Category Archives: Lifestyle

OAG เปิดให้มีการเข้าถึงข้อมูลเที่ยวบินตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดการเดินทางผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลอเนกประสงค์

Logo

ข้อมูลเที่ยวบินและการเดินทางแบบองค์รวมจะทำให้สามารถมองเห็นประสบการณ์ของผู้โดยสารทั้งหมด รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าที่หาจากที่ไหนไม่ได้ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–19 กรกฎาคม 2565

OAG ผู้ให้บริการข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางชั้นนำของโลก ประกาศว่าได้เผยแพร่ข้อมูลสถานะเที่ยวบินในโซลูชัน Flight Info Direct ของตนซึ่งเปิดให้มีการเข้าถึงข้อมูลเที่ยวบินตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดการเดินทางได้แบบทันที โซลูชัน Flight Info Direct ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มข้อมูล OAG Metis ที่ทำงานบน Snowflake ให้การเข้าถึงฐานข้อมูลที่มีมูลค่าสูงของ OAG แบบทันที ประกอบด้วย ข้อมูลตารางการบินของสายการบินทั่วโลก ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้อมูลการต่อเที่ยวบิน การเผยแพร่ข้อมูลสถานะเที่ยวบินซึ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะช่วยให้ลูกค้าสามารถดูเที่ยวบินได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล ตั้งแต่ตารางที่กำหนดไว้ไปจนถึงเวลาลงจอด ณ จุดหมายปลายทาง

จากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของข้อมูลเชิงลึกที่มีมูลค่าสูงและข้อมูลด้านการให้บริการ การสามารถดูข้อมูลเที่ยวบินได้พร้อมกันในครั้งเดียวจากการเข้าถึง การบูรณาการ และการรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันจะทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ทางธุรกิจที่มีคุณค่าและมีประสิทธิภาพ เช่น การกำจัดกำแพงข้อมูลของระบบที่มีความล้าสมัย การให้ข้อมูลการเดินทางแบบครบวงจร และแก้ปัญหาด้านการไกล่เกลี่ยและปัญหาด้านคุณภาพ

Phil Callow ซีอีโอของ OAG กล่าวว่า “โซลูชันที่มีการปรับให้ทำงานเร็วขึ้นของเราและความเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Snowflake และ Microsoft Azure ทำให้เราเป็นพาร์ทเนอร์ที่ยอดเยี่ยมซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าก้าวข้ามระบบเทคโนโลยีที่มีความล้าสมัยและซับซ้อน โอกาสที่เกิดจากข้อมูลในทั้งระบบนิเวศการเดินทาง ทั้งการค้นหาและการจอง การต้อนรับ การชำระเงิน รวมถึงการค้าปลีกและอื่น ๆ นั้นมากมายมหาศาล แพลตฟอร์มข้อมูลบนระบบคลาวด์ซึ่งมีความอเนกประสงค์ของเราเชื่อมทั้งระบบนิเวศนี้เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ และผ่านมุมมองเพียงหนึ่งเดียว เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราเติบโต ปรับปรุงการให้บริการให้ทันสมัย และทำงานที่มีปริมาณมากได้อย่างยืดหยุ่น”

การเผยแพร่ข้อมูลบนแพลตฟอร์มที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของเส้นทางการเติบโตของผลิตภัณฑ์จาก OAG เพื่อเชื่อมระบบนิเวศและตลาดกับข้อมูลที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นรวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

Callow เสริมว่า “เรากำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ไปข้างหน้าโดยเปิดให้มีการเข้าถึงข้อมูลการเดินทางคุณภาพสูงอย่างไม่ติดขัด การสามารถดูข้อมูลแบบองค์รวมของเที่ยวบินด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีตอนนี้ได้คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการดูข้อมูลจากตารางแบบเก่าและการแยกแสดงสถานะแบบในอดีต”

OAG มีลูกค้าอยู่ในทั้งระบบนิเวศการเดินทางและฝังอยู่ในเครื่องมือการจอง แอปด้านการเดินทางและธุรกิจต้อนรับต่าง ๆ แอปสายการบิน ตัวแทนด้านการเดินทางที่ให้บริการแบบออนไลน์ เครื่องมือสืบค้นข้อมูลเมตา เครื่องมือสืบค้นข้อมูล และแอปติดตามเที่ยวบินอีกมากมาย

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลสถานะเที่ยวบินที่ https://www.oag.com/status-direct

เกี่ยวกับ OAG

OAG เป็นผู้ให้บริการข้อมูลการเดินทางชั้นนำระดับโลกที่เสริมสร้างการเติบโตและนวัตกรรมของระบบนิเวศการเดินทางทางอากาศตั้งแต่ ปี 2472 OAG มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร มีการดำเนินงานทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน และลิทัวเนีย เยี่ยมชม www.oag.com และติดตามเราทาง Twitter ที่ @OAG Aviation

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20220719005065/en/

ติดต่อสื่อ: 
Glenn Simpson – Harvard ตัวแทนของ OAG 
pressoffice@oag.com 

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Mom’s Touch ขยายตลาดอาหารฟาสต์ฟู้ดสู่ระดับโลกโดยใช้กลยุทธ์ความสำเร็จที่ทำให้ร้านขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในเกาหลี แซงหน้าแบรนด์ระดับโลกรายใหญ่

Logo

แบรนด์เบอร์เกอร์และไก่ของเกาหลีได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทชั้นแนวหน้าในตลาดภายในประเทศที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

เบอร์เกอร์สะโพกไก่พร้อมก้อนเนื้อสะโพกไก่ที่อัดแน่นด้วยผักจะมอบรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ผ่านวิธีการ 'ปรุงตามสั่ง'

ปัจจุบันได้เปิดสาขาในตลาดสหรัฐอเมริกาโดยใช้ความรู้ความชำนาญในการครองตลาดเกาหลี ที่ถ่ายทอด DNA แห่งความสำเร็จสู่ตลาดระดับโลก

โซล, เกาหลีใต้–(BUSINESS WIRE)–18 กรกฎาคม 2565

แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชุมชนทั่วโลก มีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าในช่วงแรกจะได้รับการคิดค้นขึ้นในประเทศเยอรมนี แต่ก็เป็นที่ยอมรับมานานแล้วว่าเป็นอาหารแห่งจิตวิญญาณสำหรับคนอเมริกัน โดยทั่วไปแล้ว แบรนด์แฮมเบอร์เกอร์ระดับโลกในปัจจุบันส่วนใหญ่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงมีการส่งออกแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ กลับไปยังสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เป็นที่สนใจมาก และหนึ่งในแบรนด์เหล่านี้คือ 'Mom's Touch' ที่มาจากเกาหลี

Mom’s Touch แบรนด์แฮมเบอร์เกอร์และไก่สัญชาติเกาหลี กำลังขยายธุรกิจแฟรนไชส์ไปยังตลาดต่างประเทศอย่างเต็มกำลังผ่านการส่งออกผลิตภัณฑ์กลับไปยังตลาดสหรัฐฯ

ในประเทศเกาหลี Mom’s Touch เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยผลิตภัณฑ์ “เบอร์เกอร์สะโพกไก่” ที่มาพร้อมกับคุณภาพยอดเยี่ยมและความคุ้มค่า ได้รับความนิยมจากเจเนอเรชั่น MZ (การจับคู่กันระหว่าง Millennials กับ Z) ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับแบรนด์ระดับโลก เมื่อเร็ว ๆ นี้ Mom’s Touch ได้รับการบันทึกว่ามีจำนวนร้านค้ามากที่สุดในเกาหลีจากการเพิ่มพลังของแบรนด์ผ่านการจัดการคุณภาพ และวางตำแหน่งตัวเองเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจแฟรนไชส์

'เบอร์เกอร์สะโพกไก่' เอาใจผู้บริโภคในอเมริกา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์

เบอร์เกอร์สะโพกไก่จะมอบความลงตัวระหว่างเนื้อไก่ฉ่ำ ๆ จากส่วนขาทั้งหมดที่ปรุงรสเผ็ดและผักกาดหอม หัวหอม และซอสสดใหม่ในปริมาณที่พอเหมาะ เบอร์เกอร์สะโพกไก่ได้สร้างความประทับใจด้านรสชาติให้แก่ผู้บริโภคตั้งแต่เด็กจนถึงวัยกลางคน จนได้ยืนอยู่ในตำแหน่งเบอร์เกอร์ไก่ยอดนิยมในเกาหลีโดยมียอดขาย 390 ล้านชิ้นนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2548

การอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีใครเทียบได้ท่ามกลางแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง Mom's Touch ประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่สหรัฐอเมริกาในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์และไก่

จากข้อสรุปของสัญญาแฟรนไชส์ตัวแทนกับพันธมิตรท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา Mom's Touch ได้เปิดร้านสาขาแรกในลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2564 ด้วยการจัดรายการเมนูโดยคำนึงถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น เมนูตามสั่งและการเลือกส่วนต่าง ๆ ของไก่ที่ชื่นชอบ Mom's Touch ได้เพิ่มรายรับถึง 120,000 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม และ 150,000 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ปี 2564 ซึ่งเฉลี่ยประมาณ 120,000 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2564

นอกจากนี้ Mom's Touch ยังประสบความสำเร็จในการรักษาตำแหน่งในลอสแอนเจลิส เนื่องจากร้านได้รับการประเมินว่าเป็นร้านอาหารที่ต้องไปเยือนจากสื่อท้องถิ่นที่ทรงอิทธิพล เช่น Los Angeles Times และ Eater LA โดยสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้านักชิมในถิ่นกำเนิดของไก่และแฮมเบอร์เกอร์ ที่ซึ่งเบอร์เกอร์ไก่ (แซนด์วิชไก่) ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทรนด์ขนาดใหญ่ที่มีรสชาติและบริการที่แตกต่างตามความรู้ความชำนาญเฉพาะตัว

จากประสบการณ์ทางธุรกิจของร้านแรก Mom's Touch ได้เปิดร้านที่สองซึ่งเป็นไดรฟ์ทรูในลองบีช โดยกลยุทธ์ในการเลือกของบริษัทจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ยอดขายในร้านแบบไดรฟ์ทรูคิดเป็นประมาณ 70% ของยอดขายทั้งหมดในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดของสหรัฐฯ บริษัทมีแผนจะเปิดร้านสาขาที่สามในสหรัฐอเมริกาภายในสิ้นปีนี้ และตั้งเป้าที่จะเปิดสาขาทั้งหมด 100 แห่งในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2568

Mom’s Touch แฟรนไชส์แฮมเบอร์เกอร์และไก่ของเกาหลี ครองอันดับ 1 ในเกาหลี แซงหน้าแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่

เมื่อสิ้นสุดไตรมาสแรกของปี 2565 แบรนด์ Mom’s Touch ครองอันดับ 1 ในเกาหลีในด้านจำนวนร้านค้าโดยบริหารจัดการร้านแฟรนไชส์ทั้งหมด 1,354 แห่ง ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมและความสามารถในการดำเนินงาน แบรนด์สัญชาติเกาหลีนี้จึงอยู่ในจุดที่ไม่มีใครเทียบได้ในตลาดแฟรนไชส์อาหารฟาสต์ฟู้ดในเกาหลี ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่และแบรนด์ระดับโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้าน Mom's Touch จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภคโดยใช้วิธีการ 'ปรุงตามสั่ง' ซึ่งอาหารทั้งหมดจะปรุงหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ ไม่ว่าจะสั่งเมื่อไร ลูกค้าก็สามารถเพลิดเพลินกับรสชาติอันกรุบกรอบและชุ่มฉ่ำของแต่ละเมนูได้แบบไม่ซ้ำใคร เหมือนปรุงเสร็จเมื่อสักครู่นี้เอง

ซึ่งแตกต่างจากเบอร์เกอร์อื่น ๆ ที่ใช้ก้อนเนื้อไก่บดและแช่แข็ง ขณะที่เบอร์เกอร์สะโพกไก่ไร้กระดูกจะมาแบบสดและแช่เย็น ซึ่งได้รับการประเมินด้านรสชาติและคุณภาพในระดับสูง ปัจจัยในการเติบโตอีกประการของแบรนด์คือขนาดที่ใหญ่โต ซึ่งเห็นแล้วชวนมองและมาพร้อมกับผักสดอัดแน่นเพื่อเพิ่มความอิ่มหนำ เช่น ผักกาดและมะเขือเทศ ที่อยู่บนก้อนเนื้อไก่ ทำให้ชายหนุ่มในช่วงอายุ 10-29 ปีติดใจ กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ของแฮมเบอร์เกอร์ได้สำเร็จ

Mom’s Touch ตอกย้ำความสามารถในการแข่งขันด้วยการจัดการคุณภาพและสุขอนามัยผ่านการขยายระบบคลังอาหาร ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และความก้าวหน้าของกระบวนการ M-QMS ที่จัดการคุณภาพและสุขอนามัยของผลิตภัณฑ์ในเชิงรุกในทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการขาย

Mom's Touch ยังสร้างสถานะที่แข็งแกร่งในธุรกิจแฟรนไชส์ด้วยการมอบความคุ้มค่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผู้รับสัมปทานแฟรนไชส์ทั่วไปต้องการเงินลงทุนเริ่มแรกสูงมาก แต่ Mom's Touch ยังคงเป็นแบรนด์แฟรนไชส์อันเป็นที่ต้องการของผู้รับสัมปทานแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพ เพราะใช้เงินลงทุนในขั้นตอนแรกอย่างสมเหตุสมผลและสร้างผลกำไรที่มั่นคงได้

ผู้รับสัมปทานแฟรนไชส์จะได้รับผลประโยชน์ด้านเงินลงทุนเริ่มต้นที่ลดลงและคงที่ผ่านการตั้งร้านค้าขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีพื้นที่ประมาณ 83 ~ 100 ตร.ม. ริมถนนหรือตรอกในเขตธุรกิจหลัก ๆ หรือสถานที่เชิงกลยุทธ์บนชั้นสองของศูนย์การค้าต่าง ๆ นอกจากนี้ Mom's Touch ยังเสนอนโยบายที่เป็นมิตรกับเจ้าของร้าน เช่น การไม่เรียกเก็บค่าส่วนต่างสำหรับการตกแต่งภายในร้าน หรือค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ หรือค่าฝึกอบรม

และจากความต้องการด้านการบริการจัดส่งที่เพิ่มขึ้นหลังจากการระบาดของโรค โมเดลธุรกิจที่คุ้มค่าของ Mom's Touch จึงกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

เร่งขยายสู่ตลาดโลกโดยใช้ ‘DNA ที่ประสบความสำเร็จของ Mom's Touch'

หลังจากยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีใครเทียบได้ท่ามกลางแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก Mom's Touch จะรุกเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนในปีนี้ โดยต่อยอดความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์

ในการเข้าร่วมตลาดบริการอาหารในประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ Mom's Touch ได้ทำสัญญาแฟรนไชส์แบบตัวแทนกับ Mom's Touch Thailand Co., Ltd. เจ้าของคือ RS Group ซึ่งเป็นบริษัทบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จะทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการของบริษัท

จากการใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลักในการขยายสู่ภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากบริการส่งอาหารเติบโตอย่างรวดเร็ว Mom's Touch จึงตั้งเป้าที่จะยกระดับชื่อเสียงแบรนด์ไปยังระดับโลกด้วยความสามารถในการแข่งขันเบอร์เกอร์ไก่ที่แตกต่าง ซึ่งครองตลาดในเกาหลี

การมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยที่ชื่นชอบไก่ Mom’s Touch จะนำเสนอ 'เบอร์เกอร์สะโพกไก่' โดยมีก้อนสะโพกไก่ทอดชิ้นหนาเป็นเมนูหลัก และจะร่วมกับพันธมิตรเปิดตัวเมนูท้องถิ่นที่หลากหลายและเหมาะสำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่น ได้แก่ แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ และ เครื่องเคียง

Mom's Touch จะเปิดร้านสาขาแรกในไทยเร็ว ๆ นี้ด้วยแฟรนไชส์แบบตัวแทน เพื่อตอบรับผู้บริโภคในท้องถิ่น และตั้งใจที่จะเปิดร้าน 6 แห่งภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพและการรับรู้ในตลาดท้องถิ่นด้วยการทดสอบเมนูและบริการที่ปรับให้เหมาะสม นอกจากนี้บริษัทยังกำลังหารือเกี่ยวกับสัญญาแฟรนไชส์แบบตัวแทนกับพันธมิตรในหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนและตะวันออกกลางอีกด้วย

ผู้จัดการของ Mom’s Touch กล่าวว่า “เราก้าวขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมอาหารด้วยเบอร์เกอร์สะโพกไก่ ซึ่งเป็นราชาในตลาดเบอร์เกอร์ไก่ของเกาหลีและเป็นตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มเปลี่ยนตามเทรนด์ตลอดเวลา เราตั้งเป้าที่จะแสดงศักยภาพของ 'K-Burger' หรือเบอร์เกอร์เกาหลี โดยส่งต่อ DNA ความสำเร็จของเราไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแฮมเบอร์เกอร์ด้วยพลังของผลิตภัณฑ์และความรู้ความชำนาญในการดำเนินงานแฟรนไชส์ของเรา”

ติดต่อ:

MOM'S TOUCH&Co. 
Subin Yun 
+82 2 6933 7175 
subinyun3@momstouch.co.kr

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

แพลตฟอร์ม Around the World of Care ของ Hyatt แบ่งปันความคืบหน้าในด้านความมุ่งมั่นและความคิดริเริ่มทางสังคมและธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

Logo

ความคืบหน้านี้ ยังรวมถึงเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ในปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องสู่เป้าหมาย DE&I ปี 2568

ชิคาโก–(BUSINESS WIRE)–14 ก.ค. 2565

เพื่อแชร์ความคืบหน้าใน World of Care แพลตฟอร์มด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของบริษัท Hyatt Hotels Corporation (NYSE: H) ได้มีการเผยแพร่รายงาน 2021 World of Care Highlights กับรายงาน Diversity, Equity and Inclusion (DE&I) Report เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่  Hyatt กำลังสร้างความก้าวหน้าในด้านการดูแลโลก ผู้คน และธุรกิจต่าง ๆ

“การดูแลผู้คนเพื่อช่วยให้พวกเขาเป็นเวอร์ชันของตนที่ดีที่สุด คือแก่นแท้ของเรื่องราวของ Hyatt ตลอด 65 ปีที่ผ่านมา เราเต็มที่ในด้านความรับผิดชอบและการหาโอกาสในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสร้างโลกและอนาคตที่ยั่งยืนผ่านโครงการ World of Care” Margaret Egan รองประธานบริหารและที่ปรึกษาทั่วไปของ Hyatt กล่าว “ด้วยการมุ่งความสนใจไปที่การขับเคลื่อนความก้าวหน้าตามพันธกิจ ESG หลัก ๆ เช่น กรอบงานด้านสิ่งแวดล้อม และเป้าหมาย Change Starts Here เรากำลังรับผิดชอบต่อการดำเนินการและการสร้างความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรม สังคม และโลกของเรา”

Hyatt ส่งเสริมการมีแรงงานที่หลากหลาย

ตามรายงานของ DE&I ครั้งแรกของปีที่แล้ว ข้อมูลความหลากหลายของคนงาน หรือ workforce diversity data ในปี 2564 ของ Hyatt แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของคนผิวสีเพิ่มขึ้นทั่วภาคแรงงานในสหรัฐฯ ตลอดจนการเติบโตของเพื่อนร่วมงาน ผู้จัดการ และผู้นำในเกือบทุกสีผิวและทุกเชื้อชาติ ความมุ่งมั่นของ Hyatt ที่จะแบ่งปันความคืบหน้าเป็นประจำทุกปีทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่สำคัญในการวัดความก้าวหน้าไปสู่สภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เท่าเทียมกัน และครอบคลุมมากขึ้นสำหรับภาคแรงงาน

Hyatt ยังคงทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย DE&I ในปี 2568 ว่าด้วย ผู้ถูกว่าจ้าง ผู้ได้รับการสนับสนุน และผู้ร่วมทำงาน ซึ่งระบุไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญา Change Starts Here ทั้งนี้ ด้วยการมุ่งเน้นที่การพัฒนาตัวแทนผู้จำหน่ายที่หลากหลายในห่วงโซ่อุปทาน Hyatt ได้ต้อนรับซัพพลายเออร์ผิวดำรายใหม่จำนวน 220 รายในปี 2564 โดยมุ่งเน้นอย่างต่อเนื่องในการสร้างความก้าวหน้าจากการมองไปข้างหน้า ตัวอย่างเช่น Revival Baltimore ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ JdV by Hyatt ได้ทำงานร่วมกับ Black Acres Roastery เพื่อจัดหากาแฟให้กับห้องพักในโรงแรมและร้านกาแฟในสถานที่ทั้งหมด ส่วน 'Dashery และ Hyatt Centric The Pike Long Beach ก็เพิ่งได้ให้การต้อนรับโรงเบียร์ที่คนผิวสีเป็นเจ้าของอย่าง Crowns & Hops ณ Watercraft Lounge

“ที่ Hyatt เราเชื่อในพลังของการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ในการทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนอยู่บ้านไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในโลก เราพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะสะท้อนโลกที่เราห่วงใยด้วยทีมที่จะประสบความสำเร็จและเติบโตไปด้วยกัน” Malaika Myers ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของHyatt กล่าว “เพื่อให้วิสัยทัศน์ของเราก้าวไปสู่โลกแห่งความเข้าใจและความเอาใจใส่ เราต้องจัดลำดับความสำคัญของ DE&I ต่อไปในทุกมิติของธุรกิจของเรา และดำเนินการเพื่อสร้างความก้าวหน้าที่มีความหมายต่อเป้าหมายของเรา”

Hyatt ประกาศการบริจาคเพื่อเปิดตัวกองทุนผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์

ในความพยายามที่จะขยายงานต่อเนื่องของอุตสาหกรรมโรงแรมเพื่อสนับสนุนการการป้องกันการค้ามนุษย์และสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ มูลนิธิโรงแรม Hyatt ได้ประกาศบริจาคเงินจำนวน 500,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อเปิดตัว “กองทุน No Room for Trafficking Survivors Fund” โดยความร่วมมือกับ American Hotel & Lodging Association (AHLA) ด้วยการบริจาคและการสนับสนุนเพิ่มเติมจากอุตสาหกรรมนี้ กองทุน Survivors Fund จะจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับองค์กรในชุมชนในการมีส่วนร่วมและสนับสนุนผู้รอดชีวิต ตั้งแต่การสนับสนุนทางการเงินโดยตรงสำหรับความต้องการพื้นฐานระยะสั้น ไปจนถึงการสนับสนุนด้านอาชีพที่สามารถเสริมศักยภาพและเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับเส้นทางข้างหน้า

Hyatt ทำงานเพื่อส่งเสริมการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

Hyatt เร่งความพยายามในการมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นที่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์น้ำ ของเสีย และการหมุนเวียนของเสีย การจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ และจุดหมายปลายทางที่เจริญรุ่งเรือง

ในปี 2564 Hyatt ได้รับการอนุมัติจากโครงการ Science Based Targets Initiative (SBTi) เกี่ยวกับเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ในปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายของ Hyatt รวมไปถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 การมีส่วนร่วมกับซัพพลายเออร์หลักในการกำหนดเป้าหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ภายในปี 2568 และลดการปล่อยก๊าซในขอบเขตที่ 3 เพิ่มเติม

Hyatt ยังคงหมั่นเพียรในการส่งเสริมโครงการที่สนับสนุนความก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์พลังงาน เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ระบบอัตโนมัติในอาคาร การพิจารณาการออกแบบที่ยั่งยืน และอื่น ๆ อีกมากมาย การมุ่งเน้นอย่างต่อเนื่องที่สำคัญคือการเพิ่มจำนวนโรงแรมที่มีแผงโซลาร์เซลล์ในสถานที่ หรือใช้ไฟฟ้าหมุนเวียนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น Hyatt Regency อัมสเตอร์ดัม และ Hyatt Regency ฟีนิกซ์ ความพยายามในโครงการ ณ สถานที่ตั้ง อย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เช่น แล็บความยั่งยืน ที่ Alila Villas Uluwatu

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความพยายามและความคืบหน้า ESG ของ Hyatt โปรดไปที่ Hyatt.com/WorldofCare หรือที่ 2021 World of Care Highlights, 2021 DE&I Report กับที่ 2021 GRI Index

คำว่า “Hyatt” ใช้ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นไปเพื่อความสะดวกในการอ้างถึง Hyatt Hotels Corporation และ/หรือ บริษัทในเครือ

เกี่ยวกับ Hyatt Hotels Corporation

Hyatt Hotels Corporation ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในชิคาโก เป็นบริษัทด้านการบริการชั้นนำระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลผู้คนเพื่อให้พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดีที่สุด โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 กลุ่มบริษัทมีโรงแรมและที่พักแบบเพรียบพร้อมทุกอย่างมากกว่า 1,150 แห่ง ใน 71 ประเทศ ในหกทวีป ข้อเสนอของบริษัท รวมถึง Park Hyatt®, Miraval®, Grand Hyatt®, Alila®, Andaz®, The Unbound Collection by Hyatt®, Destination by Hyatt™, Hyatt Regency®, Hyatt®, Hyatt Ziva™, Hyatt Zilara™, Thompson Hotels®, Hyatt Centric®, Caption by Hyatt, JdV by Hyatt™, Hyatt House®, Hyatt Place®, UrCove และ Hyatt Residence Club® ตลอดจนแบรนด์รีสอร์ทและโรงแรมภายใต้ AMR™ Collection รวมถึง Secrets® Resorts & Spas, Dreams® Resorts & Spas, Breathless Resorts & Spas®, Zoëtry® Wellness & Spa Resorts, Vivid Hotels & Resorts®, Alua Hotels & Resorts® และ Sunscape® Resorts & Spas บริษัทในเครือของบริษัทดำเนินการโปรแกรมสมาชิก World of Hyatt®, ALG Vacations®, Unlimited Vacation Club®, บริการจัดการปลายทาง Amstar DMC และบริการเทคโนโลยี Trisept Solutions® ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hyatt.com.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20220713005967/en/

ติดต่ิด:

Megen DiSanto

megen.disanto@hyatt.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

การกลับมาของ Tommy Hilfiger สู่งาน New York Fashion Week

Logo

การเปิดตัว Tommy Hilfiger Fall 2022 ดึงดูดผู้ชมในการสำรวจแบรนด์ที่เชื่อมโยง IRL และการเชื่อมต่อเมตาเวิร์ส ในความต่อเนื่องของแพลตฟอร์ม “ดูเลย ซื้อเลย” หรือ “See Now, Buy Now” ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม

ประสบการณ์ของแบรนด์แบบเรียลไทม์ปรากฏบนภูมิทัศน์มัลติมีเดียที่มีพลังสูงที่ย้ายผู้เข้าร่วมจากงาน Brooklyn waterfront event ไปยังโลกแห่งเกม Roblox gaming world และเข้าสู่แนวคิด phygital เชิงพาณิชย์แบบใหม่ทั่วโลก

อัมสเตอร์ดัม–(BUSINESS WIRE)–14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

Tommy Hilfiger ซึ่งเป็นเจ้าของโดย PVH Corp. [NYSE: PVH] ประกาศการกลับมาที่งาน New York Fashion Week เป็นครั้งแรกในรอบสามปีด้วยงานรันเวย์เชิงประสบการณ์ที่จะเผยโฉมล่าสุด “See Now, Buy Now” คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2022 ในขณะที่ดึงดูดผู้ชมทั้งทางกายภาพและทางดิจิทัลเข้าสู่โลกของแบรนด์ที่มีชีวิตชีวา

เอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่:: https://www.businesswire.com/news/home/20220714005034/en/

Tommy Hilfiger (Photo: Business Wire)

Tommy Hilfiger (ภาพ: Business Wire)

โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน เวลา 19.00 น. ตามเวลาออมแสงตะวันออก (EDT) ประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟได้รับแรงบันดาลใจจากฉากสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใครของนิวยอร์ก ศูนย์กลางของผู้คนและวัฒนธรรมย่อย การปะทะกันของ lo-fi และ hi-tech และการผสมผสานของสไตล์และความคิดสร้างสรรค์ อบอวลไปด้วยบรรยากาศและความเคร่งขรึมของมหานครนิวยอร์กที่เป็นบ้านเกิดของแบรนด์ TOMMY HILFIGER ซึ่งงานนี้จะเชื่อมโยงผู้คนผ่านช่วงเวลาแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติในงานแสดง IRL ที่ Skyline Drive-In ใน Brooklyn และในการเปิดใช้งานเมตาเวิร์สแบบคู่ขนาน

“เมื่อนึกถึงสถานที่ที่จะกลับเข้าสู่แฟชั่นวีคของเรา หัวใจของฉันได้ไปสู่วัฒนธรรมอันสร้างสรรค์ที่โดดเด่นของนิวยอร์กในทันที” Tommy Hilfiger กล่าว “นี่คือจุดที่แฟชั่น ศิลปะ ดนตรี และความบันเทิงมารวมกันเมื่อฉันเริ่มเข้าสู่วงการนี้ครั้งแรก และทุกวันนี้ แนวทางนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันมีส่วนร่วมกับชุมชนอันล้ำสมัยที่สร้างประสบการณ์สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ฤดูกาลนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการปะทะกันของการเก็บประวัติแรงบันดาลใจที่ฉันโปรดปรานด้วยแนวคิดงานไลฟ์สดใหม่และโลกเสมือนจริง ซึ่งเป็นการแสดงออกที่สมบูรณ์แบบของสิ่งที่เรายืนหยัดในขณะที่เราแสดงความเคารพต่อรากเหง้าของเราด้วยการกลับมาที่งาน NYFW”

การเปิดตัวแบรนด์มัลติมีเดียที่เป็นนวัตกรรมจะทำให้ TOMMY HILFIGER คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2022 มีชีวิตชีวาขึ้น จากนิวยอร์กซิตี้สู่เมืองหลวงของยุโรปสู่เฉิงตู และสถานที่อื่น ๆ แนวคิดการค้าปลีกแบบใหม่ในร้านของ TOMMY HILFIGER ที่ได้รับการคัดเลือก และการเข้าซื้อกิจการกับพันธมิตรผู้ค้าส่งรายสำคัญทั่วโลกจะช่วยเสริมการแสดงสินค้าแบบ phygital ความร่วมมือกับผู้มีความสามารถระดับโลกจะเปิดตัวทั้งในและนอกรันเวย์ เพื่อเป็นเกียรติแก่รากฐานของ TOMMY HILFIGER

ในรายแรกของอุตสาหกรรม แคทวอล์ก “See Now, Buy Now” จะถูกสตรีมสดไปยังชุมชน Roblox ทั่วโลกที่มีผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคนต่อวัน พร้อมด้วยอวทาร์ที่แต่งกายใน TOMMY HILFIGER สไตล์ฤดูใบไม้ร่วงปี 2022 ซึ่งจะเข้าครอบครองเมืองเสมือนจริงที่รีมิกซ์ของนิวยอร์ก ทุกสไตล์ที่ฮิตบนรันเวย์แบบ physical จะสามารถซื้อได้ทั่วโลกผ่านแนวคิด “See Now, Buy Now” ของ Tommy Hilfiger รวมถึงผลิตภัณฑ์ดิจิทัลสุดพิเศษบน Roblox การเป็นพันธมิตรของแบรนด์กับแพลตฟอร์มลิขสิทธิ์ระดับโลกที่เปิดตัวในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องผ่านเฟสใหม่

เข้าร่วมการสนทนาบนโซเชียลมีเดียโดยใช้ #TommyHilfiger และ @TommyHilfiger

เกี่ยวกับ TOMMY HILFIGER

TOMMY HILFIGER เป็นหนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก โดยยกระดับจิตใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้บริโภคมาตั้งแต่พ.ศ. 2528 แบรนด์ได้สร้างสรรค์สไตล์ที่มีความโดดเด่นมีชีวิตชีวาที่มาบรรจบกันของความคลาสสิกและความแปลกใหม่ ซึ่งสร้างสรรค์ร่วมกับผู้ที่กำลังหล่อหลอมวัฒนธรรมรอบโลก TOMMY HILFIGER เฉลิมฉลองแก่นแท้ของสไตล์อเมริกันคลาสสิกด้วยความทันสมัย Tommy Hilfiger นำเสนอคุณภาพและความคุ้มค่าระดับพรีเมียมแก่ผู้บริโภคทั่วโลกภายใต้ไลฟ์สไตล์ของ TOMMY HILFIGER และ TOMMY JEANS ด้วยคอลเลกชันที่หลากหลาย เช่น ชุดกีฬา ยีนส์ เครื่องประดับ และรองเท้าสำหรับสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีและเด็ก Tommy Hilfiger มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อความยั่งยืนและการรวมความหลากหลาย

ยอดขายปลีกผลิตภัณฑ์ TOMMY HILFIGER ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 9.3 พันล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2564 และแบรนด์ขับเคลื่อนโดยพนักงานกว่า 16,000 รายทั่วโลก นำเสนอใน 100 ประเทศและร้านค้าปลีกมากกว่า 2,000 แห่ง รวมถึงร้าน flagship ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดที่ tommy.com  โดย PVH เข้าซื้อกิจการ Tommy Hilfiger ในปี พ.ศ. 2553 และยังคงดูแลแนวทางที่มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มความเกี่ยวข้อง การแสดงตน และการเติบโตในระยะยาวทั่วโลกของแบรนด์

เกี่ยวกับ PVH Corp.

PVH เป็นแพลตฟอร์มการเติบโตสำหรับ Calvin Klein และ TOMMY HILFIGER ด้วยการผลักดันความแข็งแกร่งและความเกี่ยวข้องของแบรนด์ เรากำลังเชื่อมโยงแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของเราให้ใกล้ชิดกับที่ที่ผู้บริโภคกำลังไปมากกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งในปัจจุบันและกับคนรุ่นอนาคต ด้วยค่านิยมของเราและเปิดใช้งานโดยขนาดและการเข้าถึงทั่วโลก เรากำลังขับเคลื่อนแฟชั่นไปข้างหน้าให้คงอยู่ถาวร เป็นทีมที่มีวิสัยทัศน์เดียวและแผนเดียว นั่นคือพลังของเรา นั่นคือพลังของ PVH+

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20220714005034/en/

ติดต่อ:

Tommy Hilfiger
Lyndsey Anderson
Senior Manager Global Communications & PR
Lyndsey.anderson@tommy.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

HappyFresh พลิกโฉมความสามารถของคลังสินค้าให้เป็นดิจิทัลด้วย Blue Yonder

Logo

บริษัทขายของชำออนไลน์ชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขับเคลื่อนโดย WMS ของ Blue Yonder

จาการ์ตา อินโดนีเซีย และสก็อตต์เดล รัฐแอริโซนา–(บิสิเนสไวร์)–16 พฤษภาคม 2565

พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปอันเป็นผลมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 โดยหลายคนเลือกที่จะจัดส่งแทน  เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริการ HappyFresh ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านร้านขายของชำออนไลน์ได้เปลี่ยนการดำเนินงานคลังสินค้าด้วยระบบดิจิทัลด้วยระบบการจัดการคลับสินค้า warehouse management system (WMS) ของ Blue Yonder

HappyFresh ตั้งเป้าที่จะทำให้การช็อปปิ้งสะดวกยิ่งขึ้นด้วยการส่งมอบทั้งของชำและของสดรอบเมืองในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง บริษัทมีกองขนส่งสินค้าของตนเองและพนักงานเลือกของชำจากศูนย์ที่อยู่ใกล้เคียงที่อยู่จัดส่งของลูกค้า  HappyFresh มีพนักงาน 544 คนทั่วประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย

HappyFresh กำลังมองหาการเร่งการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมทางดิจิทัลโดยปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในเชิงรุก ซึ่งรวมถึงระยะเวลาในการจัดส่งที่ยืดหยุ่น การจัดการคำสั่งซื้อที่กำหนดเอง และการตอบสนองแบบเรียลไทม์ และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสังคมมากขึ้น หุ้นส่วนการดำเนินงานของเราคือ Super Globalindo Viktoria (SGV) ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม eGrocery ที่นำประสบการณ์ เทคนิค การดำเนินงาน นวัตกรรม และการบูรณาการมาสู่การใช้งานด้วยทรัพยากรทีมในท้องถิ่นและบริการผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

HappyFresh เปิดตัว WMS ของ Blue Yonder ที่ศูนย์ร้านค้าแห่งแรกในปี 2564 และได้เริ่มเปิดตัวที่ศูนย์ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  HappyFresh จะเปิดตัวศูนย์เพิ่มเติมในปี 2022 รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าเพื่อรองรับศูนย์ในอินโดนีเซีย

ด้วย Blue Yonder นั้น HappyFresh สามารถ:

  • วัดผลอย่างต่อเนื่องและเพิ่มประสิทธิภาพรายการสั่งซื้อ ประหยัดเวลาสำหรับคำสั่งซื้อทั้งหมดและกระบวนการปฏิบัติตามเพื่อให้แน่ใจว่าตรงตามกรอบเวลาการจัดส่งหนึ่งชั่วโมง
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพในการรับสินค้าสำหรับผู้ปฏิบัติงานโดยปรับขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมเพื่อขจัดเวลาที่เสียไปและขั้นตอนที่ไม่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
  • ลดเวลาการเดินทางระหว่างงานโดให้ผู้ปฏิบัติงานเริ่มงานครั้งถัดไปเมื่อการมอบหมายงานก่อนหน้านี้สิ้นสุดลง แทนที่จะเดินกลับไปที่เริ่มต้น

“การสร้างกลยุทธ์ในการปฏิบัติตามคำสั่งซื้อที่มีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้กลายเป็นจุดสนใจที่สำคัญมากขึ้นสำหรับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความต้องการในการจัดส่งภายในหนึ่งชั่วโมง  นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในปัจจุบันและความท้าทายในการจ้างงานได้เพิ่มความจำเป็นในการปรับปรุงรายการสั่งซื้อในการรับสินค้า  Blue Yonder WMS ช่วยให้เราสามารถเรียกใช้วิธีการรับสินค้าที่หลากหลาย เช่นการรับสินค้าชิ้นด้วยและการรับสินค้าตามโซน ซึ่งช่วยให้เราเพิ่มความเร็วในการปฏิบัติตามข้อกำหนดและประสิทธิผลสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ท้าทายเหล่านี้” Mesut Keleş รองประธานอาวุโสฝ่ายซัพพลาย HappyFresh กล่าว

WMS ของ Blue Yonder ช่วยให้ HappyFresh จัดการการดำเนินการจัดการคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการจัดตารางและการรายงานแรงงานที่ดีขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและการดำเนินงานสิ่งอำนวยความสะดวกให้สูงสุด ตลอดจนความสามารถในการวางแผนและดำเนินการตามกระบวนการจัดการคลังสินค้าขายปลีก ทำให้พนักงานคลังสินค้าสามารถมองเห็นสินค้าคงคลังได้ดีขึ้น

“WMS ของเราทำให้ HappyFresh ได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อการขยายส่วนแบ่งการตลาดโดยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้พวกเขามีกำลังซื้อที่ดีขึ้นกับซัพพลายเออร์เนื่องจากปริมาณการสั่งซื้อที่มากขึ้นจะทำให้ราคาดีขึ้น  นอกจากนี้ การปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกพนักงานยังช่วยรักษาและดึงดูดผู้มีความสามารถที่ต้องการเพื่อให้เติบโต” Antonio Boccalandro ประธาน Blue Yonder ของ APAC กล่าว

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

Blue Yonder เกี่ยวกับ Blue Yonder

Blue Yonder เป็นผู้นำระดับโลกในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลและการปฏิบัติตามการค้าแบบ Omni-channel  แพลตฟอร์มอัจฉริยะแบบ end-to-end ของเราช่วยให้ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และผู้ให้บริการด้านลอจิสติกส์สามารถคาดการณ์ เปลี่ยนแปลง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างราบรื่น  ด้วย Blue Yonder คุณสามารถทำการตัดสินใจทางธุรกิจที่ทำกำไรได้โดยอัตโนมัติและให้ผลกำไรมากขึ้น ซึ่งให้การเติบโตที่มากขึ้นและประสบการณ์ของลูกค้า  Blue Yonder – เติมเต็มศักยภาพของคุณ blueyonder.com

“Blue Yonder” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Blue Yonder Group, Inc. ชื่อการค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใดๆ ที่อ้างถึงในเอกสารนี้โดยใช้ชื่อ “Blue Yonder” เป็นเครื่องหมายการค้าและ หรือทรัพย์สินของ Blue Yonder Group Inc. ชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั้งหมดอาจเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าจดทะเบียน หรือเครื่องหมายบริการของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20220515005030/en/

ติดต่อ:

Marina Renneke, APR, Corporate Communications Director (ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร)

Tel: +1 480-308-3037, marina.renneke@blueyonder.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

CWT แต่งตั้ง Patrick Andersen เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

Logo

มินนีแอโพลิส–(BUSINESS WIRE)–25 เมษายน 2565

CWT ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดการการเดินทางแบบการทำการค้าระหว่างธุรกิจทำกับธุรกิจด้วยกันสำหรับพนักงาน (B2B4E) ประกาศว่า Michelle McKinney Frymire ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในบริษัทแล้ว ในส่วนของกระบวนการวางแผนวางตำแหน่งระยะยาวของบริษัท โดยคณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้ง Patrick Andersen ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ให้เป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนต่อไป ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 นอกจากนี้เขาจะดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัทอีกด้วย

McKinney Frymire กล่าวว่า “การนำ CWT ผ่านช่วงวิกฤตดังกล่าวในการวิวัฒนาการถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” “เราประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดานี้ และดิฉันรู้สึกขอบคุณทีมงานทั่วโลกและลูกค้าของเราสำหรับความไว้วางใจและการเป็นพันธมิตรที่ให้การสนับสนุน ด้วยรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง CWT อยู่ในตำแหน่งที่จะเร่งแผนการเติบโต และดิฉันยินดีที่จะส่งงานต่อให้ Patrick”

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ Patrick จะทำหน้าที่เป็นซีอีโอคนต่อไปของเรา ด้วยผลงานที่โดดเด่นของเขาในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ และบทบาทความเป็นผู้นำระดับนานาชาติที่ CWT เป็นเวลา 13 ปี เขามีความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกกับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเรา และได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมผ่านการดูแลลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของเรา การขยาย RoomIt และเปิดตัวแพลตฟอร์มเทคโนโลยี myCWT China ที่ก้าวล้ำของเรา” Jim Abrahamson ประธานคณะกรรมการของ CWT กล่าว “ในนามของคณะกรรมการและเพื่อนร่วมงานทั่วโลกของเรา เราขอขอบคุณ Michelle สำหรับความช่วยเหลือมากมายของเธอตั้งแต่เธอเข้าร่วมบริษัทในปี 2562และขอให้เธอโชคดีในความพยายามครั้งต่อไป”

“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้นำ CWT ไปสู่การเติบโตขั้นต่อไป” Patrick Andersen กล่าว “เมื่อความต้องการเดินทางเพิ่มขึ้น CWT ก็อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะลงทุนและขยายความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและความสัมพันธ์ระดับโลก และที่สำคัญผมจะยังคงยึดมั่นในแกนหลักของเรา และหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารของเราและทีมงาน CWT เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีของเรา และเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริการการเดินทางและงานอีเวนต์ที่เรามอบให้กับลูกค้าทั่วโลก”

ก่อนดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ Mr. Andersen เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และก่อนหน้านั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งอเมริกา นับตั้งแต่ร่วมงานกับบริษัทในปี 2551 Mr. Andersen ได้จัดการและดูแลการริเริ่มที่กำหนดอุตสาหกรรมหลายอย่าง รวมถึงการเปิดตัว myCWT China การขยาย RoomIt โดย CWT และการพัฒนาข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยี GDS ระยะยาวที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เขามีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในด้านการเดินทางและโลจิสติกส์ทั่วโลก โดยมีบทบาทเป็นผู้นำระดับนานาชาติหลายตำแหน่งที่ Deutsche Post Worldwide และ DHL โดย Andersen ยังดำรงตำแหน่งสมาชิกที่ไม่ใช่ผู้บริหารของคณะกรรมการที่ Global Minnesota และ MNSNAP และอยู่ในคณะกรรมการผู้กำกับดูแลของ Carlson School of Management เขาศึกษาการจัดการที่ London Business School

เกี่ยวกับ CWT

CWT คือแพลตฟอร์มการจัดการการเดินทางแบบการทำการค้าระหว่างธุรกิจทำกับธุรกิจด้วยกันสำหรับพนักงาน (B2B4E) ซึ่งบริษัทและรัฐบาลต่างไว้วางใจให้ผู้คนเชื่อมต่อกัน ในทุกที่ ทุกเวลา ทุกเส้นทาง – ใน 6 ทวีป – บริษัทให้บริการลูกค้าและพนักงานด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีและประสบการณ์การเดินทางที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และไร้กังวัล

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20220424005089/en/

ติดต่อ:

Julian Walker
CorePr@mycwt.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

การประกวดออกแบบโลโก้และคำวลีสำหรับครบรอบ 50 ปี แห่งมิตรภาพและความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น

Logo

ปิดการรับสมัคร: 15 มิถุนายน 2565

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–11 เมษายน 2565

ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJC) ได้เปิดตัวแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์บนเว็บไซต์เพื่อรับใบสมัครสำหรับการประกวดการออกแบบโลโก้และคำวลีสำหรับฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์อาเซียน – ญี่ปุ่น ซึ่งจัดโดยรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่น (Governments of ASEAN Member States and Japan) โดยความร่วมมือกับสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) และ AJC การประกวดนี้เปิดให้ทุกชาติของประเทศสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่น ทั้งนี้ปิดการรับสมัครในวันพุธที่ 15 มิถุนายน 2565

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีเนื้อหามัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20220401005161/en/

The 50th Year of ASEAN-Japan Logo design and catchphrase contest flyer (Graphic: Business Wire)

ใบปลิวการประกวดการออกแบบโลโก้และคำวลีอาเซียน-ญี่ปุ่น ครบรอบ 50 ปี (กราฟิก: Business Wire)

ในปี 2566 นับเป็นการฉลองเพื่อเป็นการระลึกถึงครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น รัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่นจะเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของมิตรภาพและความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่นกับกิจกรรมฉลองและโครงการแลกเปลี่ยนที่หลากหลายในปี 2566 และยังสนับสนุนให้พลเมืองของตนเข้าร่วมในการเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ด้วย

ด้วยเหตุนี้การประกวดจึงจัดขึ้นเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเสนอแนวคิดในการออกแบบโลโก้และคำวลีที่สะท้อนถึงมิตรภาพและความร่วมมือครบรอบ 50 ปี

1. ภาพรวม – การประกวดการออกแบบโลโก้และคำวลี

(1)

คุณสมบัติ: การประกวดนี้เปิดให้ทุกชาติในประเทศสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่น

(2)

วิธีสมัคร: ส่งแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ AJC ตามลิงก์ด้านล่าง

https://www.asean.or.jp/en/ajc/50th-logo-catchphrase/

(3)

ปิดการรับสมัคร: วันพุธที่ 15 มิถุนายน 2565

(4)

การคัดเลือก: ผลงานจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากผู้จัดการประกวด ผู้ชนะเลิศจำนวนหนึ่งท่านและรองชนะเลิศจำนวนสองท่านสำหรับโลโก้และคำวลีจะถูกคัดเลือก

(5)

การประกาศผล: ผลการประกวดจะประกาศในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Post-Ministerial Conference) กับญี่ปุ่น และหลังจากนั้นจะเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการอาเซียนและ AJC ตามลำดับ

2. เงื่อนไขที่จำเป็น

  • ผู้สมัครแต่ละท่านอาจสมัครทั้งโลโก้และวลีหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ผู้สมัครแต่ละท่านสามารถส่งได้เพียงหนึ่งผลงานและถ้าปรากฎมีหลายผลงานจากผู้เข้าประกวดคนเดียวกันจะไม่ได้รับการพิจารณา
  • ผลงานจะไม่ถูกส่งกลับไปยังผู้สมัคร

3. สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

ผลงานควรเป็นผลงานที่ใหม่และยังไม่มีการเผยแพร่มาก่อน และเป็นต้นฉบับสำหรับการประกวดครบรอบ 50 ปีแห่งมิตรภาพและความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่นเท่านั้น สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาตรวจสอบแนวทางการสมัครที่มีอยู่ในหน้าเพจแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์ได้ที่: https://www.asean.or.jp/en/ajc/50th-logo-catchphrase/

4. การติดต่อสอบถาม

ศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Centre)
inquiries50th@asean.or.jp

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20220401005161/en/

ติดต่อ:

ASEAN-Japan Centre (AJC) PR Unit
Tomoko Miyauchi (MS)
URL: https://www.asean.or.jp/en/
TEL: +81-3-5402-8118
E-mail: toiawase_ga@asean.or.jp

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

SōRSE Technology เข้าสู่ตลาด CBD ของประเทศไทยด้วยการเป็นพันธมิตรพิเศษกับ Hempagoda

Logo

  • อิมัลชันที่ละลายน้ำได้ของ SōRSE Technology ที่ผลิตขึ้นสินค้าบรรจุภัณฑ์ของผู้บริโภคมีวางจำหน่ายในประเทศไทยผ่าน Hempagoda
  • SōRSE จะเป็นเทคโนโลยีอิมัลชัน cannabinoid และกัญชงที่ละลายน้ำได้จากสหรัฐฯตัวแรกของประเทศไทย
  • ความร่วมมือของ SōRSE/Hempogoda เป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ผลิตชาวไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีคุณภาพสูง และรสชาติที่ยอดเยี่ยมที่ขับเคลื่อนโดย SōRSE
  • แบรนด์ในปัจจุบันที่ขับเคลื่อนโดย SōRSE สามารถจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตนในประเทศไทยโดยร่วมมือกับ Hempagoda

ซีแอตเทิล–(บิสิเนสไวร์)–05 เม.ย. 2565

SōRSE Technology Corporation บริษัทเทคโนโลยีอิมัลชันชั้นนำที่ละลายน้ำได้สำหรับสินค้าบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ประกาศว่าบริษัทได้เข้าสู่ตลาดกัญชงและกัญชาในประเทศไทย  ปัจจุบัน SōRSE ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ในตลาดกว่า 100 รายการ  SōRSE ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Hempagoda เพื่อให้แพลตฟอร์ม SōRSE Technology พร้อมใช้งานในตลาดไทย  ในปี 2562 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ออกกฎหมายกัญชาสำหรับใช้ทางการแพทย์และการวิจัย เช่นเดียวกับกัญชงเพื่อการผลิตสิ่งทอ เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ  ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ประเทศไทยออกกฎหมายให้ใช้กัญชงและ CBD ในอาหารและเครื่องสำอาง และเมื่อต้นปีนี้ รัฐบาลได้นำกัญชงและกัญชาออกจากรายการสารควบคุม  ขั้นตอนเหล่านี้ได้สร้างโอกาสสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ผสมกัญชงและกัญชาในปี 2565

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20220405005298/en/

SōRSE VP of International Markets, Tim O'Neill; Hempagoda CEO, Vaughn Graham; SōRSE CEO, Howard Lee; and SōRSE EVP of Research & Technical Business Development, Michael Flemmens, at Cannabis Business Asia 2022. (Photo: Business Wire)

SōRSE VP of International Markets, Tim O'Neill; Hempagoda CEO, Vaughn Graham; SōRSE CEO, Howard Lee; และ SōRSE EVP of Research & Technical Business Development, Michael Flemmens, ที่ Cannabis Business Asia 2022. (ภาพ: บิสิเนสไวร์)

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา SōRSE ได้ขยายธุรกิจไปทั่วโลกในออสเตรเลีย แคนาดา สหภาพยุโรป ละตินอเมริกา สหราชอาณาจักร เอเชีย และแอฟริกาใต้  ข้อตกลงนี้ถือเป็นการที่ SōRSE ได้เข้าสู่ตลาดประเทศไทยและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อิมัลชันจะถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน 12,000 ตารางเมตรของ Hempagoda ในกรุงเทพฯ

Vaughn Graham ซีอีโอของ Hempagoda ให้ความเห็นว่า: “เนื่องจากประเทศไทยออกกฎหมายให้ใช้กัญชงและ CBD ในอาหารและเครื่องสำอาง จึงได้รับความสนใจมากมายจากทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสำหรับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสมกัญชา  เราเคยเห็นชาสมุนไพรพื้นฐานและผลิตภัณฑ์ 'ตลาดเริ่มต้น' อื่นๆ ในตลาดไทยมาแล้ว  ด้วยการเป็นพันธมิตรกับ SōRSE เรากำลังเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิตชาวไทยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครที่น่าตื่นเต้นและรสชาติที่ยอดเยี่ยมที่ขับเคลื่อนโดย SōRSE”

โซลูชันที่ละลายน้ำได้ของ SōRSE เปิดตัวที่ Cannabis Business Asia 2022 เมื่อวันที่ 23 และ 24 มีนาคมที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นงานชั้นนำด้านการพัฒนาตลาดกัญชงและกัญชาทางการแพทย์ในเอเชีย  Tim O'Neill รองประธานฝ่ายตลาดต่างประเทศของ SōRSE และ Vaughn Graham ซีอีโอของ Hempagoda ได้นำเสนอในการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคมในหัวข้อ “วิธีการรวม Cannabinoids เข้ากับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคปลายทาง”

Howard Lee ซีอีโอของ SōRSE ให้ความเห็นว่า “การเป็นหุ้นส่วนครั้งนี้เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับทั้งบริษัทและพันธมิตรของเราในการขยายเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาคสำหรับผลิตภัณฑ์ผสมกัญชงและกัญชา ประเทศไทยกำลังปูทางให้ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียได้พิจารณาถึงประโยชน์ของการมีผลิตภัณฑ์กัญชงและกัญชาสำหรับผู้บริโภค  เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะเป็นบริษัทอเมริกันแห่งแรกที่มีสินค้าออกสู่ตลาดไทย โดยเป็นข้อพิสูจน์ถึงการทำงานหนักทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติดีและปลอดภัย”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดในประเทศไทย ติดต่อ SōRSE ได้ที่นี่

เกี่ยวกับ SōRSE Technology

SōRSE Technology เป็นเทคโนโลยีอิมัลชันที่ละลายน้ำได้ชั้นนำสำหรับการผสมส่วนผสมที่มีประโยชน์ในเครื่องดื่ม อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สำอาง  SōRSE ออกแบบมาเพื่อสร้างส่วนผสมที่ทำงานจากน้ำมันที่ละลายน้ำได้เพื่อการผสานที่เรียบง่ายและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ยังให้ประสบการณ์ที่สม่ำเสมอ ปลอดภัย และสนุกสนานแก่ผู้บริโภค  ด้วยทีม R&D และทีมปฏิบัติการกว่า 30 คน SōRSE เป็นผู้ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ชั้นนำมากกว่า 100 รายการ รวมถึง Cann, Jones Soda, Mad Tasty, Aprch และ Major.  SōRSE Technology มีจำหน่ายในอเมริกาเหนือ แอฟริกาใต้ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย ยุโรป และเอเชีย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ www.sorsetech.com

เกี่ยวกับ HEMPAGODA

บริษัท Hempagoda ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย เป็นธุรกิจกัญชาแบบบูรณาการในแนวตั้ง  กิจกรรมทางธุรกิจ ได้แก่ การเพาะปลูก สกัด การผลิตส่วนผสม CPG ที่มีมูลค่าเพิ่ม และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่น่าตื่นเต้น ตลอดจนการขายและการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ  การเพาะปลูกรวมถึงสัญญาการทำฟาร์มร่วมกับเกษตรกรชาวไทย ตลอดจนพื้นที่ปลูกและผลิตในที่ร่มขนาด 12,000 ตารางเมตรในกรุงเทพฯ  ผลิตภัณฑ์โดย Hempagoda ที่จะวางจำหน่ายในปี 2565 ได้แก่

  • เครื่องดื่ม อาหาร และยาทาที่ผสมกัญชาและรูปแบบอื่นๆ
  • แป้ง
  • ชีวมวล
  • สารสกัดคุณภาพสูง
  • อิมัลชันที่ละลายน้ำได้ของ SōRSE

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ www.hempagoda.com

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20220405005298/en/

ติดต่อ:

SōRSE Technology
Tim O'Neill
VP of International Markets
Tim@sorsetech.com

Hempagoda
Vaughn Graham
CEO และผู้ก่อตั้ง Hempagoda
vaughn@hempagoda.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Texas Chicken™ Malaysia ได้รับรางวัล Silver Putra Brand Award เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

Logo

แบรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วภาคภูมิใจในการยอมรับจากผู้บริโภคด้านบริการคุณภาพสูงที่ไม่สิ้นสุด

แอตแลนตา–(บิสิเนสไวร์)–30 มี.ค. 2565

Texas Chicken™ หนึ่งในเครือข่ายร้านอาหารขายไก่จานด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า Texas Chicken (Malaysia) SDN BHD ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Envictus International Holdings Limited ได้รับรางวัล Silver Award ในมาเลเซีย ในหมวด “ร้านอาหารและฟาสต์ฟู้ด” ในงาน ประกาศรางวัล Putra Brand Awards ซึ่งเป็นองค์กรอุตสาหกรรมที่ยกย่องแบรนด์สำหรับความมุ่งมั่นอันยอดเยี่ยมของลูกค้า เป็นปีที่สองติดต่อกัน หรือที่เรียกว่า “รางวัล People's Choice”  ผู้ชนะจะถูกกำหนดโดยผู้บริโภคชาวมาเลเซียที่โหวตให้แบรนด์ที่พวกเขาชื่นชอบผ่านการสำรวจออนไลน์  การได้รับการยอมรับอันทรงเกียรตินี้เป็นแรงผลักดันที่ดีให้กับแบรนด์ในขณะที่พยายามยกระดับประสบการณ์ร้านอาหารที่ให้บริการรวดเร็วและเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญที่ 100 ของ Texas Chicken™ ก่อนสิ้นปี 2022 และวันครบรอบ 10 ปีในมาเลเซียที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคมปีหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีเนื้อหามัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20220323005007/en/

โดยก้าวไปข้างหน้าในช่วงการฟื้นตัวทั่วโลก Texas Chicken™ ได้รับคำชมอย่างกระตือรือร้นจากผู้บริโภคสำหรับบริการที่สม่ำเสมอและไม่มีใครเทียบได้  อาหารคุณภาพเสิร์ฟในร้านอาหาร 85 แห่งทั่วมาเลเซีย ความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันสิ้นสุดในการจัดหาอาหารรสชาติเยี่ยมและประสบการณ์การรับประทานอาหารอย่างรวดเร็วในบรรยากาศสบาย ๆ และเพื่อได้รับการชื่นชมจากแขกที่มาใช้บริการบ่อยๆ เช่น Tender Strips®  ปิ้งมือและห่อขนมปัง  ไก่ดั้งเดิมและรสเผ็ดที่สดและกรอบ Mexicana Burger and Wrap บิสกิตเนยน้ำผึ้งที่ทำจากมือและเครื่องเคียงที่อร่อยมากมาย

“ถือเป็นเกียรติอย่างเหลือเชื่อสำหรับ Texas Chicken™ ที่จะได้รับรางวัล Silver Putra Brand Award และเราขอยกย่อง Envictus ในความมุ่งมั่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” Russ Sumrall รองประธานอาวุโสฝ่ายการพัฒนายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ กล่าว “ในขณะที่เราขยายธุรกิจไปทั่วโลก เราจะยังคงรับฟังลูกค้าของเราและมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ทั้งที่นี่และทั่วโลก”

ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตและเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของผู้บริโภคต่อไป แบรนด์จึงได้ริเริ่มโครงการริเริ่มหลายอย่าง เช่น การเพิ่มจำนวนร้านอาหารที่ขับรถรับออเดอร์ได้ ขยายบริการจัดส่งอาหาร และเสนอข้อเสนอพิเศษตลอดจนการเพิ่มนวัตกรรมในเมนู เช่น Fire Dragon Burger ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากและรวบรวมกระแสโซเชียลและทำลายประมาณการยอดขายเบื้องต้น

“ในฐานะแบรนด์ที่ค่อนข้างใหม่ในกลุ่มร้านอาหารที่มีการแข่งขันสูงในมาเลเซีย การได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในร้านอาหารชั้นนำในประเทศถือเป็นความสำเร็จที่เหลือเชื่ออย่างแท้จริง สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่ารสชาติเท็กซัสในตำนานนั้นโดนใจผู้บริโภคในท้องถิ่น เนื่องจากพวกเขาได้ให้คะแนนความเชื่อมั่นแก่เรา” Dato' Jaya Tan ประธานกรรมการบริหารของ Envictus กล่าว “เราน้อมรับความท้าทายในการสร้างความตื่นเต้นสำหรับแขกที่กระหายความหลากหลายและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร ในขณะที่พึ่งพามรดกอันล้ำลึกของแบรนด์ Texas Chicken ซึ่งบ่งบอกถึงบริการแท้จริงและรสชาติที่เข้มข้น”

Texas Chicken™ แห่งแรกของมาเลเซีย เปิดตัวในปี 2013 และแบรนด์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะนำรสชาติเท็กซัสในตำนานมาสู่สถานที่ใหม่ๆ มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มอบโอกาสในการเติบโตในสายงานและอาชีพ Sumrall กล่าวเสริมว่า “ธุรกิจ Texas Chicken ของเราในมาเลเซียเป็นตัวแทนที่ยอดเยี่ยมสำหรับแบรนด์ของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการขยาย Texas Chicken ไปยังจีน ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และอีกมากมาย!”

เกี่ยวกับ Church's Texas Chicken® / Texas Chicken™

ก่อตั้งขึ้นใน San Antonio, TX ในปี 1952 โดย George W. Church, Church's Chicken พร้อมด้วยแบรนด์ในเครือของ Texas Chicken และ Church’s Texas Chicken นอกสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในเครือข่ายร้านอาหารไก่จานด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก  แบรนด์ที่เชี่ยวชาญด้านไก่ออริจินัลและสไปซี่ที่ปรุงสดใหม่ตลอดทั้งวันและขนมปังสองชั้น Tender Strips® แซนวิช บิสกิตเนยน้ำผึ้งที่ทำขึ้นเองและอบสดใหม่ และสไตล์โฮมเมดคลาสสิก ทั้งหมดในราคาที่คุ้มค่า  Church’s Chicken, Texas Chicken และ Church’s Texas Chicken มีสถานที่ตั้งมากกว่า 1,500 แห่งใน 26 ประเทศและตลาดทั่วโลกและยอดขายทั้งระบบมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์  สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ  Texas Chicken® หรือ Church’s Texas Chicken โปรดไปที่ churchstexaschicken.com และ texaschicken.com

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20220323005007/en/

สื่อ:
Marie Espinel
+1 917-846-9456
mespinel@lakpr.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

โครงการ Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ครั้งที่ 4 เรียกร้องให้ผู้ประกอบการทางสังคมเร่งสร้างการยอมรับความแตกต่างในวงการแฟชัน

Logo

โครงการนี้เชิญชวนผู้ประกอบการทางสังคมจากชุมชนที่ถูกมองข้ามในอดีตมาแบ่งปันความคิดสร้างสรรค์เพื่อรับโอกาสการสนับสนุนด้านเงินทุนและคำปรึกษา

อัมสเตอร์ดัม–(BUSINESS WIRE)–28 มีนาคม 2565

Tommy Hilfiger ซึ่งเป็นเจ้าของโดย PVH Corp. [NYSE: PVH] มีความยินดีที่จะประกาศเปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขันใน โครงการ Tommy HilfigerFashion Frontier Challenge ครั้งที่ 4 โครงการระดับโลกนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนของ Tommy Hilfiger ในเรื่องการไม่สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์และการเปิดรับทุกคน หรือ Waste Nothing and Welcome All โดยขยายและสนับสนุนเสียงจากผู้คนใหม่ ๆ ในวงการผู้ประกอบการทางสังคมที่กำลังสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตและปรับใช้งานได้เพื่อสร้างอนาคตของแฟชันที่ยอมรับความแตกต่างมากขึ้น

เอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20220328005210/en/

Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge 3rd Edition Finale Event (Photo: Business Wire)

งานรอบสุดท้ายของโครงการ Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ครั้งที่ 3 (ภาพ: Business Wire)

เพื่อให้สอดคล้องกับพันธะสัญญาของ Tommy Hilfiger ที่มีต่อความแตกต่าง ความหลากหลาย และการรับรู้ถึงช่องว่างด้านความเสมอภาคและโอกาสที่เท่าเทียมกัน ผู้คนจากชุมชนที่ถูกมองข้ามในอดีต ได้แก่ คนผิวสี ชนพื้นเมือง ผู้คนผิวหลากสี (BIPOC) ผู้ทุพพลภาพ และผู้หญิง จึงได้รับการแนะนำให้สมัครโครงการในปีนี้ โดยสามารถส่งใบสมัครได้ภายในวันที่ 29 เมษายน 2565 ผ่านเว็บไซต์ https://platform.younoodle.com/competition/th_fashion_frontier_challenge_2022

Tommy Hilfiger กล่าวว่า “โครงการ Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมผู้ประกอบการจากทุกสาขาอาชีพ ความรู้ด้านการลงทุน และทรัพยากรเพื่อให้พวกเขาได้ปลดล็อกพลังพิเศษด้านนวัตกรรม ในฐานะผู้ประกอบการ ผมต้องการสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่รวมความแตกต่างของทุกคนไว้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นปรัชญาที่จะถ่ายทอดสดผ่านโครงการนี้ ผมเชื่อจริง ๆ ว่าการร่วมมือกันจะทำให้เราสามารถขับเคลื่อนอนาคตของการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าและยั่งยืนได้”

รางวัลต่อไปนี้จะมอบให้กับผู้ชนะเพื่อสนับสนุนแนวคิดทางธุรกิจของพวกเขา:

  • เงินรางวัลรวม 200,000 ยูโร โดยแบ่งระหว่างผู้ชนะสองคน
  • เงินรางวัลเพิ่มเติม 15,000 ยูโรสำหรับผู้ที่ได้รับเลือกจากการโหวตของผู้ชม หรือ Audience's Favorite Vote
  • คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกของ Tommy Hilfiger
  • คำปรึกษาและหลักสูตร INSEAD ตลอดทั้งปี

Tommy Hilfiger กำลังเชิญชวนแฟน ๆ ของแบรนด์ให้เข้าร่วมโครงการในช่วงแรกในฐานะผู้ตัดสินผ่านทางดิจิทัล โดยพวกเขาจะช่วยคัดเลือกใบสมัครให้เหลือเพียง 50 อันดับแรก ผู้สมัครที่สนใจสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2565 ผ่านเว็บไซต์ https://platform.younoodle.com/competition/consumer_vote_tommy_hilfiger_fashion_frontier_challenge_2022.

ผู้สมัคร 50 อันดับแรกจะถูกคัดเลือกให้เหลือผู้เข้ารอบ 6 คนผ่านขั้นตอนภายใน ผู้เข้ารอบสุดท้ายแต่ละคนจะได้รับเชิญให้พัฒนาแผนธุรกิจของตนต่อไปด้วยการสนับสนุนจาก Tommy Hilfiger และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกก่อนการแข่งขันรอบสุดท้าย ด้วยการฝึกอบรมจากโค้ชสนามที่มีประสบการณ์ ผู้เข้ารอบสุดท้ายแต่ละคนจะนำเสนอแนวคิดต่อคณะกรรมการตัดสินและผู้ชมที่เป็นพนักงานของ Tommy Hilfiger ที่งาน Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge รอบสุดท้ายทั่วโลกในช่วงต้นปี 2566

Martijn Hagman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tommy Hilfiger Global และ PVH Europe กล่าวว่า “ที่ Tommy Hilfiger เราต้องการทำงานร่วมกับชุมชนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม การยอมรับความแตกต่าง และความหลากหลายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ในการจัดการแข่งขัน Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ครั้งที่ 4 นี้ เราตั้งตารอที่จะได้เห็นแนวคิดที่จะออกมาสนับสนุนชุมชนและช่วยสร้างอนาคตของแฟชัน”

นับตั้งแต่การริเริ่มโครงการในปี 2018, Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge ได้มอบรางวัลมูลค่า 550,000 ยูโร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทั่วโลกในการนำความคิดสร้างสรรค์มาสู่ชีวิต เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงชุมชนได้อย่างแท้จริง ผู้ชนะรุ่นที่ 3 ได้แก่ Lalaland ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มจากประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างแบบจำลองสังเคราะห์ที่ปรับแต่งและรวบรวมความแตกต่างของชาติพันธุ์ต่าง ๆ และ UZURI K&Y ซึ่งเป็นแบรนด์รองเท้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากประเทศรวันดาซึ่งใช้ยางรถยนต์รีไซเคิลจากภูมิภาคในทวีปแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา และจ้างงานเยาวชนในท้องถิ่น Clothes to Good ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคมในแอฟริกาใต้ที่สร้างงานและโอกาสทางธุรกิจขนาดเล็กสำหรับคนพิการผ่านการรีไซเคิลเสื้อผ้าสิ่งทอได้รับการโหวตจากผู้ชม หรือ Audience Favorite ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางความยั่งยืนของ Tommy Hilfiger ซึ่งขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ Forward Fashion ของ PVH สามารถดูได้ที่ https://global.tommy.com/en_int/about-us-corporate-sustainability.

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tommy Hilfiger Fashion Frontier Challenge รวมถึงวิธีการสมัครได้ที่นี่: https://responsibility.pvh.com/tommy/fashion-frontier-challenge/

เชิญเพื่อนและผู้ติดตามของแบรนด์เข้าร่วมการสนทนาบนโซเชียลมีเดียโดยใช้ #TommyHilfiger และ @TommyHilfiger

เกี่ยวกับ Tommy Hilfiger 

TOMMY HILFIGER เป็นหนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก โดยยกระดับจิตใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้บริโภคมาตั้งแต่ปี 2528 โดยผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับสิ่งใหม่เพื่อสร้างความสดใสให้กับอนาคต แบรนด์ได้ผสมผสานการแต่งตัวสไตล์เพรพพี้กับอเมริกานาเฮอริเทจด้วยมุมมองที่สดใหม่จากวัฒนธรรมป๊อปเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และคอลเลกชันที่น่าจดจำ ภายใต้วิสัยทัศน์ของ Mr. Hilfiger นั้น TOMMY HILFIGER ได้รวบรวมการเปลี่ยนแปลงที่สนุกสนานและจำเป็นในการขับเคลื่อนประสบการณ์ผู้บริโภคที่ดื่มด่ำและสร้างสรรค์ หัวใจของแบรนด์คือวิสัยทัศน์ Waste Nothing และ Welcome All ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อความยั่งยืน การยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลาย และวงจรที่ขับเคลื่อนทีมเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแฟชันที่ดีขึ้น

ยอดขายปลีกผลิตภัณฑ์ TOMMY HILFIGER ทั่วโลกอยู่ที่เกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของ TOMMY HILFIGER และ TOMMY JEANS ประกอบด้วยคอลเลกชั่นของสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี และเด็ก รองเท้าและเครื่องประดับ เครื่องสำอาง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น แว่นตา นาฬิกา และน้ำหอม Tommy Hilfiger Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ PVH Corp. ขับเคลื่อนจากพนักงานกว่า 16,000 คนทั่วโลก โดยมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางครอบคลุม 100 ประเทศและร้านค้าปลีกมากกว่า 2,000 แห่ง รวมถึงร้านเรือธงระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดที่ tommy.com

เกี่ยวกับ PVH Corp

PVH เป็นหนึ่งในบริษัทแฟชันที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก โดยเชื่อมต่อกับผู้บริโภคในกว่า 40 ประเทศ แบรนด์ระดับโลกที่โดดเด่นของเรา ได้แก่ Calvin Klein และ TOMMY HILFIGER ประวัติ 140 ปีของเราสร้างขึ้นจากความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทีมงาน และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนแฟชันไปข้างหน้าให้ดี นั่นคือพลังของเรา นั่นคือพลังของ PVH

ติดตามเราได้ทาง FacebookInstagramTwitter และ Linkedin

ดูเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20220328005210/en/

ติดต่อ:

Tommy Hilfiger 
Virginia Ritchie 
รองประธานฝ่ายสื่อสารทั่วโลก
อีเมล: virginia.ritchie@tommy.com 
โทร: +31 6 4318 4870

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย