาดเล็กซึ่งสามารถนำเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายโดยการฉีด  ทันทีที่มีการใช้อัลตร้าซาวด์ ฟองอากาศจะแตกตัวและนำชิ้นส่วนของยีนเข้าสู่เซลล์เป้าหมายเพื่อเปิดใช้งานความสามารถในการตรวจจับและตอบสนองต่ออัลตร้าซาวด์

“โรคพาร์กินสันและโรคอัลไซเมอร์เกิดจากการเสื่อมสภาพและการตายของเซลล์ในสมอง  เมื่อมีการปลูกถ่ายเซลล์ที่มีชิ้นส่วนของยีนเพรสตินในพื้นที่เป้าหมายนั้นสามารถใช้อัลตราซาวนด์ในการกระตุ้นเซลล์ที่เสื่อมเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อระบบประสาทใหม่ได้" ศาสตราจารย์ Yeh กล่าว

ทางทีมงานได้จัดทำวิดีโอแสดงหนูที่เป็นโรคพาร์กินสันหยุดตัวในขณะที่ข้ามสะพานและและการที่หนูตัวเดิมนี้สามารถข้ามสะพานอย่างง่ายดายหลังจากที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์  นอกจากนี้ยังพบว่าการรักษามีผลทำให้ระดับโดปามีนในสมองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการรักษาโรคพาร์กินสัน รองศาสตราจารย์ Lin กล่าวว่ากระบวนการเดียวกันนี้ยังสามารถใช้รักษาโรคเบาหวานด้วยการกระตุ้นเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200311005032/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh
(886) 3-5162006
hoyu@mx.nthu.edu.tw