Category Archives: Real Estate

BrainBox AI ขยายความร่วมมือในเอเชียกับ Sunland Cleantech

Logo

มอนทรีออล–(BUSINESS WIRE)–29 กันยายน 2563

BrainBox AI ผู้บุกเบิกบริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อัตโนมัติสำหรับอาคารสำนักงานและอาคารพาณิชย์ ต้อนรับ Sunland Cleantech สมาชิกใหม่จากฮ่องกงสู่ครอบครัวพันธมิตรผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตที่กำลังเติบโตอย่างชื่นมื่น

บริการสำหรับเจ้าของอาคารจาก BrainBox AI ประกอบด้วยเทคโนโลยีเฉพาะที่รวมศาสตร์การเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) คลาวด์คอมพิวติ้งและอัลกอริทึมเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้อาคารสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง โซลูชันปัญญาประดิษฐ์ของ BrainBox ช่วยให้ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ (HVAC) ของอาคารสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติและแบบเรียลไทม์ ซึ่งทำให้ต้นทุนทางพลังงานโดยรวมลดลงถึง 25% ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ลดลง 20-40% และระดับความสบายภายในตัวอาคารเพิ่มขึ้น 60%

ปัจจุบัน ลูกค้าของ Sunland Cleantech สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยจัดการการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมที่ใหม่ที่สุดของตลาดและช่วยให้เจ้าของอาคารประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคได้อย่างเห็นผล เทคโนโลยีของ BrainBox AI สามารถติดตั้งให้เสร็จได้ใน 2-3 ชั่วโมงโดยไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้งเซ็นเซอร์

“การจับมือกับ BrainBox AI เพื่อให้บริการด้านการประหยัดพลังงานกับลูกค้าของเราโดยมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นศูนย์และระยะเวลาในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบที่สั้นช่วยให้เราทำตามพันธกิจที่ต้องการลดการบริโภคพลังงานทั้งจากระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศในเอเชีย” Chad Sunde กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Sunland Cleantech เผย “จากผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกวัน โซลูชันของ BrainBox AI สามารถนำเสนอทางเลือกที่ดีกว่าที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”

“พวกเรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้เป็นพันธมิตรกับ Sunland Cleantech และนำเสนอ BrainBox AI ในตลาดเอเชีย เราหวังว่า Sunland Cleantech จะช่วยให้เราบรรลุภารกิจในการลดการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งให้ผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศลดลงไปด้วย” Rainer Wellige ผู้อำนวยการสูงสุดด้านรายได้ของ BrainBox AI กล่าว

นับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2562 เป็นต้นมา BrainBox AI ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรจากทั่วโลกไปแล้วกว่า 30 ราย เพื่อนำเสนอโซลูชัน AI ที่เป็นตัวกำหนดอุตสาหกรรมให้กับตลาด Sunland Cleantech ขอเรียนเชิญเจ้าของอาคารในเอเชียให้ติดต่อทีมงาน Sunland Cleantech เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการด้านอาคารใหม่ล่าสุดจาก BrainBox AI โปรดเยี่ยชมเว็บไซต์ของ BrainBox AI เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี

เกี่ยวกับ Sunland Cleantech

Sunland Cleantech เป็นบริษัทจากฮ่องกงที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ เราตั้งเป้าเป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการประหยัดพลังงานในระบบทำความร้อน ระบายอากาศและปรับอากาศ (HVAC) ในเอเชีย และตื่นเต้นกับการได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในตลาดให้กับบริษัทต่าง ๆ ในเอเชีย

ไม่เพียงเท่านั้น เรายังเป็นบริษัทที่รักษ์โลกและต้องการทำสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อให้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันกลับมาสู่สภาวะสมดุลและทำให้โลกใบนี้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับคนเจเนอเรชันถัดไป ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ Sunland Cleantech

เกี่ยวกับ BrainBox AI

BrainBox AI ภายใต้การนำของ Sean Neely ผู้เป็นทั้งซีอีโอและผู้ก่อตั้งร่วม ผนวกกับความเชี่ยวชาญของ Jean-Simon Venne ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสูงสุดด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 โดยตั้งเป้าที่จะพลิกโฉมระบบอัตโนมัติภายในอาคารด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นผู้นำด้านอาคารสีเขียว สำนักงานใหญ่ของ BrainBox AI ตั้งอยู่ที่เมืองมอนทรีออล ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของโลก มีพนักงานกว่า 60 คนที่คอยสนับสนุนลูกค้าในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ในหลายภาคส่วน ได้แก่ อาคารสำนักงาน สนามบิน โรงแรม ที่พักอาศัย อาคารพักอาศัยรวม สถานดูแลระยะยาว ร้านขายของชำและร้านค้าปลีกเชิงพาณิชย์

BrainBox AI ทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านวิจัยหลายราย รวมถึงห้องปฏิบัติการพลังงานทดแทนแห่งชาติ (NREL) ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และ Institute for Data Valorization (IVADO) รวมถึงสถาบันด้านการศึกษาอย่าง École de technologie supérieure (ETS) ในมอนทรีออล ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ BrainBox AI

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่:
Sunland Cleantech
Chris Marland
chris@slcleantech.com

BrainBox AI
Perry Goldman
ผู้อำนวยการ, Montieth & Co.
pgoldman@montiethco.com

BrainBox AI ขยายความร่วมมือในเอเชียกับ Sunland Cleantech

Logo

มอนทรีออล–(BUSINESS WIRE)–28 กันยายน 2563

BrainBox AI ผู้บุกเบิกบริการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อัตโนมัติสำหรับอาคารสำนักงานและอาคารพาณิชย์ ต้อนรับ Sunland Cleantech สมาชิกใหม่จากฮ่องกงสู่ครอบครัวพันธมิตรผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตที่กำลังเติบโตอย่างชื่นมื่น

บริการสำหรับเจ้าของอาคารจาก BrainBox AI ประกอบด้วยเทคโนโลยีเฉพาะที่รวมศาสตร์การเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) คลาวด์คอมพิวติ้งและอัลกอริทึมเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้อาคารสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง โซลูชันปัญญาประดิษฐ์ของ BrainBox ช่วยให้ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ (HVAC) ของอาคารสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติและแบบเรียลไทม์ ซึ่งทำให้ต้นทุนทางพลังงานโดยรวมลดลงถึง 25% ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ลดลง 20-40% และระดับความสบายภายในตัวอาคารเพิ่มขึ้น 60%

ปัจจุบัน ลูกค้าของ Sunland Cleantech สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยจัดการการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมที่ใหม่ที่สุดของตลาดและช่วยให้เจ้าของอาคารประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคได้อย่างเห็นผล เทคโนโลยีของ BrainBox AI สามารถติดตั้งให้เสร็จได้ใน 2-3 ชั่วโมงโดยไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้งเซ็นเซอร์

“การจับมือกับ BrainBox AI เพื่อให้บริการด้านการประหยัดพลังงานกับลูกค้าของเราโดยมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นศูนย์และระยะเวลาในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบที่สั้นช่วยให้เราทำตามพันธกิจที่ต้องการลดการบริโภคพลังงานทั้งจากระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศในเอเชีย” Chad Sunde กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง Sunland Cleantech เผย “จากผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกวัน โซลูชันของ BrainBox AI สามารถนำเสนอทางเลือกที่ดีกว่าที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”

“พวกเรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้เป็นพันธมิตรกับ Sunland Cleantech และนำเสนอ BrainBox AI ในตลาดเอเชีย เราหวังว่า Sunland Cleantech จะช่วยให้เราบรรลุภารกิจในการลดการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งให้ผลกระทบทางด้านสภาพภูมิอากาศลดลงไปด้วย” Rainer Wellige ผู้อำนวยการสูงสุดด้านรายได้ของ BrainBox AI กล่าว

นับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2562 เป็นต้นมา BrainBox AI ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรจากทั่วโลกไปแล้วกว่า 30 ราย เพื่อนำเสนอโซลูชัน AI ที่เป็นตัวกำหนดอุตสาหกรรมให้กับตลาด Sunland Cleantech ขอเรียนเชิญเจ้าของอาคารในเอเชียให้ติดต่อทีมงาน Sunland Cleantech เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการด้านอาคารใหม่ล่าสุดจาก BrainBox AI โปรดเยี่ยชมเว็บไซต์ของ BrainBox AI เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี

เกี่ยวกับ Sunland Cleantech

Sunland Cleantech เป็นบริษัทจากฮ่องกงที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ เราตั้งเป้าเป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการประหยัดพลังงานในระบบทำความร้อน ระบายอากาศและปรับอากาศ (HVAC) ในเอเชีย และตื่นเต้นกับการได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในตลาดให้กับบริษัทต่าง ๆ ในเอเชีย

ไม่เพียงเท่านั้น เรายังเป็นบริษัทที่รักษ์โลกและต้องการทำสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อให้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันกลับมาสู่สภาวะสมดุลและทำให้โลกใบนี้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับคนเจเนอเรชันถัดไป ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ Sunland Cleantech

เกี่ยวกับ BrainBox AI

BrainBox AI ภายใต้การนำของ Sean Neely ผู้เป็นทั้งซีอีโอและผู้ก่อตั้งร่วม ผนวกกับความเชี่ยวชาญของ Jean-Simon Venne ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสูงสุดด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 โดยตั้งเป้าที่จะพลิกโฉมระบบอัตโนมัติภายในอาคารด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นผู้นำด้านอาคารสีเขียว สำนักงานใหญ่ของ BrainBox AI ตั้งอยู่ที่เมืองมอนทรีออล ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของโลก มีพนักงานกว่า 60 คนที่คอยสนับสนุนลูกค้าในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ในหลายภาคส่วน ได้แก่ อาคารสำนักงาน สนามบิน โรงแรม ที่พักอาศัย อาคารพักอาศัยรวม สถานดูแลระยะยาว ร้านขายของชำและร้านค้าปลีกเชิงพาณิชย์

BrainBox AI ทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านวิจัยหลายราย รวมถึงห้องปฏิบัติการพลังงานทดแทนแห่งชาติ (NREL) ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และ Institute for Data Valorization (IVADO) รวมถึงสถาบันด้านการศึกษาอย่าง École de technologie supérieure (ETS) ในมอนทรีออล ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ BrainBox AI

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่:
Sunland Cleantech
Chris Marland
chris@slcleantech.com

BrainBox AI
Perry Goldman
ผู้อำนวยการ, Montieth & Co.
pgoldman@montiethco.com

IWBI เผย Menarco เป็นรายแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านการประเมิน WELL Health-Safety Rating สำหรับการบริหารและจัดการอาคารสถานที่

Logo

แชมป์ประจำภูมิภาคเป็นผู้บุกเบิกวิธีรับมือกับความท้าทายจากการระบาดของ Covid -19 และให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในภาพรวมเป็นอันดับต้น ๆ

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–24 กันยายน 2563

วันนี้ International WELL Building Institute หรือ IWBI ได้ประกาศว่าตึก Menarco Tower สัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ เป็นอาคารแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ที่ผ่านระบบประเมินด้านสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับการบริหารและจัดการอาคารสถานที่โดย WELL ซึ่งเป็นโครงการที่ IWBI เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้เพื่อเป็นแนวทางและช่วยให้ธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นต่าง ๆ ที่จะทำให้เรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของทั้งพนักงาน ผู้มาเยือน และผู้ถือหุ้นเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหาในรูปแบบมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200924005639/en/
 

Menarco เป็น 1 ในบริษัทกว่า 100 แห่งทั่วโลกที่ลงทะเบียนในการประเมินด้านสุขภาพและความปลอดภัยในรูปแบบเอกสารตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม และได้เตรียมแนวทางซึ่งรองรับโดยวิทยาศาสตร์ของบริษัทขึ้นมา การประเมินนี้เป็นการประเมินโดยอิงจากหลักฐานและมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอกสำหรับประเภทอาคารและพื้นที่ใช้สอยใหม่และที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายเชิงปฏิบัติการ เกณฑ์วิธีด้านการบำรุงรักษา แผนฉุกเฉิน และกลยุทธ์การมีส่วนร่วมของผู้ถือหุ้นเพื่อช่วยให้องค์กรกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

“ระหว่างที่เรากำลังชื่นชมความสำเร็จของ Menarco Tower ในการเป็นอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกของภูมิภาคที่ได้รับการประเมินด้านสุขภาพและความปลอดภัยจาก WELL อยู่นี้ เราภาคภูมิใจที่ได้เห็น Menarco ก้าวไปอีกขั้นในการเดินทางร่วมกับ WELL ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาต่อเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และการเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน” Rachel Gutter ประธาน IWBI กล่าว “ความสำเร็จครั้งล่าสุดของ Menarco เป็นเสมือนเครื่องยืนยันให้กับทีมที่รับผิดชอบโครงการ พนักงาน และผู้ถือหุ้นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่พวกเขานำมาปฏิบัติสอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนรับรองของหน่วยงานภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ”

อาคาร Menarco Tower เป็นโครงการแรกที่ได้รับการรับรอง WELL Certified ในประเทศฟิลิปปินส์ โดย Gutter ชี้ให้เห็นว่าเส้นทางสู่การประเมิน WELL Health-Safety Rating ของโครงการที่ได้ขึ้นทะเบียน WELL-registered และได้รับการรับรอง WELL Certified นั้นมีการออกแบบอย่างถี่ถ้วน โดยใช้ประโยชน์จากความสอดคล้องกันของทั้งสองโปรแกรมอย่างมีประสิทธิภาพ โปรแกรมประเมินด้านสุขภาพและความปลอดภัย WELL นั้นดัดแปลงจาก WELL v2 ซึ่งเป็นมาตรฐานอาคารของ WELL ฉบับล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่จะให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาอาคารและปฏิบัติการที่อยู่ในรูปของเอกสารเป็นพิเศษ โครงการต่าง ๆ ของ WELL สามารถนำกลุยทธ์การออกแบบในระยะที่ยาวนานขึ้นไปใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการกระจายของโรคติดเชื้อได้ รวมถึงศึกษาจากระบบประเมินเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที เพื่อรับมือกับปัญหาภัยคุกคามแบบฉับพลันและเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมาเพื่อรองรับการทำธุรกิจขององค์กร

“ด้วยความร่วมมือจาก IWBI Menarco จะยังคงครองตำแหน่งผู้นำในโครงการริเริ่มต่าง ๆ ด้านอาคารที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป” Carmen Jimenez-Ong ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Menarco Development Corporation กล่าว ก่อนที่จะเสริมว่า Menarco confidently strode forward during the Covid-19 pandemic despite rising cases in the Philippines. “Menarco ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) และยอดผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นในฟิลิปปินส์ “เราทราบดีว่าระบบประเมินด้านสุขภาพและความปลอดภัย WELL ที่เรานำมาใช้นั้นเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในระดับนานาชาติ และฉันมีความยินดีอย่างมากที่ได้แจ้งข่าวว่าในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ อาคาร Menarco Tower ได้ช่วยเหลือให้ผู้คนปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข”

Menarco Tower ผ่านการประเมินจากการดำเนินการต่าง ๆ ในห้าหมวดหมู่ ได้แก่ ขั้นตอนการทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อ โครงการเตรียมความพร้อมฉุกเฉินซึ่งประกอบด้วยแผนสำหรับทั้งพนักงานและแขกของอาคาร และแผนสำหรับกลับเข้าอาคารหลักเกิดเหตุฉุกเฉิน ทรัพยากรสำหรับบริการด้านสุขภาพ เช่น การจัดโปรแกรมฟื้นฟูสำหรับผู้ที่ลาป่วยหรือลาคลอด การจัดการคุณภาพอากาศและน้ำ และการมีส่วนร่วมของผู้ถือหุ้นและทรัพยากรสื่อสารเพื่อส่งเสริมการสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

ระบบประเมินด้านสุขภาพและความปลอดภัย WELL โดย IWBI จัดทำขึ้นภายใต้แนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคต่าง ๆ และหน่วยงานที่ดูแลด้านการจัดการเหตุฉุกเฉิน คณะกรรมการจัดทำมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ เช่น ASTM International and ASHRAE และสถาบันวิชาการและวิจัยชั้นนำทั่วโลก IWBI ได้ประโยชน์อย่างมากจากข้อมูลเชิงลึกจากทีม Task Force on COVID-19 ซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังเกิดโรคระบาดเพื่อช่วยให้ธุรกิจและผู้นำด้านอาคารต่าง ๆ บูรณาการข้อมูลเชิงลึกพร้อมใช้และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองแล้วในการต่อสู้กับ COVID-19 และโรคคิดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ

เจ้าของอาคาร ผู้ดำเนินการ และผู้เช่าสามารถรับการประเมินด้านสุขภาพและความปลอดภัย WELL ได้เองอย่างอิสระโดยใช้ระบบประเมินเป็นเป็นแนวทางสู่การได้รับการรับรอง WELL Certification หรือรวมการประเมินไว้ในความสำเร็จสำคัญ ๆ ภายใต้การเดินทางสู่การขอรับรอง WELL Certification หรือใน WELL Portfolio

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบประเมินสุขภาพและความปอลดภัย WELL ได้ที่ https://www.wellcertified.com/health-safety

เกี่ยวกับ Menarco Development:

Menarco Development Corporation (Menarco) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดยตระกูล Jimenez ที่มี Menardo R. Jimenez (GMA Network) เป็นประธาน และก่อตั้งโดย Carmen Jimenez-Ong ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะก้าวสู่การเป็นกระบอกเสียงในการสร้างพื้นที่ทำงาน เล่น และอาศัยที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ที่ได้รับความไว้วางใจในระดับโลก ด้วยยึดในหลักที่ว่าสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ สุขภาพ และพฤติกรรม Carmen จึงได้เริ่มภารกิจสร้างอาคารสำนักงานที่ดีกว่า ซึ่งได้มาตรฐานด้านสุขภาพและความยั่งยืนในระดับนานาชาติ ผลลัพธ์ที่ได้คืออาคาร Menarco Tower อาคารสำนักงานขนาด 32 ชั้นที่เป็นแลนด์มาร์กและคว้ารางวัลมามากมายซึ่งก่อสร้างเสร็จในปี 2560 อาคารแห่งนี้ได้รับการพิจารณาให้เป็นอาคารที่ดีที่สุดด้านสุขภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังจากเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวที่ได้รับการรับรอง WELL Certified™ ระดับ Gold ของภูมิภาคนี้ การรับรอง LEED ™ Gold ยังเป็นเครื่องยืนยันที่ว่าอาคารแห่งนี้ไม่เพียงดีต่อผู้คนแต่ยังรวมถึงโลกด้วย ปัจจุบัน Menarco ตั้งตระหง่านอย่างภาคภูมิในฐานะอาคารที่เป็นหนึ่งเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยหลังผ่านการประเมิน Health & Safety Rating ™ จาก IWBI ที่เป็นที่ต้องการของหลาย ๆ คน โดยMenarco เป็นอสังหาแห่งที่สองของโลกที่ผ่านการประเมินต่อจากสนามแยงกี้สเตเดียม

Menarco Development Corporation เจ้าของอาคาร Menarco Tower ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงความสามารถของบริษัทในการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ เป็นผู้นำและนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ในฟิลิปปินส์โดยเป็นผู้บุกเบิกการสร้างอาคารที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและพื้นที่ใช้สอยที่ให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น ตามสโลแกน Putting You Above All สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่ Facebook: facebook.com/MenarcoDevCorp; InstagramL @menarcotower

เกี่ยวกับ International WELL Building Institute:

The International WELL Building Institute (IWBI) คือผู้นำการเคลื่อนไหวที่จะพาโลกสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านอาคารและชุมชน ด้วยวิธีการที่จะช่วยให้ผู้คนประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ มากขึ้น สิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือวิธีการที่จะทำให้อาคารและชุมชน และทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น มีความสบายมากขึ้น สร้างทางเลือกที่ดีกว่า และยกระดับสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้คนให้ดีขึ้น

WELL v2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดของมาตรฐาน WELL Building Standard (WELL) ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และโครงการนำร่อง WELL Community Standard เป็นระบบให้คะแนนในระดับเขตที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการสร้างชุมชนสุขภาพดีทั่วโลก ระบบประเมิน WELL Health-Safety Rating เป็นการประเมินจากหลักฐานและรับรองโดยหน่วยงานภายนอกที่สามารถใช้ได้กับอาคารทุกประเภท ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายเชิงปฏิบัติการ เกณฑ์วิธีด้านการบำรุงรักษา แผนฉุกเฉิน และการศึกษาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) และปัญหาด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่กว้างขึ้นต่อไปในอนาคต IWBI ขับเคลื่อนชุมชนสุขภาพด้วยการจัดการของ WELL AP การแสวงหางานวิจัยที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ การพัฒนาด้านแหล่งทรัพยากรทางการศึกษา และการสนับสนุนด้านนโยบายที่จะส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดีทั่วโลก IWBI เป็นสมาชิก United Nations Global Compact ซึ่งเป็นโครงการด้านการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดของโลก และช่วยเหลือให้บริษัทพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยใช้ WELL สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่นี่

International WELL Building Institute, IWBI, the WELL Building Standard, WELL v2, WELL Certified, WELL AP, WELL Portfolio, WELL Portfolio Score, The WELL Conference, We Are WELL, the WELL Community Standard, WELL Health-Safety Rating, WELL Health-Safety Rated, WELL Workforce, WELL และอื่น ๆ รวมถึงโลโก้ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายรับรองของ International WELL Building Institute pbc ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ.

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่นี่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200924005639/en/

สื่อ:
Yan Tai
media@wellcertified.com
hello@menarco.com.ph

International WELL Building Institute เปิดตัว WELL v2 อย่างเป็นทางการ

Logo

WELL v2 เวอร์ชันนี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและการพัฒนาของ WELL Building Standard (WELL) โดยเป็นเวอร์ชันที่มีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง ผ่านการทดสอบและรับรองที่มีความเข้มข้นสูงสุด

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–15 กันยายน 2563

หลังการพัฒนา การทดสอบและตรวจสอบการใช้งานอย่างต่อเนื่องมาตลอดสองปี วันนี้ International WELL Building Institute (IWBI) ได้ทำการเปิดตัวมาตรฐานการก่อสร้าง WELL Building Standard หรือ WELL v2 เวอร์ชันล่าสุดอย่างเป็นทางการ โดยมาตรฐานที่เพิ่งเปิดตัวนี้เป็นเวอร์ชันที่มีความยืดหยุ่นและตอบสนองได้รวดเร็วมากที่สุดในบรรดาระบบประเมินของ IWBI ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน และยังทำหน้าที่เป็นรากฐานในการสร้างระบบนิเวศทั้งหมดของ WELL อีกด้วย

“อาคารบ้านเรือนที่พัฒนา ชุมชนที่มีชีวิตชีวา และองค์กรที่แข็งแกร่งขึ้นคือหัวใจสำคัญในพันธกิจของเรานั้บตั้งแต่ WELL ได้รับการเปิดตัวในปี 2557” Rick Fedrizzi ประธานและซีอีโอของ IWBI กล่าว “เส้นทางที่นำเรามาสู่จุดนี้เป็นเส้นทางที่ยาวไกล แต่เรายืนยันได้ว่า WELL v2 นั้นมีความแกร่ง แข็งแรง และยืดหยุ่นพร้อมเผชิญทุกความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกหรือเรื่องความยุติธรรมในสังคม WELL v2 ได้พิสูจน์ให้เเห็นแล้วว่ามีความสอดคล้อง สามารถขยายขนาดเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ และเป็นระบบประเมินระดับโลกที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว มีความครอบคลุมครบวงจร มีความแข็งแกร่งในเชิงเทคนิค ให้ความสำคับกับลูกค้า และสามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรหรือพื้นที่ได้ทุกประเภท”

WELL v2 เป็นพาหนะให้อาคารและองค์กรสามารถสร้างพื้นที่โดยคิดอย่างละเอียดรอบคอบมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับสุขภาพและสวัสดิภาพที่ดีขึ้นให้กับผู้คน ในมาตรฐานประกอบไปด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาสุขภาพของผู้คนผ่านการแทรกแซงด้วยการออกแบบ (Design Intervention) เกณฑ์วิธีเชิงปฏิบัติการ รวมถึงนโยบายและพันธสัญญาที่จะสร้างวัฒนธรรมแห่งการเสริมสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดี WELL v2 ซึ่งต่อยอดจากรากฐานของ WELL Building Standard (WELL v1) เวอร์ชันแรกนั้นสะสมความเชี่ยวชาญจากชุมชนผู้ใช้ WELL ที่มีความหลากหลาย ผู้ชำนาญด้านการแพทย์และการออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาคารจากทั่วโลก

WELL v2 รวมเอาทุกสิ่งจากระบบก่อนหน้ามาไว้ในระบบประเมินเวอร์ชันล่าสุดและออกแบบให้สามารถสร้างความสะดวกให้กับโครงการทุกประเภทในทุกภาคส่วน โดยมีการตั้งเป้าให้ระบบดังกล่าวเติบโตในแง่ของความเชี่ยวชาญแบบเฉพาะด้านเพื่อสามารถรองรับประเภทโครงการและพื้นที่ได้อย่างหลากหลายต่อไป รวมถึงเพื่อตอบสนองหลักฐานใหม่ ๆ และความจำเป็นด้านสาธารณสุขที่มีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา มาตรฐานนี้เกิดขึ้นบนแนวคิด 10 ด้าน ได้แก่ อากาศ น้ำ อาหารเพื่อสุขภาพ แสง การเคลื่อนที่ สภาวะสบายเชิงความร้อน (thermal comfort) เสียง วัสดุ ความคิด และชุมชน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของมนุษย์

ความสำคัญขององค์ประกอบในแนวคิดเหล่านี้ถูกเน้นย้ำด้วยหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งเชื่อมโยงกับการออกแบบ นโยบาย และกลยุทธ์ด้านอาคารที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดี และยังได้รับการรับรองโดยหน่วยงานภายนอกอย่าง Green Business Certification Inc. (GBCI) โดยผ่านการทดสอบทั้งด้านเอกสารและ/หรือประสิทธิภาพ ได้รับการทดสอบในระยะนำร่องทั้งในเวอร์ชัน WELL v1 และ/หรือ WELL v2 และแสดงให้เห็นว่าได้รับการยอมรับและนำไปใช้และในโครงการต่าง ๆ กว่า 3,300 โครงการในหลากหลายประเภท บนพื้นที่กว่า 413 ล้านตารางฟุต ใน 54 ประเทศ และยังรวมข้อมูลจากภายนอกจากชุมชนของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการออกแบบที่มีความหลากหลาย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ผู้ใช้ และบุคคลภายนอกอื่น ๆ

“ในฐานะเครื่องมือชั้นนำด้านการพัฒนาสุขภาพและสุขภาวะที่ดีระดับโลก WELL Building Standard จะช่วยให้ผู้คนทำงาน ใช้ชีวิต ทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพร้อมสุขภาพที่ดี IWBI ที่มี WELL เป็นพาหนะ จะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เรารู้ให้เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติ” Rachel Gutter ประธาน IWBI กล่าว “เรานำสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาไว้ในระบบประเมินที่เข้าถึงและปรับเปลี่ยนได้ รวมทั้งมีความเป็นธรรมมากขึ้น และจะยังคงยึดการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ และแนวปฏิบัติที่ดีของอุตสาหกรรมต่อไป WELL v2 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความยืดหยุ่น ตรวจสอบได้ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงโลก”

นอกจากนี้ Gutter ยังกล่าวเสริมว่า “นับตั้งแต่การเปิดตัวมาตรฐาน WELL v2 เวอร์ชันนำร่องในปี 2561 เราได้ทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อนำความคิดเห็นของสมาชิกหลายพันคนจากชุมชนทั่วโลกมาปรับใช้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มีการตรวจสอบทุกกลยุทธ์และทดสอบหัวข้อต่างๆ อย่างครบถ้วนไม่ขาดตก หลังจากที่มาตรฐาน WELL v2 ผ่านการทดสอบในระยะนำร่องแล้ว ช่วงเวลานี้ถือเป็นจุดสุดยอดของปีแห่งการสร้างสรรค์ร่วมกันที่จะขยายออกไปสู่อาคาร ชุมชน และองค์กรต่างๆ ทั่วโลก”

มาตรฐาน WELL v2 ในระยะนำร่องถูกนำมาใช้โดยชุมชน IWBI ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และนับตั้งเเต่มีีการปล่อยให้ใช้ มีโครงการต่าง ๆ กว่า 3,300 โครงการลงทะเบียนเพื่อขอรับการรับรอง WELL Certification ภายใต้มาตรฐานนี้ องค์ประกอบที่เป็นกุญแจสำคัญของกระบวนการพัฒนาสำหรับ WELL คือการทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลจากบุคคลหลากหลายกลุ่ม ในช่วงระยะนำร่องตลอดสองปี มาตรฐาน WELL v2 ผ่านการปรับปรุงและปรับโฉมอย่างต่อเนื่องผ่านขั้นตอนการพัฒนาที่มีความเข้มข้น และการรับฟังความเห็นจากสาธารณะเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งนำมาสู่ความเห็นหลายร้อยความเห็น รีวิวและความคิดเห็นจากที่ปรึกษาด้านแนวคิดของ WELL 150 ชุด รวมถึงความคิดเห็นหลายพันชุดจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระหว่างขั้นตอนแสดงความคิดเห็นขั้นสุดท้าย และภาคผนวก และภาคผนวกที่นำเสนอคำอธิบายและกลยุทธ์ที่สนับสนุนการนำมาตรฐาน WELL v2 ในระยะนำร่องมาใช้กับโครงการในสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์ทั้งหมด 8 ชิ้น นอกจากนี้ ทีม IWBI Task Force on COVID-19 ซึ่งประกอบด้วยผู้นำทางความคิดที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก 16 รายที่เข้ามามีบทบาทในฐานะประธานร่วม ผู้นำตลาดและผู้เชี่ยวชาญเกือบ 600 คนจาก 30 ประเทศ ยังได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นอีกหลายพันความคิดเห็นตลอดช่วง 40 วันของกิจกรรมสุดเข้มข้นเพื่อประเมินทิศทางของ WELL v2 ที่จะสามารถเสริมสร้างให้แกร่งยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนเกี่ยวกับการป้องกัน การเตรียมความพร้อม ความยืดหยุ่นและการฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

นอกจากการสนับสนุนด้านการสอนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ไปจนถึงการวิจัยที่เจาะลึกเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และเรียนรู้จากกลุ่มเพื่อนแล้ว WELL v2 ยังมาพร้อมเเพ็คเกจส่วนเสริม ผลิตภัณฑ์และบริการที่จะพลิกโฉมวิธีที่องค์กรมีส่วนร่วมกับ WELL และชุมชนที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตลอดทั้งปีที่เหลือ IWBI จะแนะนำทรัพยากรและเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนสามารถมีส่วนร่วมซึ่งกันและมีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลของ IWBI เครื่องมือ WELL v2 Skybridge ใหม่ ซึ่งพร้อมใช้งานแล้วขณะนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานประเมินความคล้ายคลึงและความแตกต่างที่สำคัญ ๆ ระหว่างมาตรฐาน WELL v2 เวอร์ชันนำร่องและ WELL v2 เวอร์ชันทางการ 

หลังสิ้นสุดระยะนำร่องของมาตรฐาน WELL v2 โครงการ WELL v2 เวอร์ชันนำร่อและโครงการ WELL v1 จะปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 31 ธันวาคม 2563 แบบทดสอบ WELL AP จะยังคงใช้เนื้อหาตามมาตรฐาน WELL v1 จนถึงปลายปี 2564

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐาน WELL v2 ได้ที่ https://v2.wellcertified.com/wellv2/en/overview และสามารถเข้าร่วมการประชุมทางไกลหัวข้อ Let's celebrate: WELL v2 is here ได้ในวันที่ 24 กันยายน 2563 นี้

เกี่ยวกับ International WELL Building Institute

The International WELL Building Institute (IWBI) คือผู้นำการเคลื่อนไหวที่จะพาโลกสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านอาคารและชุมชน ด้วยวิธีการที่จะช่วยให้ผู้คนประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ มากขึ้น สิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือวิธีการที่จะทำให้อาคารและชุมชน และทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น มีความสบายมากขึ้น สร้างทางเลือกที่ดีกว่า และยกระดับสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้คนให้ดีขึ้น WELL v2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดของมาตรฐาน WELL Building Standard (WELL) ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และโครงการนำร่อง WELL Community Standard เป็นระบบให้คะแนนในระดับเขตที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการสร้างชุมชนสุขภาพดีทั่วโลก ระบบประเมิน WELL Health-Safety Rating เป็นการประเมินจากหลักฐานและรับรองโดยหน่วยงานภายนอกที่สามารถใช้ได้กับอาคารทุกประเภท ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายเชิงปฏิบัติการ เกณฑ์วิธีด้านการบำรุงรักษา แผนฉุกเฉิน และการศึกษาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) และปัญหาด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่กว้างขึ้นต่อไปในอนาคต IWBI ขับเคลื่อนชุมชนสุขภาพด้วยการจัดการของ WELL AP การแสวงหางานวิจัยที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ การพัฒนาด้านแหล่งทรัพยากรทางการศึกษา และการสนับสนุนด้านนโยบายที่จะส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดีทั่วโลก IWBI เป็นสมาชิก United Nations Global Compact ซึ่งเป็นโครงการด้านการเป็นพลเมืองที่ดีขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดของโลก และช่วยเหลือให้บริษัทพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยใช้ WELL สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่นี่

International WELL Building Institute, IWBI, the WELL Building Standard, WELL v2, WELL Certified, WELL AP, WELL Portfolio, WELL Portfolio Score, The WELL Conference, We Are WELL, the WELL Community Standard, WELL Health-Safety Rating, WELL Health-Safety Rated, WELL Workforce, WELL และอื่น ๆ รวมถึงโลโก้ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายรับรองของ International WELL Building Institute pbc ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200915006099/en/

ติดต่อ:
Judith Webb, media@wellcertified.com

SL Green ฉลองการเปิด One Vanderbilt Avenue ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์

Logo

ตึกสูง 1,401 ฟุตสร้างนิยามใหม่ให้กับวิวตึกระฟ้าของแมนฮัตตัน สร้างเทรนด์สถานที่ทำงานที่ทันสมัย และการันตีอนาคตอันสดใสของมหานครนิวยอร์ก

SL Green เปิดตัวการลงทุนเอกชนมูลค่า 220 ล้านดอลลาร์ในพื้นที่สาธารณะซึ่งรวมถึงการสร้างลานสาธารณะแห่งใหม่ ห้องโถงสำหรับเปลี่ยนรถไฟ และการเพิ่มความจุในสถานี Grand Central Terminal

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–14 ก.ย. 2563

SL Green Realty Corp. (NYSE: SLG) เจ้าของสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดในแมนฮัตตัน ร่วมกับ Hines และ National Pension Service of Kore ซึ่งเป็นหุ่นส่วน ได้เปิดตัว One Vanderbilt Avenue ซึ่งเป็นอาคารสูงเสียดฟ้าใจกลางย่าน East Midtown ในวันนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ขนส่ง ผู้นำแรงงาน ผู้เช่าอาคารและทีมพัฒนา  มาร่วมเข้าร่วมในพิธีตัดริบบิ้นกับผู้นำ SL Green เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวไอคอนใหม่ล่าสุดของนครนิวยอร์กอย่างเป็นทางการ โดยอาคารดังกล่าวได้รับใบรับรองให้ตั้งอยู่ที่นั่น หรือ Temporary Certificate of Occupancy อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เป็นแบบมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200914005672/en/

Standing 1,401 feet tall and totaling 1.7 million square feet, One Vanderbilt offers an unparalleled package of amenities, innovative office design, technology offerings, best-in-class sustainability practices and a prime location at the doorstep of Grand Central Terminal. The iconic tower is the tallest office tower in Midtown Manhattan. (Photo: Business Wire)

อาคาร One Vanderbilt ซึ่งมีความสูง 1,401 ฟุตและมีพื้นที่รวม 1.7 ล้านตารางฟุต นำเสนอแพ็คเกจสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่มีใครเทียบได้ ที่มาพร้อมกับการออกแบบสำนักงานระดับนวัตกรรม การนำเสนอเทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่ดีที่สุด และตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยม ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟ Grand Central Terminal ทั้งนี้หอคอยระดับไอคอนแห่งนี้จะเป็นอาคารสำนักงานที่สูงที่สุดในมิดทาวน์แมนฮัตตัน (ภาพ: Business Wire)

ที่ความสูง 1,401 ฟุต One Vanderbilt กลายเป็นสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบริษัทต่าง ๆ ทั้งด้านการเงิน การธนาคาร กฎหมาย และอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลกหลายแห่ง และมีผู้เช่าประมาณ 70% โดยตึกระฟ้าขนาด 1.7 ล้านตารางฟุตนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหนือชั้น การออกแบบสำนักงานระดับนวัตกรรม การนำเสนอเทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่ดีที่สุด และทำเลที่ตั้งที่ดีเยี่ยมที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Grand Central Terminal มาก ๆ

“วันนี้เราภูมิใจที่ได้เปิด One Vanderbilt Avenue อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเพิ่มอนุสาวรีย์แห่งใหม่ให้กับวิวตึกระฟ้าของแมนฮัตตันที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งมีส่วนช่วยในการฟื้นฟู East Midtown และเป็นการย้ำเจตนารมณ์ในการกำหนดอนาคตที่สดใสสำหรับเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” Marc Holliday ประธานและซีอีโอ ของ SL Green กล่าว “One Vanderbilt มีทำเลที่ดีที่สุดในแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทชั้นนำระดับโลกและเป็นที่ตั้งของพื้นที่และมุมมองที่น่าทึ่งที่สุดในนิวยอร์กซิตี้ ทั้งนี้ One Vanderbilt ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับมหานครนิวยอร์ก และวันนี้เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะส่งมอบการโครงการพัฒนาปรับปรุงสาธารณะเป็นชุด ๆ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากเอกชนทั้งบริเวณในและรอบ ๆ Grand Central Terminal ให้กับชาวนิวยอร์ก”

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน

One Vanderbilt แสดงให้เห็นถึงโมเดลใหม่สำหรับวิธีที่ภาคเอกชนและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันเพื่อส่งมอบผลประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่สำคัญซึ่งสร้างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง City of New York และ Metropolitan Transportation Authority ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างประวัติศาสตร์ของย่าน East Midtown

วันนี้ SL Green เปิดตัวแพคเกจพื้นที่สาธารณะแบบเปิดมูลค่า 220 ล้านดอลลาร์และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งซึ่งจะช่วยบรรเทาความแออัดยัดเยียดบนชานชาลารถไฟใต้ดิน เพิ่มการไหลเวียนของผู้โดยสารในและรอบ ๆ อาคารผู้โดยสาร และสร้างทางเดินใหม่ที่ตรงไปยังทางรถไฟที่ไปสู่ภูมิภาค

การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงห้องโถงขนส่งสาธารณะแห่งใหม่ขนาด 4,000 ตารางฟุตภายในอาคาร โดยให้การเชื่อมต่อที่ดีขึ้นไปยังรถไฟ Metro-North รถไฟไปยังไทม์สแควร์และสถานี Long Island Rail Road ในอนาคตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ East Side Access  โดยพื้นที่ติดกับห้องโถงขนส่งเป็นลานสำหรับคนเดินแห่งใหม่ขนาด 14,000 ตารางฟุต บนถนน Vanderbilt ระหว่างถนนสาย 42 และ 43 ตะวันออก

SL Green ยังได้สร้างทางเข้ารถไฟใต้ดินระดับถนนใหม่อีก 2 ทางและเปิดทางเชื่อม Mobil Passageway อีกครั้ง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสถานีแกรนด์เซ็นทรัลกับทางเข้าใหม่ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของถนนหมายเลข 42 และ Lexington Avenue สถานการณ์ความคับคั่งของผู้โดยสารภายในสถานีรถไฟใต้ดิน Grand Central ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีพื้นที่หมุนเวียนบนชั้นลอยเพิ่มขึ้น 37% มีบันไดใหม่ระหว่างชั้นลอยและชานชาลาของรถไฟใต้ดินเส้น 4, 5, 6 และ 7 เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงลิฟต์ ADA หนึ่งตัวตัวใหม่ พร้อมบันไดเลื่อนและลิฟต์ใหม่อีกมากมาย ร่วมกับประตูหมุนและประตูเพิ่มเติมและบันไดที่เชื่อมไปยังไทม์สแควร์ การปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความแออัดบนชานชาลาส่งผลให้มีรถไฟผ่านสถานีเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งลำต่อชั่วโมง

การปรับปรุงระบบขนส่งของ SL Green ที่สถานี Grand Central Terminal ช่วยเสริมโครงการโครงการเชื่อมถนนหมายเลข 42  ของ MTA Construction & Development เมื่อโครงการเชื่อมถนนหมายเลข 42 เสร็จสิ้นแล้ว มันจะเชื่อมต่อกับทางเดินขนส่งใต้ถนนหมายเลข 42 อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นเพื่อให้ทรานสเฟอร์ง่ายขึ้น ลดเวลาในการเดินทางโดยรวมสำหรับลูกค้า และขยายการเข้าถึงระบบสำหรับลูกค้าที่มีความทุพพลภาพ ใช้รถไฟสาย 42 St ได้ จากสถิติคนเดินผ่านทางเดิน 42 St มากกว่า 1.1 ล้านทุกวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าจำนวนผู้โดยสารของระบบรถไฟใต้ดินและรถประจำทางทั้งหมดของบอสตันในหนึ่งวัน

“ ในขณะที่เราสร้างเมืองที่เป็นธรรมมากขึ้นและดีขึ้น เราจำเป็นต้องมีโครงการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ อย่างเช่น One Vanderbilt มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม” นายกเทศมนตรี de Blasio กล่าว “ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเช่นนี้จะช่วยให้เมืองนิวยอร์กกลับมาแข็งแกร่งและช่วยฟื้นฟูศูนย์กลางธุรกิจหลัก ๆ อย่าง Midtown East  ผมภูมิใจที่ได้ยืนหยัดร่วมกับพันธมิตรของเราในแวดวงธุรกิจในวันนี้ และหวังว่าจะได้ร่วมงานกับพวกเขาในโครงการที่กล้าหาญและทะเยอทะยานอื่น ๆ ในอนาคตอีก”

“ ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะเจาะกว่าครั้งไหน ๆ ที่เราต้องแสดงให้เพื่อนชาวนิวยอร์กเห็นว่าเรายังคงสามารถบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในเมืองนี้ได้ การสร้าง One Vaderbilt จนเสร็จสิ้นและการเปิด One Vanderbilt เป็นหนึ่งในสิ่งเหล่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สำหรับผู้ที่ทำงาน ผู้ใช้ชีวิตและ ผู้เดินทางผ่านย่านแกรนด์เซ็นทรัล พวกเขาจะเห็นผลกระทบที่ดีขึ้นในทันทีต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาผ่านผลประโยชน์สาธารณะที่เราสร้างให้พวกเขาได้” Gale A. Brewer ประธานเขต Manhattan Borough กล่าว “ เริ่มตั้งแต่การอัพเกรดระบบขนส่งสาธารณะบนชานชาลารถไฟใต้ดิน การเชื่อมต่อโดยตรงไปยังสายภูมิภาค และลานสาธารณะแห่งใหม่นอกแกรนด์เซ็นทรัล สิ่งเหล่านี้เป็นการปรับปรุงที่สำคัญซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนนี้ในอีกหลายปีข้างหน้า ฉันอยากขอบคุณ SL Green สำหรับการเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมและการดำเนินการฟื้นฟู East Midtown อย่างต่อเนื่องให้เป็นย่านธุรกิจชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก”

“ การปรับโฉม East Midtown เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการปรับปรุง Midtown ให้ทันสมัยในขณะที่เชื่อมต่อการเติบโตใหม่ ๆ กับระบบขนส่งสาธารณะและพื้นที่เปิดโล่ง (open space)” Keith Powers สมาชิกสภากล่าว “ วันนี้ One Vanderbilt เป็นโครงการสำคัญโครงการแรกที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราทุกคนสามารถตั้งคารอคอยภาพชาวนิวยอร์กที่จะได้ใช้รถไฟใต้ดินที่อัพเกรดใหม่และพื้นที่สาธารณะรอบ ๆ แกรนด์เซ็นทรัลในอนาคต เอาไว้ได้เลย”

“แกรนด์เซ็นทรัลเป็นหนึ่งในสถานีรถไฟใต้ดินที่พลุกพล่านที่สุดในนิวยอร์กและในโลก ความจุทางเข้าและขาออกที่ถูกเพิ่มเติมจากการอัพเกรดที่ล้ำสมัยเหล่านี้จะทำให้คนเดินในสถานีนำได้ง่ายขึ้นและปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า” Janno Lieber ประธานฝ่ายการก่อสร้างและพัฒนา MTA กล่าว “ โครงการนี้ยังแสดงให้เห็นว่าองค์กร MTA C&D แห่งใหม่ใช้ประโยชน์จากการลงทุนส่วนตัวเพื่อส่งมอบโครงการได้เร็วขึ้น ดีขึ้นและถูกลงได้อย่างไร One Vanderbilt เป็นหลักฐานยืนยันการฟื้นคืนชีพของ East Midtown และการบรรลุโครงการ East Side Accessในปี 2565 จะทำให้สถานะของเขตนี้แข็งแกร่งขึ้นถึงขีดสุด "

สำนักงานใหญ่ของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ด้านการธนาคาร การเงินและกฎหมายระดับโลก

บัญชีรายชื่อผู้เช่าที่แข็งแกร่งของตึกเต็มไปด้วยบริษัทการเงิน การธนาคารกฎหมายและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ซึ่ง One Vanderbilt มีผู้เช่าเกือบ 70% แล้ว ผู้เช่าของอาคารรวมถึง TD Securities บริษัท ด้านการธนาคารและการลงทุนชั้นนำที่ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการด้านตลาดทุนที่หลากหลายและ TD Bank,  America's Most Convenient Bank ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา บริษัท The Carlyle Group, KPS Capital Partners, Oak Hill Advisors, InTandem Capital, SageWind Capital และ Sentinel Capital Partners ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง Greenberg Traurig and McDermott Will & Emery, DZ Bank บริษัทการเงินระดับโลกของเยอรมัน, MFA Financial Inc. ทรัสต์และบริษัทมหาชนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  และ SL Green Realty Corp.

“ในฐานะผู้เช่ารายใหญ่ที่สุด โครงการ  One Vanderbilt ของ TD เป็นภาพสะท้อนของการเติบโตและความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อนิวยอร์กซิตี้” Greg Braca ประธานและซีอีโอของ TD Bank, America’s Most Convenient Bank กล่าว “ ความปรารถนาของเราที่จะรวมหลายหน่วยงานเอาไว้ในอาคารที่โดดเด่นเพียงแห่งเดียวทำให้เกิดวิทยาเขตที่มีความก้าวหน้าสำหรับลูกค้า สำหรับเพื่อนร่วมงาน และชุมชนของเรา One Vanderbilt จะเป็นที่ตั้งของหน่วยธุรกิจหลายรายรวมถึง TD Securities และ TD Bank, America’s Most Convenient Bank ซึ่งจะมีหน้าร้าน TD ที่ชั้นล่างสำหรับลูกค้าของเราที่อาศัยหรือทำงานที่นี่ หรือที่แวะมาที่นิวยอร์ก”

ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์

Kohn Pedersen Fox (KPF) Associates เป็นผู้รับผิดชอบการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ One Vanderbilt ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินสี่ลำที่เชื่อมต่อกันและลำเรียวเล็กไปที่ด้านบนหมุนวนไปบนท้องฟ้า ที่ฐานของตึก การตัดมุมทางด้านทิศใต้ของบล็อกแสดงให้เห็นภาพของสถานี Grand Central Terminal เป็นทอด ๆ เผยให้เห็นมุมบัวอันงดงามของสถานี Granf Terminal ซึ่งเป็นมุมมองที่ถูกบดบังมาเกือบศตวรรษ กำบังหน้าที่ทำจากดินเผาของตึกซึ่งรวมเอากระเบื้องเพดานที่แตกต่างกันแบบเดียวกับที่พบทั่วไปใน Grand Central Terminal ทำให้โครงสร้างที่สูงตระหง่านดูมีพื้นผิวที่ส่องสว่างเป็นธรรมชาติ ทาง American Institute of Architects (AIA) ยังต้องยกย่อง One Vanderbilt และ KPF ด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ 2018 AIANY Merit Award สาขาการออกแบบเมือง

"อาคาร One Vanderbilt เป็นการย้อนตำนานยุคทองของสถาปัตยกรรมตึกสูงในนิวยอร์ก" James von Klemperer ประธาน KPF และอาจารย์ใหญ่ด้านการออกแบบของ KPF กล่าว"ในฐานะที่เป็นหอคอยรูปทรงสี่เหลี่ยมเรียวแหลม ด้านบนที่โดดเด่นของตึกเด่นเสมออาคาร Empire State และ Chrysler เมื่อมองไปที่วิวของตึกระฟ้า ในขณะเดียวกันการออกแบบตึกนี้ก็ช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงด้านจุดประสงค์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม อาคารใหม่เชื่อมต่อทั้งเชิงพื้นที่และเชิงโครงการกับสถานี Grand Central Terminal เราดีใจมากที่สามารถออกแบบตึกระฟ้าเชิงพาณิชย์ที่รองรับวาระสำคัญของการสร้างความยั่งยืนและเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่สาธารณะในปัจจุบัน โดยรวมแล้วโครงการได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ East Midtown ทำให้ขึ้นมาเป็นผู้นำในการฟื้นฟูย่านธุรกิจเก่าแก่ของแมนฮัตตันต่อไป”

นวัตกรรมด้านสุขภาพและความยั่งยืน

ในฐานะผู้นำระดับโลกในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล SL Green ได้ลงทุนเป็นจำนวนมูลค่า 17 ล้านดอลลาร์ในการสร้างคุณสมบัติด้านความยั่งยืนที่ One Vanderbilt เพื่อให้มั่นใจว่าตึกแห่งนี้จะรักษารอยเท้าคาร์บอน (carbon footprints) ให้อยู่ในกลุ่มที่ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาอาคารที่มีขนาดใกล้เคียงกันในนิวยอร์กซิตี้ ตึกแห่งนี้สร้างขึ้นโดยใช้เหล็กเส้นที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล 90% ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีล้ำสมัยซึ่งรวมถึงระบบผลิตโคเจนเนอเรชั่น 1.2 เมกะวัตต์และระบบรวบรวมน้ำฝน 90,000 แกลลอนและมีการควบคุมฉนวนกันความร้อนสำหรับการทำความร้อนและการระบายความร้อนผ่านกระจกที่มีประสิทธิภาพสูง เห็นได้ชัดว่าการดำเนินงานของ One Vanderbilt จะนำไปสู่การได้รับการการันตีด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการ ซึ่งรวมถึงการรับรอง LEED และ WELL ระดับสูงสุด

One Vanderbilt จะรวมโครงการริเริ่ม“ SL Green Forward” ซึ่งส่งเสริมความปลอดภัย ความสะอาด และสุขลักษณะที่ดีสำหรับผู้เช่าในระดับสูง One Vanderbilt จะมีแอปพลิเคชั่นแบบสแตนด์อโลนอันเดียวที่มีการควบคุมการเข้าถึงสำหรับผู้เช่า การจัดการผู้เยี่ยมชม และการเรียกลิฟต์ ช่วยให้ผู้เช่าและแขกสามารถเคลื่อนตัวและได้รับประสบการณ์ที่ลื่นไหลเริ่มตั้งแต่จากประตูหมุนไปจนถึงลิฟต์ อาคารจะนำเสนอการควบคุมทางวิศวกรรมเช่นการกรอง MERV-16 และการเพิ่มอากาศจากภายนอกเข้าไปข้างใน นอกจากนี้ SL Green ได้ใช้ Silent Sentinel ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพความร้อนที่มีความสามารถในการอ่านคนเป็นจำนวน 100 คนต่อนาทีเพื่อป้องกันการรอคิวนาน

สร้างโดยคนนิวยอร์กเพื่อคนนิวยอร์ก

One Vanderbilt ถูกสร้างขึ้นเสร็จก่อนกำหนดและใช้งบประมาณน้อยกว่าที่คาดโดยทีมสหภาพแรงงานเต็มรูปแบบ ภายใต้การนำของผู้จัดการฝ่ายก่อสร้างจาก AECOM Tishman ซึ่งรวมคนงานมากกว่า 3,000 คนในช่วงเกือบสี่ปี ในช่วงที่มีกิจกรรมสูงสุดจะมีคนงานมากกว่า 1,400 คนอยู่ในสถานที่ทุกวันเพื่อทำให้โครงการเสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้โครงการได้ว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงเกือบห้าสิบราย ตึกอันเป็นเอกลักษณ์แห่งนี้ประกอบไปด้วยเหล็กที่ผลิตและประดิษฐ์จากสหรัฐมากกว่าสองหมื่นหกพันตันและคอนกรีตเจ็ดหมื่นสี่พันลูกบาศก์หลา

ความมุ่งมั่นต่อสหภาพแรงงานที่ One Vanderbilt จะดำเนินต่อไปผ่านการดำเนินงานของอาคาร เมื่อมีการดำเนินงานเต็มอัตรา One Vanderbilt จะประกอบด้วยพนักงานสหภาพเกือบ 150 คนจาก  32BJ SEIU, Local 94 และ NUSOG เป็นตัวแทนอยู่ในกลุ่ม

“เนื่องจากความร่วมมือระหว่าง SL Green และ 32BJ ที่ One Vanderbilt ชนชั้นแรงงานชาวนิวยอร์กจะได้รับประโยชน์จากงานใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพสูงในเวลาที่พวกเขาต้องการงานมาก ๆ” Kyle Bragg ประธานของ 32BJ SEIU กล่าว “ ท่ามกลางการแพร่ระบาด โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงวิธีที่การพัฒนาใหม่ ๆ สามารถเปิดโอกาสในการสร้างพนักงานบริการ และเสริมสร้างครอบครัวและชุมชนได้”

One Vanderbilt เป็นหนึ่งใบเป็นสัญลักษณ์ของคุณค่าที่เป็นลักษณะพิเศษของ Gerald Hines และนี่ถือเป็นการสานต่อชื่อเสียงของเขาในการจับคู่หุ้นส่วนที่ดีที่สุดในด้านต่าง ๆ และโครงการที่โดดเด่น การออกแบบที่โดดเด่นถือเป็นการให้เกียรติแก่ประเพณีการสร้างตึกระฟ้าที่มีการพัฒนาอยู่เสมอในเมืองนิวยอร์ก” Tommy Craig กรรมการผู้จัดการอาวุโสของ Hines กล่าว “ การดำเนินการที่ไร้ที่ติ ถึงแม้จะมีความท้าทายมากมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพและการทำงานอย่างหนักของทีมงานโครงการทั้งหมดและความแข็งแกร่งของความร่วมมือระหว่าง SL Green และ Hines”

“ เราอยากขอบคุณ SL Green สำหรับวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำของพวกเขาและสำหรับการให้เราเข้าร่วมในโครงการที่ยอดเยี่ยมนี้” Jay Badame ประธาน AECOM Tishman กล่าว “ อาคารหลังนี้เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนชีพของมิดทาวน์อีสต์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนของนิวยอร์กและเป็นการสรรเสริญการค้า ของหลายพันคนที่เป็นผู้สร้างและนำความสำเร็จมาสู่ในเมืองนี้ เราเคยสร้างไอคอนในนิวยอร์กมาก่อน เราทำให้เกิดขึ้นที่นี่ได้แล้ว และเรารู้ว่าเราจะทำมันได้อีกครั้ง "

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่มีใครเทียบได้ ได้แก่ ร้านอาหารโดย Daniel Boulud และ Observation Deck

ในไตรมาสแรกของปี 2564 Daniel Boulud เชฟชื่อดังระดับโลกจะเปิดร้านอาหารที่ One Vanderbilt ชื่อ 'Le Pavillon'  โดย Le Pavillon จะมีพื้นที่ 11,000 ตารางฟุตโดยมีเพดานสูง 60 ฟุตตั้งอยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของชั้นสอง หันหน้าไปทางแกรนด์เซ็นทรัลพร้อมทิวทัศน์อันโดดเด่นของตึกไครสเลอร์

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าที่ได้มีโอกาสทำ Le Pavillon ที่ One Vanderbilt  เรากำลังทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อสร้างโอเอซิสแห่งการรับประทานอาหารในใจกลางมิดทาวน์ที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินได้ เมนูของเราจะเน้นไปที่อาหารทะเลและผักที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นและตามฤดูกาล โดย Le Pavillon ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมและธรรมชาติ พร้อม ๆ ไปกับการเฉลิมฉลองเสน่ห์ทั้งหมดของมหานครนิวยอร์ก” เชฟ Daniel Boulud กล่าว

ผู้เช่าอาคารทั้งหมดจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงแพ็คเกจสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่มีใครเทียบได้ในอาคารสำนักงานในนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งรวมถึงชั้นสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษและเฉพาะสำหรับผู้เช่าขนาด 30,000 ตารางฟุตพร้อมพื้นที่ประชุมขนาดใหญ่ คลับเลานจ์ บริการอาหารที่ได้รับการคัดสรรพิเศษ และระเบียงกลางแจ้งสุดพิเศษที่หันหน้าไปทางแกรนด์เซ็นทรัล พื้นสำนักงานมีความสูงจากพื้นจรดเพดานตั้งแต่ 14.5 ฟุตถึง 24 ฟุต ห้องที่ไร้เสามุมมอง 360 องศาที่สวยงามผ่านหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุด นอกจากนี้ One Vanderbilt จะมีหอดูดาวซึ่งจะเป็นดาดฟ้ากลางแจ้งที่สูงเป็นอันดับสองในนิวยอร์กซิตี้

Twenty Years in the Making

การเดินทางของ One Vanderbilt เริ่มขึ้นในปี 2544 เมื่อ SL Green ซื้อกิจการ ที่ 317 เมดิสันอเวนิว ซึ่งเป็นอาคารแรกในสี่หลังที่เคยตั้งอยู่บนพื้นที่นี้ อสังหาริมทรัพย์อีกสองแห่ง ซึ่งได้แก่ 331 Madison Avenue และ 48 East 43rd Street  ได้ถูกซื้อมาในปี 2550 และอสังหาริมทรัพย์สุดท้าย ซึ่งได้แก่ 51 East 42nd Street ได้มาในปี 2554 แผนการเริ่มต้นสำหรับ One Vanderbilt ได้รับการประกาศในปี 2556 โดยเป็นส่วนหนึ่งของ แผนการเริ่มต้นของเมืองในการกำหนดเขต East Midtown ใหม่โดยมีแผนปรับปรุงในปี 2014 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Vanderbilt Corridor Rezoning ซึ่งมีมูลค่า 220 ล้านดอลลาร์ในการปรับปรุงอาณาจักรสาธารณะภายในและรอบ ๆ สถานี Grand Central Terminal One Vanderbilt  ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์จากสภาของเมืองในเดือนพฤษภาคม 2558 และการรื้อถอนเริ่มขึ้นในปลายปีนั้น การวางศิลาฤกษ์อย่างเป็นทางการสำหรับ One Vanderbilt เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2559  และในปี 2560 บริษัทร่วมทุนได้ถูกตั้งขึ้นกับ Hines และ National Pension Service of Korea

“นี่เป็นความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดที่เราเคยเผชิญโดยมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบการเมือง กฎหมาย และวิศวกรรมมากมายนับไม่ถ้วนในทุกย่างก้าว มีหลายช่วงเวลาที่มันยากลำบาก แต่เนื่องจากความเชื่อของเราในเมืองนี้ เราจึงสู้ต่ออย่างไม่ลดละ” Andrew Mathias ประธาน SL Green Realty Corp. กล่าว

Food1st

Food1st เป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไรซึ่งเริ่มต้นในเดือนเมษายนโดย SL Green ร่วมกับเชฟ Daniel Boulud เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอาหารที่กำลังดำเนินอยู่ในนิวยอร์กซิตี้ที่ขยายวงกว้างขึ้นในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ภารกิจของ Food1st คือการช่วยเลี้ยงดูชาวนิวยอร์กและพนักงานบริการฉุกเฉินที่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างจำกัด โดยการร่วมมือกับผู้ให้บริการอาหารในลักษณะที่ช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมบริการอาหารของเมืองนิวยอร์กในช่วงเวลาที่คนงานต้องการอาหารมากที่สุด โดย Food1st ระดมทุนได้มากกว่า 3 ล้านดอลลาร์และให้บริการอาหารฟรีเกือบ 350,000 มื้อนับถึงปัจจุบัน

เพื่อเป็นเกียรติแก่การตัดริบบิ้น พันธมิตรของ One Vanderbilt ได้บริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับมูลนิธิ Food1st สำหรับการจัดเตรียมและจัดส่งอาหารฟรี 15,000 มื้อ ซึ่งจะแจกจ่ายให้กับผู้ที่ต้องการในวันที่ 14 กันยายน โดย 2,000 ทื้ออาหารจะถูกส่งไปยังชุมชน South Bronx ซึ่งรวมถึงอาหาร 1,000 มื้อให้กับพนักงานระดับแนวหน้าที่โรงพยาบาลลินคอล์น

“ สำหรับชุมชนของผมในเซาท์บรองซ์การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพเป็นปัญหาที่ยาวนาน ซึ่งโควิดทำให้มันแย่ลงมาก” สมาชิกสภา Rafael Salamanca Jr กล่าว“ เราขอขอบคุณพันธมิตร One Vanderbilt และทุกคนที่ Food1st สำหรับความมุ่งมั่นที่จะช่วยชาวนิวยอร์กทุกคนและเพื่อเตือนว่าเราแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยกัน”

หากต้องการดูฟุตเทจรูปภาพและวิดีโอของกิจกรรมในวันนั้นที่ One Vanderbilt กดที่นี่

เกี่ยวกับ SL Green

SL Green Realty Corp. ซึ่งเป็น บริษัท S&P 500 และเจ้าของสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดในแมนฮัตตันเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรหรือ REIT ( real estate investment trust) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การได้มา การจัดการและเพิ่มมูลค่าสูงสุดของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในแมนฮัตตัน โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 SL Green มีผลประโยชน์ในอาคาร 96 แห่งรวม 41 ล้านตารางฟุต ซึ่งรวมถึงผลประโยชน์ในการเป็นเจ้าของในอาคารแมนฮัตตัน 28.7 ล้านตารางฟุตและ 11.2 ล้านตารางฟุตของหลักทรัพย์ค้ำประกันและการลงทุนในตราสารหนี้บุริมสิทธิ์

เกี่ยวกับ Hines

Hines เป็น บริษัท การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกของเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2500 โดยมีสำนักงานอยู่ใน 225 เมืองใน 25 ประเทศ Hines มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 144,100 ล้านดอลลาร์ซึ่งรวมถึง 75 ,500 ล้านดอลลาร์ที่ Hines ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการลงทุน ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์ที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์และ 68,600 ล้านดอลลาร์ที่ Hines ให้บริการระดับอสังหาริมทรัพย์แบบบริษัทบุคคลที่สาม บริษัทมีโครงการการพัฒนา 165 แห่งที่กำลังดำเนินการอยู่ทั่วโลก ในอดีต Hines ได้พัฒนาปรับปรุงหรือได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ 1,426 แห่งซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 472 ล้านตารางฟุต พอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินและการจัดการสินทรัพย์ของ บริษัท ในปัจจุบันประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ 576 แห่งคิดเป็นพื้นที่กว่า 246 ล้านตารางฟุต ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการลงทุนในช่วงความเสี่ยงและอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทและความมุ่งมั่นในการบุกเบิกด้านความยั่งยืน Hines จึงเป็นหนึ่งในองค์กรอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก เยี่ยมชม www.hines.com สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

แถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้รวมถึงข้อความบางอย่างที่อาจถือได้ว่าเป็น“ ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า” ตามความหมายของกฎหมายปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครอบคลุมโดยข้อกำหนดการคุ้มครองความปลอดภัยดังกล่าว ข้อความทั้งหมดนอกเหนือจากข้อความที่แสดงถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งรวมอยู่ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ซึ่งกล่าวถึงกิจกรรมเหตุการณ์หรือการพัฒนาที่เราคาดหวัง เชื่อ หรือคาดการณ์ว่าจะหรืออาจเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเพียงข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้รับประกันถึงผลการดำเนินงานในอนาคตและเราขอเตือนว่าอย่าพึ่งพิงข้อความดังกล่าวมากเกินไป โดยทั่วไปข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าสามารถระบุได้ด้วยการใช้คำว่า“ อาจ”“ จะ”“ ควร”“ คาดหวัง”“ คาดการณ์”“ ประมาณ”“ เชื่อ”“ ตั้งใจ”“ ประมาณการณ์”“ ต่อไป” หรือคำนิเสธของคำเหล่านี้หรือคำอื่น ๆ ที่คล้ายกัน

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อาจมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการซึ่งหลายอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ประสิทธิภาพหรือความสำเร็จที่แท้จริงของเราแตกต่างอย่างมากจากผลลัพธ์ในอนาคต ประสิทธิภาพ หรือความสำเร็จที่แสดงออกหรือ คาดการณ์โดยนัยจากข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าที่จัดทำโดยเรา ปัจจัยและความเสี่ยงต่อธุรกิจของเราที่อาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างไปจากที่มีอยู่ในข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าได้อธิบายไว้ในเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19)

SLG – GEN

ที่มา: SL Green Realty Corp.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200914005672/en/

ติดต่อ:

Matt DiLiberto

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน

212.594.2700

บริษัทแรก ๆ ที่บรรลุคะแนน WELL Portfolio Scores แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านสุขภาพผ่านวิธีการที่ครอบคลุมทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ

Logo

JLL และ Lendlease ซึ่งเป็นผู้นำมาตรฐาน Well ไปปรับใช้เป็นแห่งแรก ๆ ได้กลายเป็นเป็นผู้เช่าและบริษัทเจ้าของรายแรกที่บรรลุคะแนน WELL Portfolio Scores และเป็นผู้นำในการใช้กลยุทธ์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างกว้างขวางทั่วทั้งบริษัท

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–5 ส.ค. 2563

สถาบัน International WELL Building Institute (IWBI) ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง JLL และ Lendlease เป็นสองบริษัทแรกที่จะได้รับWELL Portfolio Scores สำหรับการบรรลุเกณฑ์มาตรฐานเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การรับรองพอร์ตโฟลิโอของสินทรัพย์ที่เข้าร่วมในโครงการนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200804005923/en/

JLL WELL Portfolio report (Photo: Business Wire)

รายงานพอร์ตโฟลิโอของ JLL WELL (ภาพ: Business Wire)

JLL จะเป็นบริษัทผู้เช่าเชิงพาณิชย์รายแรก และ Lendlease จะเป็นบริษัทเชิงพาณิชย์แห่งแรกที่จะได้รับ WELL Portfolio Scores ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทในการยืนยันด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ที่ใช้ห้องชุด สำนักงาน และอาคารต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของบริษัททั้งสอง

ความสำเร็จทั้งสองนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับบริษัทกลุ่มแรก ๆ ที่นำหลักการนี้ไปปรับใช้อย่างต่อเนื่อง และถือเป็นเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับโครงการ WELL Portfolio  ซึ่งเปิดตัวในปี 2561 เพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถปรับปรุงพื้นที่อาคารของพวกเขาและพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษย์โดยการปรับใช้มาตรฐาน WELL Building Standard (WELL) ซึ่งเป็นผู้นำด้านการสร้างมาตรฐานด้านอาคารเพื่อสุขภาพ อีกด้วย

“WELL Portfolio เป็นกลไกที่สามารถนำพาองค์กรไปสู่การเดินทางเพื่อนำไปสู่การปรับใช้ ประเมิน และเฉลิมฉลองกลยุทธ์ด้านสุขภาพและประสิทธิภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถถูกปรับใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาด และนั่นคือสิ่งที่เราเห็นได้จากพอร์ตโฟลิโอของบริษัทผู้นำตลาดต่าง ๆ ที่น่าทึ่งเหล่านี้” Rick Fedrizzi ประธานและซีอีโอของ IWBI กล่าว “JLL และ Lendlease เป็นผู้นำในการนำกลยุทธ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อยกระดับสุขภาพของธุรกิจของพวกเขามาเป็นเวลานาน โดยการสนับสนุนด้านสุขภาพและผลิตภาพของผู้คนและการปรับปรุงประสิทธิภาพอาคารของพวกเขา เราภูมิใจที่จะเฉลิมฉลองความสำเร็จล่าสุดนี้กับพวกเขา”

โปรแกรม WELL Portfolio เปิดตัวขึ้นเพื่อช่วยให้เจ้าของกิจการ นักพัฒนา และผู้เช่าปรับปรุงและปรับขนาดกลยุทธ์ด้านสุขภาพและ wellness ตามมาตรฐานของ WELL ในหลาย ๆ สินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ตลอดจนถึงทั่วทั้งองค์กรของพวกเขา โดยจะใช้คะแนนเป็นมาตรวัด ไปพร้อม ๆ กับการปรับปรุงและพัฒนาตามมาตรฐาน WELL ที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพที่ทั่วถึงในทุกโครงการภายในพอร์ตโฟลิโอ ตัวคะแนนอาจทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดสำหรับการบันทึกความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล หรือ environmental, social and governance  (ESG) และการวัดผลงานด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเทียบกับกับบริษัทอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ WELL Portfolio ด้วยกัน

บริษัทต่าง ๆ สามารถได้รับประโยชน์จากการกำหนดเส้นทางในการนำการออกแบบการดำเนินงานและกลยุทธ์ที่อิงตามนโยบายไปใช้ในหลากหลายอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสามารถเลือกที่จะนำมาตรฐานของ WELL การรับรอง WELL (WELL Precertification และ WELL Certification) มาปรับใช้ และ/หรืออาจนำการให้คะแนน WELL Health-Safety Rating  มาใช้ในการดำเนินงานด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการจัดการสำหรับอาคารส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของพวกเขาได้อีกด้วย โครงการนี้จะนำเสนอความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ และช่วยจัดหาโซลูชั่นสำหรับโครงการและพื้นที่ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

Fedrizzi ตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยการใช้คะแนน WELL Portfolio Score ผู้เข้าร่วม กับ WELL Portfolio สามารถเฉลิมฉลองไมล์สโตน หรือก้าวสำคัญแห่งความสำเร็จของพวกเขาในระหว่างการเดินทางของพวกเขา โดยมีการได้รับการรับรอง WELL Certificate เป็นเป้าหมายขั้นสูงสุด

Fedrizzi กล่าวเสริมว่าผู้เข้าร่วม WELL Portfolio ได้รับประโยชน์จากเครื่องมือที่ตั้งค่าได้เอง และการสนับสนุนที่ดี ซึ่งรวมถึงแดชบอร์ดการรายงานที่สามารถช่วยบริษัทในการวัดความคืบหน้าและปรับปรุงผลลัพธ์ตลอดระยะเวลา ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้ ตลอดทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอของพวกเขา และที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนที่ทำงาน ใช้ชีวิตและเรียนรู้ ที่อยู่ในแต่ละพื้นที่นั้น ๆ

พอร์ตโฟลิโอของ JLL ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์กว่า 194 แห่งทั่วเอเชียแปซิฟิกและอเมริกาเหนือ ซึ่งมีสามแห่งที่ได้รับการรับรอง WELL Certified แล้วและอีกสองแห่งที่ได้รับการรับรองแบบ WELL Precertified ทั้งหมดนี้แสดงว่า JLL ได้นำกลยุทธ์ด้านความเป็นอยู่ที่ดีและสุขภาพรวมเข้าไปในโครงสร้างของอาคารภายในพอร์ตโฟลิโอของพวกเขา ตลอดจนถึงการรวมกลยุทธ์ด้านสุขภาพเข้าไปในการดำเนินงานและนโยบายของ ซึ่งส่งผลกระทบด้านบวกให้กับผู้คนมากกว่า 23,000 คนทั่วทั้ง 18 ประเทศ

“ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานของเราและลูกค้าของเรานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ JLL เราได้รับการสนับสนุนจาก WELL มานาน ในฐานะมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับมาตรฐานด้านสุขภาพในอาคาร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงลงทะเบียนพอร์ตโฟลิโอของเราภายใต้โครงการนี้ในปีที่ผ่านมา และเราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นบริษัทแรกพร้อม ๆ กับ Lendlease ลูกค้าของเรา  ที่จะบรรลุคะแนน WELL Portfolio Score” Matthew Clifford ซึ่งเป็น Global Product Owner บริการด้านพลังงานและความยั่งยืน ของ JLL กล่าว “เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาคารและสถานที่ทำงานของเราพร้อมรองรับสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้ที่ใช้อาคารนั้น ๆ คะแนน WELL Portfolio Score ของเราเป็นขั้นตอนต่อไปในความมุ่งมั่นของเราในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับพนักงานของเราทุกคนเพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสกับความสุขและสุขภาพที่ดีในการทำงานที่มากยิ่งขึ้น”

บริษัทผู้ให้บริการมืออาชีพที่ติดอันดับ Fortune 500 รวมถึงแพลตฟอร์มสำนักงานของ Lendlease ที่มีมูลค่า 13,000 ล้านเหรียญออสเตรเลียได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติที่อยู่ภายใต้ WELL ในการสนับสนุนลูกค้า ผู้เช่า และพนักงานเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการกลับเข้ามายังอาคารอีกครั้งหลังจากการระบาดของ COVID-19 และเพื่อเป็นการทำให้แน่ใจว่าสินทรัพย์ทั้งหมด ทั้งสินทรัพย์ใหม่และที่มีอยู่แล้วได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพของ WELL

Rachel Gutter ประธาน IWBI กล่าวว่า "ตั้งแต่เริ่มแรก JLL และ Lendlease ได้เข้าใจถึงคุณค่าของการมีอาคารที่ดีขึ้นซึ่งจะช่วยให้ผู้คนและองค์กรประสบความสำเร็จ" "ผ่านมาตรฐาน WELL Portfolio ผู้นำตลาดทั้งสองแห่งนี้กำลังเป็นผู้นำเทรนด์สำหรับการปลูกฝังวัฒนธรรมด้านสุขภาพที่มาพร้อมกับตัวอาคาร ตลอดจนถึงโปรโตคอลการดำเนินงานและนโยบายขององค์กรอื่น ๆ เราเชื่อว่าการเริ่มต้นอย่างกล้าหาญของพวกเขาจะช่วยยกระดับความสำคัญและเร่งบูรณาการด้านสุขภาพของมนุษย์และความเป็นอยู่ที่ดีในอาคารและสถานที่ทำงานต่าง ๆ ทั่วโลก”

การให้คะแนน WELL Portfolio ในเชิงพาณิชย์ของ Lendlease ประกอบด้วย 3 กองทุนจากออสเตรเลียที่มาพร้อมสินทรัพย์ 14 รายการ ที่รวมพื้นที่เอาไว้ 569,216 ตารางเมตร (6.1 ล้านตารางฟุต) ได้แก่ Australian Prime Property Fund Commercial, Lendlease One Internation Towers Sydney Trust (Tower One ที่ Barangaroo) และ Lendlease International Sydney Trust (Towers Two ดับ Three และ International House ที่ Barangaroo) ทั้งนี้ ผ่านความพยายามของมาตรฐาน WELL Certification จึงทำให้ Lendlease สามารถดึงดูดผู้ลงทุนใหม่ ๆ และรักษานักลงทุนและผู้เช่าชั้นนำเอาไว้ได้ โดยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เป็นโอกาสในการลงทุนที่แข็งแกร่ง อสังหาริมทรัพย์สามแห่งในพอร์ตของ WELL สามารถได้รับการรับรองจาก WELL Certified Platinum แล้ว ส่วนที่เหลืออีก 11 แห่ง ได้รับ WELL Precertified แล้ว ซึ่งโครงการเหล่านี้ทั้งหมดส่งผลกระทบเชิงบวกให้ผู้คนเกือบ 60,000 คน

“Lendlease เชื่อมั่นเสมอว่าสินทรัพย์ที่มีความยั่งยืนสูงมอบผลประโยชน์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทั้งสิ่งแวดล้อมและลูกค้าของเรา สินทรัพย์เหล่านี้ยังเป็นที่ต้องการของนักลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่ไปกับผลตอบแทนทางการเงินที่คำนึงถึงความเสี่ยงในระยะยาว” Kylie Rampa ซีอีโอด้านอสังหาริมทรัพย์ของ Lendlease กล่าว “WELL เป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลกที่สำคัญสำหรับสุขภาพในอาคารที่รองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในอุตสาหกรรม การที่เราเป็นมาตรฐานที่ให้คะแนนพอร์ตโฟลิโออาคารเป็นแห่งแรกของโลกเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อให้สถานที่ทำงานคำนึงถึงสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้าที่เช่าอาคาร โดยการนำเสนอสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ดีขึ้นผ่านการให้ความสำคัญกับอากาศ แสงธรรมชาติ การเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และการปฏิบัติที่เข้มงวดในการทำความสะอาดเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ปลอดภัยในการกลับเข้ามาทำงานหลังจากการระบาดของ COVID19”

JLL และ Lendlease เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่มีระยะเวลายาวนาน และต่างเป็นพันธมิตรกับ IWBI โดยทั้งหมดร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าด้วยการจัดการพื้นที่อาคารที่สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้คน และที่สามารถสร้างผลการลงทุนที่แข็งแกร่งได้ ทั้งนี้ Lendlease ได้ว่าจ้าง JLL เพื่อการจัดการอสังหาริมทรัพย์ของพอร์ตโฟลิโอเชิงพาณิชย์ โดยมีทีมงานของ JLL Energy & Sustainability Services ทำหน้าที่เป็นทีมที่ปรึกษาเกี่ยวกับ WELL ที่สนับสนุนพอร์ตโฟลิโอทั้งสองชุด

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม WELL Portfolio ไปที่ www.wellcertified.com/portfolio.

เกี่ยวกับ the International WELL Building Institute

The International WELL Building Institute (IWBI) เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวระดับโลกในการเปลี่ยนแปลงอาคาร ชุมชน และองค์กรต่างในรูปแบบที่ช่วยให้ผู้คนเจริญเติบโตมีความเป็นอยู่ที่ดี มาตรฐาน WELL v2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดซึ่งเป็นที่นิยมของ WELL Building Standard ส่วนมาตรฐานบุกเบิกอย่าง WELL Community Standard เป็นระบบการจัดระดับเขตที่กำหนดมาตรฐานใหม่ระดับโลกสำหรับชุมชนที่มีสุขภาพดี เวลล์มุ่งเน้นไปที่วิธีการที่อาคารและชุมชนและรายละเอียดต่าง ๆ สามารถปรับปรุงความสะดวกสบาย สร้างทางเลือกที่ดีกว่า และปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเรา IWBI ระดมชุมชนเพื่อสุขภาพผ่านการจัดการข้อมูลของ WELL AP การแสวงหางานวิจัยที่เกี่ยวข้องการพัฒนาทรัพยากรทางการศึกษา และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในทุกที่ IWBI เป็นผู้เข้าร่วมของ the United Nations Global Compact ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านการเป็นพลเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกและช่วยบริษัทต่างๆในการพัฒนาเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs) ผ่านการใช้ WELL ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ WELL สามารถพบได้ ที่นี่

International WELL Building Institute, IWBI, the WELL Building Standard, WELL v2, WELL Certified, WELL AP, WELL Portfolio, WELL Portfolio Score, The WELL Conference, We Are WELL, the WELL Community Standard, WELL Health-Safety Rating, WELL Health-Safety Rated, WELL Workforce, WELL  และอื่น ๆ และโลโก้ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายรับรองของ International WELL Building Institute pbc ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200804005923/en/

สำหรับสื่อติดต่อ:

Kristen Coco

media@wellcertified.com


สถาบัน International WELL Building Institute เปิดให้ลงทะเบียนสำหรับการให้คะแนนความปลอดภัยด้านสุขภาพของ WELL หรือ WELL Health-Safety Rating เพื่อโต้ตอบสถานการณ์ การระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ มีเสียงตอบรับขององค์กรที่มีความสนใจในเรื่องนี้อย่างรวดเร็วและท่วมท้น

Logo

อาคารเอ็มไพร์สเตต, Yankee Stadium, Carrier, Uber, Adventist Health, CBRE, JLL, Lendlease, The Related Group, Wolfgang Puck Fine Dining Group, Oak View Group, Kilroy, Taipei 101 เป็นส่วนหนึ่งของอาคารและสถานที่ชั้นนำที่มีชื่อเสียงที่ลงทะเบียนเพื่อให้บรรลุคะแนน WELL Health-Safety Rating ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้อาคารและพื้นที่ต่าง ๆ สามารถเปิดใช้งานอีกครั้งได้อย่างมั่นใจในสภาพแวดล้อมหลังสถานการณ์ COVID-19

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–9 ก.ค. 2563

The International WELL Building Institute (IWBI) (IWBI) ประกาศว่าได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับการให้คะแนนความปลอดภัยสุขภาพ WELL Health-Safety Rating สำหรับการดำเนินงานและการจัดการอาคารสถานที่ หรือ WELL Health-Safety Rating for Facility Operations and Management โดยมีมากกว่า 100 องค์กรและพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกที่ได้ลงทะเบียนแล้ว ทั้งนี้ องค์กรในหลากอุตสาหกรรมและหลายสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้ให้การตอบรับอย่างท่วมท้นเพื่อที่จะดำเนินการตามแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ ไปพร้อม ๆ กับการที่บริษัทเหล่านี้พยายามปลูกฝังความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในหมู่พนักงาน ผู้มีส่วนได้เสีย และในชุมชนวงกว้างต่อ ๆ ไป

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200708005768/en/

The WELL Health-Safety Rating หรือ การให้คะแนนด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพของ WELL นั้นเป็นการให้คะแนนโดยบุคคลที่สามซึ่งได้ตรวจสอบอาคารและประเภทพื้นที่ ทั้งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่และที่ตั้งอยู่แล้วทั้งหมด โดยเน้นไปที่นโยบายการดำเนินงาน โปรโตคอลการบำรุงรักษา แผนฉุกเฉิน และกลยุทธ์การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อช่วยให้องค์กรเตรียมพื้นที่สำหรับการเริ่มกลับเข้ามาทำงานในสถานที่ทำงานอีกครั้งของพนักงาน ในสภาพแวดล้อมภายหลังจากที่การระบาดของ COVID-19 บรรเทาลง

คะแนนความปลอดภัยต่อสุขภาพของ WELL หรือ the WELL Health-Safety Rating ซึ่งถูกดัดแปลงมาจากคุณสมบัติในมาตรฐาน WELL Building Standard (WELL) ที่มุ่งเน้นไปที่ด้านอาคารสถานที่ การบำรุงรักษาและการดำเนินงาน ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทางและเพิ่มศักยภาพการดำเนินกิจกรรมของธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ในการทำตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้ความสำคัญด้านสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ผู้เข้าเยี่ยมชม และผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่เป็นกระบวนการประจำปีที่สนับสนุนความพยายามในการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในระยะยาวของผู้คน

Rick Fedrizzi ประธานและซีอีโอของ IWBI กล่าวว่า “เราทุกคนกระตือรือร้นที่จะกลับไปทำงานที่สถานที่ทำงานของเรา กลับไปยังโรงเรียนของเรา กลับไปรับประทานอาหารนอกบ้าน และกลับไปเชียร์ทีมและนักแสดงสุดโปรดของเรา” “ในขณะที่องค์กรทั่วโลกตอบโต้วิกฤตการณ์ COVID-19 ผ่านการเปลี่ยนแปลงนโยบายและโปรโตคอล คะแนนความปลอดภัยด้านสุขภาพของ WELL หรือ the WELL Health-Safety Rating  มอบกลยุทธ์ด้านสุขภาพที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าจำเป็นเพื่อที่จะช่วยให้พวกเขาเปิดที่ทำงานอีกครั้งอย่างปลอดภัยที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและที่เป็นไปอย่างโปร่งใสโดยการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม”

การให้คะแนนความปลอดภัยด้านสุขภาพของ WELL  หรือ the WELL Health-Safety Rating ซึ่งจัดทำโดย IWBI นั้น ได้รับคำแนะนำที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคทั่วโลกและหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉิน หน่วยงานกำหนดมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับเช่น ASTM International และ ASHRAE  และสถาบันการศึกษาและการวิจัยชั้นนำ โดย IWBI ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกจากหน่วย Task Force on COVID-19 ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นของการระบาดเพื่อช่วยให้ผู้นำทางธุรกิจและอาคารสามารถรวมข้อมูลเชิงลึกและกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วที่สามารถนำไปดำเนินการได้ในการต่อสู้กับ COVID-19 และการติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ

Rachel Gutter ประธาน IWBI กล่าวว่า“ ช่วงเวลานี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญที่อาคารและผู้ที่เป็นเจ้าของและดำเนินงานในอาคารจะสามารถช่วยสนับสนุนสุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน” Rachel Gutter ประธาน IWBI กล่าว “ การให้คะแนนชุดใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างเร่งด่วนในการส่งมอบมาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในทุกพื้นที่ที่ผู้คนใช้งานอยู่ ในขณะที่กลยุทธ์การออกแบบระยะยาวมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อ การให้คะแนนนี้มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีเพื่อรับมือกับภัยคุกคามเฉียบพลันโดยการใช้อาคารและพื้นที่ของเราเป็นปราการด่านแรกในการต่อสู้กับ COVID-19 ”

เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำทางความคิดและความมุ่งมั่นต่อสุขภาพและความปลอดภัยของชุมชนผู้มีส่วนได้เสียของพวกเขา องค์กรชั้นนำดังต่อไปนี้ได้เป็นหนึ่งในองค์กรแรก ๆ ที่ได้ลงทะเบียนเพื่อที่จะบรรลุการให้คะแนนด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพ WELL หรือ WELL Health-Safety Rating:

ACCIONA SA

Adventist Health

Aedifica

Alpin Limited (Masdar City)

American Savings Bank

Bartra Capital Property

CAMCO Management Co.

Carrier

Catalyst Partners

CBD Z03

CBRE Barcelona

CBRE Madrid

China Overseas Office Capital

Cleveland Clinic Courts / Cleveland Cavaliers

Climate Change Arena

Community Investment Strategies, Inc

CR Land

Deerns

Delos China

Delos Living LLC

Delta Electronics, Inc.

Denholtz Properties

Department of Earth System Science, Tsinghua University

Empire State Realty Trust

EMSI

GFP Real Estate

Ghelamco Poland Sp. z o.o.

Glenstar

GuocoLand China Ltd.

HBMSU

Heitman

Herman Miller Group

Hornets Sports & Entertainment – Spectrum Center

HRO

Infancix Co., Ltd

International Commerce Centre

International WELL Building Institute PBC

Ivanhoé Cambridge

Jiahui Health

JLL

Karisma Hotels and Resorts

Kilroy Realty Corporation

Kimball

Laguna

Lendlease Australia Office Portfolios: Australian Prime Property Fund Commercial, Lendlease International Towers Sydney Trust and Lendlease One International Towers Sydney Trust

Lincoln Property Company

M Moser Associates

Mace

Maple Leaf Sports & Entertainment (MLSE), which encompasses the Toronto Maple Leafs (NHL), Toronto Raptors (NBA), Toronto FC (MLS), & Toronto Argonauts (CFL)

Menarco Development Corporation

Milliken & Company

ML7

Montage International

Moody Center

National University of Singapore

New Belmont Arena

New York Yankees

Oak View Group

Out of the Box Ventures

Overbury Morgan Lovell

OVG Arena Alliance & Stadium Alliance

OVG Facilities

Pacers Sports & Entertainment: Bankers Life Fieldhouse (Indianapolis, Ind.)

Pacers Sports & Entertainment: St. Vincent Center/Indiana Pacers Training Facility (Indianapolis, Ind.)

Parmenter Realty Partners

Phipps Conservatory and Botanical Gardens

RMZ Corp

Rocket Mortgage FieldHouse / Cleveland Cavaliers & Cleveland Monsters

Royal Albert Hall

Rubrik India Pvt Ltd

Savanna

Serpentini Auto Group

Shanghai Landleaf Architecture Technology Co. Ltd

ShouGang Group

Sino-Ocean

Space Matrix Design Consultants Pvt. Ltd

Spurs Sports & Entertainment

TAIPEI 101 Tower

Taiwan Architecture & Building Center

Teknion

The Florida Panthers and BB&T Center

The Forestias

The Related Group

Thornton Tomasetti

TITANIUM OFFICE SOLUTIONS MEXICO

Uber Technologies, Inc.

UltraStar Harrah’s Ak Chin Resort Maricopa, Az.

United Center

Webster Bank Arena

Wells Fargo Center, Philadelphia, Pa.

Wolfgang Puck Fine Dining Group

Woonerf Inc.

Yuexiu Commercial

เมื่อบรรลุคะแนนที่กำหนดไว้ IWBI จะออกตราสัญลักษณ์ว่าผ่านมาตรฐาน WELL Health-Safety ให้กับองค์กร

การให้คะแนนความปลอดภัยด้านสุขภาพของ WELL หรือ The WELL Health-Safety Rating  นั้นใช้หลักการที่กำหนดโดยมาตรฐานอาคาร WELL ของ IWBI  หรือ IWBI’s WELL Building Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับชั้นนำสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในสภาพที่ดีซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 590 ล้านตารางฟุตจากข้อมูลการลงทะเบียน จากกว่า 62 ประเทศนับตั้งแต่ก่อตั้ง ความพยายามในการใช้มาตรฐานอาคารของ WELL นั้นได้รับความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างล้นหลามจากผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรองของ WELL หรือ WELL Accredited Professionals (APs) กว่า 12,000 คน และองค์กรที่ลงทะเบียนทั่วโลก

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้คะแนนและการลงทะเบียนรับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขภาพ WELL   หรือ the WELL Health-Safety Rating โปรดเยี่ยมชม www.wellcertified.com/health-safety.

เกี่ยวกับ the International WELL Building Institute

The International WELL Building Institute (IWBI) เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวระดับโลกในการเปลี่ยนแปลงอาคาร ชุมชน และองค์กรต่างในรูปแบบที่ช่วยให้ผู้คนเจริญเติบโตมีความเป็นอยู่ที่ดี มาตรฐาน WELL v2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดซึ่งเป็นที่นิยมของ WELL Building Standard ส่วนมาตรฐานบุกเบิกอย่าง WELL Community Standard เป็นระบบการจัดระดับเขตที่กำหนดมาตรฐานใหม่ระดับโลกสำหรับชุมชนที่มีสุขภาพดี เวลล์มุ่งเน้นไปที่วิธีการที่อาคารและชุมชนและรายละเอียดต่าง ๆ สามารถปรับปรุงความสะดวกสบาย สร้างทางเลือกที่ดีกว่า และปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเรา IWBI ระดมชุมชนเพื่อสุขภาพผ่านการจัดการข้อมูลของ WELL AP การแสวงหางานวิจัยที่เกี่ยวข้องการพัฒนาทรัพยากรทางการศึกษา และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในทุกที่ IWBI เป็นผู้เข้าร่วมของ the United Nations Global Compact ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านการเป็นพลเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลกและช่วยบริษัทต่างๆในการพัฒนาเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs) ผ่านการใช้ WELL ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ WELL สามารถพบได้ ที่นี่

International WELL Building Institute, IWBI, the WELL Building, WELL v2, WELL Certified, WELL AP, WELL, WELL Portfolio, WELL Conference, the WELL Community Standard และอื่น ๆ และโลโก้ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายรับรองของอาคาร WELL International WELL Building Institute pbc ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200708005768/en/

สำหรับให้สื่อติดต่อ:

Judith Webb

media@wellcertified.com

Walton ประกาศอนุมัติการปันส่วนแบ่งกำไรมูลค่า 21.3 ล้านดอลลาร์แคนาดาให้นักลงทุน

Logo

ฟีนิกซ์–(BUSINESS WIRE)–11 พฤษภาคม 2563

Walton บริษัทด้านการลงทุนอสังหาริมทรัยพ์และการจัดการสินทรัพย์ที่ดิน มีความยินดีที่จะประกาศให้ทราบว่าการปันส่วนแบ่งกำไรให้นักลงทุนมูลค่ารวม 21,315,034 ดอลลาร์แคนาดาได้รับอนุมัติแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจากธุรกิจภายใต้ Walton ได้แก่ Roll-Up Corporation (RUC), McConachie Asset Management Corporation, U.S. Dollar 1 Corporation, U.S. Dollar 2 Corporation และ WIGI Restructured Bond Corporation

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2563 ได้มีการปันส่วนแบ่งกำไรมูลค่า 8.3 ล้านดอลลาร์แคนาดาให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท Roll-Up Corporation หรือ RUC โดย Walton Global Investments, Ltd. ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของ RUC ซึ่งบริษัทดังกล่าวก่อตั้งขึ้นจากการรวมบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านที่ดินก่อนพัฒนาของแคนาดามากถึง 132 หน่วยงาน และมีผู้ถือหุ้นมากกว่า 27,000 ราย โดยรวมแล้ว RUC เป็นเจ้าของผลประโยชน์ในที่ดินที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาที่มีเนื้อที่ถึง 21,533 เอเคอร์หรือราว 54,463 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินในตลาดที่มีการเติบโตสูงทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

บริษัท McConachie Asset Management Corporation ของ Walton ได้ทำการปันส่วนแบ่งกำไรมูลค่า 5,515,035 ดอลลาร์แคนาดาในรูปแบบของหุ้นกู้ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการจ่ายทั้งเงินต้นและผลกำไร โดย McConachie เป็นโครงการพัฒนาที่พักอาศัยในเมืองเอ็ดมันตันของรัฐแอลเบอร์ตาซึ่งมี Walton เป็นผู้จัดการโครงการ บริษัท Walton ได้ดำเนินการก่อสร้างในโครงการสำคัญ ๆ จนแล้วเสร็จไปเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่ดินที่ยังเหลืออยู่ขณะนี้ยังอยู่ภายใต้สัญญา Walton ยังคงเฝ้าติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 รวมถึงผลกระทบใด ๆ ที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาที่ดินอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ Walton ยังได้ทำการปันส่วนแบ่งกำไรมูลค่า 924,999.97 ดอลลาร์แคนาดาจากบริษัท U.S. Dollar 1 Corporation และอีก 274,999.94 ดอลลาร์แคนาดาจากบริษัท U.S. Dollar 2 Corporation ไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2563

และสุดท้าย บริษัท WIGI Restructured Bond Corporation (WIGI RBC) ได้จ่ายเงินปันส่วนแบ่งกำไรมูลค่า 6,300,000 ดอลลาร์แคนาดาไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นการจ่ายเงินปันส่วนแบ่งกำไรครั้งแรกของบริษัท

“ธุรกิจายใต้การดำเนินงานของ Walton ทั้งห้านี้ยังคงมีสัญญาณการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2563 และเราตื่นเต้นที่จะได้จ่ายเงินปันส่วนแบ่งกำไรให้กับนักลงทุนของเรา ขณะนี้เรายังเฝ้าติดตามผลกระทบจาก COVID-19 อย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้การทำธรุกรรมเดินหน้าต่อไปได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยใช้โครงสร้างการถอนตัว (exit structure) ของเราที่แตกต่างไม่เหมือนใคร โมเดลการจัดการสินทรัพย์ของ Walton แสดงถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับบริษัทรับก่อสร้างและนักลงทุน และเราหวังที่จะดำเนินการธุรกรรมของเราให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2563 นี้” Bill Doherty ซีอีโอแห่ง Walton Group of Companies กล่าว

เกี่ยวกับ Walton

Walton เป็นบริษัทเอกชนด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์และการจัดการและบริหารสินทรัพย์ที่ดินชั้นนำระดับโลก ซึ่งมุงเน้นการทำธุรกิจในทำเลที่มีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งบนเส้นทางที่มีการเติบโตสูงมากว่า 40 ปี บริษัทเป็นผู้จัดการและบริหารอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วทั้งอเมริกาเหนือในนามของนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ และ Walton ยังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การจัดการ และการบริหารที่ดินที่มีพื้นที่กว่า 104,000 เอเคอร์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ธุรกิจภายใต้ Walton Group ที่สำคัญ ๆ ประกอบด้วย Walton Global Holdings, Walton International Group และ Walton Development and Management สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ Walton.com

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200511005247/en/

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ:
Jennifer Whittle
LAVIDGE
480-236-2761
Jwhittle@lavidge.com

คฤหาสน์เบลแอร์ระดับประวัติศาสตร์ของ Conrad Hilton ถูกนำเข้าสู่ตลาดในราคา 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Logo

เบเวอร์ลีฮิลส์ แคลิฟอร์เนีย–(BUSINESS WIRE)–17 ตุลาคม 2562

Casa Encantada คฤหาสน์ของ Conrad Hilton ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษนับตั้งแต่ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2481 เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคทองของฮอลลีวู้ด  โดยในสมัยนั้น Louis B. Mayer และ Jack Warner ได้นำเสียงและภาพเคลื่อนไหวมาสู่วงการภาพยนตร์ ซึ่งมีดาราดังอย่าง Greta Garbo, Joan Crawford, Clark Gable, Katherine Hepburn และ Spencer Tracy นำแสดง คฤหาสน์นี้เป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเครื่องตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดูแลรักษาอย่างพิถีพิถันซึ่งสามารถมองเห็นผ่านทุกแง่มุมของอสังหาริมทรัพย์ที่ล้ำค่าแห่งนี้

ผลงานชิ้นเอกสไตล์จอร์เจียนอันทันสมัยขนาด 40,000 ตารางฟุตที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินที่ยื่นออกไปสู่ทะเลที่มีขนาดพื้นที่กว่าแปดเอเคอร์ในเบลแอร์ ซึ่งอยู่ห่างจากเบเวอร์ลี่ฮิลส์เพียง 10 นาที โดยสถาปนิกชื่อดัง James E. Dolena ออกแบบให้สถานที่ที่มีห้องพัก 60 ห้องแห่งนี้มาพร้อมกับวิวเมือง วิวทะเล และวิวสวน การตกแต่งและการออกแบบภายในถูกออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์โดย T. H. Robsjohn-Gibbings เพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบบ้านที่หรูหรา สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นงานอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยชิ้นสำคัญที่สุดของนักออกแบบผู้นี้

Conrad Hilton เป็นเจ้าของบ้านมานานกว่าสองทศวรรษ คฤหาสน์และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมทางสังคมการกุศลและการเมืองที่สำคัญที่สุดในสหรัฐอเมริกา เช่นการต้อนรับประธานาธิบดีหลายคนและดาวดังของฮอลลีวูดในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าประชากรของลอสแองเจลิสจะเติบโตจาก2 ล้านคนในปี 2481 เป็น 10 ล้านคนในปัจจุบัน แต่ทุกวันนี้คฤหาสน์หลังนี้ยังคงไร้เพื่อนบ้านและมีพื้นที่กว้างขวางที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย

Gary Winnick ผู้บุกเบิกไฟเบอร์ออปติกและผู้ที่ชอบช่วยเหลือสังคม และ Karen ภรรยาของเขาที่คบกันมานานกว่า 45 ปี ได้ว่าจ้าง Peter Marino สถาปนิกและนักออกแบบที่มีทีมช่างฝีมือในสังกัดกว่า 250 คน โดยใช้เวลามากกว่าสองปีในการฟื้นฟูอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณค่าระดับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สามีภรรยาคู่นี้ ยังเป็นเจ้าของบ้านมาเกือบสองทศวรรษและได้รับเกียรติให้เป็นโฮสต์ของบ้านแห่งนี้อีกด้วย

Casa Encantada ยินดีต้อนรับแขกด้วยความรู้สึกใกล้ชิดที่เป็นกันเองอย่างเหลือล้น ตั้งแต่ที่ก้าวพ้นประตูเหล็กโค้งสง่างามที่ออกมาจากฐานหิน  ถนนทางเข้าจะพาคุณผ่านสภาพแวดล้อมที่เขียวชอุ่มซึ่งนำผู้มาเยือนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของที่พักหลัก โถงทางเข้าอันน่าทึ่งนำไปสู่เพดานสูง 18 ฟุตซึ่งเปิดออกสู่โถงต้อนรับอันงดงามรวมไปถึงห้องรับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่น ชั้นที่สองของคฤหาสน์ประกอบไปด้วยห้องนั่งเล่นที่ถูกสร้างให้กลมกลืนไปกับเรื่องราวความบันเทิงซึ่งเป็นธีมของที่พักตั้งแต่ชั้นหนึ่งของคฤหาสน์

ห้องริมสระว่ายน้ำระดับสถาปัตยกรรม ประกอบไปด้วยห้องฉายภาพยนตร์ระดับมืออาชีพ บาร์ที่สามารถใช้งานได้อย่างเป็นทางการ และทิวทัศน์ของสวนกุหลาบและที่อื่น ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ได้แก่ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล สร้างแยกออกมาต่างหาก เกสต์เฮาส์เต็มรูปแบบและโรงเรือนเพาะชำหลายแห่ง บ่อปลาคาร์ฟ และภูมิทัศน์ที่ไม่เหมือนใคร ช่วยทำให้อสังหาริมทรัพย์แห่งนี้เป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดในโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์กรุณาติดต่อ Jeff Hyland of Hilton & Hyland ที่ jeff@jeffhyland.com หรือ (310) 278-3311.

เกี่ยวกับ Winnick & Company

Winnick & Company เป็นบริษัทการลงทุนภาคเอกชนในลอสแองเจลิส ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย Gary Winnick นักการเงินและผู้ที่ทำงานเพื่อสังคม โดย Winnick & Company ร่วมมือกับบริษัทหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับโซลูชั่นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20191017005875/en/

ติดต่อ:

Tracy Williams

310.824.9000

tracy@olmsteadwilliams.com

‘โมริ บิลดิง’ เปิดตัวโครงการฟื้นฟูเมืองขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว

Logo

 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่เตรียมสร้าง ‘เมืองภายในเมือง’ ที่อุดมด้วมความเขียวขจี

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–22 ส.ค. 2562

บริษัท โมริ บิลดิง จำกัด (Mori Building Co., Ltd.) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองชั้นนำได้เริ่ม “โครงการฟื้นฟูเมืองงย่านโทะระโนะมง-อะซะบุได ชั้น 1”  (Toranomon-Azabudai Category 1) ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองขนาดใหญ่ที่มุ่งคืนชีวิตแก่พื้นที่ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว  โดยพิธีลงเสาเอกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา และคาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จช่วงปลายเดือนมีนาคม 2566

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีฟีเจอร์มัลติมีเดีย ดูข่าวเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20190821005445/en/

Image of Office Lobby (Graphic: Business Wire)

รูปภาพของล็อบบี้ (กราฟิก: Business Wire)

แนวคิดหลักของโครงการฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุได คือ "หมู่บ้านกลางเมืองสมัยใหม่” อันเป็นย่านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานความสลับซับซ้อนของความเป็นมหานคร เข้ากับความผูกพันธ์ใกล้ชิดตามแบบฉบับของหมู่บ้านขนาดเล็ก โดยนำมาไว้ที่ใจกลางกรุงโตเกียว  โครงการนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 8.1 เฮกเตอร์ หรือใกล้เคียงกับพื้นที่ของ Rockefeller Center ในมหานครนิวยอร์ก โดยโครงการมีพื้นที่สีเขียว 24,000 ตารางเมตร ซึ่งรวมถึงพื้นที่จัตุรัสกลางขนาด 6,000 ตารางเมตรด้วย พื้นที่ใช้สอยของโครงการมีทั้งสิ้น 860,400 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่สำนักงาน 213,900 ตารางเมตร และที่พักอาศัย 1,400 ยูนิต โดยโครงการนี้สามารถรองรับพนักงานได้ถึง 20,000 คน และรองรับผู้พักอาศัยถึง 3,500 คน คาดว่าในแต่ละปีจะมีผู้มาเยี่ยมชมเมืองแห่งใหม่นี้ประมาณ 25-30 ล้านคน 

โครงสร้างของอาคารภายในโครงการนี้ ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทนทานต่อแผ่นดินไหว และมีโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภายในโครงการทั้งหมด  นอกจากนี้โครงการยังถูกออกแบบให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย โดยผู้คนจะสามารถดำเนินชีวิตและทำงานได้โดยปกติแม้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในระดับเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2011  ด้วยมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุมที่สุดของโมริ บิลดิง โครงการนี้ถูกออกแบบเพื่อให้เป็นเมืองหลบภัยมากกว่าจะเป็นเมืองที่ผู้คนต้องเร่งอพยพออกไปในยามเกิดภัยพิบัติ

พื้นที่สีเขียวและความเป็นอยู่ที่ดี ยกระดับไลฟ์สไตล์

โครงการฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุได ได้สร้าง "พื้นที่อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีผู้คนเป็นศูนย์กลาง" โดยผสานองค์ประกอบที่หลากหลายและสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมา  โครงการนี้คือการถักทอสถานที่ทำงาน ที่พักอาศัย โรงแรม โรงเรียนนานาชาติ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เหมาะสำหรับชีวิตประจำวันของผู้คนที่ต้องทำงาน เรียนรู้ พักผ่อนหย่อนใจ มีปฏิสัมพันธ์ และผ่อนคลาย โครงการนี้ถูกสรรค์สร้างด้วยนวัตกรรม ซึ่งประกอบด้วยพลาซาขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมไปด้วยความเขียวขจีเสมือนดั่งหมู่บ้าน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างพื้นที่เมืองที่ผู้คนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับทั้งธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันและกันอย่างสร้างสรรค์  โครงการนี้เป็นมากกว่ากลุ่มอาคาร เพราะเป็นโครงการที่สามารถบรรลุถึงความผสมผสานกลมเกลียวของระบบนิเวศวิทยาเชิงสังคมที่ยึดเอาผู้คนเป็นศูนย์กลาง

หัวใจหลักของโครงการนี้ คือจัตุรัสกลางที่มีขนาดถึง 6,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็น “พื้นที่สีเขียวและพื้นที่ของความเป็นอยู่ที่ดี”  ที่ทำให้ผู้คนที่หลากหลายได้มาพบปะ   พื้นที่ในอัตราส่วนที่มีนัยยะสำคัญ เช่น หลังคาของอาคารจะถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้สีเขียว ซึ่งนับเป็นการใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมแบบขั้นบันได  โครงการนี้มีพื้นที่สีเขียวกว่า 2 เฮกเตอร์รวมทั้งพื้นที่จัตุรัสกลางที่จะกลายเป็นโอเอซิสใจกลางเมืองอันอุดมด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และผืนน้ำ

พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในโครงการมาจากแหล่งพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดในข้อริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ RE100 ซึ่งถูกผลักดันโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร  ความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้คนในโครงการนี้จะได้รับการการันตีด้วยด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพอันได้แก่ สถานพยาบาล สถานออกกำลัง ตลาด ร้านอาหาร และสิ่งแวดล้อมบริเวณจัตุรัสกลาง นอกจากนี้โมริ บิลดิงยังเตรียมยื่นจดทะเบียนมาตรฐาน WELL Building Standard™ ซึ่งเป็นมาตรฐานของ International WELL Building Institute™ ให้แก่โครงการนี้อีกด้วย

เมืองที่ผู้คนที่หลากหลายสามารถเชื่อมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

โครงการฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุได จะสร้างสภาพแวดล้อมแบบเมืองที่หลากหลายแง่มุมของชีวิต เช่น การทำงาน การใช้ชีวิต การผ่อนคลาย การสังสรรค์ การเรียนรู้ และการละเล่น  สามารถเชื่อมกันได้แบบไร้รอยต่อ โมริ บิลดิง เลือกที่จะสร้างเมืองจากมุมมองของการใช้ชีวิต และนำกำแพงที่กั้นกลางระหว่างสิ่งต่างๆ ออกไป แทนที่จะจัดแบ่งเมืองตามรูปแบบการใช้ประโยชน์อย่างสถานที่ทำงาน ที่พักอาศัย และโรงแรม ดังนั้น ภายในโครงการแห่งนี้ สถานที่ต่างๆ จึงถูกออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดไลฟ์สไตล์แบบใหม่ ที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ สามารถพบปะและใช้ชีวิตร่วมกันเป็นชุมชน สามารถมีชีวิตที่สร้างสรรค์และมีชีวิตชีวาได้ เมืองที่เต็มไปด้วยความเขียวขจีแห่งนี้ คือ สถานที่แห่งการเรียนรู้ ที่ทำงาน บ้าน และสนามเด็กเล่น

สร้าง“หมู่บ้านกลางเมืองที่ทันสมัย” ให้เป็นจริง

บริษัทชั้นนำของโลกได้มารวมตัวกันเพื่อสร้าง “หมู่บ้านกลางเมืองที่ทันสมัย” ไม่เหมือนใครแห่งนี้ โดยโมริ บิลดิง มีบทบาทสำคัญในโครงการนี้ ขณะที่ Heatherwick Studio จากสหราชอาณาจักร ซึ่งมี Thomas Heatherwick ผู้ออกแบบกระถางไฟกีฬาในโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอนเป็นผู้ออกแบบพื้นที่สาธารณะและบริเวณชั้นล่างของอาคารในโครงการ นอกจากนี้ตึกระฟ้า 3 แห่งภายในโครงการยังออกแบบโดย Pelli Clarke Pelli Architects จากสหรัฐฯ ซึ่งมีสถาปนิกชื่อดังอย่าง César Pelli และ (Fred Clarke) เป็นนักออกแบบคนสำคัญ  พื้นที่ค้าปลีกออกแบบโดย Sou Fujimoto Architects จากญี่ปุ่น ซึ่งมีสถาปนิกชื่อก้อง Sou Fujimoto นอกจากนี้ยังมีสถาปนิกชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมในโครงการนี้อีกด้วย

สถาปนิก นักออกแบบ และดีไซเนอร์หลักของโครงการ

• Thomas Heatherwick

ผู้ก่อตั้ง Heatherwick Studio

• César Pelli (dec.)

Pelli Clarke Pelli Architects

• Fred Clarke

Pelli Clarke Pelli Architects

• Sou Fujimoto

Sou Fujimoto Architects (ญี่ปุ่น)

• Glenn Pushelberg และ George Yabu,

Yabu Pushelberg (แคนาดา)

• Marco Costanzi,

Marco Costanzi Architects (อิตาลี)

• Soo K. Chan, SCDA (สิงคโปร์)

Tyler Brûlé, Winkreative (สหราชอาณาจักร)

เชื่อมต่อ “ย่าน” สร้างหัวใจทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจใหม่ของโตเกียว

พื้นที่ใจกลางเขตมินาโตะ กรุงโตเกียว เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ธ์ของโมริ บิลดิ้ง  ซึ่งรวมถึงพื้นที่ของโครงการฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุไดพื้นที่นี้มีบรรยากาศของความเป็นสากลมาอย่างยาวนาน จึงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากบริษัทที่มีความเป็นสากล และยังเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มาก  ด้วยกลิ่นอายความเป็นสากล ความหลากหลาย และวัฒนธรรมทำให้พื้นที่ใจกลางเขตมินาโตะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศแห่งใหม่ของกรุงโตเกียว

โครงการฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุไดตั้งอยู่ติดกับห้างสรรพสินค้า ARK Hills complex ของโมริ บิลดิง  ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างรปปงหงิ ฮิลส์ (Roppongi Hills) ซึ่งนับเป็นเป็น “หัวใจของวัฒนธรรมของกรุงโตเกียว” และ โทะระโนะมง ฮิลส์ (Toranomon Hills) ซึ่งเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจนานาชาติ”  โดยรปปงหงิ ฮิลส์ และโทะระโนะมง ฮิลส์ จะถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยโครงการฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุได  ซึ่งจะช่วยยกระดับพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมด สร้างจุดยุทธศาสตร์ของเมืองนานาชาติแห่งใหม่ และสร้างศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจแห่งใหม่ขึ้นในย่านใจกลางกรุงโตเกียว

ภาพรวมโครงการ

ชื่อโครงการ:

โครงการฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุได ชั้น 1

ผู้บริหารโครงการ:

สมาพันธ์ฟื้นฟูเมืองย่านโทะระโนะมง-อะซะบุได

พื้นที่โครงการ:

ประมาณ 8.1 เฮกเตอร์

พื้นที่ชั้นล่าง:

ประมาณ 63,900 ตารางเมตร

พื้นที่ทั้งอาคาร:

ประมาณ 860,400 ตารางเมตร

อาคาร

ที่พักอาศัย (1,400 ยูนิต), สำนักงาน (ประมาณ 213,900 ตารางเมตร) พื้นที่ค้าปลีก (ประมาณ 150 ร้านค้า) โรงแรม (ประมาณ 120 ห้อง) โรงเรียนนานาชาติ (ประมาณ 14,000 ตารางเมตร) จัตุรัสกลาง (ประมาณ 6,000 ตารางเมตร) สิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรม (ประมาณ 9,000 ตารางเมตร)

พื้นที่สีเขียว:

ประมาณ 2.4 เฮกเตอร์

ที่จอดรถ:

ประมาณ 1,880 คัน

ต้นทุนโครงการ:

ประมาณ 580,000,000,000 เยน

สมาชิก:

ผู้ถือสิทธิ 285 ราย (จำนวนล่าสุด เดือนมีนาคม 2562)

เริ่มการก่อสร้าง:

5 สิงหาคม 2562

เสร็จสิ้น:

31 มีนาคม 2566

หากคุณต้องการแก้ไขภาพหรือต้องการวัสดุที่ไม่รวมอยู่ในลิงก์ดาวน์โหลดนี้ (เช่นภาพถ่ายของนักออกแบบ) โปรดติดต่อ Weber Shandwick Japan ทางอีเมลที่ moribldg@webershandwick.com

ลิงค์ดาวน์โหลด: (ภายในวันที่ 23 ก.ย. 2562)

https://bit.ly/2TKtmUu

รหัสผ่าน: mori20xx

เกี่ยวกับโมริ บิลดิง

โมริ บิลดิง เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองที่ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว บริษัทมุ่งมั่นที่จะเสริมเสน่ห์ดึงดูดของเมืองด้วยการสร้างและรักษาความปลอดภัยเน้นความยั่งยืน และสร้างความเป็นเมืองที่เป็นสากล โดยนำแนวคิด “เมืองแห่งสวนแนวดิ่ง” (Vertical Garden City) สำหรับอาคารสูงที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ การศึกษา การพักผ่อนหย่อนใจ และการพักอาศัยมาใช้  โดยโมริ บิลดิงได้นำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในโครงการชั้นนำหลายโครงการ เช่น ห้าง ARK Hills  รปปงหงิ ฮิลส์ และโทะระโนมง ฮิลส์ (Roppในกรุงโตเกียว รวมไปถึงอาคาร Shanghai World Financial Center ที่นครเซี่ยงไฮ้  โมริ บิลดิง มีประสบการณ์ด้านการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการโครงการ และการให้คำปรึกษา  โปรดเข้าชม  www.mori.co.jp/en

ดูแหล่งที่มาบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20190821005445/en/

สอบถามสำหรับสื่อต่างประเทศ

การประชาสัมพันธ์ Mori Building Co., Ltd.

โทร +81 (0) 3-6406-6606

แฟกซ์ +81 (0) 3-6406-9306

อีเมล koho@mori.co.jp

Weber Shandwick Japan

Kaya Tanabe (โทร: +81 (0) 90 7726 7027), Reina Matsushita (+81 (0) 80 2375 0295),

Mayuko Harada (+81 (0) 90 9006 4968) หรือ Masashi Nonaka (+81 (0) 80 1037 7879)

อีเมล moribldg@webershandwick.com