Category Archives: Technology

ธุรกิจยังคงดำเนินการตามปกติที่ศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ท่ามกลาง COVID-19

Logo

ศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ในเซินเจิ้นสามารถรักษาการผลิตได้ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19  ความยืดหยุ่นที่มีอยู่ในศูนย์ทำให้ Hytera สามารถผลิตหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งเพื่อช่วยชดเชยการขาดแคลนทั่วโลกที่เกิดจากไวรัส

เซินเจิ้น จีน–(บิสิเนสไวร์)–3 เมษายน 2563

Hytera Communications ผู้ให้บริการระบบการสื่อสารเอกชนระดับมืออาชีพได้รักษาระบบการผลิตได้ตามปกติท่ามกลางการหยุดชะงักของการผลิตทั่วโลกจากการระบาดของ COVID-19 เนื่องจากได้ลงทุนในระบบผลิตและซัพพลายเชน

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20200324005461/en/

Hytera's intelligent manufacturing center stays business as usual (Photo: Business Wire)

ศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ (รูปภาพ: บิสิเนสไวร์)

สาเหตุสำคัญของความสามารถการผลิตนี้เป็นเพราะศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ในเมืองเซินเจิ้น
ประเทศจีน ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติขั้นสูง

ระบบการผลิตอัจฉริยะก่อให้เกิดกระบวนการผลิตและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นและคล่องตัว  ทางศูนย์ได้ออกแบบระบบการผลิตและการจัดการอัจฉริยะ การจ่ายงานแบบอัตโนมัติ การประกอบและการทดสอบการทำงานเพื่อรับประกันความแม่นยำในการผลิตและประสิทธิภาพในระดับสูง สิ่งเหล่านี้ยังได้รับการเอื้ออำนวยจากระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติและความสามารถในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์จากระยะไกล

หัวใจสำคัญของระบบการผลิตอัจฉริยะของ Hytera คือการผลิตที่ยืดหยุ่นซึ่งใช้ระบบการดำเนินการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบการผลิตมีความยืดหยุ่นจนสามารถปรับโครงสร้างใหม่เพื่อผลิตสินค้าที่แตกต่างกันมากมาย จึงมั่นใจได้ว่าสามารถตอบสนองต่อตลาดที่เปลี่ยนแปลงและความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

Hytera เริ่มใช้ระบบการผลิตอัจฉริยะที่ศูนย์เซินเจิ้นตั้งแต่ปี 2556  เพื่อตอบสนองความต้องการการผลิต รวมถึงการปรับแต่งวงจรการส่งมอบและความเสถียรของผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่คุณภาพสูงเช่นวิทยุสื่อสารสองทาง

ขณะนี้ บริษัทมีสายการผลิตอัจฉริยะมากกว่า 10 ไลน์การผลิต  ในปี 2562 Hytera ก้าวหน้าด้วยการพัฒนาการผลิตอัจฉริยะโดยกระบวนการผลิตอัจฉริยะได้เข้ายุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีนี้  ในอีก 5 ปีข้างหน้าหนึ่งในเป้าหมายหลักของ Hytera คือการปรับปุรงกระบวนการผลิตทั้งหมดเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานการผลิตแบบ 'อัจฉริยะ'

นอกจากนี้ โรงงานผลิตอัจฉริยะของ Hytera ในเซินเจิ้นมีระบบคลังสินค้าอัจฉริยะและระบบโลจิสติกส์  หนึ่งในซัพพลายเชนที่สำคัญของโลกคือศูนย์การผลิต Hytera ในซาราโกซา ประเทศสเปนซึ่งเน้นระบบปรับแต่งตามความต้องการเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าในยุโรปและอเมริกา

ความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิตอัจฉริยะของ Hytera ทำให้บริษัทสามารถเปลี่ยนสายการผลิตบางส่วนผลิตหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งเพื่อช่วยต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนทั่วโลกที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19

การผลิตหน้ากากได้เริ่มต้นในต้นเดือนกุมภาพันธ์และได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้ผลิตได้จำนวนมาก  หน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งของ Hytera มีวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก

Hytera ได้ตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19 ในทางอื่นเช่นกัน โดยได้จัดตั้งทีมช่วยเหลือฉุกเฉินระดับชาติและได้ติดต่อกับคณะกรรมการสุขภาพ แผนกป้องกันและควบคุม สถาบันการแพทย์ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั่วประเทศจีนเพื่อช่วยสนับสนุนทุกด้านและได้บริจาคอุปกรณ์ ให้การสนับสนุนด้านการสื่อสารและบริการภาคสนาม  บริษัทได้บริจาคอุปกรณ์สื่อสารกว่า 3,000 เครื่องทั่วประเทศเพื่อสนองเป้าหมายความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

การพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะเป็นหนึ่งในผลลัพธ์หลักของกลยุทธ์ Hytera ในการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  บริษัทได้ลงทุน 15% ของรายได้ประจำปีในด้านให้กับการวิจัยและพัฒนาและมีสิทธิบัตร 2,342 ฉบับทั่วโลก  พนักงานประมาณ 40% เป็นวิศวกรการวิจัยและพัฒนาโดย 80% จบการศึกษาระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200324005461/en/

ดูคลังภาพ/มัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/52193415/en

ติดต่อ:

Shaowa Cai
Shaowa.cai@hytera.com

เผยรูปแบบการรักษาโควิดและบริบทของการระบาด จากการศึกษาที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ใหญ่ที่สุดโดยแพทย์ 6,200 รายจากหลายประเทศ

Logo

Sermo รายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Hydroxychloroquine มาตรการป้องกันโรคที่เพิ่มขึ้น และเผยว่ากว่า 80% คาดว่าจะเกิดการระบาดครั้งที่ 2

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–02 เม.ย. 2563

ความสับสนอย่างกว้างขวาง รายงานที่ขัดแย้งกัน กระบวนการตรวจโรคที่ไม่สอดคล้อง และการใช้ยาที่ไม่ได้รับการรับรองทั้งยาปัจจุบันและยาทดลองทำให้ไม่สามารถสรุปข้อมูลจากแนวหน้าได้เป็นแหล่งเดียว  เพื่อสร้างฐานความรู้ที่เป็นศูนย์กลางและคล่องแคล่ว Sermo บริษัทแบบสำรวจด้านสุขภาพและแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดได้เผยแพร่ผลการศึกษา COVID-19 จากแพทย์กว่า 6,200 คนใน 30 ประเทศ  การศึกษาได้เสร็จสมบูรณ์ในเวลาสามวัน  ข้อมูลที่ได้มานั้นครอบคลุมแนวทางการรักษาและการป้องกันโรคที่มีในปัจจุบัน เวลาในการระบาดสูงสุด ทางเลือกด้านจริยธรรม ประสิทธิผลของนโยบายของรัฐบาล และอีกมากมาย  ทาง Sermo จะทำการศึกษาเพิ่มเติมในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า โดยจะเจาะลึกเกี่ยวกับแนวทางการรักษา  อ่านผลการศึกษาและข้อมูลประเทศต่างๆ ได้ที่ sermo.com

สรุปประเด็นผลการศึกษา Sermo Real Time Barometer *:

การรักษาและประสิทธิผล

  • ยาที่แพทย์สั่งให้กับคนไข้ COVID-19 มากที่สุดคือ ยาแก้ปวด 56% Azithromycin 41% และ Hydroxychloroquine 33%
  • มีการสั่งยา Hydroxychloroquine ในสเปน 72% อิตาลี 49% บราซิล 41% เม็กซิโก 39% ฝรั่งเศส 28% สหรัฐอเมริกา 23% เยอรมนี 17% แคนาดา 16% สหราชอาณาจักรและ 13% และญี่ปุ่ 7%
  • โดยรวมแล้วผู้รักษา COVID-19 เลือกยา Hydroxychloroquine เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจากตัวเลือก 15 รายการ (ผู้รักษา COVID-19 37%)
    • ในสเปน 75% อิตาลี 53% จีน 44% บราซิล 43% ฝรั่งเศส 29% สหรัฐอเมริกา 23% และสหราชอาณาจักร 13%
  • การจ่ายยา Hydroxychloroquine ที่พบบ่อยที่สุดคือ:
    • (38%) 400 มก. สองครั้งในวันแรก ตามด้วย 400 มก. ทุกวันเป็นเวลาห้าวัน
    • (26%) 400 มก. สองครั้งในวันแรก ตามด้วย 200 มก. ทุกวันเป็นเวลาสี่วัน
  • นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาได้มีการใช้ Hydroxychloroquine กับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการไม่รุนแรงจนถึงรุนแรงอย่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกานิยมใช้มากที่สุดกับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูง
  • แพทย์ 19% ทั่วโลกเคยสั่งหรือเคยเห็นการสั่งยา Hydroxychloroquine ให้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อใช้ในการป้องกัน และ 8% สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำ

การระบาดครั้งที่สอง

  • แพทย์ทั่วโลก 83% คาดว่าจะมีการระบาดทั่วโลกเป็นครั้งที่สอง โดยแพทย์สหรัฐ 90% คาดว่าจะเกิดขึ้น ในขณะที่แพทย์จีนเพียง 50% คาดว่าจะเกิดขึ้น

เวลาเฉลี่ยในการตรวจพบโรค

  • การตรวจพบในสหรัฐอเมริกาใช้เวลาเฉลี่ย 4-5 วันและ  10% ต้องรอนานกว่า 7 วัน
  • แพทย์สหรัฐอเมริกา 14% และแพทย์ยุโรปและญี่ปุ่นมากกว่า 50% รายงานว่าได้รับผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมง  ในประเทศจีนแพทย์ 73% ได้รับผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมงในขณะที่ 8% ได้รับผลตรวจภายในหนึ่งชั่วโมง

จัดลำดับความสำคัญในกรณีเครื่องช่วยหายใจขาดแคลน

  • ในทุกประเทศยกเว้นจีน เกณฑ์สูงสุดสำหรับการตัดสินใจว่าใครควรได้รับเครื่องช่วยหายใจอันดับแรกคือผู้ป่วยที่มีสิทธิหายมากที่สุด (47%) ตามด้วยผู้ที่ป่วยมากที่สุดและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงที่สุด (21%) ตามด้วยบุคลากรด่านหน้า (15%)
    • ในประเทศจีนลำดับความสำคัญนั้นเป็นตรงข้าม โดยผู้ที่ป่วยมากที่สุดและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงที่สุดจะได้รับเครื่องช่วยหายใจเป็นลำดับแรก
  • สหรัฐอเมริกาจัดลำดับบุคลากรด่านหน้าให้สำคัญที่สุด
  • ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอิตาลีจัดลำดับความสำคัญตามอายุ
  • บราซิลและรัสเซียจัดลำดับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงให้สำคัญที่สุด

จุดแพร่ระบาดสูงสุดและมาตรการควบคุม

  • ในสหรัฐอเมริกาแพทย์ 63% แนะนำให้ยกมาตรการควบคุมหลังหกสัปดาห์ขึ้นไปจากนี้และ 66% เชื่อว่าจุดแพร่ระบุดสูงสุดนั้นอยู่ในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า

สำหรับแนวทางการสำรวจเต็มรูปแบบคลิกที่นี่

“แบบสำรวจนี้เป็นขุมทรัพย์ข้อมูลเชิงลึกระดับโลกสำหรับผู้กำหนดนโยบาย  แพทย์ควรมีเสียงในการรับมือกับโรคระบาดนี้มากขึ้นและควรได้รับโอกาสในการแบ่งปันข้อมูลให้กันและกันและทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว” Peter Kirk ซีอีโอของ Sermo กล่าว “เพราะการปิดกั้นสื่อและชุมชนการแพทย์ในบางประเทศ รวมถึงการศึกษาที่ลำเอียงและออกแบบมาไม่ดีทำให้การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดนั้นล่าช้า  เราขอเชิญแพทย์ทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อช่วยในการแบ่งปันข้อมูลให้กับผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนร่วมงาน และสาธารณชน”

*ผลการสำรวจคือการสังเกตของแพทย์ ไม่ใช่แนวทางทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ

แนวทางการสำรวจ

การรายงานผลลัพธ์สำหรับแต่ละประเทศมีขนาดตัวอย่างขั้นต่ำ 250 ราย  ตัวอย่างขนาดดังกล่าวให้การประเมินจุดที่มีความแม่นยำ +/- 6% ที่ระดับความเชื่อมั่น 94%  สามสิบประเทศที่อยู่ในการศึกษา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก เยอรมัน อิตาลี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ตุรกี โปแลนด์ รัสเซีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เดนมาร์ก นอร์เวย์ กรีซ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย และฮ่องกง  ไม่ได้มีการเสนอสิ่งจูงใจให้ผู้ตอบแบบสอบถาม แนวทางการสำรวจเป็นเต็มรูปแบบ

เกี่ยวกับ Sermo

Sermo เป็นบริษัทด้านการรวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับแพทย์ โดยมีขนาด 1,3MM HCPs ใน 150 ประเทศทั่วโลก  แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้แพทย์สามารถพูดคุยเกี่ยวกับยาในโลกแห่งความจริงอย่างนิรนาม ทบทวนตัวเลือกการรักษาผ่านทางแพลตฟอร์มการให้คะแนนยาที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา ร่วมกันแก้ปัญหาผู้ป่วย และมีส่วนร่วมในการวิจัยตลาดทางการแพทย์  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ sermo.com

อ่านต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200402005460/en/

สื่อ:
Niki Franklin
Racepoint Global ในนามของ Sermo
+1 617 624 3264
Sermo@racepointglobal.com

VDX.tv เปิดตัวโครงการ PSA ซึ่งเป็นโครงการวิดีโอดิจิตอลระดับโลก เพื่อให้ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับ COVID-19

Logo

โครงการจะเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันกับบริษัท แบรนด์ หน่วยงาน ผู้เผยแพร่ และโฆษกต่าง ๆ ทั้งหลาย

เอเมอรีวิลล์, รัฐแคลิฟอร์เนีย –(BUSINESS WIRE)–2 เมษายน 2563

VDX.tv ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการโฆษณาระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่แบรนด์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกับผู้ชม ได้เปิดตัวโครงการวิดีโอประกาศแจ้งบริการสาธารณะ  หรือ  Public Service Announcement (PSA) ในวันนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นความรับรู้เกี่ยวกับ COVID-19 และช่วยชุมชนทั่วโลกรับมือกับการแพร่กระจายของไวรัสตัวนี้ โดยแคมเปญนี้จะช่วยให้ บริษัท แบรนด์ สำนักพิมพ์ นักการตลาด และคนดังต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันเพื่อช่วยต่อสู้กับการระบาดของโรคนี้

โครงการนี้ตระหนักว่าไวรัสตัวนี้ยังคงส่งผลกระทบต่อชุมชนทั่วโลกอย่างต่อเนื่องโฆษณาวิดีโอของ VDX.tv จะถูกแปลเป็นหลายภาษาเพื่อให้เข้าถึงผู้คนทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้ VDX.tv จะใช้ความสามารถเต็มรูปแบบของแพลตฟอร์มของตนเพื่อสร้างข้อความที่มีความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละเมืองให้มากที่สุด

“ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินการและช่วยเหลือโดยการทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด นั่นก็คือการเชื่อมต่อกับผู้คนผ่านการส่งข้อความและวิดีโอในรูปแบบที่น่าสนใจ” Dilip DaSilva, ซึ่งเป็น CEO ของ VDX.tv กล่าว “วิดีโอเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับแบรนด์ในการสื่อสารกับผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง และเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการให้ข้อมูลแก่ผู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับวิธีการต่อสู้และการรับมือกับผลกระทบที่ไวรัสนี้อาจมีต่อครอบครัวและชุมชนของพวกเขา”

รูปแบบฟอร์แม็ต VDX.tv ซึ่งย่อมาจาก“ Video Driven Experience ”จะเริ่มต้นด้วยวิดีโอก่อน แต่ก็อนุญาตให้ผู้บริโภคโต้ตอบกับโฆษณาและสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมได้ ตัววิดีโอสามารถถูกออกแบบให้มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ออกฉาย ตัวอย่างเช่นโฆษณาสามารถให้ข้อมูลเรื่องศูนย์พยาบาลหรือศูนย์ตรวจโรคที่ใกล้เคียงบริเวณนั้นที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถให้การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลท้องถิ่นจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)

“เรากำลังมองหาบริษัทต่าง ๆ แบรนด์ ตัวแทน ผู้จัดพิมพ์ และโฆษก เพื่อเข้ามาร่วมงานกับเรา และเพื่อที่เราจะสามารถกระจายข้อความออกไปให้ได้มากที่สุดนั้น เราจำเป็นต้องได้รับการบริจาค หรือได้รับเงินเงินทุนเพื่อสนับสนุนการจัดซื้อสินค้าคงคลัง ตลอดจนถึงการมีโฆษกในแต่ละประเทศเพื่อบันทึกวิดีโอเพื่อช่วยส่งต่อข้อความ” DaSilva กล่าว “ตัวผมเองได้บริจาคเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อเริ่มต้นแคมเปญนี้ บริษัทของเราจะบริจาคทรัพยากรทั้งหมดบนพื้นฐานของการทำงานเพื่อประโยชน์สังคม เรามีพนักงานประมาณ 500 คนและพนักงานส่วนใหญ่จะเข้ามาช่วยเหลือโครงการนี้”

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมและช่วยเหลือโครงการนี้ โปรดไปที่ covid-19.vdx.tv.

เกี่ยวกับ VDX.tv

VDX.tv ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการโฆษณาระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่แบรนด์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกับผู้ชม ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนสามารถรับชมวิดีโอจากหลากหลายช่องทาง เราสร้างประสบการณ์วิดีโอที่ขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการข้อความบนโทรทัศน์และข้อความดิจิตอลของแบรนด์หนึ่ง ๆ และช่วยให้นักการตลาดสามารถดึงดูดผู้ชม สนับสนุนให้มีการกระทำบางอย่าง และแปลงการรับรู้เป็นการตอบสนอง เราเชื่อมโยงผู้คน อุปกรณ์ดิจิตอล และครัวเรือนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์แบรนด์ที่ต่อเนื่อง มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมีความหมายมากขึ้น ผ่านทีวีและอุปกรณ์ส่วนตัว วิธีการเข้าถึงแบบหลายมิติของเราในการกำหนดเป้าหมายในครัวเรือนช่วยให้มองเห็นการเดินทางของผู้บริโภคทั้งหมดทำให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถขยายพลังของการส่งข้อความของพวกเขา และเปลี่ยนผู้บริโภคให้กลายเป็นลูกค้าของพวกเขาได้

VDX.tv เป็นแผนกหนึ่งของ Exponential Interactive, Inc. เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.vdx.tv.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200402005220/en/

ติดต่อ:

Kite Hill PR สำหรับ VDX.tv

Moira Shannon

moira@kitehillpr.com

MHPS: โรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของโลกเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จและเดินเครื่องเต็มพิกัดก่อนกำหนด

Logo

— ศูนย์ทดสอบ T-Point 2 ประกอบด้วยระบบส่งกำลัง JAC รุ่นปรับปรุงใหม่ —

  • ศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ทดสอบประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกังหันก๊าซรุ่น 1650°C-class JAC ซึ่งเป็นกังหันก๊าซสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาด
  • ตั้งเป้าเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมอัตโนมัติแห่งแรกของโลกที่ใช้ชุดโซลูชันดิจิทัลอัจฉริยะ MHPS-TOMONI®

โยโกฮามา, ญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–02 เมษายน 2563

Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd. (MHPS) ได้เริ่มการดำเนินงาน ณ T-Point 2 ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบโรงไฟฟ้าประเภทพลังความร้อนร่วม (combined cycle power plant) แห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่ Takasago Works ในจังหวัดเฮียวโงะของญี่ปุ่นแล้ว โดยศูนย์ทดสอบที่ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ศูนย์ T-Point แห่งแรกนี้จะช่วยเร่งยกระดับเทคโนโลยีชั้นนำของ MHPS และทำให้การทดสอบกังหันก๊าซที่มีความก้าวล้ำสูงอย่างรุ่น 1650°C-class JAC และรุ่นที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูงเป็นพิเศษอย่าง 1700°C-class เป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น เช่นเดียวกับศูนย์ทดสอบแห่งแรก T-Point 2 จะเป็นศูนย์ทดสอบแห่งเดียวในโลกที่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของกังหันก๊าซได้อย่างเต็มรูปแบบและในระยะยาว ศูนย์แห่งนี้ยังเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วและเป็นเพียงแห่งเดียวในโลกที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสถานที่สาธิตเทคโนโลยีและแหล่งผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ ภายใน Takasago Works ยังประกอบด้วยศูนย์ต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์ออกแบบ ศูนย์ผลิต และศูนย์ทดสอบชิ้นส่วนระยะสั้น

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200401005834/en/

T-Point 2 (Front side: T-Point 2, Back side: T-Point) (Photo: Business Wire)

ศูนย์ทดสอบ T-Point 2 (ด้านหน้า: T-Point 2, ด้านหลัง: T-Point) (รูปภาพ: Business Wire)

“ตลอดหลายปี เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความสามารถของเราในการพัฒนาและผลิตโซลูชันที่ล้ำสมัยที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า” นาย Ken Kawai ประธานและซีอีโอแห่ง MHPS กล่าว “ศูนย์ T-Point 2 ที่เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากศูนย์ T-Point แห่งแรก จะเพิ่มศักยภาพให้เราสามารถขยายฟุตพรินต์ของเราให้ใหญ่ขึ้นในฐานะพันธมิตรด้านโซลูชันที่ทุกคนเลือก เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุด”

ออกแบบพัฒนากังหันก๊าซเจเนอเรชันถัดไป
หลังการดำเนินการเชิงพาณิชย์เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2563 ศูนย์ T-Point 2 มีแผนผลิตไฟฟ้ามากกว่า 566 เมกะวัตต์ (60 เฮิรตซ์) ด้วยประสิทธิภาพเกือบ 64% ความน่าเชื่อถือ 99.5% และอุณหภูมิเข้าสู่กังหันที่ 1650 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งจะยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้กับประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าประเภทพลังความร้อนร่วมทั่วโลก โดยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นได้จากวิศวกรรมที่ก้าวหน้าของกังหันก๊าซรุ่น J-Series Air-Cooled (JAC) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นกังหันก๊าซรุ่นแรกที่จะทำการทดสอบ ณ ศูนย์ T-Point 2

ศูนย์ทดสอบแห่งใหม่นี้ประกอบด้วยกังหันไอน้ำที่มีสามตัวถัง (triple-casing) สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของระบบในภาพรวมร่วมกับกังหันก๊าซ JAC ประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นนี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและการสูญเสียความร้อน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของ T-Point 2 ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาล

“ระบบทดสอบต้นแบบที่ติดตั้งโดย MHPS ช่วยให้ลูกค้าของเราเกิดความมั่นใจว่าพวกเขาได้รับคุณภาพสูงสุดและโซลูชันด้านพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในตลาด” นาย Junichiro Masada รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์กังหันก๊าซของ MHPS กล่าว “การเปิดตัว T-Point 2 คือเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของ MHPS ที่จะส่งมอบเทคโนโลยีผลิตพลังงานและบริการหลังการขายที่เป็นแถวหน้าของอุตสาหกรรม เสริมด้วยวิธีการที่ใช้ยืนยันถึงประสิทธิภาพและความทนทานที่ดีที่สุดในตลาด”

MHPS จะใช้ศูนย์ดังกล่าวทำการทดสอบการใช้งานของกังหันก๊าซ 1700°C-class ที่มีความทนทานต่อความร้อนสูงเจเนอเรชันใหม่ อุปกรณ์เสริมของกังหันไอน้ำ เทคโนโลยีคอนเดนเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเครื่องแปลงความถี่ไฟฟ้าสถิต

นำเครื่องกำเนิดพลังงานสู่ยุคดิจิทัล
ขณะนี้กำลังมีการดำเนินงานติดตั้งและสอนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ณ ศูนย์ T-Point 2 ซึ่งจะประกอบด้วยชุดโซลูชันดิจิทัล MHPS-TOMONI® ระหว่างการทดสอบความทนทานเป็นเวลา 8,000 ชั่วโมง MHPS จะคอยสอนอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้ศูนย์ T-Point 2 กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมอัตโนมัติแห่งแรกของโลกในที่สุด สิ่งนี้จะขับเคลื่อนการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เดินหน้าสู่อนาคตที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมารวมเข้ากับการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้เจ้าของโรงไฟฟ้านำข้อมูลมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงสุด รวมถึงช่วยให้สามารถคาดคะเนอัตราการเสื่อมของเครื่องจักรตามสภาพของอุปกรณ์ สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า (O&M) ได้อัตโนมัติ และช่วยลดความเสี่ยง

ด้วยพื้นฐานเหล่านี้ MHPS จะสามารถควบคุมและจัดการการดำเนินงานทั้งหมดของโรงไฟฟ้าได้จากระยะไกล ควบคุมจัดการโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ทางโครงข่ายไฟฟ้าและการจัดการพลังงานทั้งหมดได้จากระยะไกล รวมถึงใช้เซ็นเซอร์และข้อมูลระบบควบคุมมาช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้นได้แบบเรียลไทม์ โซลูชัน MHPS-TOMONI® ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มีความก้าวล้ำอย่างปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องจักรจะทำให้ MHPS สามารถทำการตัดสินใจด้าน O&M ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างผลกำไรจากโรงผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมด้วยกังหันก๊าซทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้สูงสุด

เกี่ยวกับ Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd.
ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทร่วมค้าที่ก่อตั้งขึ้นโดย Mitsubishi Heavy Industries, Ltd และ Hitachi, Ltd. ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เพื่อรวมการดำเนินงานด้านระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน ปัจจุบัน MHPS เป็นหนึ่งในผู้จัดหาอุปกรณ์และให้บริการในอุตสาหกรรมผลิตพลังงานไฟฟ้าชั้นนำของโลก โดยมีเงินทุนมูลค่า 1 แสนล้านเยน และพนักงานราว 20,000 คนทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยโรงผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมด้วยกังหันก๊าซ (GTCC) และโรงผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (IGCC) โรงผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซ/ถ่านหิน/เชื้อเพลิงพลังงาน (ไอน้ำ) เครื่องกำเนิดไอน้ำ เครื่องผลิตไฟฟ้า กังหันก๊าซและไอน้ำ โรงผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ (AQCS) อุปกรณ์สำหรับโรงผลิตไฟฟ้า และเซลล์เชื้อเพลิงชนิดออกไซด์แข็ง (SOFC) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทที่ https://www.mhps.com ติดตามเราได้ที่ https://twitter.com/MHPS_Global หรือ http://www.linkedin.com/showcase/mhps

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200401005834/en/

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ:
Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd.
Naoya Kanamura, +81-(0)50-3779-4716
naoya_kanamura@mhps.com
แฟกซ์: +81-(0)45-200-7989


ความแตกต่างของความปลอดภัยบนคลาวด์

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–2 เมษายน 2563

บทความโดยเร้ดแฮท

imgการรักษาความปลอดภัยให้กับระบบคลาวด์ คือการปกป้องข้อมูล ปกป้องแอปพลิเคชั่น และปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบคลาวด์คอมพิวติ้งทั้งหมด ซึ่งลักษณะหลายประการของความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมคลาวด์ (ไม่ว่าจะเป็นพับลิค ไพรเวท หรือไฮบริดคลาวด์) ก็เหมือนกับการรักษาความปลอดภัยของระบบไอทีที่ติดตั้งในองค์กร

ความกังวลด้านการรักษาความปลอดภัยระดับสูง เช่น การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตและการรั่วไหลของข้อมูล การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เข้มงวดพอ ความไวของระบบต่อการถูกโจมตี และความพร้อมใช้งานที่ต้องหยุดชะงักลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบไอทีแบบดั้งเดิมและระบบคลาวด์เหมือนกัน ระบบคลาวด์จึงต้องมีการป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้มากเพียงพอ เช่นเดียวกันกับสภาพแวดล้อมด้านคอมพิวติ้งอื่น ๆ ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จะต้องมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • ทราบว่าข้อมูลและระบบมีความปลอดภัย

  • สามารถมองเห็นและรับรู้ถึงสถานะของการรักษาความปลอดภัยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

  • รู้ถึงความผิดปกติขึ้นในระบบได้อย่างทันที

  • สามารถติดตามและตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างทันท่วงที

ทำไมการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์จึงแตกต่างกัน 

ในขณะที่หลาย ๆ คนเข้าใจถึงประโยชน์ของคลาวด์คอมพิวติ้ง แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยเช่นกัน ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่จะต้องอธิบายให้เห็นภาพของสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ที่ถูกส่งผ่านระหว่างอินเทอร์เน็ตและเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไดนามิกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเรื่องของภัยคุกคาม แต่สิ่งสำคัญคือในหลายส่วนความปลอดภัยของคลาวด์ก็คือความปลอดภัยของระบบไอที  ซึ่งเมื่อเข้าใจความแตกต่างที่เฉพาะเจาะจงแล้วก็จะไม่รู้สึกว่า "คลาวด์" ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ขอบเขตความปลอดภัยไม่มีที่สิ้นสุด

การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเป็นอย่างมาก สภาพแวดล้อมแบบดั้งเดิมมักควบคุมการเข้าถึงโดยการใช้โมเดล perimeter security แต่สภาพแวดล้อมคลาวด์มีการเชื่อมต่อกันมากทำให้ทราฟฟิกในการรับส่งข้อมูลสามารถหลีกเลี่ยงการรักษาความปลอดภัยในแบบของระบบดั้งเดิมได้ง่าย อินเทอร์เฟซช่องทางการเชื่อมต่อการทำงาน (Application Programming Interfaces: APIs) ที่ไม่ปลอดภัย การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลในการระบุตัวตนที่ไม่รัดกุม การขโมยข้อมูลทางบัญชี และบุคคลภายในองค์กรที่มีเจตนาร้าย อาจเป็นภัยคุกคามต่อระบบและข้อมูลได้ การป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตบนระบบคลาวด์นั้น จำเป็นต้องใช้วิธีที่ให้ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง (data-centric) การเข้ารหัสข้อมูล การทำให้กระบวนการอนุมัติรัดกุมมากขึ้น ต้องมีรหัสผ่านที่แน่นหนา และการยืนยันตัวตนที่จะต้องให้ผู้ใช้งานใส่รหัสอีกหนึ่งชุดนอกเหนือจากรหัสผ่านส่วนตัวของเขา ซึ่งเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทุกระดับการใช้งาน

สิ่งจำเป็นทุกอย่างมีอยู่ในซอฟต์แวร์

"คลาวด์" คือการส่งมอบทรัพยากรด้านไอทีที่โฮสต์ไว้ไปยังผู้ใช้งานผ่านซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์คอมพิวติ้งพร้อมด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่กำลังประมวลผลนั้นมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา สามารถปรับขยายและเคลื่อนย้ายได้ การควบคุมความปลอดภัยบนคลาวด์จำเป็นต้องสนองตอบต่อตัวแปรที่อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ควบคู่กับเวิร์กโหลดและข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานและที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโหลด (เช่น การเข้ารหัส) หรือเคลื่อนไหวผ่านระบบการจัดการคลาวด์และ APIs ซึ่งเป็นการช่วยปกป้องสภาพแวดล้อมคลาวด์จากความเสียหายของระบบและจากการสูญหายของข้อมูลได้

ภัยคุกคามที่มีความเสี่ยงสูง

ภัยคุกคามที่มีความเสี่ยงสูง คืออะไรก็ตามที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงระบบคลาวด์ด้วย การเพิ่มขึ้นของมัลแวร์ที่อันตราย และการโจมตีในรูปแบบอื่น ๆ เช่นภัยคุกคามที่เลือกโจมตีไปที่เป้าหมายเฉพาะ (Advanced Persistent Threats: APTs) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถหลบหลีกระบบป้องกันเครือข่ายได้ โดยกำหนดและมุ่งเป้าไปที่ช่องโหว่ต่าง ๆ ในคอมพิวติ้งสแต็ค  การรั่วไหลของข้อมูลอาจเป็นสาเหตุให้ข้อมูลถูกเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาตและเกิดการปลอมแปลงข้อมูล ซึ่งไม่มีโซลูชั่นใดที่จัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนนอกเสียจากว่าคุณจะต้องรับผิดชอบควบคุมระบบความปลอดภัยบนคลาวด์ให้ได้ด้วยวิธีการที่มีการพัฒนาให้ทันกับภัยคุกคามต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

การรักษาความปลอดภัยในระบบคลาวด์เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน

ไม่ว่าคุณจะใช้ระบบคลาวด์แบบใด คุณต้องรับผิดชอบต่อการรักษาความปลอดภัยในส่วนที่คุณใช้งานภายในระบบคลาวด์นั้น การใช้ระบบคลาวด์ที่ดูแลโดยบุคคลอื่นไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถนิ่งนอนใจได้ การตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จะเป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในการรักษาความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยในระบบคลาวด์เป็นความรับผิดชอบของทุก ๆ คน ดังนี้

  • ใช้ซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่บนระบบคลาวด์ของคุณมีความสำคัญยิ่งเพราะเมื่อคุณดาวน์โหลดโค้ดใด ๆ จากแหล่งภายนอก คุณจะต้องทราบว่าโค้ดนั้นมีที่มาจากไหน ใครเป็นผู้สร้าง และมีโค้ดอันตรายอยู่ภายในหรือไม่ หากต้องการซอฟต์แวร์จะต้องจัดหาจากแหล่งที่รู้จัก เชื่อถือได้ และต้องให้มั่นใจว่ามีวิธีรักษาความปลอดภัยและติดตั้งการอัปเดตโปรแกรมในเวลาที่เหมาะสม

  • เข้าใจเรื่องกฎระเบียบ

ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเงิน และข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่น ๆ อาจจะอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายใด ๆ นั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณทำธุรกิจที่ไหนกับใคร เช่น เมื่อคุณเห็นกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล (General Data Protection Regulation – GDPR) คุณจะต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบก่อนที่จะเลือกใช้ระบบคลาวด์ใด ๆ เป็นต้น

  • การบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิล 

สภาพแวดล้อมแบบคลาวด์เนทีฟทำให้การขึ้นตัวอย่างงานใหม่ ๆ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย และในขณะเดียวกันตัวอย่างงานเก่า ๆ ก็จะถูกลืมไปได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งงานหรือบริการที่ไม่ได้รับความสนใจสามารถกลายเป็นเหมือนซอมบี้บนคลาวด์แต่ปราศจากการตรวจสอบใด ๆ และอาจทำให้ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าไม่มีแพชรักษาความปลอดภัยใหม่ ๆ อัปเดตอีกต่อไป ซึ่งนโยบายการจัดการและการกำกับดูแลไลฟ์ไซเคิลสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้

  • พิจารณาความสามารถในการเคลื่อนย้าย

คุณสามารถย้ายเวิร์คโหลดไปยังระบบคลาวด์อื่นได้อย่างง่ายดายหรือไม่ ข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement – SLA) ควรกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ให้บริการระบบ
คลาวด์จะคืนข้อมูลหรือแอปพลิเคชั่นของลูกค้าเมื่อใดและด้วยวิธีใด ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้คิดจะย้ายข้อมูลหรือแอปพลิเคชั่นของคุณเร็ว ๆ นี้ก็ตาม แต่เพื่อป้องกันปัญหาการล็อคอินที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้า คุณจำเป็นจะต้องพิจารณาเรื่องการเคลื่อนย้ายข้อมูลในตอนนี้ด้วยเช่นกัน

  • การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

การตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในเวิร์คสเปซของคุณจะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยง หรืออย่างน้อยที่สุด ยับยั้งผลกระทบที่จะเกิดจากการละเมิดการรักษาความปลอดภัยได้ การจัดการแพลตฟอร์มคลาวด์แบบครบวงจร จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบทรัพยากรทุกอย่างที่มีในทุกสภาพแวดล้อม

  • เลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม

พิจารณาจัดจ้างและเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่มีคุณสมบัติและไว้วางใจได้ และเข้าใจความซับซ้อนเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ บางครั้งโครงสร้างพื้นฐานพับลิค
คลาวด์อาจมีความปลอดภัยมากกว่าระบบไพรเวทคลาวด์ เนื่องจากผู้ให้บริการพับลิคคลาวด์มีทีมรักษาความปลอดภัยที่มีความพร้อมทั้งด้านข้อมูลและเครื่องมือดีกว่า

         

พับลิคคลาวด์ปลอดภัยหรือไม่ 

แม้จะบอกได้ถึงความแตกต่างด้านการรักษาความปลอดภัยที่ใช้ในระบบคลาวด์ทั้ง 3 แบบ ทั้งพับลิค
ไพรเวท และไฮบริดคลาวด์
แต่สิ่งที่คนส่วนมากต้องการทราบก็คือ “พับลิคคลาวด์มีความปลอดภัยหรือไม่” ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

พับลิคคลาวด์มีการป้องกันที่เหมาะสมให้กับเวิร์กโหลดหลากหลายประเภท แต่ไม่ใช่กับทุกอย่าง ทั้งนี้เป็นเพราะส่วนใหญ่แล้วพวกเขาไม่ได้แยกจากไพรเวทคลาวด์ ระบบพับลิคคลาวด์รองรับการให้บริการผู้ใช้งานหลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องอยู่องค์กรเดียวกันหรือใช้ซอฟต์แวร์เดียวกัน (Multitenancy) นั่นคือการที่คุณเช่าพื้นที่ในการเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการคลาวด์รายหนึ่งร่วมกับ "ผู้เช่า" รายอื่น ๆ ผู้เช่าแต่ละรายมีข้อตกลง SLA กับผู้ให้บริการคลาวด์ซึ่งระบุว่าใครรับผิดชอบอะไร ซึ่งก็เหมือนการเช่าห้องพักห้องหนึ่งจากเจ้าของบ้านเดียวกัน โดยเจ้าของบ้าน (ผู้ให้บริการคลาวด์) สัญญาว่าจะบำรุงรักษาอาคาร (โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์) เป็นผู้ถือกุญแจอาคาร (การเข้าถึงข้อมูล) และโดยทั่วไปจะไม่มายุ่งกับผู้เช่า (ความเป็นส่วนตัว) และในอีกด้านหนึ่ง ผู้เช่าสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งใด (เช่น การใช้แอปพลิเคชั่นที่ไม่ปลอดภัย) ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวอาคาร หรือรบกวนผู้เช่ารายอื่น แต่คุณก็ไม่สามารถเลือกเพื่อนบ้านได้ และมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่การเช่าพื้นที่นี้จะจบลงด้วยการที่เพื่อนบ้านคนใดคนหนึ่งนำสิ่งที่เป็นอันตรายเข้ามาสู่อาคาร แม้ว่าทีมรักษาความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการระบบคลาวด์กำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ที่ไม่ปกติอยู่ แต่ภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่หรือมีความรุนแรง เช่น การโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการ (DDoS) ก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้เช่ารายอื่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องดีที่ยังมีมาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบ และกรอบการควบคุมต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม เช่น Cloud Control Matrix จากองค์กร Cloud Security Alliance เป็นต้น
คุณสามารถกันตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่มีผู้เช่าหลายคนได้ ด้วยการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย (เช่น การเข้ารหัส และเทคนิคการลดความเสี่ยงให้กับ DDoS) ซึ่งช่วยป้องกันเวิร์กโหลดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกบุกรุกได้ แต่หากมาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ คุณสามารถใช้ระบบเชื่อมต่อระหว่างองค์กรไปยังระบบคลาวด์ (Cloud Access Security Brokers: CASB) เพื่อมอนิเตอร์กิจกรรมที่เกิดขึ้นและบังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้ฟังก์ชั่นการทำงานขององค์กรมีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตามมาตรการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจจะไม่เพียงพอสำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมที่ดำเนินงานภายใต้ข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัว การรักษาความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด

ไฮบริดคลาวด์ช่วยลดความเสี่ยง

การตัดสินใจเรื่องการรักษาความปลอดภัยนั้น เกี่ยวข้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ และการวิเคราะห์ต้นทุน-กำไร ความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นส่งผลต่อสถานภาพโดยรวมขององค์กรคุณอย่างไร อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เวิร์กโหลดบางอย่างไม่ต้องการการเข้ารหัสและการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด ซึ่งเปรียบได้กับการล็อคตัวบ้านของคุณจะทำให้สมบัติของคุณปลอดภัย แต่คุณอาจจะเลือกเก็บเฉพาะของมีค่ามากไว้ในตู้เซฟก็ได้ ซึ่งมันเป็นการดีที่มีทางเลือกให้ตัดสินใจ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นทำให้องค์กรหันมาใช้ไฮบริดคลาวด์มากขึ้น ไฮบริดคลาวด์นำเอาคุณสมบัติที่ดีที่สุดของคลาวด์ทุกระบบมารวมไว้ให้คุณ ไฮบริดคลาวด์เป็นการรวมกันของสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป – คือพับลิคคลาวด์ หรือไพรเวทคลาวด์

ไฮบริดคลาวด์ช่วยให้คุณเลือกที่ที่คุณจะเก็บเวิร์กโหลดและข้อมูล เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ การตรวจสอบ นโยบาย หรือการรักษาความปลอดภัย คุณสามารถเลือกใช้งานเวิร์กโหลดที่มีความสำคัญเป็นพิเศษบนไพรเวทคลาวด์ โดยมีการใช้งานเวิร์กโหลดที่สำคัญน้อยกว่าในพับลิคคลาวด์แทน สำหรับระบบไฮบริดคลาวด์บางประเภทที่ไม่เหมือนใคร มีความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัยหลายอย่าง (เช่น การเคลื่อนย้ายข้อมูล ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นและมีช่องทางที่จะถูกโจมตีมาก แต่การมีสภาพแวดล้อมที่หลากหลายก็สามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในการป้องกันความเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งที่สุดได้

Aptorum Group ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ในการตรวจสอบยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้วอย่างน้อย 3 รายการ (SACT-COV19) ภายใต้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง Smart-ACT™ และ แพลตฟอร์มโรคติดต่อ Acticule เพื่อนำมาใช้รักษาโรค Coronavirus 2562 (COVID-19)

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–30 มีนาคม 2563

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) ("Aptorum Group") ซึ่งเป็น บริษัทชีวเวชภัณฑ์ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิวัฒนาการการรักษาสำหรับโรคที่ยังมีความต้องการด้านการรักษาอยู่มาก ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ โรคติดต่อ โรคหายาก (หรือโรคกำพร้า) และโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทกำลังเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมที่กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับ coronavirus โดยได้เสร็จสิ้นภารกิจการคัดกรองเบื้องต้นภายใต้แพลตฟอร์ม Smart-ACT™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการค้นพบยาใหม่และยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเลือกยาโมเลกุลขนาดเล็กที่มีศักยภาพที่ได้รับการอนุมัติแล้วมาอย่างน้อย 3 รายการ จากรายการยากว่า 2,600 รายการ  เพื่อนำมาลองตรวจสอบกับโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19  ทั้งนี้ Aptorum Group ได้ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโตรอนโต และยังได้ทำข้อตกลงกับแผนกจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกง เพื่อทำการตรวจสอบรายชื่อยาที่ได้รับการคัดเลือกมา ก่อนที่จะทำการขอรับอนุมัติจากหน่วยงานด้านกฎระเบียบเพื่อเริ่มการทดลองทางคลินิกกับยาเหล่านี้ต่อไป

Aptorum Group  จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบยาโมเลกุลขนาดเล็กอย่างน้อยสามตัวเป็นพิเศษ (เรียกรวมกันว่า“ SACT-COV19”) ซึ่งได้แสดงศักยภาพว่าอาจสร้างความรบกวนต่อเอนไซม์เป้าหมายสองตัว ได้แก่ 3CL-Protease และ RNA dependent RNA Polymerase (“ RDRP”) ซึ่งเอนไซม์ทั้งสองตัวนี้มีบทบาทสำคัญในวงจรการทำสำเนาตัวเองของ COVID-19 ทั้งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3CL-Protease ซึ่งถูกเชื่อว่าเป็นสื่อกลางในการทำสำเนาตัวเองของไวรัสและกลไกการถอดรหัส (transcription functions) ผ่านการสร้างเอนไซม์โปรติเอสอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ RDRP เป็นเอนไซม์ที่เชื่อว่าเป็นตัวเร่งการทำสำเนาตัวเองของไวรัส RNA จากเทมเพลตของ RNA ทั้งนี้ตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาจะได้รับการประเมินทดลองในด้านประสิทธิภาพการต่อกรกับ COVID-19 โดย Aptorum Group ยังได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาข้างต้นอีกด้วย

สำหรับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและงานด้านการทดลองนั้น Aptorum Group กำลังร่วมมือกับบริษัท Covar Pharmaceuticals ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองโตรอนโต นอกจากนี้ Aptorum Group ได้ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยฮ่องกงเพื่อดำเนินงานในครั้งนี้อีกด้วย ทีมงานของ Covar Pharmaceutical (ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานกับ Patheon และ Glaxo Wellcome มาก่อน)1 ที่มีประสบการณ์สูงในการค้นพบและพัฒนายาที่สนับสนุนโดยโรงงานผลิตของ GMP ส่วนทีมจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกงนั้นมีบทบาทสำคัญในการค้นพบไวรัส SARS ระหว่างการระบาดในปี 25462 และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในงานวิจัยของตนเองเพื่อพัฒนาวัคซีนสำหรับโรค SARS-CoV-2  coronavirus3 และอุปกรณ์ตรวจสอบทางกายภาพร่วมกับบริษัทภายนอกอื่น ๆ สำหรับโรค COVID-194 อีกด้วย

Aptorum Group  ยังคงแสวงหาผู้ทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากทั่วโลกเพื่อการผลักดันการพัฒนาโครงการ SACT-COV19 ต่อไปเรื่อยๆ เรายินดีต้อนรับผู้ที่สนใจ โปรดติดต่อเราเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานร่วมกันต่อไป

Aptorum Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมแก้ไขปัญหา ขณะนี้กำลังพัฒนาตัวชี้วัดยาของโรคติดเชื้อจำนวนมากภายใต้แพลตฟอร์ม Acticule ซึ่งรวมถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ ตัวยาแอนติไวรัสโมเลกุลเล็ก(ALS-1) ที่ไม่เหมือนใคร หรือ unique antiviral small molecule ที่ใช้ต่อกรไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการหลัก และโครงการยาโมเลกุลขนาดเล็กที่ต่อต้านพิษที่ปราศจากแบคทีเรีย หรือ anti-virulent, non-bactericidal small molecule candidate  (ALS-4) ที่ใช้ต่อต้านการติดเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน Covar Pharmaceuticals ก็ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาในทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย

คุณ Ian Huen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aptorum Group กล่าวว่า“ โรค COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่แพร่หลายและระบาดไปทั่วโลกทำให้เกิดการหยุดชะงักและการบาดเจ็บล้มตายครั้งใหญ่ มีการยืนยันทั่วโลกว่ามีผู้ป่วยเกิน 700,000 รายจนถึงวันนี้5 และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่า COVID-19 เป็นโรคระบาด (pandemic) แล้ว และถึงแม้ว่าจะมีทั้งบริษัทยาใหญ่ ๆ และและบริษัทยาเกิดใหม่จำนวนมากกำลังร่วมกันเร่งพัฒนาการรักษาด้วยการใช้วัคซีนสำหรับ COVID-19 แต่เราก็เชื่อว่ามีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับโรคนี้ในแบบหลายมิติและอย่างเร่งด่วน โดยในการที่จะเร่งการพัฒนายาสำหรับนำไปใช้ในการรักษา COVID-19 นั้น เรามุ่งเป้าหมายไปที่การระบุหาตัวยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัย และมีข้อมูลด้านความเป็นพิษและด้านเภสัชจลนศาสตร์ นอกจากนี้เนื่องจากมีการกลายพันธุ์และวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของ coronavirus เราจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีสายพันธุ์อื่นของ coronavirus เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นโลกจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายดังกล่าวร่วมกันอย่างรวดเร็วเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าแพลตฟอร์ม Smart-ACT ™ ของ Aptorum Group ร่วมกับความสามารถในการพัฒนารักษาโรคติดเชื้อ Acticule ที่มีอยู่ของเราและที่ได้รับการสนับสนุนจาก Covar Pharmaceuticals อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการพัฒนาโซลูชั่นที่มีศักยภาพและส่งมอบผลประโยชน์จากการต่อกรกับโรคนี้ไปทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เราสามารถต่อกรกับโรคอื่น ๆ”

เกี่ยวกับ Smart-ACT™ Platform

แพลตฟอร์ม Smart-ACT ™เป็นกระบวนการด้านระบบที่เป็นกรรมสิทธิ์ ซึ่งรวมถึงวิธีการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ และการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ โดย Aptorum Group จะทำการตรวจสอบยาที่มีโมเลกุลขนาดเล็กที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 2,600 ตัวยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุตัวยาที่มีอยู่แล้วที่สามารถนำมาใช้กับโรคหายากหรือโรคที่ยังไม่มีทางรักษา เป้าหมายเชิงกลยุทธ์โดยรวมคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และลดระยะเวลาในการส่งตัวยาที่อยู่ในระดับที่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ เข้าสู่การตรวจสอบทดลองทางคลินิก

เกี่ยวกับ Aptorum Group Limited

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) เป็น บริษัทยาที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาและนำนวัตกรรมการบำบัดใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการทางการแพทย์  โครงการในปัจจุบันของ Aptorum Group รวมถึงการค้นคว้ายาโรคที่หายาก โรคติดเชื้อ และและโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ซึ่งโครงการเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิกในปี 2563 ทั้งนี้ ยาเม็ด Dioscorea Opposita Bioactive Nutraceutical ของ Aptorum Group ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของสตรีในช่วงวัยหมดประจำเดือนและหลังวัยหมดประจำเดือนกำลังออกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในขณะนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aptorum Group กรุณาเยี่ยมชม www.aptorumgroup.com.

ข้อจำกัดความรับผิดชอบและแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Aptorum Group Limited และแผน โอกาส และ ความคาดหวังในอนาคต ที่เป็น "แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า" ภายใต้ความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 โดยเพื่อจุดประสงค์นี้ ข้อความใด ๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจถือว่าเป็นแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า ในบางกรณีอาจสังเกตแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าอาจได้จากการใช้คำต่าง ๆ ต่อไปนี้ เช่นคำว่า "อาจ" "ควร" "คาดหวัง"     "แผน" "คาดการณ์" "อาจเกิดขึ้นได้" "สามารถ" "ตั้งใจ" "เป้าหมาย" "คาดคะเน" "พิจารณาว่า" "เชื่อ" "ประมาณการ" " คาดเดา " "มีศักยภาพที่จะ" หรือ "ดำเนินการต่อ" หรือคำหรือสำนวนเหล่านี้อื่น ๆ ที่คล้ายกันในเชิงนิเสธ โดย Aptorum Group  ได้ใช้แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้สำหรับการสมัครและการทดลอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาจากการคาดคะเนและการคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตที่เชื่อว่าจะส่งผลต่อกิจการ แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ โดยให้ถือว่าเป็นจริงเฉพาะในวันที่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้น และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ประกาศออกไป การเปลี่ยนแปลงด้านองค์กร การให้บริการอย่างต่อเนื่อง และความพร้อมของบุคลากรหลัก ความสามารถในการขยายประเภทผลิตภัณฑ์โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้บริโภค ผลสัมฤทธิ์ด้านการพัฒนา การเติบโตของบริษัทที่คาดการณ์เอาไว้ แนวโน้มและความท้าทายที่คาดการณ์ไว้ในธุรกิจของบริษัท และความคาดหวังเกี่ยวกับคามมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อธิบายไว้อย่างครบถ้วนในแบบฟอร์ม 20-F ของ Aptorum  Group  และเอกสารอื่น ๆ ที่ Aptorum Group อาจทำเอาไว้กับ SEC ในอนาคต ดังนั้นการคาดการณ์ที่รวมอยู่ในแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง Aptorum Group ไม่ถูกผูกมัดใด ๆ ในการปรับปรุงแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรืออื่น ๆ

1 https://www.covarpharma.com/

2 https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3747526/

3 https://fightcovid19.hku.hk/tag/vaccine/

4 https://www.scmp.com/business/article/3073869/hong-kong-researchers-join-us-tech-start-remotely-monitor-covid-19

5 https://www.arcgis.com/apps/opsdashboard/index.html#/bda7594740fd40299423467b48e9ecf6

ดูเอกสารต้นฉบับบน  businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200330005263/en/

สำหรับนักลงทุนติดต่อ:

โทร: +852 2117 6611

อีเมล: investor.relations@aptorumgroup.com

สำหรับสื่อติดต่อ:

โทร: + 852 2117 6611

อีเมล: info@aptorumgroup.com

มอสเฟตกำลังชนิด N-channel 80V ของ Toshiba พร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายไฟ

Logo

– ทั้งยังขยายไลน์สินค้าของมอสเฟตกำลังซีรีส์ U-MOS X-H ให้ใหญ่ขึ้น –

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–30 มีนาคม 2563

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้เพิ่มมอสเฟตกำลังชนิด N-channel ขนาด 80V ในมอสเฟตตระกูล “U-MOS X-H” ที่มาพร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด มอสเฟตใหม่นี้เหมาะสำหรับใช้สลับการจ่ายไฟในอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและสถานีฐานการสื่อสาร

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200329005003/en/

Toshiba: 80V N-channel power MOSFETs “U-MOS X-H series” (Photo: Business Wire)

Toshiba: มอสเฟตกำลังชนิด N-channel ขนาด 80V จากซีรีส์ “U-MOS X-H” (รูปภาพ: Business Wire)

ไลน์สินค้าที่ใหญ่ขึ้นประกอบด้วยรุ่น "TPH2R408QM" บรรจุในแพ็คเกจ SOP Advance ซึ่งเป็นประเภทติดตั้งบนพื้นผิว และรุ่น "TPN19008QM" บรรจุในแพ็คเกจ TSON Advance สำหรับการจัดส่งจะเริ่มต้นวันนี้

ค่า On-resistance ระหว่างขาเดรน-ซอร์ส ในผลิตภัณฑ์ U-MOS X-H ขนาด 80V ใหม่ ที่มาพร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ต่ำกว่าในผลิตภัณฑ์ซีรีส์ U-MOS VIII-H ขนาด 80V ที่มาพร้อมระบบการทำงานเจเนอเรชันปัจจุบันราว 40% นอกจากนี้การไหลของกระแส On-resistance จากขาเดรน-ซอร์ส รวมถึงคุณสมบัติของประจุขาเกท[1] ยังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น[2] ด้วยการออกแบบโครงสร้างของอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสม ทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียต่ำที่สุดของอุตสาหกรรม[3]

นอกจากนี้ Toshiba กำลังขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ลดการสูญเสียกำลังไฟเพื่อช่วยลดการบริโภคพลังงานของอุปกรณ์อีกด้วย

การใช้งาน

  • สลับการจ่ายไฟ (คอนเวอร์เตอร์ AC-DC ประสิทธิภาพสูง คอนเวอร์เตอร์ DC-DC และอื่น ๆ)
  • อุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ (ตัวขับมอเตอร์ และอื่น ๆ)

คุณลักษณะ

  • ค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียที่ต่ำสุดของอุตสาหกรรม[3] (จากการปรับปรุงการไหลของกระแส On-resistance จากขาเดรน-ซอร์ส และคุณสมบัติของประจุขาเกท[2])
  • ค่า On-resistance ที่ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม[3] :
         RDS(ON)=2.43mΩ (สูงสุด) @VGS=10V (TPH2R40QM)
         RDS(ON)=19mΩ (สูงสุด) @VGS=10V (TPN19008QM)
  • ระดับอุณหภูมิระหว่าง channel สูง : Tch=175℃

คุณสมบัติจำเพาะ

(หากไม่ได้มีการระบุไว้ @Ta=25℃)

หมายเลขชิ้นส่วน

TPH2R408QM

TPN19008QM

ระดับค่าสูงสุดสัมบูรณ์

แรงดันไฟฟ้าระหว่างเดรน-ซอร์ส VDSS (V)

80

80

กระแสไฟที่ไหลผ่าน (DC) ID (A)

@Tc=25℃

120

34

อุณหภูมิ Channel Tch (℃)

175

175

คุณสมบัติ

ทางไฟฟ้า

ค่าความต้านทานระหว่างเดรน-ซอร์ส

RDS(ON) สูงสุด (mΩ)

@VGS=10V

2.43

19

@VGS=6V

3.5

28

ประจุขาเกทรวม (เกท-ซอร์ส บวก เกท-เดรน)

Qg typ. (nC)

87

16

ประจุสลับขาเกท Qsw typ. (nC)

28

5.5

ประจุขาออก Qoss typ. (nC)

90

16.5

ความจุตัวเก็บประจุขาเข้า Ciss typ. (pF)

5870

1020

แพ็คเกจ

ชื่อ

SOP Advance

TSON Advance

ประเภทขนาด (มม.)

5.0×6.0

3.3×3.3

เช็คสต็อก & ซื้อสินค้า

ซื้อออนไลน์

ซื้อออนไลน์

หมายเหตุ:
[1] ประจุขาเกทรวม (เกท-ซอร์ส บวก เกท-เดรน) ประจุสลับขาเกท ประจุขาออก
[2] เมื่อเทียบกับรุ่น TPH4R008NH (ซีรีส์ U-MOS VIII-H) ผลิตภัณฑ์รุ่น TPH2R408QM มีค่า On-resistance ระหว่างขาเดรน-ซอร์ส x ประจุขาเกทรวมดีขึ้นราว 15% ค่า On-resistance ระหว่างขาเดรน-ซอร์ส x ประจุสลับขาเกทดีขึ้นราว 10% และค่า On-resistance ระหว่างเดรน-ซอร์ส x ประจุขาออกดีขึ้นราว 31%
[3] อ้างอิงผลสำรวจของ Toshiba เมื่อ 30 มีนาคม 2563

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้จากลิงก์ด้านล่างนี้
TPH2R408QM
https://toshiba.semicon-storage.com/info/lookup.jsp?pid=TPH2R408QM
TPN19008QM
https://toshiba.semicon-storage.com/info/lookup.jsp?pid=TPN19008QM

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไลน์ผลิตภัณฑ์มอสเฟต Toshiba 12-300V ได้จากลิงก์ด้านล่างนี้
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/product/mosfet/lv-mosfet.html

ตรวจสอบจำนวนผลิตภัณฑ์ใหม่ ณ แหล่งกระจายสินค้าออนไลน์ โปรดไปที่:
TPH2R408QM
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/where-to-buy/stockcheck.TPH2R408QM.html
TPN19008QM
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/semiconductor/where-to-buy/stockcheck.TPN19008QM.html

*ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า:
ฝ่ายขายและการตลาดอุปกรณ์กำลัง
โทร: +81-3-3457-3933
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/contact.html

ข้อมูลในเอกสารนี้ รวมถึงราคาและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาเกี่ยวกับบริการและข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลปัจจุบันในวันที่เผยแพร่เอกสารนี้ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation เป็นบริษัทใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและประสบการณ์ นับตั้งแต่แยกตัวออกจากบริษัทเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2560 เราได้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านอุปกรณ์ทั่วไป และได้นำเสนอโซลูชันเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ ระบบ LSIs และ ระบบ HDD อันโดดเด่นให้กับลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจของเรา

พนักงานจำนวน 24,000 คนทั่วโลกของเรามีความตั้งใจที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ของเราให้ถึงระดับสูงสุด และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์มูลค่าและตลาดใหม่ ๆ ร่วมกัน บริษัทตั้งเป้าเพิ่มยอดขายต่อปีซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 7.5 แสนล้านเยน (6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200329005003/en/

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อ:
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
ฝ่ายการตลาดดิจิทัล
Chiaki Nagasawa
โทร: +81-3-3457-4963
อีเมล: semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

Boron Neutron Capture Center ของ NTHU เริ่มการรักษาผู้ป่วยมะเร็งสมองที่มาจากต่างประเทศ

Logo

นครซินจู๋,ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)– 25 มีนาคม 2563

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ บทเพลงไพเราะของซิมโฟนีที่สี่ของมาห์เลอร์ได้รับการบรรเลงขึ้นในอาคารของเครื่องปฏิกรณ์ Tsing Hua Open pool Reactor Tsing Hua (THOR) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติ Tsing Hua (NTHU) ทั้งนี้เป็นเพราะบทเพลงชิ้นนี้เป็นบทเพลงชิ้นโปรดของหญิงชาวยุโรปผู้มาที่นี่เพื่อรับการบำบัดเนื้องอกในสมองด้วยการใช้วิธีโบรอนนิวตรอน หรือ Boron Neutron Capture Therapy (BNCT)  นี่ถือเป็นคอร์สรักษาขั้นที่สองของเธอ โดยหลังจากมีการรักษาครั้งแรกขนาดของเนื้องอกสมองกลิโอมาที่ลึกลงไปในก้านสมองของเธอลดลงจาก 3.51 ซม. เป็น 1.06 ซม.

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200325005023/en/

The BNCT treatment mechanism. Since being converted for use in BNCT, the research reactor at NTHU has been used to treat over 130 patients. (Graphic: National Tsing Hua University)

 นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนมาใช้BNCT เครื่องปฏิกรณ์วิจัยที่ NTHU ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมากกว่า 130 ราย (ภาพ: มหาวิทยาลัยแห่งชาติ Tsing Hua)

ด้วยความร่วมมือกับโรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทเป หรือ Taipei Veterans General Hospital (TVGH) NTHU จึงได้แปลง THOR เพื่อใช้ใน BNCT โดยจนถึงปัจจุบันการรักษาได้ให้ชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งกว่า 130 รายจากทั่วโลก

ศาสตราจารย์ Chou Fong-in กล่าวว่า BNCT เป็นวิธีการรักษาด้วยการฉายรังสีแบบมุ่งเป้าหมาย ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการฉีดโบรอนก่อน เมื่อยาที่ฉีดไปสะสมอยู่ในเนื้องอก ก็จะมีการนำลำแสงนิวตรอนมาใช้เพื่อฉายรังสีไปที่เนื้องอกเพื่อการรักษา โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติ

ตามที่อธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยา TVGH อย่าง Chen Yi-wei จาก  ยาโบรอน -10 มีโครงสร้างประกอบอย่างเช่น กรดอะมิโนที่จำเป็น โดยเซลล์มะเร็งนั้นต้องการสารอาหารจำนวนมากเพื่อช่วยเสริมสร้างการแพร่กระจายของพวกมัน ดังนั้นเซลล์มะเร็งจึงดูดซับโบรอน -10 ได้เกือบทั้งหมดก่อนที่เซลล์ปกติจะมีโอกาสดูดซับเอาไว้ โบรอน- 10 ทำหน้าที่เป็นระเบิดชนิดหนึ่งและเมื่อเซลล์มะเร็งได้รับโบรอนจนเต็มแล้ว ลำแสงนิวตรอนจะถูกใช้เพื่อ "จุดระเบิด" ทำลายเซลล์มะเร็ง

สามีของผู้ป่วยเป็นแพทย์ เขาเล่าว่าภรรยาของเขาชอบเล่นเทนนิสมาก แต่สี่ปีที่แล้วเธอเห็นลูกบอลเพิ่มเป็นสองลูกบินมาหาเธอในเวลาเดียวกัน ซึ่งนี่เป็นอาการคลาสสิกของการเห็นภาพซ้อน อย่างไรก็ตามการสแกนเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ในภายหลังพบว่ามีร่องรอยโรคเนื้องอกสมองกลิโอมาในสมองของเธอซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในก้านสมอง โดยหลังจากผ่านการผ่าตัดกะโหลกสองครั้งด้วยการฉายรังสีแกมมา เนื้องอกสมองกลิโอมาได้กำเริบและเปลี่ยนมาเป็นมะเร็ง และด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านรังสี พวกเขาจึงได้มาสอบถามเกี่ยวกับการรักษาจากวิธี TVGH

จากคำกล่าวของดร. Chen คุณสมบัติที่สำคัญสำหรับ BNCT เป็นยาที่มีโบรอนเหมาะสำหรับการดูดซึมโดยเซลล์มะเร็ง และเป็นแหล่งนิวตรอนเสถียรที่มีสเปกตรัมพลังงานที่เหมาะสม เครื่องปฏิกรณ์วิจัยของ NTHU ได้รับการดัดแปลงให้เป็นแหล่งกำเนิดนิวตรอน มันมีคุณภาพดีกว่าแหล่งนิวตรอนที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องเร่งที่พัฒนาในญี่ปุ่นเพื่อใช้ในโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

NTHU และรัฐบาลเมืองเถาหยวนกำลังวางแผนที่จะร่วมกันพัฒนาศูนย์การแพทย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Taoyuan Aerotropolis  ที่จะสร้างใกล้กับสนามบินเถาหยวน ทั้งนี้ BNCT จะมีบทบาทสำคัญในศูนย์วิจัยแห่งใหม่และจะใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200325005023/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh

โทร: (886)3-5162006

อีเมล: hoyu@mx.nthu.edu.tw

Dataiku 7 นำความร่วมมือในระดับที่ลึกมากขึ้นและความสามารถในการอธิบายที่มีองค์ประกอบมากขึ้นมาสู่ AI สำหรับองค์กร

Logo

Dataiku เวอร์ชันล่าสุดมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักสถิติและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงคำอธิบายการคาดการณ์สำหรับทุกคน

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–18 มีนาคม 2563

วันนี้ Dataiku แพลตฟอร์มชั้นนำด้าน AI สำหรับองค์กรและเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง หรือ machine learning ประกาศเปิดตัว Dataiku 7 ที่ให้การรวมระบบในเชิงลึกมากขึ้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลทางเทคนิคเพื่อทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาโปรเจกต์ด้าน machine learning พร้อมทั้งความสามารถในการอธิบายข้อมูลในระดับแถว (row-level) สำหรับการทดสอบ white-box ของ AI โดยไฮไลต์ที่เป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมที่มาพร้อมกับการเปิดตัวครั้งล่าสุดนี้ประกอบด้วยเว็บแอปพลิเคชันที่ทำงานบน Kubernetes ซึ่งมีขีดความสามารถมากขึ้นจากใน Dataiku 6 และปลั๊กอินจัดประเภทข้อมูลที่มี machine learning ช่วยในการทำงาน

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200318005008/en/

Statisticians can now use Dataiku to perform advanced statistical analysis in the familiar worksheet-and-cards format while collaborating with the wider data or analytics team. (Graphic: Business Wire)

จากนี้ไปนักสถิติจะสามารถใช้ Dataiku ทำการวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสูงผ่านฟอร์แมต worksheet-and-cards ที่คุ้นเคย ไปพร้อมการทำงานกับข้อมูลที่กว้างขึ้นและทีมวิเคราะห์ที่ใหญ่ขึ้น (กราฟิก: Business Wire)

“ความร่วมมือคือสิ่งที่ Dataiku ให้ความสำคัญมาตลอดนับตั้งแต่เราก่อตั้งขึ้นในปี 2556 และใน Dataiku 7 เรายังคงเพิ่มฟีเจอร์ที่ตอกย้ำปรัชญาของเราเพื่อทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการใช้ AI สำหรับองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ” Florian Douetteau ซีอีโอของ Dataiku กล่าว “การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ Dataiku 7 เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องครั้งที่สองของเรา ที่มีการเพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้ AI สามารถอธิบายได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับองค์กรในทุกอุตสาหกรรม ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและเข้าใจถึงสิ่งที่ผลจากโมเดล AI ของพวกเขาทำให้เกิดขึ้น”

องค์กรทั่วโลกมีความมุ่งมั่นต่อความพยายามในการพัฒนา AI สำหรับองค์กรที่มีการดำเนินแบบบนลงล่าง (top down) แต่ประสบปัญหาในการกระจายการเข้าถึงโปรเจกต์ต่าง ๆ จากล่างขึ้นบน (bottom up) เพื่อเปิดให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่พร้อมใช้ได้มากขึ้น Dataiku 7 จึงดึงผู้คนให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นผ่านการร่วมมือ และช่วยเพิ่มศักยภาพให้บุคคลด้วย AI ที่สามารถอธิบายได้ เพื่อให้ธุรกิจใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในแต่ละวัน และสร้างโปรเจกต์ AI ที่มีประสิทธิภาพ

ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับการเปิดตัว Dataiku 7 ประกอบด้วย:

การสนับสนุนสำหรับการวิเคราะห์สถิติขั้นสูง: นักสถิติสามารถใช้ Dataiku ในการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติขั้นสูงในฟอร์แมต worksheet-and-cards ที่มีความคุ้นเคย ไปพร้อมการทำงานกับข้อมูลที่กว้างขึ้นและทีมวิเคราะห์ที่ใหญ่ขึ้น ในอดีต นักวิเคราะห์สถิติขั้นสูงจะถูกแบ่งแยกให้ใช้เครื่องมือต่างหากโดยที่ผู้ที่ไม่ใช่นักสถิติจะไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้เกิดอุปสรรคในการบริหารและการติดตั้งโปรเจกต์ AI ต่าง ๆ

คำอธิบายการคาดการณ์ขั้นสูงโดยปกติแล้ว โมเดล machine learning จะไม่รวมคำอธิบายโดยละเอียดว่าทำไมผลจึงออกมาเช่นนี้ หรือทำได้อย่างไร ทำให้เกิดความยุ่งยากในการอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจและการดำเนินงานต่าง ๆ ได้อย่างเป็นกลาง การอธิบายการคาดการณ์ใน Dataiku จะเปิดการทดสอบ black box ด้วยการอธิบายว่าคุณลักษณะหรือฟีเจอร์ใดมีผลสูงสุดต่อผลลัพธ์ของโมเดล ใน Dataiku 7 จะประกอบด้วยคำอธิบายการคาดการณ์ทั้งในระดับแถวของชุดข้อมูลที่ส่งออก รวมถึงการนำเสนอคำอธิบายการคาดการณ์ด้วยภาพที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้

Git เพื่อความร่วมมือที่ดีขึ้นสำหรับผู้เขียนโค้ด: การรวมระบบด้วย Git ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นใน Dataiku 7 ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (หรือผู้เขียนโค้ด) สามารถใช้คำสั่ง create, delete, push และ pull ใน Git จาก Dataiku ได้โดยตรง สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากผู้เขียนโค้ดจะสามารถจำลองโปรเจกต์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใน sandbox ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ทำให้โปรเจกต์ดั้งเดิมได้รับความเสียหาย และเมื่อการจำลองโปรเจกต์เสร็จสมบูรณ์ ก็จะนำการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นั้นกับมาประยุกต์กับโปรเจกต์เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ (และสามารถติดตามสิ่งที่ทำการเปลี่ยนแปลงได้ใน Git)

ความยืดหยุ่นที่มากขึ้นกับ Kubernetes: Dataiku 7 ต่อยอดความสามารถคลัสเตอร์ Kubernetes ใน Dataiku 6 ด้วยการอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเปิดเว็บแอปพลิเคชันได้จากคลัสเตอร์ Kubernetes ได้โดยตรง ช่วยให้สามาถใช้งานได้พร้อมกันโดยผู้ใช้จำนวนมากขึ้น และเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการรันคำสั่ง AI จำนวนมากในส่วนแบ็คเอนด์

ปลั๊กอินจัดประเภทข้อมูลสำหรับ Active Learning: ข้อมูลที่มีการจัดประเภทไว้อย่างถูกต้องจำเป็นสำหรับการปลดล็อคข้อมูลที่มีคุณภาพและมีความถูกต้องแม่นยำจากโมเดล machine learning และความสามารถในการจัดประเภทข้อมูลอย่างรวดเร็วจะช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์ทั้งหมดมีความรวดเร็วขึ้นด้วยการทำให้ขั้นตอนเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความน่าเบื่อหน่ายและใช้เวลานานทำงานง่ายขึ้น การจัดประเภทข้อมูลแบบใหม่ที่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และปลั๊กอินการเรียนรู้แบบ active learning ประกอบด้วยชุดเว็บแอปพลิเคชันของ Dataiku เพื่อลดความยุ่งยากในกระบวนการจัดประเภทข้อมูลเมื่อข้อมูลมีลักษณะเป็นตาราง รูปภาพ หรือแม้แต่เสียง

Dataiku ช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายชื่อในทำเนียบ Global 2,000 เปลี่ยนชุดข้อมูลขนาดใหญ่เป็นข้อมูลเชิงลึกที่พร้อมใช้ ทำให้โปรเจกต์ AI เข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย และขยายโครงการเกี่ยวกับ machine learning ให้ใหญ่ขึ้น การเปิดตัวในวันนี้ของ Dataiku 7 จะช่วยยกระดับความร่วมมือในระดับที่ลึกลงไป และช่วยให้ผู้คนเข้าถึงวิทยาศาสตร์ข้อมูลมากขึ้นด้วย AI ที่สามารถอธิบายได้ผ่านแพลตฟอร์มแบบทีมที่สามาถรเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ท่านสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวครั้งนี้และดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dataiku 7 ได้จาก release notes

หากต้องการขอรับเวอร์ชันตัวอย่างของ Dataiku รวมถึงสาธิตเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ โปรดลงทะเบียนเข้าร่วมทาง webinar ที่จะเริ่มในวันที่ 16 เมษายน นี้

เกี่ยวกับ Dataiku

Dataiku เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล เทคโนโลยี machine learning และ AI ในระดับองค์กรได้ โดยมี Dataiku ที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจได้อย่างแตกต่าง เพื่อขับเคลื่อนประสบการณ์ด้านข้อมูลของพวกเขาจากการจัดเตรียมข้อมูลไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในขนาดที่เหมาะสมสำหรับ AI สำหรับองค์กร ด้วยการสร้างความเข้าใจพื้นฐานให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและนักสำรวจ แนวปฏิบัติที่ดี ทางลัดไปสู่ machine learning และการจัดการ/การนำ AI ไปใช้ รวมถึงสภาพแวดล้อมแบบรวมศูนย์ที่สามารถควบคุมได้ Dataiku จึงเป็นตัวแปรที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่นี่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200318005008/en/

ติดต่อ:

Laurel Toney
Strange Brew Strategies
dataiku@strangebrewstrategies.com

Radisys เปิดตัว Engage Video Assistant – บอตวิดีโอที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตัวแรกของโลก

Logo

มอบประสบการณ์ผู้ใช้ดิจิตอลที่ไม่ซ้ำใครสำหรับอีคอมเมิร์ซ การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ของผู้บริโภค และการบริการลูกค้า

HILLSBORO, โอเรกอน–(BUSINESS WIRE)–19 มีนาคม 2563

Radisys® Corporation ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการสื่อสารโทรคมนาคมแบบเปิด ประกาศในวันนี้ว่า Radisys  Engage Video Assistant (EVA) ซึ่งเป็นบอตปฏิสัมพันธ์ลูกค้าดิจิตอลตัวแรกของโลกที่ไม่ใช้แอพแบบ AI  3-in-1 (วิดีโอ, เสียง, ข้อความ) พร้อมเปิดให้ใช้งานทั่วโลกแล้ว EVA ช่วยเหลือการให้บริการสนับสนุนลูกค้า ฝ่ายขาย และทีมการตลาดเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยนำเสนอการปรับแต่งที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นซึ่งผลักดันการสร้างลูกค้า การรักษาลูกค้าและความพึงพอใจของลูกค้าด้วยการประหยัดต้นทุนโดยการใช้ระบบอัตโนมัติ

Radisys' Engage Video Assistant - the World's First AI-powered Video Bot (Photo: Business Wire)

Radisys' Engage Video Assistant -บอตรูปแบบวิดีโอที่ขับเคลื่อนด้วย AI รายแรกของโลก (ภาพ: Business Wire)

ลูกค้าสามารถเข้าถึง EVA เพื่อโต้ตอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทูตของแบรนด์ แบรนด์อินฟลูเอ็นเซอร์ และตัวแทนฝ่ายดูแลลูกค้า – เพียงกดหมายเลขบริการลูกค้าปกติโดยใช้ Video over LTE (ViLTE) ที่สามารถใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟน 4G / LTE หรือ 5G หรือโดยการคลิกลิงค์บนเว็บไซต์โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด นอกจากนี้ EVA สามารถรวมเข้ากับแอพมือถือได้ เอนจิ้น AI ที่ทรงพลังของ EVA นั้นสามารถกำหนดค่าที่ลูกค้าต้องการและส่งมอบข้อมูลที่ถูกต้อง และยามจำเป็นสามารถย้ายปฏิสัมพันธ์จาก บอตไปยังเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนเพื่อทำให้แน่ใจว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องและราบรื่นจากการใช้บริการจากเจ้าหน้าที่ที่เป็นคน

ในฐานะที่เป็นโซลูชันฉลากสีขาว EVA เสนอแพลตฟอร์มที่มีตัวเลือกการใช้งานที่ยืดหยุ่นทั้งในตัวเครือข่ายเอง หรือที่สามารถเข้าถึงได้จากระบบคลาวด์ มันช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ด้วยการให้บริการ Video Call โดยใช้บริการบอตสำหรับคอลเซ็นเตอร์ สำหรับ SMB และลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และสามารถลดค่าใช้จ่ายของศูนย์ติดต่อด้วยการโต้ตอบอัตโนมัติด้วยเสียงหรือด้วยการใช้บอตข้อความเพียงลำพัง

ประเด็นที่สำคัญ

  • เทคโนโลยีในปัจจุบันมีเครื่องมือที่สามารถควบคุมและปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าดิจิตอลด้วยการสร้างความผูกพันกับลูกค้าแบบที่ลูกค้าสามารถบริการตนเอง อย่างไรก็ตามในขณะที่ บอตแช็ต ผู้ช่วยดิจิตอลที่เปิดใช้งานด้วยเสียงและเทคโนโลยีอัตโนมัติอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันกำลังช่วยให้ธุรกิจต่างๆสามารถปรับขนาดและความคล่องตัวได้อย่างคุ้มค่า แตมันยังขาดสัมผัสของมนุษย์ที่จำเป็นสำหรับประสบการณ์ของลูกค้าที่น่าพอใจ
  • แอปพลิเคชั่น Engage Video Assistant ช่วยให้ผู้ให้บริการศูนย์บริการและธุรกิจต่าง ๆ สามารถ ทำสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้;
  • ทำให้การตอบโต้ การโอนสายและแอพมือถือหรือแอพแบบโต้ตอบด้วยเสียงพร้อมวิดีโอมีความเป็นมนุษย์
  • สร้างวิดีโอคำถามที่พบบ่อยสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือปัญหาการสนับสนุนลูกค้าทั่วไป
  • ปรับปรุงบอทที่มีอยู่และโซลูชันการตอบสนองด้วยเสียง (IVR) แบบโต้ตอบที่ยุ่งยาก
  • ปรับขนาดอินฟลูเอ็นเซอร์และทูตของแบรนด์ให้อยู่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนผ่านการโต้ตอบกับลูกค้าในแบบของคุณ
  • ลูกค้าสามารถใช้ได้ตามเวลาที่ต้องการ – ทั้งกลางวันและกลางคืนวันธรรมดาหรือวันหยุด – ด้วยการโต้ตอบวิดีโอแบบส่วนตัว
  • Engage Video Assistant ถูกใช้งานโดย Reliance Jio ผู้ให้บริการ VoLTE ที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้บริการสมาชิก 370 ล้านคนในอินเดียและช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจในการปรับปรุงการบริการลูกค้า ลดต้นทุนการสนับสนุนลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพของตัวแทน

“ประสบการณ์การโทรที่ไม่ต้องใช้แอพของ Radisys ช่วยให้ธุรกิจและผู้ให้บริการมอบประสบการณ์การโทรในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” Alan Quayle ที่ปรึกษาอิสระและผู้ก่อตั้ง TADHack และ TADHack Summit กล่าว “ การบูรณาการรวมเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดายช่วยลดต้นทุนการสนับสนุนลูกค้า และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยการช่วยให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ต้องการเร็วขึ้นแบบที่มีความเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะ”

 "การใช้วิดีโอเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยด้านประสบการณ์ เพิ่มจำนวนการคลิก และแปลงไปสู่การซื้อ" Al Balasco รองประธานฝ่ายโซลูชั่นการสื่อสารของ Radisys กล่าว "Engage Video Assistant เป็นแอพพลิเคชั่นบอตดิจิตอลตัวแรกที่รวมวิดีโอเสียงและข้อความเข้าด้วยกันเพื่อให้แบรนด์ที่พิเศษและการบริการลูกค้าที่แพร่หลายและปรับแต่งได้สำหรับการติดต่อลูกค้า B2B และ B2C ทุกที่ทุกเวลา"

เกี่ยวกับ Radisys

Radisys เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นและบริการด้านโทรคมนาคมแบบเปิด แพลตฟอร์มที่แยกออกจากกันและแบบบริการการรวมกันใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมและมาตรฐานอ้างอิงรวมกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์แบบเปิดทำให้ผู้ให้บริการสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบดิจิตอล โดย Radisys นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชั่นแบบ end-to-end ตั้งแต่จุดปลายดิจิตอลไปจนถึงโซลูชันการเข้าถึงและแยกส่วนและเปิดกว้างไปจนถึงแอพพลิเคชั่นดิจิตอลที่น่าประทับใจและแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วม องค์กรบริการเครือข่ายระดับโลกและมีประสบการณ์ช่วยมอบบริการครบวงจรเพื่อช่วยผู้ให้บริการสามารถสร้างและดำเนินการเครือข่ายที่ปรับขนาดได้และที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.Radisys.com.

Radisys®เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Radisys เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูคลังภาพ/มัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/52190634/en

ติดต่อ:

Nereus for Radisys

Lori Mesecke, +1-503-459-9150

lmesecke@nereus-worldwide.com