All posts by Jasmine

การวิจัยของ OAG ระบุว่า เกือบ 3 ใน 4 ของผู้เดินทางในสหรัฐฯ สนับสนุนการใช้วัคซีนพาสปอร์ต

Logo

70% ของผู้เดินทางทั้งหมดสนับสนุนวัคซีนพาสปอร์ตระหว่างประเทศ โดย 56% ของผู้เดินทางที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจะไม่รับการฉีดวัคซีนแม้จะมีการบังคับใช้เพื่อเดินทาง

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–14 กันยายน 2564

จากการสำรวจของ OAG กับผู้เดินทางชาวอเมริกันมากกว่า 1,800 คนในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พบว่านักเดินทางกำลังจะได้เดินทางทางอากาศอีกครั้ง แต่การเดินทางทางอากาศในอนาคตอันใกล้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ความสามารถในการรองรับผู้เดินทางภายในประเทศในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 81% ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ปี 2564 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การเพิ่มขึ้นนี้เกิดจากความต้องการอันแรงกล้าของผู้บริโภค โดย 70% ของผู้บริโภคที่สำรวจโดย OAG ได้จองเที่ยวบินล่วงหน้าไว้แล้ว

ขณะที่ผู้เดินทางที่ปรารถนาเดินทางด้วยเครื่องบินมีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้น สายพันธุ์เดลต้า อัตราการแพร่เชื้อของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการในการฉีดวัคซีนนั้นมีผลอย่างมากต่อสถานการณ์ระยะใกล้และระยะกลาง ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่สำรวจโดย OAG รายงานว่าได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว อย่างไรก็ตาม OAG พบว่ามีเพียง 15% ของผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนที่วางแผนจะรับการฉีดวัคซีนก่อนการเดินทางครั้งต่อไป

สายการบินและจุดหมายปลายทางหลายแห่งกำลังพิจารณาออกกฎให้นักท่องเที่ยวฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและกับป้องกันการแพร่เชื้อ โดย 68% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมดกล่าวว่าพวกเขาสนใจหรือต้องการวัคซีนพาสปอร์ตสำหรับการเดินทางในประเทศ และ 70% เชื่อว่าควรบังคับใช้วัคซีนพาสปอร์ตสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ ที่น่าตกใจคือ  56% ของผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนกล่าวว่าพวกเขายังคงไม่ได้รับการฉีดวัคซีน แม้ว่าสายการบิน สนามบิน หรือจุดหมายปลายทางมีการคับใช้สำหรับการเดินทางก็ตาม

Mayur Patel หัวหน้า OAG ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ข้อบังคับการฉีดวัคซีนเป็นดาบสองคม สายการบิน รัฐบาล และจุดหมายปลายทางหลายแห่งกำลังพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะออกข้อบังคับให้ฉีดวัคซีนก่อนบินหรือเข้าพื้นที่ได้ และผู้เดินทางส่วนใหญ่ก็สนับสนุนการใช้วัคซีนพาสปอร์ต แม้จะเป็นการเพิ่มเชื้อเพลิงให้กับไฟที่ร้อนจัดก็ตาม แต่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่องของตลาดการเดินทางทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับจำนวนการฉีดวัคซีนที่สูงขึ้นและอัตราการแพร่เชื้อที่ลดลง”

ประเด็นอื่น ๆ จากการวิจัยของ OAG ประกอบด้วย:

  • ความกังวลเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ยังคงทำให้นักเดินทางบางส่วนต้องชะลอการเดินทาง จาก 30% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ยังไม่ได้จองเที่ยวบิน จำนวน 40% กำลังรอให้อัตราการฉีดวัคซีนและข้อบังคับดีขึ้น และ 30% กำลังรอการบังคับใช้วัคซีนพาสปอร์ต
  • แนวโน้มการเดินทางเพื่อธุรกิจยังคงไม่ชัดเจน มีเพียง 62% ของผู้เดินทางเพื่อธุรกิจกล่าวว่าบริษัทกำลังวางแผนเดินทางทางอากาศในอีก 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 38% กล่าวว่าบริษัทยังไม่มีแผนการ (20%) หรือยังไม่ได้ระบุแผน (18%)
  • มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวในวันหยุดจะกลับมา ฤดูกาลการท่องเที่ยวในวันหยุดปี 2564 จะคึกคักกว่าปี 2563 มาก จากผู้เดินทาง 38% ที่สำรวจโดย OAG ที่กล่าวว่าพวกเขามักจะบินในช่วงวันหยุด ในกลุ่มนี้จะมีเพียง 40% เท่านั้นที่ทำเช่นเดียวกันในปี 2563 โดยในปีนี้ กลุ่มที่ตั้งใจจะบินเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวถึง 85% การรองรับผู้เดินทางที่วางแผนไว้สำหรับสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้มีการจองที่ตั๋วในประเทศเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
  • พฤติกรรมการจองตั๋วเครื่องบินยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ นักท่องเที่ยวเกือบครึ่งที่ทำแบบสำรวจยังคงจองตั๋วล่วงหน้าอย่างกระชั้นชิด (ระหว่าง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนล่วงหน้า) และอีกครึ่งหนึ่งจะจองระหว่าง 2-6 เดือนหรือนานกว่านั้น โดย 80% คาดว่าราคาตั๋วจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า

สำหรับข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจฉบับเต็ม ดูได้จากรายงานที่นี่ https://www.oag.com/us-traveler-survey เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ OAG ได้ที่ https://www.oag.com/

เกี่ยวกับ OAG

OAG เป็นผู้ให้บริการข้อมูลการเดินทางชั้นนำระดับโลกที่เสริมสร้างการเติบโตและนวัตกรรมของระบบนิเวศการเดินทางทางอากาศตั้งแต่ ปี 2472 OAG มีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักร มีการดำเนินงานทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ลิทัวเนีย และจีน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดูที่: www.oag.com และสามารถติดตามเราทาง Twitter ได้ที่ @OAG Aviation

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20210913005030/en/

ติดต่อ:

Chrissy Azevedo 
Corporate Ink ตัวแทนของ OAG 
pressoffice@oag.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Kioxia เปิดตัวการจัดเก็บข้อมูล PCIe® 4.0 Storage Class Memory SSDs

Logo

KIOXIA FL6 Series รุ่นใหม่ใช้ประโยชน์จาก XL-FLASH ของ Kioxia เพื่อปิดช่องว่าง หรือ Bridge Gap ระหว่างชิปแบบ DRAM และ SSD ที่ใช้ TLC เร่งความเร็วแอปพลิเคชันที่ละเอียดอ่อน

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–14 กันยายน 2564

การจัดเก็บข้อมูล Storage Class Memory (SCM) ที่มีเวลาแฝงต่ำและความทนทานสูงกำลังจะมาในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล KIOXIA NVMe™ SSD ซึ่ง Kioxia Corporation ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำ กำลังสุ่มตัวอย่าง KIOXIA FL6 Series enterprise NVMe SCM SSDs ในระดับองค์กร โดยนำเสนอโซลูชัน SCM ของ Kioxia, XL-FLASH, dual-port และ PCIe® 4.0-compliant KIOXIA FL6 Series SSDs เชื่อมช่องว่างระหว่างไดรฟ์ที่ใช้ชิปแบบ DRAM และ TLC ทำให้เหมาะสำหรับกรณีการใช้งานที่ไวต่อเวลาแฝง เช่น แคชเลเยอร์ การจัดลำดับชั้น และการบันทึกการเขียน

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย รับชมฉบับเต็มได้ที่นี่:https://www.businesswire.com/news/home/20210913005922/en/

PCIe(R) 4.0-compliant Storage Class Memory (SCM) SSD: KIOXIA FL6 Series (Photo: Business Wire)ระบบจัดเก็บข้อมูล PCIe(R) 4.0-compliant Storage Class Memory (SCM) SSD: KIOXIA FL6 Series (ภาพ: Business Wire)

อิงจากเทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D BiCS FLASH™ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ Kioxia พร้อม SLC ความจุ 1 บิตต่อเซลล์ ทำให้ XL-FLASH มีเวลาแฝงที่ต่ำและประสิทธิภาพสูงสำหรับศูนย์ข้อมูลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลระดับองค์กร แม้ว่าโซลูชันหน่วยความจำแบบระเหย เช่น ชิปแบบDRAM จะให้ความเร็วในการเข้าถึงที่จำเป็นสำหรับแอพพลิเคชั่นที่ต้องการ แต่ก็มีต้นทุนสูง SCM แก้ไขปัญหานี้ด้วยการจัดหาหน่วยความจำแฟลชแบบไม่ลบเลือนที่มีความหนาแน่นสูงและคุ้มค่า

KIOXIA FL6 Series ทำงานได้ดีกับปริมาณงานที่มีรอดำเนินการต่ำ แต่จุดแข็งที่แท้จริงนั้นถูกเปิดเผยเมื่อปริมาณงานมีความต้องการและผสมกันมากขึ้น ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ไดรฟ์ KIOXIA FL6 มอบคุณภาพการบริการที่เชื่อถือได้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญสำหรับแอปพลิเคชันที่ไวต่อเวลาแฝงที่หลากหลาย

จุดเด่นของ KIOXIA FL6 Series

  • สอดคล้องกับข้อกำหนด PCIe 4.0 และ NVMe 1.4; พร้อมสำหรับการใช้งาน NVMe-oF™
  • Native dual-port เพื่อความพร้อมใช้งานและความยืดหยุ่นสูง
  • ความทนทานและความจุ 60 DWPD จาก 800 GB ถึง 3.2 TB
  • ความน่าเชื่อถือในระดับองค์กร MTBF 2.5 ล้านชั่วโมง
  • ตัวเลือกการรักษาความปลอดภัย SED และ FIPS 140-2[1]

KIOXIA FL6 Series กำลังสุ่มตัวอย่างไปยังคู่ค้าและลูกค้าในอุตสาหกรรมที่สำคัญ

หมายเหตุ

[1] ความพร้อมใช้งานของตัวเลือกความปลอดภัย/การเข้ารหัสอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

* คำจำกัดความของความจุ: Kioxia กำหนดเมกะไบต์ (MB) เป็น 1,000,000 ไบต์ หนึ่งกิกะไบต์ (GB) เป็น 1,000,000,000 ไบต์และหนึ่งเทราไบต์ (TB) เป็น 1,000,000,000,000 ไบต์ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์รายงานความจุของพื้นที่จัดเก็บโดยใช้กำลัง 2 สำหรับคำจำกัดความของ 1GB = 230 = 1,073,741,824 ไบต์ ดังนั้นจึงแสดงความจุของพื้นที่จัดเก็บที่น้อยลง ความจุที่ใช้งานได้ (รวมถึงตัวอย่างไฟล์มีเดียต่างๆ) จะแตกต่างกันไปตามขนาดไฟล์ การจัดรูปแบบ การตั้งค่า ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ เช่น ระบบปฏิบัติการ Microsoft และ/หรือแอพพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้า หรือเนื้อหาสื่อ ความจุที่จัดรูปแบบจริงอาจแตกต่างกันไป

*PCIe เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PCI-SIG

*NVMe และ NVMe-oF เป็นเครื่องหมายจดทะเบียนหรือไม่ได้จดทะเบียนของ NVM Express, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

*ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่น ๆ ทั้งหมดอาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทนั้น ๆ

เกี่ยวกับ Kioxia
Kioxia เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำที่อุทิศตนเพื่อการพัฒนา การผลิต และการขายหน่วยความจำแฟลชและโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ในเดือนเมษายน 2560 บริษัท Toshiba Memory ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Kioxia ได้แยกออกมาจาก Toshiba Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นหน่วยความจำแฟลช NAND ในปี 2530 โดยบริษัทถือเป็นผู้บุกเบิกโซลูชันและบริการหน่วยความจำที่ล้ำสมัยซึ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้คนและขยายขอบเขตทางสังคม เทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลช 3D แบบใหม่ของ Kioxia หรือที่เรียกว่า BiCS FLASH ™ กำลังสร้างอนาคตของการจัดเก็บข้อมูลในแอปพลิเคชันที่มีความหนาแน่นสูงซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟนขั้นสูง, พีซี, SSD, ศูนย์ยานยนต์และศูนย์ข้อมูล

ลูกค้าสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
Kioxia Corporation
ฝ่ายส่งเสริมการขาย
โทร: +81-3-6478-2427
https://business.kioxia.com/en-jp/buy/global-sales.html

*ข้อมูลในเอกสารนี้รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาของบริการและข้อมูลการติดต่อนั้นถูกต้องในวันที่ประกาศ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

รับชมเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20210913005922/en/

สื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่::
Kioxia Corporation
ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์การขาย
Koji Takahata
Tel: +81-3-6478-2404

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ITT แต่งตั้ง Bartek Makowiecki เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และการพัฒนาธุรกิจ และนำการควบรวมกิจการทั้งหมด

Logo

ไวท์เพลนส์ นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–13 ก.ย. 2564

13 กันยายน 2564 ITT Inc. (NYSE: ITT) แต่งตั้ง Bartek Makowiecki เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และการพัฒนาธุรกิจ โดยรายงานต่อ Luca Savi ประธานและซีอีโอของ ITT Inc.  ในบทบาทนี้ Makowiecki จะขับเคลื่อนกลยุทธ์และการควบรวมกิจการ (M&A) ทั่ว ITT ทั้งหมด

Makowiecki เข้าร่วม ITT จาก Ingredion ซึ่งล่าสุดเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ทั่วโลก ฝ่ายควบรวมกิจการ และการบุกเบิกธุรกิจขณะอยู่ที่ Ingredion  เขาได้สร้างฟังก์ชันกลยุทธ์ระดับโลก ขยายแพลตฟอร์มการเติบโตของบริษัท และสร้างโครงการร่วมทุนขององค์กรใหม่เพื่อปรับใช้เงินทุนกับการลงทุนในระยะเริ่มต้น  ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ Ingredion นั้น Makowiecki ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านกลยุทธ์ระดับโลก และบทบาทการควบรวมกิจการ รวมถึงการมอบหมายงานระหว่างประเทศที่ Owens Corning Corporation และ Parker-Hannifin Corporation

“Bartek เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จโดยมีประวัติที่พิสูจน์แล้วในการควบรวมกิจการและการจัดการพอร์ตโฟลิโอ  ประสบการณ์ของเขาเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ ITT ขณะที่เราพยายามเร่งกลยุทธ์การปรับใช้เงินทุนของเรา” Luca Savi ซีอีโอและประธานของ ITT กล่าว “Bartek มีพรสวรรค์เฉพาะตัวและเป็นผู้นำที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ระยะยาวของเราและเพื่อสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นที่เหนือกว่าต่อไป”

Makowiecki สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง และศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาธุรกิจระหว่างประเทศและการเงินจาก Regents University ในสหราชอาณาจักร เขาจะประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ ITT ในไวท์เพลนส์ รัฐนิวยอร์ก

เกี่ยวกับ ITT

ITT เป็นผู้ผลิตหลากหลายชั้นนำเกี่ยวกับส่วนประกอบที่สำคัญทางวิศวกรรมขั้นสูงและโซลูชันเทคโนโลยีที่ปรับแต่งได้สำหรับตลาดพลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรม  ด้วยมรดกแห่งนวัตกรรม ITT ร่วมมือกับลูกค้าเพื่อส่งมอบโซลูชั่นที่ยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมหลักที่สนับสนุนวิถีชีวิตสมัยใหม่ของเรา ITT  มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองไวท์เพลนส์ รัฐนิวยอร์ก โดยมีพนักงานในกว่า 35 ประเทศและจำหน่ายในประมาณ 125 ประเทศ  บริษัทสร้างรายได้ปี 2563 มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.itt.com

ดูต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210913005008/en/

นักลงทุนติดต่อ
Mark Macaluso
+1 914-641-2064
mark.macaluso@itt.com

Mary Kay Inc. เผยแพร่รายงานสรุปกลยุทธ์ความยั่งยืนและผลกระทบทางสังคมประจำปี 2563-64 โดยเน้นที่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลกและผลกระทบทางสังคมจนถึงปี 2573

Logo

ในหัวข้อ “Enriching Lives Today for A Sustainable Tomorrow” รายงานสรุปฉบับแรกที่เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม

แดลลัส–(BUSINESS WIRE)–13 กันยายน 2564

Mary Kay Inc. ผู้สนับสนุนระดับโลกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ในวันนี้ได้เผยแพร่กลยุทธ์ความยั่งยืนในหัวข้อ Enriching Lives Today for a Sustainable Tomorrow และรายงานสรุปกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนและผลกระทบทางสังคมประจำปี 2563-64

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย รับชมฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20210913005253/en/

Enriching Lives Today For A Sustainable Tomorrow logo (Graphic: Mary Kay Inc.)

โลโก้ Enriching Lives Today For A Sustainable Tomorrow (กราฟิก: Mary Kay Inc.)

“มันเป็นเรื่องที่มากกว่าคำว่าเรา—และมันเป็นแบบนั้นมาโดยตลอด” Deborah Gibbins ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Mary Kay Inc. กล่าว “อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและการดูแลส่วนบุคคลกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเมื่อบริษัทต่าง ๆ พัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานที่โปร่งใส และผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและมีจริยธรรม Mary Kay เชื่อและสนับสนุนในวิวัฒนาการนี้”

Enriching Lives Today for a Sustainable Tomorrow ขยายวิสัยทัศน์ของ Mary Kay ไปสู่ปี 2573 และปีต่อ ๆ ไป โดยสร้างภาพลักษณ์ว่าอะไรที่ดี “หน้าตาเป็นอย่างไร” สำหรับ Mary Kay ที่ปรึกษาด้านความงามอิสระ ลูกค้า และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือโลกใบนี้ Enriching Lives Today for a Sustainable Tomorrow ได้รับการพัฒนาร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของ Mary Kay และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทำให้ Mary Kay เป็นส่วนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรระดับโลกเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า

“ในขณะที่มีการริเริ่มที่มีความหมายเกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม—และในตัวของ Mary Kay—ยังมีงานอีกมากในการค้นหาแนวทางแก้ไขระยะยาวสำหรับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจและสังคมที่รออยู่ข้างหน้า” Gibbins กล่าวเสริม “เป็นเวลาเกือบ 60 ปีที่ Mary Kay มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างชีวิตของผู้หญิง พัฒนาด้านสุขภาพผิว และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนทั่วโลก เราตื่นเต้นมากที่ได้ก้าวต่อไปที่สำคัญในการเดินทางของเรา”

จุดเด่นของรายงานความยั่งยืนประกอบด้วย:

  • Mary Kay ประกาศกลยุทธ์ความยั่งยืนระดับโลก: Enriching Lives Today for a Sustainable Tomorrow แนวทางแบบองค์รวมของเราครอบคลุมสามเสาหลักของความยั่งยืน—เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม—ผ่านห้าเสาหลัก ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่น 15 ประการเพื่อส่งมอบทศวรรษแห่งการดำเนินการที่ยั่งยืน
  • Mary Kay จะมีส่วนร่วมใน 15 จาก 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่กำหนดโดยสหประชาชาติ และได้ดำเนินการตามลำดับความสำคัญและภาระผูกพันในบริบทของการมอบอำนาจชั้นนำระดับโลก ซึ่งรวมถึง: หลักการสิบประการของข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ หลักการสร้างเสริมอำนาจสตรีเจ็ดประการ CEO Water Mandate, and the Sustainable Ocean Principles หรือ หลักการฟื้นฟูมหาสมุทรอย่างยั่งยืน
  • เป้าหมายความมุ่งมั่นที่สำคัญเพื่อให้บรรลุภายในปี 2573:
    • ลดปริมาณ 30%: ความเข้มของพลาสติก คาร์บอน (ขอบเขต 1 และ 2) และการใช้น้ำ
    • ส่งเสริมผู้หญิงจำนวน 5 ล้านคนทั่วโลกผ่านการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ
    • ให้การสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศและในครอบครัวมากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก

จุดเด่นที่สำคัญ:

ในปี 2563 และครึ่งแรกของปี 2564 Mary Kay ยังคงสานต่อมรดกแห่งความยั่งยืนและการสนับสนุน ด้านล่างนี้คือจุดเด่นที่สำคัญบางส่วน

ความเป็นเลิศทางธุรกิจ

  • 100% ของผู้อำนวยการที่อยู่ในสหรัฐฯ และตำแหน่งสูงกว่านั้นสำเร็จการฝึกอบรมภาคบังคับเรื่องความมีอคติโดยไม่รู้ตัว
  • ความหลากหลายทางเพศในสถานที่ทำงาน: 54% ของทีมผู้บริหารทั่วโลกของ Mary Kay เป็นผู้หญิง 61% ของพนักงานทั่วโลกของ Mary Kay เป็นผู้หญิง และ 54% ของรองประธานระดับโลกขึ้นไปเป็นผู้หญิง 59% ของกรรมการขึ้นไปเป็นผู้หญิง (มีนาคม 2564)
  • ดำเนินการตรวจสอบธุรกิจบุคคลที่สามและรายงานข้อมูลความหลากหลายเพื่อแจ้งห่วงโซ่อุปทานปัจจุบันของเราที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย หรือทหารผ่านศึกเป็นเจ้าของ: ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2564 (ข้อมูลห่วงโซ่อุปทานในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น): 12% ของผู้ซัพพลายเออร์ทางอ้อมของ Mary Kay เป็นผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย หรือทหารผ่านศึกที่เป็นเจ้าของ; 5% ของซัพพลายเออร์โดยตรงของ Mary Kay เป็นผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย หรือทหารผ่านศึก
  • ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับโลกของเรา ปัจจุบันเรานำเสนอรองพื้นมากกว่า 80 ชนิด—ในเฉดสีและฟินิชที่หลากหลาย—เพื่อให้เข้ากับสเปกตรัมที่สวยงามของโทนสีผิวได้ดีที่สุด
  • 77% ของศิลปินที่มีส่วนร่วมในแคมเปญการตลาดทั่วโลกของเราเป็นธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของ (ช่างภาพ ผู้อำนวยการ นักออกแบบ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม โปรดิวเซอร์ ฯลฯ)

การดูแลผลิตภัณฑ์

  • เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้ผลักดันบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมความงาม หรือSustainable Packaging Initiative for Cosmetics (SPICE) ภารกิจของ SPICE คือการขับเคลื่อนอนาคตของบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนสำหรับเครื่องสำอางให้มีความก้าวหน้าที่สำคัญในสามด้านหลัก: กำหนดนโยบายบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ และให้ความโปร่งใสในผู้บริโภค
  • เข้าร่วมมูลนิธิ Ellen MacArthur Foundation ในฐานะสมาชิกของเครือข่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

การผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ

  • สำนักงานใหญ่ระดับโลก โรงงานผลิตทั่วโลก และการจัดจำหน่ายทั่วโลกและระบบการจัดเก็บและดึงข้อมูลอัตโนมัติ (ASRS) ของ Mary Kay ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยใช้พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์
  • การวิเคราะห์พื้นฐานโดยละเอียดเริ่มต้นขึ้นในปี 2562 และดำเนินต่อไปในปี 2563 เพื่อกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเรา จากระยะแรกของการวิเคราะห์ เป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (GHG) 30% สำหรับขอบเขต 1 และ 2 ได้ถูกนำมาใช้เป็นเป้าหมายด้านความยั่งยืน ในปี 2564 ระยะที่ 2 ซึ่งประกอบด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกสำหรับขอบเขตที่ 3 ได้เริ่มต้นขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเป้าหมายภายในไตรมาสแรกของปี 2565
  • สมาชิกผู้ก่อตั้งโครงการริเริ่มระดับโลกสองโครงการร่วมกับมูลนิธิ Arbor Day Foundation: Evergreen Alliance และ Time for Trees Initiative; และเป็นสมาชิกของ Trillion Tree Initiative
  • เป็นผู้ลงนามในสาเหตุสำคัญสองประการในการปกป้องน่านน้ำของโลก: โครงการ CEO Water Mandate และหลักการมหาสมุทรที่ยั่งยืนของ United Nations Global Compact

การเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้หญิง

  • กลายเป็นผู้ให้คำมั่นสัญญาของกลุ่มพันธมิตรปฏิบัติการในแนวร่วมปฏิบัติด้านความเท่าเทียมรุ่นที่สี่: ความรุนแรงบนฐานของเพศสภาพ; ความยุติธรรมและสิทธิทางเศรษฐกิจ; ปฏิบัติการสตรีนิยมเพื่อความยุติธรรมด้านสภาพอากาศ; และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ (ปี 2564-2569)
  • เปิดตัว Women's Entrepreneurship Accelerator ในปี 2562 ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มระดับโลกเพื่อนำผู้ประกอบการผ่านการศึกษาและส่งเสริมผู้ประกอบการสตรีผ่านเส้นทางสู่การสร้างเสริมพลัง 4 เส้นทาง ได้แก่ การศึกษา การให้ทุน การสนับสนุน และการมีส่วนร่วม ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการเป็นผู้ประกอบการสำหรับผู้หญิงทุกคนในทุกที่
  • สนับสนุนข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Global Compact ในการพัฒนาชุดเครื่องมือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สำหรับหลักการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้หญิงตั้งแต่ องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Women ไปจนถึงการเป็นสมาชิก SMEs จำนวน 6,000 ราย และการใช้งานทั่วไปสำหรับบริษัททั่วโลกเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมกันของผู้หญิง

ผลกระทบทางสังคมระดับโลกและชุมชนท้องถิ่น

  • มูลนิธิ Mary Kay Ash Foundation มีโครงการวิจัยด้านมะเร็งและการทดลองทางคลินิกเกือบ 40 โครงการ และนักวิจัยที่อยู่ในขั้นตอนของโครงการ 42% ของโครงการวิจัยมะเร็งที่เป็นนวัตกรรมใหม่นำโดยผู้หญิง และในขณะที่ 100 เปอร์เซ็นต์ของการทดลองทางคลินิกนำโดยผู้หญิง
  • Mary Kay Inc. และมูลนิธิ Mary Kay Ash Foundation สนับสนุนองค์กร 667 แห่งที่มุ่งมั่นทำงานช่วยชีวิตขององค์กรที่สนับสนุนการขจัดความรุนแรงบนฐานเพศสภาพและให้ทุนแก่สถานพักพิงสตรีที่ให้บริการความช่วยเหลือที่สำคัญ โดยเข้าถึงผู้หญิงและเด็กผู้หญิงกว่า 2 ล้านคนผ่านโครงการที่ไม่ซ้ำกัน 786 โครงการ ในกว่า 138 ประเทศ
  • ตั้งแต่ปี 2551 โครงการ Pink Changing Lives ทั่วโลกของ Mary Kay ได้ก่อให้เกิดโปรแกรมสร้างพลังอำนาจส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่าหกล้านคนและครอบครัวของพวกเขาด้วยการเป็นพันธมิตรกับองค์กรกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก โดยบริจาคเงินกว่า 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 มีการบริจาคมากกว่า 775,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก

เติมเต็มชีวิตในวันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ภาพรวม 5 เสาหลักและพันธสัญญา 15 ข้อ
ความเป็นเลิศทางธุรกิจ

  • คนของเรา: ปลูกฝังการมีส่วนร่วมของพนักงาน หรือ EMPLOYEE ENGAGEMENT โดยดำเนินชีวิตตามค่านิยมของบริษัทและหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมองค์กรของเรา
  • ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมเข้าด้วยกัน: ทำความเข้าใจผ่านความรู้ หรือ KNOWLEDGE เรียกร้องให้ดำเนินการ หรือ ACTION  รับรองการเปลี่ยนแปลง หรือ CHANGE ที่ยั่งยืนและยาวนาน
  • ความโปร่งใสและการสนับสนุน: นำไปสู่ความโปร่งใส หรือ TRANSPARENCY และการช่วยเหลือผ่านผู้สนับสนุนสัมพันธ์ หรือ ADVOCACY

การดูแลผลิตภัณฑ์

  • พลาสติกและบรรจุภัณฑ์: ลด หรือ REDUCE ความเข้มของพลาสติกลง 30%
  • การรีไซเคิลและเศรษฐกิจหมุนเวียน: 90% ของบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ทำจากการใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก หรือ RECYCLED CONTENT
  • การจัดหาที่ยั่งยืน: ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเราให้เหลือน้อยที่สุด หรือ MINIMIZE สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก และส่งเสริมผลประโยชน์ของชุมชน

การผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ

  • คาร์บอน: ลด หรือ REDUCE คาร์บอน (ขอบเขต 1 และ 2) 30%
  • น้ำ: ลด หรือ REDUCE การใช้น้ำ 30%
  • ของเสียจากการปฏิบัติงาน: เบี่ยงเบน หรือ DIVERT 60% ของของเสียจากการปฏิบัติงานจากการฝังกลบ

การเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้หญิง

  • ความเท่าเทียมกัน: พัฒนา หรือ DEVELOP วาระนโยบาย 10 ปีเพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิสตรี
  • การเสริมสร้างพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ: เพิ่มพลังอำนาจ หรือ EMPOWER ให้ผู้หญิง 5 ล้านคนทั่วโลก
  • การศึกษา: เข้าถึง หรือ ACCESS การศึกษาสำหรับเด็กหญิงและสตรี 250,000 คนทั่วโลก

ผลกระทบทางสังคม

  • การวิจัยโรคมะเร็ง: กองทุน หรือ FUND รวมกว่า 400,000 ชั่วโมงในการวิจัย
  • ความรุนแรงตามเพศสภาพ: สนับสนุน หรือ SUPPORT ผู้หญิงกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกด้วยบริการความช่วยเหลือ
  • การสนับสนุนชุมชนและผลกระทบทางสังคมทั่วโลก: ร่วมมือกัน หรือ COLLABORATE เพื่อการเปลี่ยนแปลงกับองค์กรกว่า 500 แห่ง

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash คือหนึ่งในผู้ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่มองไม่เห็น และก่อตั้งบริษัทความงามของตัวเองขึ้นเมื่อ 58 ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมาย 3 ข้อได้แก่ มอบโอกาสให้กับผู้หญิง ผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการ และสร้างโลกให้น่าอยู่ ความฝันของเธอได้เบ่งบานขึ้นกลายเป็นบริษัทที่เติบโตทางการเงินมูลค่าหลายพันล้าน พร้อมพนักงานขายอิสระกว่าล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความงาม และผลิตสินค้าบำรุงผิว เครื่องสำอาง อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและน้ำหอมมากมาย และยังทุ่มเทกับการช่วยให้ผู้หญิงและครอบครัวของพวกเขามีพลังด้วยการร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญและสนับสนุนกับการวิจัยด้านมะเร็ง ปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และส่งเสริมให้เด็ก ๆ ทำตามความฝัน วิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ยังคงเปล่งประกายและพาเธอสู่ความสำเร็จไปทีละขั้น สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ MaryKayGlobal.com

รับชมเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20210913005253/en/

ติดต่อ:

Mary Kay Inc. Corporate Communications
Marykay.com/newsroom
(+1) 972.687.5332 or media@mkcorp.com








แบรนด์สัตว์เลี้ยงและสัตว์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คว้ารางวัล World Branding Awards ประจำปี 2564 โดย Storm

Logo

ลอนดอน–(BUSINESS WIRE)–9 กันยายน 2564

วันนี้รางวัลอันทรงเกียรติ World Branding Awards ซึ่งเป็นสุดยอดรางวัลการเชิดชูแบรนด์ระดับโลก ในขณะนี้เป็นครั้งที่ 13 ของงานแล้ว โดยคัดเลือก 150 แบรนด์จาก 41 ประเทศ และมอบรางวัล “แบรนด์แห่งปี” หรือ “Brand of the Year” ในพิธีมอบรางวัลเสมือนจริงครั้งแรกที่จัดขึ้นในประวัติศาสตร์ของรางวัลนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ได้รับการเสนอชื่อจากผู้บริโภคมากกว่า 115,000 รายจากหกทวีปสำหรับ Animalis edition ที่พิเศษซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ สองปี โดยมุ่งเน้นที่การมอบรางวัลแบรนด์สัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่ดีที่สุดจากทั่วโลก

Animal Planet, BuddyRest, FRONTLINE, KONG, ORIJEN, Pedigree, Petplan, PURINA Friskies, Rogz, Tetra และ Whiskas ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะระดับ Global Tier ในปีนี้ ท่ามกลางแบรนด์อื่น ๆ

Aqua Design Amano (ญี่ปุ่น), Vitakraft และ Zooplus (เยอรมนี) และ PetSmart (สหรัฐอเมริกา) ล้วนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ชนะระดับ Regional Tier พร้อมกับแบรนด์อื่น ๆ อีกสองสามราย

แบรนด์ของมาเลเซียที่เป็นจุดสนใจ ได้แก่ Aquanice (อาหารปลา), Aquaria KLCC (พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสาธารณะ), Catzonia (โรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง – แมว) และ Powercat (อาหารแมว – แบบแห้ง/แบบเม็ด) ท่ามกลางแบรนด์อื่น ๆ

แบรนด์ดังของสิงคโปร์ ได้แก่ Gold-D (อาหารแมว) และ Snappy (ทรายแมว) ในฐานะผู้ชนะระดับ National Tier และ Happi Doggy (ขนมขัดฟัน) และ Kit Cat (ผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง) ในฐานะผู้ชนะระดับ Regional Tier ท่ามกลางแบรนด์อื่น ๆ

และสุดท้าย แบรนด์ที่ได้รับชัยชนะจากฟิลิปปินส์ ได้แก่ Top Breed (อาหารสุนัข – แบบแห้ง/แบบเม็ด), Pupkits (ชุดเครื่องนอน) และ Petshop.ph (ร้านขายสัตว์เลี้ยงออนไลน์) ท่ามกลางแบรนด์อื่น ๆ

“รางวัล Animalis Edition เป็นรางวัลอันทรงเกียรติแก่แบรนด์ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมสัตว์และสัตว์เลี้ยงทั่วโลก และเชิดชูแบรนด์ที่ยังคงอยู่แถวหน้าในจิตใจของผู้บริโภค โดยเมื่อพิจารณาจากความท้าทายของการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่ประสบต่อธุรกิจ อย่างน้อยก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าประหลาดใจ” ริชาร์ด โรวส์ ประธานองค์กร World Branding Forum กล่าว

“นี่เป็นการเฉลิมฉลองของนักการตลาดที่ดีที่สุดของแบรนด์สัตว์เลี้ยงและสัตว์จากทั่วโลก” Rowles กล่าวเสริม

พิธีมอบรางวัลดังกล่าวมีผู้ประกอบการ Lara Morgan และสื่อสัตวแพทย์ Joe Inglis กล่าวปาฐกถาพิเศษแก่แขกผู้มีเกียรติ

รางวัลนี้จัดขึ้นโดย World Branding Forum ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่อุทิศตนเพื่อยกระดับมาตรฐานการสร้างแบรนด์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและรายชื่อผู้ชนะทั้งหมด สามารถเยี่ยมชมได้ที่ awards.brandingforum.org

เกี่ยวกับ the World Branding Forum

World Branding Forum (WBF) เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่ผ่านการจดทะเบียน โดยมีจุดมุ่งหมายและกิจกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานการสร้างแบรนด์เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมและผู้บริโภค องค์กร WBF ทำการผลิต จัดการ และสนับสนุนโปรแกรมที่หลากหลายซึ่งครอบคลุมการวิจัย การพัฒนา การศึกษา การยอมรับ เครือข่าย และการขยายงาน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ brandingforum.org

รับชมเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20210909005386/en/

ติดต่อ:

Press
Peter Michaels
peter.michaels@brandingforum.org

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

TDCX ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)

Logo

สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)– 8 ก.ย. 2564

8 กันยายน พ.ศ. 2564 — TDCX Inc. (“TDCX” หรือ “บริษัท”) ผู้ให้บริการโซลูชันประสบการณ์ลูกค้าดิจิทัลที่มีการเติบโตสูงสำหรับเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมและบริษัทบลูชิพ ประกาศว่า บริษัทได้ยื่นคำชี้แจงการจดทะเบียนในแบบฟอร์ม F- 1 ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (“IPO”) ของหุ้น American Depositary Shares (“ADS”) ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นสามัญประเภท A บริษัทตั้งใจที่จะลงโฆษณาในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กภายใต้สัญลักษณ์ “TDCX”

ยังไม่ได้มีการกำหนดจำนวนหุ้นสามัญที่จะเป็นตัวแทนของแต่ละ ADS และยังไม่ได้กำหนดจำนวน ADS ที่จะเสนอขาย และช่วงราคาสำหรับการเสนอขาย

Goldman Sachs & Co. LLC และ Credit Suisse Securities (USA) LLC จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีร่วมสำหรับการเสนอขาย

การเสนอขายจะกระทำโดยใช้หนังสือชี้ชวนเท่านั้น สำเนาหนังสือชี้ชวนเบื้องต้น หากมี สามารถหาได้จาก:

Goldman Sachs & Co. L.L.C.

200 West Street

New York, NY 10282-2198

ติดต่อ: Prospectus Department (1-866-471-2526)

อีเมลl: prospectus-ny@gs.com

Credit Suisse Securities (USA) L.L.C.

6933 Louis Stephens Drive

Morrisville, NC 27560

ติดต่อ: Prospectus Department (1-800-221-1037)

อีเมล: usa.prospectus@credit-suisse.com

แบบฟอร์มคำชี้แจงการลงทะเบียน F-1 และการแก้ไขที่ตามมาทั้งหมดสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่  www.sec.gov.

คำชี้แจงการจดทะเบียนในแบบฟอร์ม F-1 ที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์เหล่านี้ได้ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้

ห้ามขายโฆษณาเหล่านี้หรือข้อเสนอที่จะซื้อก่อนเวลาที่ใบแจ้งการจดทะเบียนมีผลบังคับใช้ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 1933 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้ซื้อ และจะไม่มีการขายหลักทรัพย์ในรัฐหรือเขตอำนาจศาลใดๆ ที่ข้อเสนอ การชักชวน หรือการขายดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก่อนการลงทะเบียนหรือ คุณสมบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐหรือเขตอำนาจศาลดังกล่าว หลักทรัพย์ที่อ้างถึงในที่นี้ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนและจะไม่ถูกจดทะเบียนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ที่บังคับใช้ในเขตอำนาจศาลใด ๆ ที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ TDCX

TDCX เป็นผู้ให้บริการโซลูชันประสบการณ์ลูกค้าดิจิทัลที่มีการเติบโตสูงสำหรับเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมและบริษัทบลูชิพอื่น ๆ บริษัทนำเสนอโซลูชัน CX แบบ omnichannel  บริการการขายและการตลาดดิจิทัล และบริการตรวจสอบและกลั่นกรองเนื้อหา บริษัทมีประวัติด้านความสำเร็จกับลูกค้าในด้านการเดินทางและการบริการ การโฆษณาดิจิทัลและสื่อ สินค้าอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี บริการทางการเงิน ฟินเทค หน่วยงานภาครัฐและเอกชน การเล่นเกม อีคอมเมิร์ซและการศึกษา TDCX มีสำนักงานในสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย โรมาเนีย สเปน และโคลอมเบีย และให้บริการลูกค้าทั่วโลกในกว่า 20 ภาษา TDCX ได้รับรางวัลมากกว่า 270 รางวัล

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

การประกาศนี้อาจมีข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าที่สะท้อนถึงความคาดหวังในปัจจุบันของ TDCX เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต รายการและคำอธิบายของความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน TDCX สามารถดูได้ในเอกสารที่ TDCX ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงแบบฟอร์มการจดทะเบียน F‑1 นักลงทุนควรระมัดระวังอย่าใช้ข้อความที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้เกินควร ซึ่งกล่าว ณ วันที่ในที่นี้เท่านั้น TDCX ไม่มีภาระผูกพันในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ในประกาศนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ในอนาคตหรืออย่างอื่น

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210907005846/en/

สำหรับคำถาม

นักลงทุน:

TDCX

Jason Lim

+65 9799 6550

lim.jason@tdcx.com

สื่อ:

TDCX

Eunice Seow

+65 8432 8388

eunice.seow@tdcx.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

AD Ports Group และ CMA CGM Group ประกาศข้อตกลงเพื่อลงทุน 570 ล้านเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในอาคารพักตู้สินค้า ณ ท่าเทียบเรือ Khalifa

Logo

  • ภายใต้ข้อตกลงสัมปทาน 35 ปี อาคารพักตู้สินค้าอันล้ำสมัยจะเปิดดำเนินการในปี 2567 โดยมีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1.8 ล้าน TEU
  • ท่าเรือ Khalifa กลายเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับบริษัทเดินเรือสามในสี่อันดับแรกของโลก

อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(BUSINESS WIRE)–9 ก.ย. 2564

AD Ports Group ซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ อุตสาหกรรม และการค้าระดับชั้นนำของภูมิภาค และ CMA CGM Group ซึ่งตั้งอยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ได้ประกาศการลงนามในข้อตกลงสัมปทานระยะเวลา 35 ปี

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นแบบมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20210909005619/en/

H.H. Sheikh Khaled bin Mohamed bin Zayed Al Nahyan, Member of Abu Dhabi Executive Council and Chairman of Abu Dhabi Executive Office, meets with officials from AD Ports Group and CMA CGM Group to witness the signing of a concession agreement between them. (Photo: AETOSWire)

H.H. Sheikh Khaled bin Mohamed bin Zayed Al Nahyan สมาชิกสภาบริหารอาบูดาบีและประธานสำนักงานบริหารอาบูดาบี เข้าพบเจ้าหน้าที่จาก AD Ports Group และ CMA CGM Group เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสัมปทานระหว่างพวกเขา (ภาพ: AETOSWire)

ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง จะมีการสร้างอาคารพักตู้สินค้าที่ท่าเรือ Khalifa ซึ่งเป็นท่าเรือคอนเทนเนอร์กึ่งอัตโนมัติแห่งแรกในภูมิภาค GCC ซึ่งจะได้รับการจัดการโดยกิจการร่วมค้าที่เป็นเจ้าของโดย CMA Terminals ในเครือของ CMA CGM (ถือหุ้น ร้อยละ 70 ) และ AD Ports Group (สัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 30 เดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ) คาดว่าการเป็นพันธมิตรในครั้งนี้จะมอบเงินประมาณ 570 ล้านเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  (154 ล้านเหรียญสหรัฐ) ให้กับโครงการ

อาคารผู้โดยสารที่ล้ำสมัยเพื่อรองรับการเติบโตของท่าเรือคาลิฟา

การก่อสร้างเริ่มในปี 2564 และอาคารพักตู้สินค้าแห่งใหม่นี้มีกำหนดส่งมอบในปี 2567 โดยในเฟสที่ 1 มีความยาวท่าเรือเริ่มต้น 800 เมตร และกำลังการผลิต 1.8 ล้าน TEU ต่อปีโดยประมาณ AD Ports Group จะรับผิดชอบในการพัฒนางานสนับสนุนทางทะเลและโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงกำแพงท่าเรือสูงถึง 1,200 เมตร เขื่อนกันคลื่นขนาด 3,800 เมตร ชานชาลารางที่สร้างเสร็จทั้งหมด และลานจอดปลายทางขนาด 700,000 ตารางเมตร

อาคารพักตู้สินค้าดังกล่าวจะช่วยให้ CMA CGM มีศูนย์กลางระดับภูมิภาคแห่งใหม่ และจะช่วยให้กลุ่มบริษัทสามารถพัฒนาบริการระหว่างอาบูดาบีและเอเชียใต้ เอเชียตะวันตก แอฟริกาตะวันออก ยุโรป และเมดิเตอร์เรเนียน ตลอดจนตะวันออกกลางและอนุทวีปอินเดีย

ด้วยการลงทุนครั้งใหญ่นี้ CMA CGM Group ได้ผลักดันกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลกในฐานะผู้ให้บริการเทอร์มินัลชั้นนำ ปัจจุบันกลุ่มบริษัทดำเนินการท่าเทียบเรือ 49 ท่าใน 27 ประเทศผ่านบริษัทในเครือ CMA Terminals และ Terminal Link

ท่าเรือ Khalifa  ศูนย์กลางของบริษัทเดินเรือสามในสี่อันดับแรกของโลก

CMA CGM Group เป็นหน่วยงานด้านการเดินเรืออันดับสามในสี่อันดับแรกของโลกที่ผนึกกำลังกับผู้อำนวยความสะดวกด้านการค้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมชั้นนำของอาบูดาบี ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการยืนยันสถานะของท่าเรือคาลิฟาในฐานะท่าเรือหลักเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ให้บริการศูนย์กลางสำหรับสายการเดินเรือชั้นนำของโลกสามสาย และยังทำหน้าที่เป็นส่วนสำคัญของตลาดการค้าทางทะเลทั่วโลกที่เชื่อมต่อระหว่างตะวันออกกับตะวันตก

CMA CGM พันธมิตรที่มุ่งมั่นสู่เศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ส่วนกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอาบูดาบี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ช่วยให้กลุ่ม CMA CGM สามารถใช้แผนพัฒนาเชิงกลยุทธ์ เสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งในอ่าว และให้บริการที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

CMA CGM Group ตั้งอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเวลา 15 ปีแล้ว และมีพนักงานประมาณ 450 คนที่ทำงานภายในสำนักงาน 10 แห่ง เพื่อจัดหาโซลูชั่นบริการทางทะเลและโลจิสติกส์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า โดยการเชื่อมต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับโลกด้วย 13 บริการรายสัปดาห์ ให้กับ 9 ท่าเรือ

H.E. Falah Mohammed Al Ahbabi ประธาน AD Ports Group กล่าวว่า “หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีส่วนอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาบูดาบีและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มั่นคงของเราซึ่งพร้อมสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงยังมีเขตปลอดอากรและการริเริ่มความผูกพันทางธุรกิจที่ช่วยธุรกิจต่างชาติในการสร้างสถานะในประเทศให้ง่ายขึ้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่สำคัญในหมู่ผู้เล่นชั้นนำของโลกจำนวนมากที่ต้องการขยายการเข้าถึงไปยังตะวันออกกลาง

“ข้อตกลงครั้งสำคัญกับ CMA CGM Group เป็นตัวอย่างที่สำคัญของความพยายามอย่างต่อเนื่องเหล่านั้น และข้อตกลงที่จะเร่งการค้าและการพัฒนาอุตสาหกรรมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และที่อื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ”

“นอกจากการผลักดันปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้นผ่านท่าเรือของเราและการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว เราคาดว่าความสามารถของโรงงานและการเพิ่มการเชื่อมโยงทางการค้ากับท่าเรือที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ จะผลักดันการลงทุนในธุรกิจในท้องถิ่นและเขตอุตสาหกรรมของเรา สร้างการพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบฟาสต์แทร็คของภาคส่วนสำคัญ ๆ รวมถึงการผลิตและการขนส่ง และการเพิ่มความต้องการกำลังคน”

“ข้อตกลงนี้จะช่วยให้เราตระหนักถึงความทะเยอทะยานในระยะยาวของเราในการก้าวขึ้นเป็นผู้ดำเนินการท่าเรือ อุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ 10 อันดับแรก โดยการขยายขีดความสามารถและการเติบโตของเราทั่วทั้งภูมิภาคและที่อื่น ๆ โดยรวมแล้ว เราคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า การร่วมทุนสร้างของ CMA Terminals จะขับเคลื่อนการพัฒนาเพิ่มเติมของเขตอุตสาหกรรม Khalifa อาบูดาบี (KIZAD) ในขณะเดียวกันก็ยังมีส่วนช่วยอย่างมากต่อ GDP ของประเทศ”

กัปตัน Mohamed Juma Al Shamisi ซีอีโอของกลุ่ม AD Ports Group กล่าวว่า “การเพิ่มอาคารคอนเทนเนอร์ใหม่ที่ท่าเรือ Khalifa ซึ่งจะได้รับการจัดการโดยกิจการร่วมค้าที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือกับ CMA Terminals เป็นการเปิดบทใหม่ในความพยายามขององค์กรของเรา เพื่อเป็นผู้อำนวยความสะดวกที่สำคัญของการค้าโลก และยกระดับสถานะของอาบูดาบีในฐานะศูนย์กลางการค้าทางทะเลทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

“ด้วยการเพิ่มกลุ่มบริษัทเดินเรือชั้นนำระดับโลกอีกบริษัทหนึ่ง จะทำให้ท่าเรือ Khalifa เป็นศูนย์กลางสำหรับบริษัทเดินเรือชั้นนำสามในสี่แห่งของโลก การกระทำเช่นนี้จะสร้างโอกาสในการเปิดเส้นทางการค้าสู่ตลาดใหม่ในยุโรป แอฟริกา เอเชียตะวันตก และเอเชียใต้  ที่ประเทศของเรา เราคาดหวังว่าจะมีท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานีขนส่งที่กำลังจะเกิดขึ้นของท่าเรือ Khalifa และการใช้ประโยชน์บริการ เพื่อเร่งกระแสการค้าเข้าและออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ลูกค้าของ CMA CGM Group พิจารณาจัดตั้ง บริษัทในอาบูดาบี”

Rodolphe Saadé ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CMA CGM Group กล่าวว่า “โครงการอันทะเยอทะยานที่เราจะเปิดตัวในวันนี้ในอาบูดาบีถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การพัฒนาของ CMA CGM ในภูมิภาคนี้

ท่าเทียบเรือที่ล้ำสมัยนี้จะช่วยเสริมตำแหน่งของท่าเรือ Khalifa ในฐานะศูนย์กลางชั้นนำระดับโลกและส่งเสริมเศรษฐกิจของภูมิภาค เร่งกระแสการค้าเข้าและออกจากอาบูดาบี

นอกจากนี้ยังช่วยให้กลุ่มของเราสามารถขยายเครือข่ายการขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาค ซึ่งเราเห็นศักยภาพในการเติบโตอย่างมากอีกด้วย”

หากต้องการดูวิดีโอเกี่ยวกับข้อตกลง โปรดไปที่:  https://youtu.be/hvW0sgIOonY.

เกี่ยวกับ AD Ports Group:

เกี่ยวกับ AD Ports Group:

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม: adports.ae

Twitter @AbuDhabiPorts

LinkedIn: linkedin.com/company/abudhabiports

Instagram: instagram.com/AbuDhabiPorts

Facebook: facebook.com/AbuDhabiPorts

เกี่ยวกับCMA CGM

ติดตาม CMA CGM Group ได้ที่:

https://twitter.com/cmacgm

https://www.linkedin.com/company/cma-cgm

https://www.facebook.com/cmacgm

http://instagram.com/cmacgm/

https://www.youtube.com/channel/UCAMAVVaqikbzeE3znzw6lVQ

*แหล่งที่มา: AETOSWire

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210909005619/en/

ติดต่อ:

AD Ports Group

Sana Maadad

sana.maadad@adports.ae

+971506250890

CMA CGM

ฝ่ายสื่อสัมพันธ์

media@cma-cgm.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ITT ออกเอกสารรายงานความยั่งยืนปี 2564 เดินหน้าดำเนินการตามลำดับความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

Logo

ไวท์เพลนส์ นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–2 ก.ย. 2564

9 กันยายน 2564– ITT Inc. (NYSE: ITT) ได้เปิดตัว เอกสารรายงานความยั่งยืนปี 2564 ฉบับที่ 2 เพื่อสนับสนุนรายงาน Sustainability ITT 2019 ซึ่งเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ของบริษัทเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)  เอกสารสนับสนุนนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความก้าวหน้าของ ITT ในปี 2563 ในการบูรณาการการดูแลสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสังคมเชิงบวกในการดำเนินงาน ทีมงาน และชุมชนทั้งหมด  ลำดับความสำคัญ ได้แก่ สุขภาพและความปลอดภัย ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมตัวของพนักงาน และรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  ไฮไลท์สำคัญจาก 2563 รวมถึง:

  • ก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลดลงร้อยละ 25
  • การส่งขยะไปยังหลุมฝังกลบลดลงร้อยละ 23
  • อุบัติเหตุในสถานที่ทำงานลดลงร้อยละ 25
  • ขายธุรกิจเกี่ยวกับแร่ใยหิน

“เรายังคงมั่งมุ่นที่จะบูรณาการเป้าหมาย ESG เข้ากับการดำเนินการรายวันของเรา และยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพของพนักงาน ธุรกิจ และการเงินของเรา” Luca Savi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกล่าว “ในปีที่ท้าทายเป็นพิเศษสำหรับทุกคนปีนี้ ทีมงานของเราแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นให้ ITT นำพาโลกนี้สู่การเป็นสถานที่ที่ดีขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด  แม้ว่าผมจะพอใจกับความก้าวหน้าของเราจนถึงตอนนี้ แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราต้องทำอีกมากบนเส้นทางสู่การเป็น ITT ที่ยั่งยืนมากขึ้น”

รายงาน Sustainability ITT 2021 Supplement ครอบคลุมการริเริ่มและข้อมูลอื่นๆ ในช่วงสามปีโดยเน้นที่ผลลัพธ์ในปี 2563 รวมถึงหน่วยวัดในปี 2563 สำหรับสถานที่ ITT ทั่วโลกทั้งหมด  แนวทางและกรอบการวัดผลหลายประการ รวมถึงแนวทางที่จัดทำโดยคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีเพื่อความยั่งยืน (SASB) และข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UNGC) ได้แจ้งขอบเขตของรายงานนี้ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาระผูกพัน ITT เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น โปรดดูรายงาน Sustainability ITT 2019

เกี่ยวกับ ITT

ITT เป็นผู้ผลิตหลากหลายชั้นนำเกี่ยวกับส่วนประกอบที่สำคัญทางวิศวกรรมขั้นสูงและโซลูชันเทคโนโลยีที่ปรับแต่งได้สำหรับตลาดพลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรม  ด้วยมรดกแห่งนวัตกรรม ITT ร่วมมือกับลูกค้าเพื่อส่งมอบโซลูชั่นที่ยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมหลักที่สนับสนุนวิถีชีวิตสมัยใหม่ของเรา ITT  มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองไวท์เพลนส์ รัฐนิวยอร์ก โดยมีพนักงานในกว่า 35 ประเทศและจำหน่ายในประมาณ 125 ประเทศ  บริษัทสร้างรายได้ปี 2563 มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.itt.com

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

ในรายงานนี้ “ITT” “เรา” “ของเรา” และ “พวกเรา” หมายถึง ITT Inc. ซึ่งเป็นบริษัทในรัฐอินเดียนาและบริษัทในเครือทั้งหมด ยกเว้นจะระบุไว้เป็นอย่างอื่นหรือตามที่บริบทกำหนดเป็นอย่างอื่น  นอกจากนี้ รายงานนี้ประกอบด้วย “แถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้รับการปกป้องจากความรับผิดชอบด้านกฎหมายตามกฎหมาย Private Securities Litigation Reform Act of 1995  แถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในอดีต แต่เป็นเพียงความเชื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคตตามความคาดหวังในปัจจุบัน  การประมาณการ สมมติฐาน และการคาดการณ์เกี่ยวกับธุรกิจของเรา ผลประกอบการทางการเงินในอนาคต และอุตสาหกรรมที่เราดำเนินการ และการพัฒนาด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และเศรษฐกิจอื่นๆ  ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การอ้างอิงถึงแนวทาง แผนกลยุทธ์ในอนาคต และข้อความอื่นๆ ที่อธิบายกลยุทธ์ทางธุรกิจ แนวโน้ม วัตถุประสงค์ แผนการ ความตั้งใจหรือเป้าหมาย และการอภิปรายเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือผลการดำเนินงานทางการเงินในอนาคต .

เราใช้คำเช่น “คาดการณ์” “ประมาณการ” “คาดหวัง” “สร้างแผนการ” “ตั้งใจ” “วางแผน” “เชื่อว่า” “ตั้งเป้าหมาย” “ในอนาคต” “อาจ” “จะ” ” ได้” “ควร” “มีศักยภาพ” “ดำเนินต่อไป” “แนวทาง” และสำนวนอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันเพื่อระบุข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าว  ข้อความที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้ามีความไม่แน่นอนและไม่สามารถคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่งและเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ทราบและไม่ทราบ ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างไปอย่างมากจากข้อความที่แสดงออกหรือโดยนัย หรืออนุมานอย่างสมเหตุสมผลจากข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าว

ในแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ เราแสดงความคาดหวังหรือความเชื่อเกี่ยวกับผลลัพธ์หรือเหตุการณ์ในอนาคต  ความคาดหวังหรือความเชื่อดังกล่าวขึ้นอยู่กับแผนปัจจุบันและความคาดหวังของฝ่ายบริหารของเรา ซึ่งแสดงออกด้วยความสุจริตใจและเชื่อว่ามีพื้นฐานที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าความคาดหวังหรือความเชื่อจะเกิดขึ้น หรือผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้จะบรรลุหรือบรรลุผลสำเร็จ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจทำให้ผลลัพธ์หรือเหตุการณ์จริงแตกต่างไปอย่างมากจากที่คาดการณ์ไว้นั้นรวมอยู่ในส่วนปัจจัยเสี่ยงของรายงานประจำปีของเราในแบบฟอร์ม 10-K, รายงานรายไตรมาสในแบบฟอร์ม 10-Q และเอกสารอื่นๆ ที่ยื่นเป็นครั้งคราว กับสำนักงาน Securities and Exchange Commission

แถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าที่รวมอยู่ในรายงานนี้กล่าวถึง ณ วันที่ในที่นี้เท่านั้น เราไม่รับภาระผูกพัน (และปฏิเสธภาระผูกพันใดๆ) ในการจำเป็นต้องปรับปรุงข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจา อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ในอนาคต หรืออย่างอื่น

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210909005090/en/

ติดต่อ:

Mark Macaluso
+1 914-641-2064
mark.macaluso@itt.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

Toshiba เปิดตัวไมโครคอนโทรลเลอร์กลุ่ม M4G รุ่นใหม่ Arm® Cortex®-M4 ในคลาสขั้นสูงตระกูล TXZ+TM สำหรับการประมวลผลข้อมูลความเร็วสูง

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–08 กันยายน 2564

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (“Toshiba”) ได้เริ่มการผลิตอุปกรณ์ชนิดใหม่ 20 ประเภทในกลุ่ม M4G สำหรับการประมวลผลข้อมูลความเร็วสูงในฐานะผลิตภัณฑ์ใหม่ในคลาสขั้นสูงตระกูล TXZ+TM ที่ผ่านกระบวนการผลิตขนาด 40 นาโนเมตร ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สร้างจาก Arm Cortex-M4 core พร้อม FPU ทำงานที่ความเร็วสูงสุดถึง 200MHz โดยผสานรวมหน่วยความจำแบบแฟลชรหัสขนาดสูงสุด 2MB และหน่วยแฟลชข้อมูลขนาดสูงสุด 32KB ที่เขียนซ้ำได้ถึง 100K ครั้งต่อรอบ และมีตัวเลือกการเชื่อมต่อและการสื่อสารที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้ อุปกรณ์กลุ่ม M4G จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานกับอุปกรณ์สำนักงาน อาคาร และระบบอัตโนมัติในโรงงาน

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีเนื้อหาในรูปแบบมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20210907005393/en/

Toshiba: Arm Cortex-M4 Microcontrollers for Motor Control (Graphic: Business Wire)

Toshiba: ไมโครคอนโทรลเลอร์ Arm Cortex-M4 สำหรับการควบคุมมอเตอร์ (กราฟิก: Business Wire)

ไมโครคอนโทรลเลอร์ในกลุ่ม M4G มีฟังก์ชันการสื่อสารที่ได้รับการปรับปรุงซึ่งผสานอยู่ในอินเทอร์เฟซหน่วยความจำแบบอนุกรมที่รองรับ SPI Quad/Octal อินเทอร์เฟซเสียง (I2S) อินเทอร์เฟซบัสภายนอก นอกเหนือจาก UART, FUART, TSPI และ I2C นอกจากนี้ อุปกรณ์ยังมี DMAC จำนวน 3 ยูนิตในตัวและโครงสร้างเมทริกซ์บัส ซึ่งช่วยปรับปรุงปริมาณงานการสื่อสารอย่างมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทั่วไปของ Toshiba

อุปกรณ์เหล่านี้รองรับการใช้งานเพื่อตรวจจับที่หลากหลายด้วยตัวแปลง AD 12 บิตที่มีความแม่นยำและความเร็วสูง ซึ่งช่วยให้สามารถตั้งค่าเวลาสำหรับช่องสัญญาณอินพุต AD แต่ละช่องด้วยจำนวนสูงสุดถึง 24 ช่อง

ฟังก์ชันการวินิจฉัยตนเองที่รวมอยู่ในอุปกรณ์สำหรับ ROM, RAM, ADC และ Clock ช่วยให้ลูกค้าได้รับการรับรองความปลอดภัยในการใช้งาน IEC60730 คลาส B อุปกรณ์ใหม่เหล่านี้ใช้กระแสไฟต่ำและมีฟังก์ชันการใช้งานสูง พร้อมการทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์จากกลุ่ม M4G(1) ตระกูล TXZTM ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เอกสารกำกับโปรมแกรม ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ตัวอย่างพร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง และซอฟต์แวร์ไดรเวอร์ที่ควบคุมอินเทอร์เฟซสำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิด สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของ Toshiba บอร์ดประเมินผลและสภาพแวดล้อมการพัฒนาจัดทำขึ้นจากการร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศทั่วโลกของ Arm

คุณสมบัติที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ใหม่

  • Arm Cortex-M4 core ประสิทธิภาพสูง พร้อม FPU ทำงานที่ความถี่สูงสุด 200MHz
  • ฟังก์ชันการควบคุมมอเตอร์และอินเทอร์เฟซการสื่อสาร
  • ฟังก์ชันการวินิจฉัยตนเองสำหรับความปลอดภัยในการทำงาน IEC60730 คลาส B

การใช้งาน

การประมวลผลข้อมูลความเร็วสูงสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อุตสาหกรรม MFP (เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน) อุปกรณ์ภาพและเสียง อุปกรณ์สื่อสารสำหรับระบบอัตโนมัติในอาคารและโรงงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแบบ IoT เป็นต้น

ข้อมูลจำเพาะ

กลุ่มผลิตภัณฑ์

M4G group

CPU core

Arm Cortex-M4
‒ memory protection unit (MPU)

‒ floating-point unit (FPU)

ความถี่การใช้งานสูงสุด

200MHz

Oscillator ภายใน

10MHz (+/-1%)

หน่วยความจำ

ภายใน

แฟลช (รหัส)

512KB/1024KB/1536KB/2048KB

(เขียนข้อรหัสซ้ำได้ถึง 100,000 ครั้ง)

แฟลช (ข้อมูล)

32KB (เขียนข้อมูลซ้ำได้ถึง 100,000 ครั้ง)

RAM

192KB/256KB และสำรอง RAM 2KB

พอร์ต I/O 

91 ถึง 155

สัญญาณอินเตอร์รัพท์จากภายนอก

12 ถึง 16

อินเตอร์เฟสบัสภายนอก

ความกว้าง 8/16 บิต (บัสแยก/มัลติเพล็กซ์)

ตัวควบคุม DMA (DMAC)

DMAC มัลติฟังก์ชัน1 ยูนิต

DMAC ความเร็วสูง 2 ยูนิต

ฟังก์ชันจับเวลา

T32A

ตัวจับเวลา 32 บิต: 16

(สามารถใช้เป็นตัวจับเวลา 16 บิต: 32)

LTTMR

ตัวจับเวลาระยะยาว: 1 ช่อง

RTC

นาฬิกาเรียลไทม์: 1 ช่อง

ฟังก์ชันการสื่อสาร

UART

การสื่อสารแบบอนุกรมแบบอะซิงโครนัส: 3 ถึง 6 ช่อง

FUART

ตัวรับส่งสัญญาณแบบอะซิงโครนัสสากลเต็มรูปแบบ: 1 ถึง 2 ช่อง

I2C

3 ถึง 5 ช่อง

TSPI

อินเทอร์เฟซอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบอนุกรม: 5 ถึง 9 ช่อง

TSSI

อินเทอร์เฟซอนุกรมแบบซิงโครนัส: 1 ถึง 2 ช่อง

SMIF

อินเทอร์เฟซหน่วยความจำแบบอนุกรม: 1 ช่อง

CEC

1 ช่อง

ฟังก์ชันอนาล็อก

ตัวแปลง AD 12 บิต

16 ถึง 24 ช่องเข้าสัญญาณ

ตัวแปลงดิจิตอลเป็นอนาล็อก 8 บิต

2 ช่อง

อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ

ตัวควบคุมมอเตอร์ (A-PMD)

1 ช่อง

RMC

ตัวประมวลผลสัญญาณรีโมตคอนโทรลล่วงหน้า: 1 ถึง 2 ช่อง

ISD

วงจรตรวจจับ Interval Sensor: 1 ถึง 3 ยูนิต

I2S

2 ช่อง

FIR

การคำนวณวงจร FIR: 1 ช่อง

ฟังก์ชันระบบ

WDT

1 ช่อง

LVD

วงจรตรวจจับกระแสไฟฟ้า: 1 ช่อง

OFD

เครื่องตรวจจับความถี่การสั่น: 1 ช่อง

ฟังก์ชัน On-chip debug 

Serial Wire /JTAG

แรงดันไฟฟ้าใช้งาน

2.7 ถึง 3.6V, จ่ายไฟจากแหล่งเดียว

แพ็คเกจ / ขา

LQFP176 (พ20มม. x 20มม. ระยะพิชต์ 0.4มม.)
VFBGA177 (13มม. x 13มม. ระยะพิชต์ 0.8มม.)
LQFP144 (20มม. x 20มม. ระยะพิชต์ 0.5มม.)
VFBGA145 (12มม. x 12มม. ระยะพิชต์ 0.8มม.)
LQFP100 (14มม. x 14มม. ระยะพิชต์ 0.5มม.)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
M4G Group

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับไมโครคอนโทรลเลอร์ของ Toshiba ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
Microcontrollers

* Arm และ Cortex เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Arm limited (หรือบริษัทในเครือ) ในสหรัฐอเมริกาและ/หรือทั่วโลก

* TXZ+™ เป็นเครื่องหมายการค้าของ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

* ชื่อบริษัท ชื่อผลิตภัณฑ์ และชื่อบริการอื่น ๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า:
ฝ่ายขายและการตลาดอุปกรณ์ MCU และอุปกรณ์ดิจิทัล
โทร: +81-3-3457-2913
https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/contact.html

* ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ รวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาด้านบริการ และข้อมูลการติดต่อ เป็นข้อมูล ณ ปัจจุบันในวันที่ประกาศ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับ Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation

Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation (TDSC) ซัพพลายเออร์ระดับแถวหน้าผู้จัดหาโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์และการจัดเก็บที่มีความก้าวล้ำ รวมรวมประสบการณ์และนวัตกรรมที่สะสมมากว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ ระบบ LSIs และ HDD อันโดดเด่นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของเรา

พนักงานทั้ง 22,000 คนจากทั่วโลกของTDSC มุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ของเราให้ถึงระดับสูงสุด และให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าและตลาดใหม่ ๆ ร่วมกัน ด้วยยอดขายต่อปีที่สูงกว่า 7.1 แสนล้านเยน (6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในขณะนี้ TDSC หวังที่จะได้มีส่วนสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับผู้คนทั่วโลก

ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/top.html

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20210907005393/en/

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อ:
Chiaki Nagasawa
ฝ่ายการตลาดดิจิทัล
Toshiba Electronic Devices & Storage Corporation
โทร: +81-3-3457-4963
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

SoftBank เข้าสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาวและสร้างข้อตกลงแลกเปลี่ยนหุ้นกับ Deutsche Telekom

Logo

พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ช่วยให้บริษัทในเครือของ SoftBank สามารถเข้าถึงลูกค้าประมาณ 240 ล้านรายทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกาและ Deutsche Telekom (“DT”) ด้วยการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งราย ลดอัตราการเสียลูกค้า และเพิ่มโอกาสในกิจการร่วมค้า

SoftBank ได้รับหุ้น DT ใหม่ 225 ล้านหุ้นเพื่อแลกกับหุ้น T-Mobile US (“TMUS”) ประมาณ 45 ล้านหุ้น โดย DT ตั้งใจที่จะซื้อหุ้น TMUS อีกประมาณ 20 ล้านหุ้นจาก SoftBank โดยนำรายได้จากการขาย T-Mobile ที่ประกาศขายในเนเธอร์แลนด์กลับมาใช้ใหม่

SoftBank กระจายการครอบคลุมด้านโทรคมนาคมทั่วทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยถือหุ้น 41% ใน SoftBank Corp., 4.5% ของ DT และ 3.3%1 ของ TMUS

SoftBank แลกเปลี่ยนหุ้น TMUS โดยอิงราคาจากอนุพันธ์ที่กำหนดราคาตายตัวไว้โดยไม่มีการเคลื่อนราคาขึ้นตัวเพื่อให้ได้รับหุ้น DT ที่มีโอกาสการเคลื่อนราคาขึ้นเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นเอกชนรายใหญ่อันดับสองด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 4.5% และมีตัวแทนในคณะกรรมการ

SoftBank ยังสามารถรับประโยชน์จากการเคลื่อนราคาขึ้นของหุ้น TMUS และคาดว่า TMUS จะ สร้างมูลค่าหุ้นต่อไปผ่านการเป็นผู้นำ 5G และการควบรวมกิจการ

โตเกียว–(บิสิเนสไวร์)–7 ก.ย. 2564

SoftBank Group Corp. (“SoftBank”) ประกาศการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์และข้อตกลงแลกเปลี่ยนหุ้นกับ Deutsche Telekom AG (“DT”)  ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างทั้งสองบริษัท บริษัทในเครือของ SoftBank มากกว่า 300 แห่งสามารถเข้าถึงลูกค้า DT เพิ่มเติมอีกประมาณ 240 ล้านรายทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและด้วยต้นทุนที่ต่ำ  DT จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งราย ลดอัตราการเสียลูกค้า และเพิ่มโอกาสในกิจการร่วมค้า

ภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนหุ้น DT จะใช้สิทธิอนุพันธ์ call option ส่วนหนึ่งที่ได้รับจาก SoftBank จากข้อตกลงในเดือนมิถุนายน 2020 ที่ผ่านมา โดย DT จะซื้อหุ้น T-Mobile US (“TMUS”) ประมาณ 45 ล้านหุ้นจาก SoftBank เพื่อแลกกับการออกหุ้น DT ใหม่ 225 ล้านหุ้นให้กับ SoftBank จากทุนจดทะเบียน  ในขั้นตอนต่อไป DT อาจใช้สิทธิอนุพันธ์ call option เพื่อซื้อหุ้น TMUS เพิ่มอีกประมาณ 20 ล้านหุ้นจาก SoftBank โดยนำเงินที่ได้จากการขาย T-Mobile Netherlands 2.4 พันล้านดอลลาร์ไปลงทุนใหม่  จากการแลกเปลี่ยนหุ้นทุนและการลงทุนเหล่านี้ SoftBank จะกลายเป็นผู้ถือหุ้น 4.5% ใน DT และยังคงการถือหุ้น 3.3%1 ใน TMUS ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นเป็น 6.9% ผ่านหุ้น True-Up หากราคาหุ้น TMUS ถึงจุดราคาสำคัญ

ธุรกรรมดังกล่าวช่วยกระจายความเสี่ยงด้านโทรคมนาคมของ SoftBank ในญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยถือหุ้น 41% ใน SoftBank Corp., 4.5% ของ DT และ 3.3%1 ของ TMUS  SoftBank จะเข้าถึงลูกค้าเกือบ 300 ล้านคนทั่วโลก รวมถึง 55 ล้านคนจาก SoftBank Corp. ประมาณ 95 ล้านคนจาก DT และประมาณ 140 ล้านคนจาก TMUS

ธุรกรรมนี้เป็นโอกาสทางการเงินที่น่าสนใจเพราะ SoftBank กำลังแลกเปลี่ยนหุ้น TMUS ที่อิงจากอนุพันธ์ที่มีราคาคงที่เป็นหลักโดยไม่มีโอกาสการเคลื่อนราคาขึ้นเพื่อให้ได้หุ้นใน DT ซึ่ง SoftBank เชื่อว่ามีโอกาสการเคลื่อนราคาขึ้นในระยะยาวกว่าราคาอ้างอิงที่ตกลงกันไว้ที่ 20 ยูโร  SoftBank จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นเอกชนรายใหญ่อันดับสองโดยมีเจตนาเข้าร่วมเป็นตัวแทนคณะกรรมการ  นอกจากนี้ SoftBank ยังคงมีส่วนได้เสียในหุ้น TMUS ผ่านอนุพันธ์ราคาลอยตัวและอาจรวมถึงหุ้น True-up2. SoftBank คาดหวังการสร้างมูลค่าหุ้นอย่างต่อเนื่องที่ TMUS เนื่องจากยังคงความเป็นผู้นำ 5G และปลดล็อกการผนึกกำลังผ่านการควบรวมกิจการ

SoftBank จะสามารถใช้หุ้น DT และ TMUS เป็นหลักประกันทางการเงินและการป้องกันความเสี่ยง  ธุรกรรมดังกล่าวจะสอดคล้องกับการเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว โดย SoftBank ยังคงมีส่วนได้เสียกับราคาหุ้น DT และ TMUS

“นี่เป็นการทำธุรกรรมครั้งสำคัญซึ่งเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อ SoftBank และ Deutsche Telekom ซึ่งเป็นสองบริษัทในเครือของเรา” Marcelo Claure เจ้าหน้าที่องค์กร รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ SoftBank Group Corp. และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SoftBank Group International กล่าว “การเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจะสร้างโอกาสที่น่าทึ่งสำหรับบริษัทในพอร์ตของเราในการกระตุ้นการเติบโตด้วยการเข้าถึงลูกค้าประมาณ 300 ล้านคนทั่วญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา  ธุรกรรมดังกล่าวช่วยกระจายความเสี่ยงด้านโทรคมนาคมของเรา และส่งผลให้ SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นส่วนตัวรายใหญ่เป็นอันดับสองของ DT ในขณะที่ยังคงรักษา TMUS ที่มีการเติบโตสูงไว้  นอกจากนี้ยังเป็นขั้นตอนชี้ขาดสำหรับ DT เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ใน TMUS และการเพิ่มผู้ลงทุนด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของโลกใน SoftBank ตามวิสัยทัศน์ Telco 2030 และแสดงให้เห็นถึง ข้อได้เปรียบ “Magenta Advantage” ผมตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับทิมและทีมในอนาคตอันยาวนาน”

Timotheus Höttges ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Deutsche Telekom AG กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ SoftBank ในฐานะนักลงทุนรายสำคัญรายใหม่และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ Deutsche Telekom และตื่นเต้นที่จะได้ทำงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือนี้ให้ทั้ง SoftBank และ Deutsche Telekom”

สำหรับข้อตกลง ฝ่ายบริหารของ DT จะสนับสนุนข้อเสนอของ SoftBank เพื่อให้นาย Claure ได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการกำกับดูแลของ DT ในการประชุมสามัญประจำปีครั้งต่อไป  ธุรกรรมดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารของ SoftBank และคณะกรรมการกำกับดูแลของ DT และคาดว่าจะปิดตัวลงและมีผลบังคับโดยการรวมตัวกันในทะเบียนการค้าของ DT

Sullivan & Cromwell ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับ SoftBank ในการทำธุรกรรมครั้งนี้

เกี่ยวกับ SoftBank Group

SoftBank Group ลงทุนในเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก  SoftBank Group ประกอบด้วย SoftBank Group Corp. (TOKYO: 9984) ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านการลงทุนที่ถือหุ้นในโทรคมนาคม บริการอินเทอร์เน็ต AI หุ่นยนต์อัจฉริยะ IoT และผู้ให้บริการเทคโนโลยีพลังงานสะอาด  กองทุน SoftBank Vision Funds ซึ่งลงทุนมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ไม่ธรรมดาในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสร้างวงการใหม่ ได้แก่ กองทุน SoftBank Latin America Fund มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นกองทุนร่วมลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนั้น และ SB Opportunity Fund กองทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่อุทิศให้กับการลงทุนในองค์กรที่ก่อตั้งโดยผู้ประกอบการผิวสีในสหรัฐอเมริกา  หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โปรดไปที่ https:/ /global.softbank.

1 รวมผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ของการใช้สิทธิของอนุพันธ์ TMUS ประมาณ 20 ล้านโดย DT โดยใช้เงิน 2.4 พันล้านดอลลาร์จากการขาย T-Mobile Netherlands  ก่อนการใช้สิทธิ SoftBank จะถือหุ้น 4.9%

2 True-up Shares จะพร้อมใช้หากราคาหุ้น TMUS พุ่งทะลุเป้า

ดูเวอร์ชันต้นทางบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20210906005324 /th/

ติดต่อ:

ญี่ปุ่น:
sbpr@softbank.co.jp 
+81 3 6889 2300

สหรัฐอเมริกา:

SoftBank Group
Mark Kornblau
mark.kornblau@softbank.com

Sard Verbinnen & Co
Benjamin Spicehandler / Hannah Dunning
SoftBank-SVC@sardverb.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย