All posts by Jasmine

ธุรกิจยังคงดำเนินการตามปกติที่ศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ท่ามกลาง COVID-19

Logo

ศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ในเซินเจิ้นสามารถรักษาการผลิตได้ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19  ความยืดหยุ่นที่มีอยู่ในศูนย์ทำให้ Hytera สามารถผลิตหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งเพื่อช่วยชดเชยการขาดแคลนทั่วโลกที่เกิดจากไวรัส

เซินเจิ้น จีน–(บิสิเนสไวร์)–3 เมษายน 2563

Hytera Communications ผู้ให้บริการระบบการสื่อสารเอกชนระดับมืออาชีพได้รักษาระบบการผลิตได้ตามปกติท่ามกลางการหยุดชะงักของการผลิตทั่วโลกจากการระบาดของ COVID-19 เนื่องจากได้ลงทุนในระบบผลิตและซัพพลายเชน

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20200324005461/en/

Hytera's intelligent manufacturing center stays business as usual (Photo: Business Wire)

ศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ (รูปภาพ: บิสิเนสไวร์)

สาเหตุสำคัญของความสามารถการผลิตนี้เป็นเพราะศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ Hytera ในเมืองเซินเจิ้น
ประเทศจีน ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติขั้นสูง

ระบบการผลิตอัจฉริยะก่อให้เกิดกระบวนการผลิตและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นและคล่องตัว  ทางศูนย์ได้ออกแบบระบบการผลิตและการจัดการอัจฉริยะ การจ่ายงานแบบอัตโนมัติ การประกอบและการทดสอบการทำงานเพื่อรับประกันความแม่นยำในการผลิตและประสิทธิภาพในระดับสูง สิ่งเหล่านี้ยังได้รับการเอื้ออำนวยจากระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติและความสามารถในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์จากระยะไกล

หัวใจสำคัญของระบบการผลิตอัจฉริยะของ Hytera คือการผลิตที่ยืดหยุ่นซึ่งใช้ระบบการดำเนินการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบการผลิตมีความยืดหยุ่นจนสามารถปรับโครงสร้างใหม่เพื่อผลิตสินค้าที่แตกต่างกันมากมาย จึงมั่นใจได้ว่าสามารถตอบสนองต่อตลาดที่เปลี่ยนแปลงและความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

Hytera เริ่มใช้ระบบการผลิตอัจฉริยะที่ศูนย์เซินเจิ้นตั้งแต่ปี 2556  เพื่อตอบสนองความต้องการการผลิต รวมถึงการปรับแต่งวงจรการส่งมอบและความเสถียรของผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่คุณภาพสูงเช่นวิทยุสื่อสารสองทาง

ขณะนี้ บริษัทมีสายการผลิตอัจฉริยะมากกว่า 10 ไลน์การผลิต  ในปี 2562 Hytera ก้าวหน้าด้วยการพัฒนาการผลิตอัจฉริยะโดยกระบวนการผลิตอัจฉริยะได้เข้ายุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีนี้  ในอีก 5 ปีข้างหน้าหนึ่งในเป้าหมายหลักของ Hytera คือการปรับปุรงกระบวนการผลิตทั้งหมดเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานการผลิตแบบ 'อัจฉริยะ'

นอกจากนี้ โรงงานผลิตอัจฉริยะของ Hytera ในเซินเจิ้นมีระบบคลังสินค้าอัจฉริยะและระบบโลจิสติกส์  หนึ่งในซัพพลายเชนที่สำคัญของโลกคือศูนย์การผลิต Hytera ในซาราโกซา ประเทศสเปนซึ่งเน้นระบบปรับแต่งตามความต้องการเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าในยุโรปและอเมริกา

ความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิตอัจฉริยะของ Hytera ทำให้บริษัทสามารถเปลี่ยนสายการผลิตบางส่วนผลิตหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งเพื่อช่วยต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนทั่วโลกที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19

การผลิตหน้ากากได้เริ่มต้นในต้นเดือนกุมภาพันธ์และได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้ผลิตได้จำนวนมาก  หน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งของ Hytera มีวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก

Hytera ได้ตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19 ในทางอื่นเช่นกัน โดยได้จัดตั้งทีมช่วยเหลือฉุกเฉินระดับชาติและได้ติดต่อกับคณะกรรมการสุขภาพ แผนกป้องกันและควบคุม สถาบันการแพทย์ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั่วประเทศจีนเพื่อช่วยสนับสนุนทุกด้านและได้บริจาคอุปกรณ์ ให้การสนับสนุนด้านการสื่อสารและบริการภาคสนาม  บริษัทได้บริจาคอุปกรณ์สื่อสารกว่า 3,000 เครื่องทั่วประเทศเพื่อสนองเป้าหมายความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

การพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะเป็นหนึ่งในผลลัพธ์หลักของกลยุทธ์ Hytera ในการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  บริษัทได้ลงทุน 15% ของรายได้ประจำปีในด้านให้กับการวิจัยและพัฒนาและมีสิทธิบัตร 2,342 ฉบับทั่วโลก  พนักงานประมาณ 40% เป็นวิศวกรการวิจัยและพัฒนาโดย 80% จบการศึกษาระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200324005461/en/

ดูคลังภาพ/มัลติมีเดียได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/52193415/en

ติดต่อ:

Shaowa Cai
Shaowa.cai@hytera.com

VDX.tv เปิดตัวโครงการ PSA ซึ่งเป็นโครงการวิดีโอดิจิตอลระดับโลก เพื่อให้ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับ COVID-19

Logo

โครงการจะเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันกับบริษัท แบรนด์ หน่วยงาน ผู้เผยแพร่ และโฆษกต่าง ๆ ทั้งหลาย

เอเมอรีวิลล์, รัฐแคลิฟอร์เนีย –(BUSINESS WIRE)–2 เมษายน 2563

VDX.tv ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการโฆษณาระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่แบรนด์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกับผู้ชม ได้เปิดตัวโครงการวิดีโอประกาศแจ้งบริการสาธารณะ  หรือ  Public Service Announcement (PSA) ในวันนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นความรับรู้เกี่ยวกับ COVID-19 และช่วยชุมชนทั่วโลกรับมือกับการแพร่กระจายของไวรัสตัวนี้ โดยแคมเปญนี้จะช่วยให้ บริษัท แบรนด์ สำนักพิมพ์ นักการตลาด และคนดังต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันเพื่อช่วยต่อสู้กับการระบาดของโรคนี้

โครงการนี้ตระหนักว่าไวรัสตัวนี้ยังคงส่งผลกระทบต่อชุมชนทั่วโลกอย่างต่อเนื่องโฆษณาวิดีโอของ VDX.tv จะถูกแปลเป็นหลายภาษาเพื่อให้เข้าถึงผู้คนทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้ VDX.tv จะใช้ความสามารถเต็มรูปแบบของแพลตฟอร์มของตนเพื่อสร้างข้อความที่มีความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละเมืองให้มากที่สุด

“ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินการและช่วยเหลือโดยการทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด นั่นก็คือการเชื่อมต่อกับผู้คนผ่านการส่งข้อความและวิดีโอในรูปแบบที่น่าสนใจ” Dilip DaSilva, ซึ่งเป็น CEO ของ VDX.tv กล่าว “วิดีโอเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับแบรนด์ในการสื่อสารกับผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง และเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการให้ข้อมูลแก่ผู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับวิธีการต่อสู้และการรับมือกับผลกระทบที่ไวรัสนี้อาจมีต่อครอบครัวและชุมชนของพวกเขา”

รูปแบบฟอร์แม็ต VDX.tv ซึ่งย่อมาจาก“ Video Driven Experience ”จะเริ่มต้นด้วยวิดีโอก่อน แต่ก็อนุญาตให้ผู้บริโภคโต้ตอบกับโฆษณาและสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมได้ ตัววิดีโอสามารถถูกออกแบบให้มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ออกฉาย ตัวอย่างเช่นโฆษณาสามารถให้ข้อมูลเรื่องศูนย์พยาบาลหรือศูนย์ตรวจโรคที่ใกล้เคียงบริเวณนั้นที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถให้การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลท้องถิ่นจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)

“เรากำลังมองหาบริษัทต่าง ๆ แบรนด์ ตัวแทน ผู้จัดพิมพ์ และโฆษก เพื่อเข้ามาร่วมงานกับเรา และเพื่อที่เราจะสามารถกระจายข้อความออกไปให้ได้มากที่สุดนั้น เราจำเป็นต้องได้รับการบริจาค หรือได้รับเงินเงินทุนเพื่อสนับสนุนการจัดซื้อสินค้าคงคลัง ตลอดจนถึงการมีโฆษกในแต่ละประเทศเพื่อบันทึกวิดีโอเพื่อช่วยส่งต่อข้อความ” DaSilva กล่าว “ตัวผมเองได้บริจาคเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อเริ่มต้นแคมเปญนี้ บริษัทของเราจะบริจาคทรัพยากรทั้งหมดบนพื้นฐานของการทำงานเพื่อประโยชน์สังคม เรามีพนักงานประมาณ 500 คนและพนักงานส่วนใหญ่จะเข้ามาช่วยเหลือโครงการนี้”

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมและช่วยเหลือโครงการนี้ โปรดไปที่ covid-19.vdx.tv.

เกี่ยวกับ VDX.tv

VDX.tv ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการโฆษณาระดับโลกที่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่แบรนด์ต่าง ๆ เชื่อมต่อกับผู้ชม ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนสามารถรับชมวิดีโอจากหลากหลายช่องทาง เราสร้างประสบการณ์วิดีโอที่ขับเคลื่อนด้วยการบูรณาการข้อความบนโทรทัศน์และข้อความดิจิตอลของแบรนด์หนึ่ง ๆ และช่วยให้นักการตลาดสามารถดึงดูดผู้ชม สนับสนุนให้มีการกระทำบางอย่าง และแปลงการรับรู้เป็นการตอบสนอง เราเชื่อมโยงผู้คน อุปกรณ์ดิจิตอล และครัวเรือนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์แบรนด์ที่ต่อเนื่อง มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมีความหมายมากขึ้น ผ่านทีวีและอุปกรณ์ส่วนตัว วิธีการเข้าถึงแบบหลายมิติของเราในการกำหนดเป้าหมายในครัวเรือนช่วยให้มองเห็นการเดินทางของผู้บริโภคทั้งหมดทำให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถขยายพลังของการส่งข้อความของพวกเขา และเปลี่ยนผู้บริโภคให้กลายเป็นลูกค้าของพวกเขาได้

VDX.tv เป็นแผนกหนึ่งของ Exponential Interactive, Inc. เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.vdx.tv.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200402005220/en/

ติดต่อ:

Kite Hill PR สำหรับ VDX.tv

Moira Shannon

moira@kitehillpr.com

เผยรูปแบบการรักษาโควิดและบริบทของการระบาด จากการศึกษาที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ใหญ่ที่สุดโดยแพทย์ 6,200 รายจากหลายประเทศ

Logo

Sermo รายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Hydroxychloroquine มาตรการป้องกันโรคที่เพิ่มขึ้น และเผยว่ากว่า 80% คาดว่าจะเกิดการระบาดครั้งที่ 2

นิวยอร์ก–(บิสิเนสไวร์)–02 เม.ย. 2563

ความสับสนอย่างกว้างขวาง รายงานที่ขัดแย้งกัน กระบวนการตรวจโรคที่ไม่สอดคล้อง และการใช้ยาที่ไม่ได้รับการรับรองทั้งยาปัจจุบันและยาทดลองทำให้ไม่สามารถสรุปข้อมูลจากแนวหน้าได้เป็นแหล่งเดียว  เพื่อสร้างฐานความรู้ที่เป็นศูนย์กลางและคล่องแคล่ว Sermo บริษัทแบบสำรวจด้านสุขภาพและแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดได้เผยแพร่ผลการศึกษา COVID-19 จากแพทย์กว่า 6,200 คนใน 30 ประเทศ  การศึกษาได้เสร็จสมบูรณ์ในเวลาสามวัน  ข้อมูลที่ได้มานั้นครอบคลุมแนวทางการรักษาและการป้องกันโรคที่มีในปัจจุบัน เวลาในการระบาดสูงสุด ทางเลือกด้านจริยธรรม ประสิทธิผลของนโยบายของรัฐบาล และอีกมากมาย  ทาง Sermo จะทำการศึกษาเพิ่มเติมในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า โดยจะเจาะลึกเกี่ยวกับแนวทางการรักษา  อ่านผลการศึกษาและข้อมูลประเทศต่างๆ ได้ที่ sermo.com

สรุปประเด็นผลการศึกษา Sermo Real Time Barometer *:

การรักษาและประสิทธิผล

  • ยาที่แพทย์สั่งให้กับคนไข้ COVID-19 มากที่สุดคือ ยาแก้ปวด 56% Azithromycin 41% และ Hydroxychloroquine 33%
  • มีการสั่งยา Hydroxychloroquine ในสเปน 72% อิตาลี 49% บราซิล 41% เม็กซิโก 39% ฝรั่งเศส 28% สหรัฐอเมริกา 23% เยอรมนี 17% แคนาดา 16% สหราชอาณาจักรและ 13% และญี่ปุ่ 7%
  • โดยรวมแล้วผู้รักษา COVID-19 เลือกยา Hydroxychloroquine เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจากตัวเลือก 15 รายการ (ผู้รักษา COVID-19 37%)
    • ในสเปน 75% อิตาลี 53% จีน 44% บราซิล 43% ฝรั่งเศส 29% สหรัฐอเมริกา 23% และสหราชอาณาจักร 13%
  • การจ่ายยา Hydroxychloroquine ที่พบบ่อยที่สุดคือ:
    • (38%) 400 มก. สองครั้งในวันแรก ตามด้วย 400 มก. ทุกวันเป็นเวลาห้าวัน
    • (26%) 400 มก. สองครั้งในวันแรก ตามด้วย 200 มก. ทุกวันเป็นเวลาสี่วัน
  • นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาได้มีการใช้ Hydroxychloroquine กับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการไม่รุนแรงจนถึงรุนแรงอย่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกานิยมใช้มากที่สุดกับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูง
  • แพทย์ 19% ทั่วโลกเคยสั่งหรือเคยเห็นการสั่งยา Hydroxychloroquine ให้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อใช้ในการป้องกัน และ 8% สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำ

การระบาดครั้งที่สอง

  • แพทย์ทั่วโลก 83% คาดว่าจะมีการระบาดทั่วโลกเป็นครั้งที่สอง โดยแพทย์สหรัฐ 90% คาดว่าจะเกิดขึ้น ในขณะที่แพทย์จีนเพียง 50% คาดว่าจะเกิดขึ้น

เวลาเฉลี่ยในการตรวจพบโรค

  • การตรวจพบในสหรัฐอเมริกาใช้เวลาเฉลี่ย 4-5 วันและ  10% ต้องรอนานกว่า 7 วัน
  • แพทย์สหรัฐอเมริกา 14% และแพทย์ยุโรปและญี่ปุ่นมากกว่า 50% รายงานว่าได้รับผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมง  ในประเทศจีนแพทย์ 73% ได้รับผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมงในขณะที่ 8% ได้รับผลตรวจภายในหนึ่งชั่วโมง

จัดลำดับความสำคัญในกรณีเครื่องช่วยหายใจขาดแคลน

  • ในทุกประเทศยกเว้นจีน เกณฑ์สูงสุดสำหรับการตัดสินใจว่าใครควรได้รับเครื่องช่วยหายใจอันดับแรกคือผู้ป่วยที่มีสิทธิหายมากที่สุด (47%) ตามด้วยผู้ที่ป่วยมากที่สุดและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงที่สุด (21%) ตามด้วยบุคลากรด่านหน้า (15%)
    • ในประเทศจีนลำดับความสำคัญนั้นเป็นตรงข้าม โดยผู้ที่ป่วยมากที่สุดและมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงที่สุดจะได้รับเครื่องช่วยหายใจเป็นลำดับแรก
  • สหรัฐอเมริกาจัดลำดับบุคลากรด่านหน้าให้สำคัญที่สุด
  • ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอิตาลีจัดลำดับความสำคัญตามอายุ
  • บราซิลและรัสเซียจัดลำดับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงให้สำคัญที่สุด

จุดแพร่ระบาดสูงสุดและมาตรการควบคุม

  • ในสหรัฐอเมริกาแพทย์ 63% แนะนำให้ยกมาตรการควบคุมหลังหกสัปดาห์ขึ้นไปจากนี้และ 66% เชื่อว่าจุดแพร่ระบุดสูงสุดนั้นอยู่ในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า

สำหรับแนวทางการสำรวจเต็มรูปแบบคลิกที่นี่

“แบบสำรวจนี้เป็นขุมทรัพย์ข้อมูลเชิงลึกระดับโลกสำหรับผู้กำหนดนโยบาย  แพทย์ควรมีเสียงในการรับมือกับโรคระบาดนี้มากขึ้นและควรได้รับโอกาสในการแบ่งปันข้อมูลให้กันและกันและทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว” Peter Kirk ซีอีโอของ Sermo กล่าว “เพราะการปิดกั้นสื่อและชุมชนการแพทย์ในบางประเทศ รวมถึงการศึกษาที่ลำเอียงและออกแบบมาไม่ดีทำให้การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดนั้นล่าช้า  เราขอเชิญแพทย์ทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อช่วยในการแบ่งปันข้อมูลให้กับผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนร่วมงาน และสาธารณชน”

*ผลการสำรวจคือการสังเกตของแพทย์ ไม่ใช่แนวทางทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ

แนวทางการสำรวจ

การรายงานผลลัพธ์สำหรับแต่ละประเทศมีขนาดตัวอย่างขั้นต่ำ 250 ราย  ตัวอย่างขนาดดังกล่าวให้การประเมินจุดที่มีความแม่นยำ +/- 6% ที่ระดับความเชื่อมั่น 94%  สามสิบประเทศที่อยู่ในการศึกษา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก เยอรมัน อิตาลี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ตุรกี โปแลนด์ รัสเซีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เดนมาร์ก นอร์เวย์ กรีซ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย และฮ่องกง  ไม่ได้มีการเสนอสิ่งจูงใจให้ผู้ตอบแบบสอบถาม แนวทางการสำรวจเป็นเต็มรูปแบบ

เกี่ยวกับ Sermo

Sermo เป็นบริษัทด้านการรวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลสำหรับแพทย์ โดยมีขนาด 1,3MM HCPs ใน 150 ประเทศทั่วโลก  แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้แพทย์สามารถพูดคุยเกี่ยวกับยาในโลกแห่งความจริงอย่างนิรนาม ทบทวนตัวเลือกการรักษาผ่านทางแพลตฟอร์มการให้คะแนนยาที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา ร่วมกันแก้ปัญหาผู้ป่วย และมีส่วนร่วมในการวิจัยตลาดทางการแพทย์  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ sermo.com

อ่านต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200402005460/en/

สื่อ:
Niki Franklin
Racepoint Global ในนามของ Sermo
+1 617 624 3264
Sermo@racepointglobal.com

MHPS: โรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของโลกเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จและเดินเครื่องเต็มพิกัดก่อนกำหนด

Logo

— ศูนย์ทดสอบ T-Point 2 ประกอบด้วยระบบส่งกำลัง JAC รุ่นปรับปรุงใหม่ —

  • ศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ทดสอบประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกังหันก๊าซรุ่น 1650°C-class JAC ซึ่งเป็นกังหันก๊าซสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาด
  • ตั้งเป้าเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมอัตโนมัติแห่งแรกของโลกที่ใช้ชุดโซลูชันดิจิทัลอัจฉริยะ MHPS-TOMONI®

โยโกฮามา, ญี่ปุ่น–(BUSINESS WIRE)–02 เมษายน 2563

Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd. (MHPS) ได้เริ่มการดำเนินงาน ณ T-Point 2 ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบโรงไฟฟ้าประเภทพลังความร้อนร่วม (combined cycle power plant) แห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่ Takasago Works ในจังหวัดเฮียวโงะของญี่ปุ่นแล้ว โดยศูนย์ทดสอบที่ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ศูนย์ T-Point แห่งแรกนี้จะช่วยเร่งยกระดับเทคโนโลยีชั้นนำของ MHPS และทำให้การทดสอบกังหันก๊าซที่มีความก้าวล้ำสูงอย่างรุ่น 1650°C-class JAC และรุ่นที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูงเป็นพิเศษอย่าง 1700°C-class เป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น เช่นเดียวกับศูนย์ทดสอบแห่งแรก T-Point 2 จะเป็นศูนย์ทดสอบแห่งเดียวในโลกที่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือของกังหันก๊าซได้อย่างเต็มรูปแบบและในระยะยาว ศูนย์แห่งนี้ยังเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วและเป็นเพียงแห่งเดียวในโลกที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสถานที่สาธิตเทคโนโลยีและแหล่งผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ ภายใน Takasago Works ยังประกอบด้วยศูนย์ต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์ออกแบบ ศูนย์ผลิต และศูนย์ทดสอบชิ้นส่วนระยะสั้น

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200401005834/en/

T-Point 2 (Front side: T-Point 2, Back side: T-Point) (Photo: Business Wire)

ศูนย์ทดสอบ T-Point 2 (ด้านหน้า: T-Point 2, ด้านหลัง: T-Point) (รูปภาพ: Business Wire)

“ตลอดหลายปี เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความสามารถของเราในการพัฒนาและผลิตโซลูชันที่ล้ำสมัยที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า” นาย Ken Kawai ประธานและซีอีโอแห่ง MHPS กล่าว “ศูนย์ T-Point 2 ที่เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากศูนย์ T-Point แห่งแรก จะเพิ่มศักยภาพให้เราสามารถขยายฟุตพรินต์ของเราให้ใหญ่ขึ้นในฐานะพันธมิตรด้านโซลูชันที่ทุกคนเลือก เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุด”

ออกแบบพัฒนากังหันก๊าซเจเนอเรชันถัดไป
หลังการดำเนินการเชิงพาณิชย์เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2563 ศูนย์ T-Point 2 มีแผนผลิตไฟฟ้ามากกว่า 566 เมกะวัตต์ (60 เฮิรตซ์) ด้วยประสิทธิภาพเกือบ 64% ความน่าเชื่อถือ 99.5% และอุณหภูมิเข้าสู่กังหันที่ 1650 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งจะยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้กับประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าประเภทพลังความร้อนร่วมทั่วโลก โดยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นได้จากวิศวกรรมที่ก้าวหน้าของกังหันก๊าซรุ่น J-Series Air-Cooled (JAC) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นกังหันก๊าซรุ่นแรกที่จะทำการทดสอบ ณ ศูนย์ T-Point 2

ศูนย์ทดสอบแห่งใหม่นี้ประกอบด้วยกังหันไอน้ำที่มีสามตัวถัง (triple-casing) สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของระบบในภาพรวมร่วมกับกังหันก๊าซ JAC ประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นนี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและการสูญเสียความร้อน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของ T-Point 2 ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาล

“ระบบทดสอบต้นแบบที่ติดตั้งโดย MHPS ช่วยให้ลูกค้าของเราเกิดความมั่นใจว่าพวกเขาได้รับคุณภาพสูงสุดและโซลูชันด้านพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในตลาด” นาย Junichiro Masada รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์กังหันก๊าซของ MHPS กล่าว “การเปิดตัว T-Point 2 คือเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของ MHPS ที่จะส่งมอบเทคโนโลยีผลิตพลังงานและบริการหลังการขายที่เป็นแถวหน้าของอุตสาหกรรม เสริมด้วยวิธีการที่ใช้ยืนยันถึงประสิทธิภาพและความทนทานที่ดีที่สุดในตลาด”

MHPS จะใช้ศูนย์ดังกล่าวทำการทดสอบการใช้งานของกังหันก๊าซ 1700°C-class ที่มีความทนทานต่อความร้อนสูงเจเนอเรชันใหม่ อุปกรณ์เสริมของกังหันไอน้ำ เทคโนโลยีคอนเดนเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเครื่องแปลงความถี่ไฟฟ้าสถิต

นำเครื่องกำเนิดพลังงานสู่ยุคดิจิทัล
ขณะนี้กำลังมีการดำเนินงานติดตั้งและสอนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ณ ศูนย์ T-Point 2 ซึ่งจะประกอบด้วยชุดโซลูชันดิจิทัล MHPS-TOMONI® ระหว่างการทดสอบความทนทานเป็นเวลา 8,000 ชั่วโมง MHPS จะคอยสอนอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้ศูนย์ T-Point 2 กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมอัตโนมัติแห่งแรกของโลกในที่สุด สิ่งนี้จะขับเคลื่อนการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เดินหน้าสู่อนาคตที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมารวมเข้ากับการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้เจ้าของโรงไฟฟ้านำข้อมูลมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงสุด รวมถึงช่วยให้สามารถคาดคะเนอัตราการเสื่อมของเครื่องจักรตามสภาพของอุปกรณ์ สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า (O&M) ได้อัตโนมัติ และช่วยลดความเสี่ยง

ด้วยพื้นฐานเหล่านี้ MHPS จะสามารถควบคุมและจัดการการดำเนินงานทั้งหมดของโรงไฟฟ้าได้จากระยะไกล ควบคุมจัดการโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ทางโครงข่ายไฟฟ้าและการจัดการพลังงานทั้งหมดได้จากระยะไกล รวมถึงใช้เซ็นเซอร์และข้อมูลระบบควบคุมมาช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้นได้แบบเรียลไทม์ โซลูชัน MHPS-TOMONI® ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มีความก้าวล้ำอย่างปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องจักรจะทำให้ MHPS สามารถทำการตัดสินใจด้าน O&M ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างผลกำไรจากโรงผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมด้วยกังหันก๊าซทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้สูงสุด

เกี่ยวกับ Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd.
ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทร่วมค้าที่ก่อตั้งขึ้นโดย Mitsubishi Heavy Industries, Ltd และ Hitachi, Ltd. ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เพื่อรวมการดำเนินงานด้านระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน ปัจจุบัน MHPS เป็นหนึ่งในผู้จัดหาอุปกรณ์และให้บริการในอุตสาหกรรมผลิตพลังงานไฟฟ้าชั้นนำของโลก โดยมีเงินทุนมูลค่า 1 แสนล้านเยน และพนักงานราว 20,000 คนทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยโรงผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมด้วยกังหันก๊าซ (GTCC) และโรงผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (IGCC) โรงผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซ/ถ่านหิน/เชื้อเพลิงพลังงาน (ไอน้ำ) เครื่องกำเนิดไอน้ำ เครื่องผลิตไฟฟ้า กังหันก๊าซและไอน้ำ โรงผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ (AQCS) อุปกรณ์สำหรับโรงผลิตไฟฟ้า และเซลล์เชื้อเพลิงชนิดออกไซด์แข็ง (SOFC) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทที่ https://www.mhps.com ติดตามเราได้ที่ https://twitter.com/MHPS_Global หรือ http://www.linkedin.com/showcase/mhps

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200401005834/en/

ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อ:
Mitsubishi Hitachi Power Systems, Ltd.
Naoya Kanamura, +81-(0)50-3779-4716
naoya_kanamura@mhps.com
แฟกซ์: +81-(0)45-200-7989


ความแตกต่างของความปลอดภัยบนคลาวด์

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–2 เมษายน 2563

บทความโดยเร้ดแฮท

imgการรักษาความปลอดภัยให้กับระบบคลาวด์ คือการปกป้องข้อมูล ปกป้องแอปพลิเคชั่น และปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบคลาวด์คอมพิวติ้งทั้งหมด ซึ่งลักษณะหลายประการของความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมคลาวด์ (ไม่ว่าจะเป็นพับลิค ไพรเวท หรือไฮบริดคลาวด์) ก็เหมือนกับการรักษาความปลอดภัยของระบบไอทีที่ติดตั้งในองค์กร

ความกังวลด้านการรักษาความปลอดภัยระดับสูง เช่น การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตและการรั่วไหลของข้อมูล การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เข้มงวดพอ ความไวของระบบต่อการถูกโจมตี และความพร้อมใช้งานที่ต้องหยุดชะงักลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบไอทีแบบดั้งเดิมและระบบคลาวด์เหมือนกัน ระบบคลาวด์จึงต้องมีการป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้มากเพียงพอ เช่นเดียวกันกับสภาพแวดล้อมด้านคอมพิวติ้งอื่น ๆ ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จะต้องมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • ทราบว่าข้อมูลและระบบมีความปลอดภัย

  • สามารถมองเห็นและรับรู้ถึงสถานะของการรักษาความปลอดภัยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

  • รู้ถึงความผิดปกติขึ้นในระบบได้อย่างทันที

  • สามารถติดตามและตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างทันท่วงที

ทำไมการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์จึงแตกต่างกัน 

ในขณะที่หลาย ๆ คนเข้าใจถึงประโยชน์ของคลาวด์คอมพิวติ้ง แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยเช่นกัน ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่จะต้องอธิบายให้เห็นภาพของสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ที่ถูกส่งผ่านระหว่างอินเทอร์เน็ตและเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไดนามิกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเรื่องของภัยคุกคาม แต่สิ่งสำคัญคือในหลายส่วนความปลอดภัยของคลาวด์ก็คือความปลอดภัยของระบบไอที  ซึ่งเมื่อเข้าใจความแตกต่างที่เฉพาะเจาะจงแล้วก็จะไม่รู้สึกว่า "คลาวด์" ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ขอบเขตความปลอดภัยไม่มีที่สิ้นสุด

การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเป็นอย่างมาก สภาพแวดล้อมแบบดั้งเดิมมักควบคุมการเข้าถึงโดยการใช้โมเดล perimeter security แต่สภาพแวดล้อมคลาวด์มีการเชื่อมต่อกันมากทำให้ทราฟฟิกในการรับส่งข้อมูลสามารถหลีกเลี่ยงการรักษาความปลอดภัยในแบบของระบบดั้งเดิมได้ง่าย อินเทอร์เฟซช่องทางการเชื่อมต่อการทำงาน (Application Programming Interfaces: APIs) ที่ไม่ปลอดภัย การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลในการระบุตัวตนที่ไม่รัดกุม การขโมยข้อมูลทางบัญชี และบุคคลภายในองค์กรที่มีเจตนาร้าย อาจเป็นภัยคุกคามต่อระบบและข้อมูลได้ การป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตบนระบบคลาวด์นั้น จำเป็นต้องใช้วิธีที่ให้ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง (data-centric) การเข้ารหัสข้อมูล การทำให้กระบวนการอนุมัติรัดกุมมากขึ้น ต้องมีรหัสผ่านที่แน่นหนา และการยืนยันตัวตนที่จะต้องให้ผู้ใช้งานใส่รหัสอีกหนึ่งชุดนอกเหนือจากรหัสผ่านส่วนตัวของเขา ซึ่งเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทุกระดับการใช้งาน

สิ่งจำเป็นทุกอย่างมีอยู่ในซอฟต์แวร์

"คลาวด์" คือการส่งมอบทรัพยากรด้านไอทีที่โฮสต์ไว้ไปยังผู้ใช้งานผ่านซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์คอมพิวติ้งพร้อมด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่กำลังประมวลผลนั้นมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา สามารถปรับขยายและเคลื่อนย้ายได้ การควบคุมความปลอดภัยบนคลาวด์จำเป็นต้องสนองตอบต่อตัวแปรที่อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ควบคู่กับเวิร์กโหลดและข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานและที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโหลด (เช่น การเข้ารหัส) หรือเคลื่อนไหวผ่านระบบการจัดการคลาวด์และ APIs ซึ่งเป็นการช่วยปกป้องสภาพแวดล้อมคลาวด์จากความเสียหายของระบบและจากการสูญหายของข้อมูลได้

ภัยคุกคามที่มีความเสี่ยงสูง

ภัยคุกคามที่มีความเสี่ยงสูง คืออะไรก็ตามที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงระบบคลาวด์ด้วย การเพิ่มขึ้นของมัลแวร์ที่อันตราย และการโจมตีในรูปแบบอื่น ๆ เช่นภัยคุกคามที่เลือกโจมตีไปที่เป้าหมายเฉพาะ (Advanced Persistent Threats: APTs) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถหลบหลีกระบบป้องกันเครือข่ายได้ โดยกำหนดและมุ่งเป้าไปที่ช่องโหว่ต่าง ๆ ในคอมพิวติ้งสแต็ค  การรั่วไหลของข้อมูลอาจเป็นสาเหตุให้ข้อมูลถูกเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาตและเกิดการปลอมแปลงข้อมูล ซึ่งไม่มีโซลูชั่นใดที่จัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนนอกเสียจากว่าคุณจะต้องรับผิดชอบควบคุมระบบความปลอดภัยบนคลาวด์ให้ได้ด้วยวิธีการที่มีการพัฒนาให้ทันกับภัยคุกคามต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

การรักษาความปลอดภัยในระบบคลาวด์เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน

ไม่ว่าคุณจะใช้ระบบคลาวด์แบบใด คุณต้องรับผิดชอบต่อการรักษาความปลอดภัยในส่วนที่คุณใช้งานภายในระบบคลาวด์นั้น การใช้ระบบคลาวด์ที่ดูแลโดยบุคคลอื่นไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถนิ่งนอนใจได้ การตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จะเป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในการรักษาความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยในระบบคลาวด์เป็นความรับผิดชอบของทุก ๆ คน ดังนี้

  • ใช้ซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่บนระบบคลาวด์ของคุณมีความสำคัญยิ่งเพราะเมื่อคุณดาวน์โหลดโค้ดใด ๆ จากแหล่งภายนอก คุณจะต้องทราบว่าโค้ดนั้นมีที่มาจากไหน ใครเป็นผู้สร้าง และมีโค้ดอันตรายอยู่ภายในหรือไม่ หากต้องการซอฟต์แวร์จะต้องจัดหาจากแหล่งที่รู้จัก เชื่อถือได้ และต้องให้มั่นใจว่ามีวิธีรักษาความปลอดภัยและติดตั้งการอัปเดตโปรแกรมในเวลาที่เหมาะสม

  • เข้าใจเรื่องกฎระเบียบ

ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเงิน และข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่น ๆ อาจจะอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายใด ๆ นั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณทำธุรกิจที่ไหนกับใคร เช่น เมื่อคุณเห็นกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล (General Data Protection Regulation – GDPR) คุณจะต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบก่อนที่จะเลือกใช้ระบบคลาวด์ใด ๆ เป็นต้น

  • การบริหารจัดการไลฟ์ไซเคิล 

สภาพแวดล้อมแบบคลาวด์เนทีฟทำให้การขึ้นตัวอย่างงานใหม่ ๆ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย และในขณะเดียวกันตัวอย่างงานเก่า ๆ ก็จะถูกลืมไปได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งงานหรือบริการที่ไม่ได้รับความสนใจสามารถกลายเป็นเหมือนซอมบี้บนคลาวด์แต่ปราศจากการตรวจสอบใด ๆ และอาจทำให้ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าไม่มีแพชรักษาความปลอดภัยใหม่ ๆ อัปเดตอีกต่อไป ซึ่งนโยบายการจัดการและการกำกับดูแลไลฟ์ไซเคิลสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้

  • พิจารณาความสามารถในการเคลื่อนย้าย

คุณสามารถย้ายเวิร์คโหลดไปยังระบบคลาวด์อื่นได้อย่างง่ายดายหรือไม่ ข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement – SLA) ควรกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ให้บริการระบบ
คลาวด์จะคืนข้อมูลหรือแอปพลิเคชั่นของลูกค้าเมื่อใดและด้วยวิธีใด ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้คิดจะย้ายข้อมูลหรือแอปพลิเคชั่นของคุณเร็ว ๆ นี้ก็ตาม แต่เพื่อป้องกันปัญหาการล็อคอินที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้า คุณจำเป็นจะต้องพิจารณาเรื่องการเคลื่อนย้ายข้อมูลในตอนนี้ด้วยเช่นกัน

  • การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

การตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในเวิร์คสเปซของคุณจะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยง หรืออย่างน้อยที่สุด ยับยั้งผลกระทบที่จะเกิดจากการละเมิดการรักษาความปลอดภัยได้ การจัดการแพลตฟอร์มคลาวด์แบบครบวงจร จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบทรัพยากรทุกอย่างที่มีในทุกสภาพแวดล้อม

  • เลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม

พิจารณาจัดจ้างและเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่มีคุณสมบัติและไว้วางใจได้ และเข้าใจความซับซ้อนเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ บางครั้งโครงสร้างพื้นฐานพับลิค
คลาวด์อาจมีความปลอดภัยมากกว่าระบบไพรเวทคลาวด์ เนื่องจากผู้ให้บริการพับลิคคลาวด์มีทีมรักษาความปลอดภัยที่มีความพร้อมทั้งด้านข้อมูลและเครื่องมือดีกว่า

         

พับลิคคลาวด์ปลอดภัยหรือไม่ 

แม้จะบอกได้ถึงความแตกต่างด้านการรักษาความปลอดภัยที่ใช้ในระบบคลาวด์ทั้ง 3 แบบ ทั้งพับลิค
ไพรเวท และไฮบริดคลาวด์
แต่สิ่งที่คนส่วนมากต้องการทราบก็คือ “พับลิคคลาวด์มีความปลอดภัยหรือไม่” ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

พับลิคคลาวด์มีการป้องกันที่เหมาะสมให้กับเวิร์กโหลดหลากหลายประเภท แต่ไม่ใช่กับทุกอย่าง ทั้งนี้เป็นเพราะส่วนใหญ่แล้วพวกเขาไม่ได้แยกจากไพรเวทคลาวด์ ระบบพับลิคคลาวด์รองรับการให้บริการผู้ใช้งานหลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องอยู่องค์กรเดียวกันหรือใช้ซอฟต์แวร์เดียวกัน (Multitenancy) นั่นคือการที่คุณเช่าพื้นที่ในการเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการคลาวด์รายหนึ่งร่วมกับ "ผู้เช่า" รายอื่น ๆ ผู้เช่าแต่ละรายมีข้อตกลง SLA กับผู้ให้บริการคลาวด์ซึ่งระบุว่าใครรับผิดชอบอะไร ซึ่งก็เหมือนการเช่าห้องพักห้องหนึ่งจากเจ้าของบ้านเดียวกัน โดยเจ้าของบ้าน (ผู้ให้บริการคลาวด์) สัญญาว่าจะบำรุงรักษาอาคาร (โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์) เป็นผู้ถือกุญแจอาคาร (การเข้าถึงข้อมูล) และโดยทั่วไปจะไม่มายุ่งกับผู้เช่า (ความเป็นส่วนตัว) และในอีกด้านหนึ่ง ผู้เช่าสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งใด (เช่น การใช้แอปพลิเคชั่นที่ไม่ปลอดภัย) ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวอาคาร หรือรบกวนผู้เช่ารายอื่น แต่คุณก็ไม่สามารถเลือกเพื่อนบ้านได้ และมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่การเช่าพื้นที่นี้จะจบลงด้วยการที่เพื่อนบ้านคนใดคนหนึ่งนำสิ่งที่เป็นอันตรายเข้ามาสู่อาคาร แม้ว่าทีมรักษาความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการระบบคลาวด์กำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ที่ไม่ปกติอยู่ แต่ภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่หรือมีความรุนแรง เช่น การโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการ (DDoS) ก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้เช่ารายอื่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องดีที่ยังมีมาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบ และกรอบการควบคุมต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม เช่น Cloud Control Matrix จากองค์กร Cloud Security Alliance เป็นต้น
คุณสามารถกันตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่มีผู้เช่าหลายคนได้ ด้วยการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย (เช่น การเข้ารหัส และเทคนิคการลดความเสี่ยงให้กับ DDoS) ซึ่งช่วยป้องกันเวิร์กโหลดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกบุกรุกได้ แต่หากมาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ คุณสามารถใช้ระบบเชื่อมต่อระหว่างองค์กรไปยังระบบคลาวด์ (Cloud Access Security Brokers: CASB) เพื่อมอนิเตอร์กิจกรรมที่เกิดขึ้นและบังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้ฟังก์ชั่นการทำงานขององค์กรมีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตามมาตรการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจจะไม่เพียงพอสำหรับองค์กรในอุตสาหกรรมที่ดำเนินงานภายใต้ข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัว การรักษาความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด

ไฮบริดคลาวด์ช่วยลดความเสี่ยง

การตัดสินใจเรื่องการรักษาความปลอดภัยนั้น เกี่ยวข้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ และการวิเคราะห์ต้นทุน-กำไร ความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นส่งผลต่อสถานภาพโดยรวมขององค์กรคุณอย่างไร อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เวิร์กโหลดบางอย่างไม่ต้องการการเข้ารหัสและการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด ซึ่งเปรียบได้กับการล็อคตัวบ้านของคุณจะทำให้สมบัติของคุณปลอดภัย แต่คุณอาจจะเลือกเก็บเฉพาะของมีค่ามากไว้ในตู้เซฟก็ได้ ซึ่งมันเป็นการดีที่มีทางเลือกให้ตัดสินใจ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นทำให้องค์กรหันมาใช้ไฮบริดคลาวด์มากขึ้น ไฮบริดคลาวด์นำเอาคุณสมบัติที่ดีที่สุดของคลาวด์ทุกระบบมารวมไว้ให้คุณ ไฮบริดคลาวด์เป็นการรวมกันของสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป – คือพับลิคคลาวด์ หรือไพรเวทคลาวด์

ไฮบริดคลาวด์ช่วยให้คุณเลือกที่ที่คุณจะเก็บเวิร์กโหลดและข้อมูล เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ การตรวจสอบ นโยบาย หรือการรักษาความปลอดภัย คุณสามารถเลือกใช้งานเวิร์กโหลดที่มีความสำคัญเป็นพิเศษบนไพรเวทคลาวด์ โดยมีการใช้งานเวิร์กโหลดที่สำคัญน้อยกว่าในพับลิคคลาวด์แทน สำหรับระบบไฮบริดคลาวด์บางประเภทที่ไม่เหมือนใคร มีความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัยหลายอย่าง (เช่น การเคลื่อนย้ายข้อมูล ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นและมีช่องทางที่จะถูกโจมตีมาก แต่การมีสภาพแวดล้อมที่หลากหลายก็สามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในการป้องกันความเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งที่สุดได้

Jason Kilar ได้รับแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอของ WarnerMedia

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–1 เมษายน 2563

Jason Kilar ผู้บริหารด้านสื่อบันเทิงและเทคโนโลยีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอของ WarnerMedia ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยเขาจะรายงานตรงต่อ John Stankey ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ AT&T

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200401005550/en/

(Photo: Business Wire)

(ภาพ: Business Wire)

Kilar อายุ 48 ปี เคยดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอผู้ก่อตั้งให้แก่ Hulu และ SVP ที่ Amazon

 “Jason เป็นผู้บริหารที่มีความพร้อมหลายด้านและมีทักษะที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำพา WarnerMedia ไปสู่อนาคตข้างหน้า ประสบการณ์ของเขาในด้านสื่อ ความบันเทิง การสตรีมมิ่งวิดีโอ และการโฆษณาโดยตรงกับผู้บริโภคเป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับการร่วมงานที่ WarnerMedia ของเรา ผมตื่นเต้นที่จะได้เขามาเป็นผู้นำในการพา WarnerMedia ไปสู่ความสำเร็จบทต่อไป ” Stankey กล่าว   “ทีมงานของเราซึ่งนำโดย Bob Greenblatt, Ann Sarnoff, Gerhard Zeiler และ Jeff Zucker ได้ทำงานอย่างยอดเยี่ยมมาตลอดในการสร้างแบรนด์ของเราจนชนะใจผู้บริโภค การได้ Jason เข้าร่วมครอบครัวของ WarnerMedia ซึ่งก็มีพรสวรรค์มากมายอยู่แล้ว ในระหว่างเรากำลังจะเปิดตัว HBO Max ในเดือนพฤษภาคม จะทำให้เรามีทีมผู้บริหารที่เหมาะสมเชิงกลยุทธ์ในการวางตำแหน่งพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ชั้นนำของเรา การนำเสนอความสามารถระดับโลก และบริการห้องสมุดที่มีทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความรู้มากมาย สำหรับการเติบโตในอนาคตต่อไป”

“ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการได้ร่วมทำงานกับทีมระดับโลกที่ WarnerMediaโดยเฉพาะการได้มีโอกาสร่วมทีมที่มีวิสัยทัศน์ที่คำนึงถึงอนาคต” Kilar กล่าว “ เรื่องราวที่เราบอกต่อผู้คนนั้นมีความสำคัญเสมอ และเรื่องราวเหล่านั้นมีความสำคัญมากยิ่งกว่าเดิมในช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับโลกเช่นที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติในการได้คิดค้น สร้าง และรับใช้คนที่มีพรสวรรค์จำนวนมาก ผมตั้งตารอให้วันที่ 1 พฤษภาคมมาถึงโดยเร็ว”

Kilar เป็นซีฮีโอของ Hulu ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2550 จนถึงปี 2556 เขาดำรงตำแหน่งระดับผู้นำหลายตำแหน่งที่ Amazon ตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2549 รวมถึง ที่ SVP ของ Worldwide Application Software นอกจากนี้ Kilar ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Vessel ซึ่งให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งระหว่างปี 2556 จนถึงปี 2560 นอกจากนี้เขายังดำรงตำแหน่งกรรมการใน DreamWorks Animation (2556-2559) และที่ Univision Communications (2559-2563) เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (วารสารศาสตร์และธุรกิจ) จาก University of North Carolina ที่ Chapel Hill และปริญญาโทบริหารธุรกิจจาก Harvard Business School

เกี่ยวกับ WarnerMedia

WarnerMedia เป็นบริษัทด้านสื่อและความบันเทิงชั้นนำที่สร้างและจัดจำหน่ายเนื้อหาพรีเมี่ยมและเป็นที่นิยมจากผู้จัดทำคอนเทนต์และนักข่าวที่มีความสามารถหลากหลายไปจนถึงผู้ชมทั่วโลก ผ่านช่องทางผลิตผลงานอย่าง HBO, Turner, Warner Bros. และ Otter Media  ทั้งนี้ WarnerMedia เป็นหน่วยปฏิบัติการของ AT&T Inc. (NYSE: T) ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในด้านโทรคมนาคมสื่อ ความบันเทิง และเทคโนโลยี

ดูเอกสารต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200401005550/en/

ติดต่อ:

Keith Cocozza

Keith.Cocozza@warnermediagroup.com

(212) 484-7482

(347) 952-6487

Jeff Cusson

Jeff.cusson@hbo.com

(646) 302-3314

Keio Plaza Hotel Tokyo ขอเสนอบุฟเฟ่ต์ขนมหวานสตรอเบอรี่ พร้อมวางมาตรการป้องกันไวรัสโคโรน่า

Logo

โตเกียว–(บิสิเนสไวร์)–31 มี.ค. 2563

Keio Plaza Hotel Tokyo (KPH) หนึ่งในโรงแรมนานาชาติที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ที่ชินจุกุ โตเกียวได้จัดงานบุฟเฟ่ต์ขนมพิเศษที่มีชื่อว่า “Strawberry Dessert Buffet” เป็นเวลาสามเดือนที่ร้านอาหาร Jurin บนชั้นสองของโรงแรม  เนื่องจากความนิยมของกิจกรรมนี้เราตัดสินใจที่จะขยายเวลาไปถึง 31 พฤษภาคม 2563 และได้สร้างสรรค์ของหวานธีม “สตรอเบอร์รี่และนม” โดยเฉพาะ

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20200331005392/en/

Strawberry dessert buffet created in the theme of "Strawberries and Milk" will start from May 1 to May 31, 2020. (Photo: Business Wire)

บุฟเฟ่ต์ของหวานสตรอเบอร์รี่ที่สร้างขึ้นตามธีม “สตรอเบอร์รี่และนม” จะมีตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2563 (รูปภาพ : บิสิเนสไวร์)

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมทางโรงแรมจะนำเสนอธีมที่สี่ของชุด “สตรอเบอร์รี่และนม” พร้อมกับขนมพิเศษที่สร้างขึ้นจากการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสตรอเบอร์รี่สดและนมเข้มข้นสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่  หนึ่งคุณสมบัติพิเศษของชุดสุดท้ายนี้ได้แก่ "การเปรียบเทียบรสชาติของวิปครีมโฮมเมด" ซึ่งมีวิปครีมที่ทำขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยเชฟผู้ชำนาญของเราโดยใช้ครีมสดสามประเภท ได้แก่ ครีมไขมันต่ำสองชนิดและครีมน้ำตาลต่ำหนึ่งชนิด  คนทำขนมของเราจะเสิร์ฟขนมหวาน 30 ชนิดในบุฟเฟ่ต์บนจานแยกเพื่อให้สามารถถ่ายภาพที่ระลึกและยังเป็นหนึ่งในนโยบายป้องกันไวรัสโคโรน่าของเรา

นอกจากนี้ เราได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของแขกในการป้องกันการแพร่ระบายของไวรัสโคโรน่า  เราได้ทำความสะอาดทั่วบริเวณร้านอาหาร เปลี่ยนภาชนะต่างๆ เป็นประจำ และมีพนักงานประจำที่ตามโต๊ะอาหารเพื่อบริการแขก 

ด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยและสุขภาพของแขกและพนักงาน เรามุ่งมั่นที่จะวางนโยบายป้องกันเพื่อมอบสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

คลังข่าวประชาสัมพันธ์

Keio Plaza Hotel

Keio Plaza Hotel Tokyo (KPH) ตั้งอยู่ในชินจูกุใจกลางเมืองหลวงของโตเกียว เป็นหนึ่งในโรงแรมชั้นนำระดับนานาชาติของญี่ปุ่น โรงแรมของเรามีร้านอาหารและบาร์กว่า 15 แห่ง  เราเป็นเจ้าภาพงานมากมายให้กับแขกทั้งในและต่างประเทศด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก การต้อนรับที่อบอุ่น และบริการที่เป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยให้แขกได้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงประสบการณ์งานแต่งงานกิโมโน พิธีชงชา และอื่นๆ อีกมากมาย  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา YouTube, Facebook หรือ Instagram

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200331005392/en/

ติดต่อ:

Keio Plaza Hotel Tokyo
Keiko Kawashima, +81-3-5322-8010
Public Relations Manager (ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์)

เพียงสองในสามของมูลค่าการส่งออกของสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากอาเซียนสร้างจีดีพีให้กับประเทศของตน ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่นเผย

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–31 มีนาคม 2563

สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม1 เป็นอุตสาหกรรมแม่แบบซึ่งช่วยให้ประเทศสมาชิกอาเซียนประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและการรวมเข้ากับเศรษฐกิจโลก อ้างอิงจากรายงานหัวข้อ ห่วงโซ่มูลค่าโลกในอาเซียน: สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (https://www.asean.or.jp/en/centre-wide-info/gvc_database_paper14/) ที่เผยแพร่โดยศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200331005288/en/

"Global Value Chains in ASEAN: Textiles and Clothing" issued by AJC (Graphic: Business Wire)

"ห่วงโซ่มูลค่าโลกในอาเซียน: สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม" ตีพิมพ์โดยศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (กราฟิก: Business Wire)

การตระหนักถึงตัวแปรภายในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีความสำคัญในแง่ของคุณลักษณะเชิงเทคโนโลยีและความเข้มข้นของการใช้ปัจจัยการผลิตเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับอาเซียน เครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมที่คึกคักมากที่สุด ซึ่งบ่อยครั้งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สร้างการจ้างงานจำนวนมหาศาล กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมา และเวียดนามเป็นผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ของโลก ในทางตรงข้าม สิ่งทอมีบทบาทที่รองลงมาในโครงสร้างการส่งออกโดยรวม เป็นเพราะเทคโนโลยีและความเข้มข้นของการใช้ทุนของอุตสาหกรรมนี้

ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีรายได้น้อยกว่ามีแนวโน้มที่จะมีความเชี่ยวชาญทางด้านกิจกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาก เช่น การตัดเย็บ การผลิต และการตกแต่ง ในทางตรงข้าม กระบวนการที่ต้องใช้ความรู้ เช่น การออกแบบและการตลาดได้รับความสนใจในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่า

ในปี 2560 มูลค่าเพิ่มที่สร้างขึ้นในประเทศจากการส่งออกสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง (TCL) ในอาเซียนอยู่ที่ราว 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีดีพีของอาเซียน ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นมูลค่าเพิ่มที่สร้างขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าราว 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 32

การยกระดับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทหลัก (ผู้ซื้อ) ในห่วงโซ่มูลค่าโลก อย่างไรก็ตาม การยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นสามารถทำได้ผ่านตลาดในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค

ความล้มเหลวในการตระหนักถึงการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจะทำให้องค์กรในอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการนำกลยุทธ์ “race to the bottom” หรือ การแข่งขันสู่ความตกต่ำสุด มาใช้ ในระดับมหภาค ความล้มเหลวนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของ “การติดกับดักรายได้ปานกลาง” ตลาดระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคคือกุญแจสำคัญที่จะป้องกันผลลัพธ์นี้ และจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน

นโยบายที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนังในอาเซียนควรมีการนำควาแตกต่างของแต่ละประเทศสมาชิกมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพลวัตของความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบระหว่างประเทศ ซึ่งโดยหลักแล้วเกิดจากความแตกต่างในความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร การส่งเสริมการรวมกันในระดับภูมิภาคในระดับที่มากขึ้นจะช่วยขยายเครือข่ายการผลิตและการกระจายสินค้าภายในภูมิภาคให้กว้างและลึกขึ้น เพื่อส่งเสริมการรวมตัวกัน ความพยายามที่จะยกระดับทักษะของแรงงานจะเป็นเรื่องที่สำคัญ การกลับไปให้ความสำคัญกับตลาดในระดับภูมิภาคของอาเซียนจะเป็นผลดีต่อการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

1 อุตสาหกรรมนี้มักรวม “เครื่องหนัง” เอาไว้ด้วย ดังนั้น ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจึงเป็นการกล่าวถึงสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง

<<ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น>>
ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่นเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศญี่ปุ่นในปี 2524 ได้ส่งเสริมการส่งออกจากอาเซียนไปสู่ญี่ปุ่นพร้อมกับการช่วยฟื้นฟูการลงทุน การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอาเซียนกับประเทศญี่ปุ่น
URL: https://www.asean.or.jp/en/

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200331005288/en/

ติตด่อ:

ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น
Tomoko Miyauchi
อีเมล: toiawase_ga@asean.or.jp

Aptorum Group ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ในการตรวจสอบยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้วอย่างน้อย 3 รายการ (SACT-COV19) ภายใต้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง Smart-ACT™ และ แพลตฟอร์มโรคติดต่อ Acticule เพื่อนำมาใช้รักษาโรค Coronavirus 2562 (COVID-19)

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–30 มีนาคม 2563

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) ("Aptorum Group") ซึ่งเป็น บริษัทชีวเวชภัณฑ์ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิวัฒนาการการรักษาสำหรับโรคที่ยังมีความต้องการด้านการรักษาอยู่มาก ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ โรคติดต่อ โรคหายาก (หรือโรคกำพร้า) และโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ได้ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทกำลังเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมที่กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับ coronavirus โดยได้เสร็จสิ้นภารกิจการคัดกรองเบื้องต้นภายใต้แพลตฟอร์ม Smart-ACT™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการค้นพบยาใหม่และยาที่เคยถูกนำมาใช้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเลือกยาโมเลกุลขนาดเล็กที่มีศักยภาพที่ได้รับการอนุมัติแล้วมาอย่างน้อย 3 รายการ จากรายการยากว่า 2,600 รายการ  เพื่อนำมาลองตรวจสอบกับโรคโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19  ทั้งนี้ Aptorum Group ได้ร่วมมือกับ Covar Pharmaceuticals ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโตรอนโต และยังได้ทำข้อตกลงกับแผนกจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกง เพื่อทำการตรวจสอบรายชื่อยาที่ได้รับการคัดเลือกมา ก่อนที่จะทำการขอรับอนุมัติจากหน่วยงานด้านกฎระเบียบเพื่อเริ่มการทดลองทางคลินิกกับยาเหล่านี้ต่อไป

Aptorum Group  จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบยาโมเลกุลขนาดเล็กอย่างน้อยสามตัวเป็นพิเศษ (เรียกรวมกันว่า“ SACT-COV19”) ซึ่งได้แสดงศักยภาพว่าอาจสร้างความรบกวนต่อเอนไซม์เป้าหมายสองตัว ได้แก่ 3CL-Protease และ RNA dependent RNA Polymerase (“ RDRP”) ซึ่งเอนไซม์ทั้งสองตัวนี้มีบทบาทสำคัญในวงจรการทำสำเนาตัวเองของ COVID-19 ทั้งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3CL-Protease ซึ่งถูกเชื่อว่าเป็นสื่อกลางในการทำสำเนาตัวเองของไวรัสและกลไกการถอดรหัส (transcription functions) ผ่านการสร้างเอนไซม์โปรติเอสอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ RDRP เป็นเอนไซม์ที่เชื่อว่าเป็นตัวเร่งการทำสำเนาตัวเองของไวรัส RNA จากเทมเพลตของ RNA ทั้งนี้ตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาจะได้รับการประเมินทดลองในด้านประสิทธิภาพการต่อกรกับ COVID-19 โดย Aptorum Group ยังได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับตัวยาที่ได้รับการคัดเลือกมาข้างต้นอีกด้วย

สำหรับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและงานด้านการทดลองนั้น Aptorum Group กำลังร่วมมือกับบริษัท Covar Pharmaceuticals ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองโตรอนโต นอกจากนี้ Aptorum Group ได้ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยฮ่องกงเพื่อดำเนินงานในครั้งนี้อีกด้วย ทีมงานของ Covar Pharmaceutical (ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานกับ Patheon และ Glaxo Wellcome มาก่อน)1 ที่มีประสบการณ์สูงในการค้นพบและพัฒนายาที่สนับสนุนโดยโรงงานผลิตของ GMP ส่วนทีมจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกงนั้นมีบทบาทสำคัญในการค้นพบไวรัส SARS ระหว่างการระบาดในปี 25462 และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในงานวิจัยของตนเองเพื่อพัฒนาวัคซีนสำหรับโรค SARS-CoV-2  coronavirus3 และอุปกรณ์ตรวจสอบทางกายภาพร่วมกับบริษัทภายนอกอื่น ๆ สำหรับโรค COVID-194 อีกด้วย

Aptorum Group  ยังคงแสวงหาผู้ทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากทั่วโลกเพื่อการผลักดันการพัฒนาโครงการ SACT-COV19 ต่อไปเรื่อยๆ เรายินดีต้อนรับผู้ที่สนใจ โปรดติดต่อเราเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานร่วมกันต่อไป

Aptorum Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมแก้ไขปัญหา ขณะนี้กำลังพัฒนาตัวชี้วัดยาของโรคติดเชื้อจำนวนมากภายใต้แพลตฟอร์ม Acticule ซึ่งรวมถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะ ตัวยาแอนติไวรัสโมเลกุลเล็ก(ALS-1) ที่ไม่เหมือนใคร หรือ unique antiviral small molecule ที่ใช้ต่อกรไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการหลัก และโครงการยาโมเลกุลขนาดเล็กที่ต่อต้านพิษที่ปราศจากแบคทีเรีย หรือ anti-virulent, non-bactericidal small molecule candidate  (ALS-4) ที่ใช้ต่อต้านการติดเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน Covar Pharmaceuticals ก็ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาในทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย

คุณ Ian Huen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aptorum Group กล่าวว่า“ โรค COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่แพร่หลายและระบาดไปทั่วโลกทำให้เกิดการหยุดชะงักและการบาดเจ็บล้มตายครั้งใหญ่ มีการยืนยันทั่วโลกว่ามีผู้ป่วยเกิน 700,000 รายจนถึงวันนี้5 และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่า COVID-19 เป็นโรคระบาด (pandemic) แล้ว และถึงแม้ว่าจะมีทั้งบริษัทยาใหญ่ ๆ และและบริษัทยาเกิดใหม่จำนวนมากกำลังร่วมกันเร่งพัฒนาการรักษาด้วยการใช้วัคซีนสำหรับ COVID-19 แต่เราก็เชื่อว่ามีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับโรคนี้ในแบบหลายมิติและอย่างเร่งด่วน โดยในการที่จะเร่งการพัฒนายาสำหรับนำไปใช้ในการรักษา COVID-19 นั้น เรามุ่งเป้าหมายไปที่การระบุหาตัวยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัย และมีข้อมูลด้านความเป็นพิษและด้านเภสัชจลนศาสตร์ นอกจากนี้เนื่องจากมีการกลายพันธุ์และวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของ coronavirus เราจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีสายพันธุ์อื่นของ coronavirus เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นโลกจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายดังกล่าวร่วมกันอย่างรวดเร็วเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าแพลตฟอร์ม Smart-ACT ™ ของ Aptorum Group ร่วมกับความสามารถในการพัฒนารักษาโรคติดเชื้อ Acticule ที่มีอยู่ของเราและที่ได้รับการสนับสนุนจาก Covar Pharmaceuticals อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการพัฒนาโซลูชั่นที่มีศักยภาพและส่งมอบผลประโยชน์จากการต่อกรกับโรคนี้ไปทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เราสามารถต่อกรกับโรคอื่น ๆ”

เกี่ยวกับ Smart-ACT™ Platform

แพลตฟอร์ม Smart-ACT ™เป็นกระบวนการด้านระบบที่เป็นกรรมสิทธิ์ ซึ่งรวมถึงวิธีการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ และการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ โดย Aptorum Group จะทำการตรวจสอบยาที่มีโมเลกุลขนาดเล็กที่ได้รับการอนุมัติจำนวน 2,600 ตัวยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุตัวยาที่มีอยู่แล้วที่สามารถนำมาใช้กับโรคหายากหรือโรคที่ยังไม่มีทางรักษา เป้าหมายเชิงกลยุทธ์โดยรวมคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และลดระยะเวลาในการส่งตัวยาที่อยู่ในระดับที่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ เข้าสู่การตรวจสอบทดลองทางคลินิก

เกี่ยวกับ Aptorum Group Limited

Aptorum Group Limited (Nasdaq: APM) เป็น บริษัทยาที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาและนำนวัตกรรมการบำบัดใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการทางการแพทย์  โครงการในปัจจุบันของ Aptorum Group รวมถึงการค้นคว้ายาโรคที่หายาก โรคติดเชื้อ และและโรคอ้วนลงพุง (หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม) ซึ่งโครงการเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิกในปี 2563 ทั้งนี้ ยาเม็ด Dioscorea Opposita Bioactive Nutraceutical ของ Aptorum Group ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของสตรีในช่วงวัยหมดประจำเดือนและหลังวัยหมดประจำเดือนกำลังออกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในขณะนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aptorum Group กรุณาเยี่ยมชม www.aptorumgroup.com.

ข้อจำกัดความรับผิดชอบและแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Aptorum Group Limited และแผน โอกาส และ ความคาดหวังในอนาคต ที่เป็น "แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า" ภายใต้ความหมายของพระราชบัญญัติปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 โดยเพื่อจุดประสงค์นี้ ข้อความใด ๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจถือว่าเป็นแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า ในบางกรณีอาจสังเกตแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าอาจได้จากการใช้คำต่าง ๆ ต่อไปนี้ เช่นคำว่า "อาจ" "ควร" "คาดหวัง"     "แผน" "คาดการณ์" "อาจเกิดขึ้นได้" "สามารถ" "ตั้งใจ" "เป้าหมาย" "คาดคะเน" "พิจารณาว่า" "เชื่อ" "ประมาณการ" " คาดเดา " "มีศักยภาพที่จะ" หรือ "ดำเนินการต่อ" หรือคำหรือสำนวนเหล่านี้อื่น ๆ ที่คล้ายกันในเชิงนิเสธ โดย Aptorum Group  ได้ใช้แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้สำหรับการสมัครและการทดลอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาจากการคาดคะเนและการคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคตที่เชื่อว่าจะส่งผลต่อกิจการ แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ โดยให้ถือว่าเป็นจริงเฉพาะในวันที่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้น และอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ประกาศออกไป การเปลี่ยนแปลงด้านองค์กร การให้บริการอย่างต่อเนื่อง และความพร้อมของบุคลากรหลัก ความสามารถในการขยายประเภทผลิตภัณฑ์โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้บริโภค ผลสัมฤทธิ์ด้านการพัฒนา การเติบโตของบริษัทที่คาดการณ์เอาไว้ แนวโน้มและความท้าทายที่คาดการณ์ไว้ในธุรกิจของบริษัท และความคาดหวังเกี่ยวกับคามมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อธิบายไว้อย่างครบถ้วนในแบบฟอร์ม 20-F ของ Aptorum  Group  และเอกสารอื่น ๆ ที่ Aptorum Group อาจทำเอาไว้กับ SEC ในอนาคต ดังนั้นการคาดการณ์ที่รวมอยู่ในแถลงการณ์คาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง Aptorum Group ไม่ถูกผูกมัดใด ๆ ในการปรับปรุงแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าที่มีอยู่ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อันเป็นผลมาจากข้อมูลใหม่ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรืออื่น ๆ

1 https://www.covarpharma.com/

2 https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3747526/

3 https://fightcovid19.hku.hk/tag/vaccine/

4 https://www.scmp.com/business/article/3073869/hong-kong-researchers-join-us-tech-start-remotely-monitor-covid-19

5 https://www.arcgis.com/apps/opsdashboard/index.html#/bda7594740fd40299423467b48e9ecf6

ดูเอกสารต้นฉบับบน  businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200330005263/en/

สำหรับนักลงทุนติดต่อ:

โทร: +852 2117 6611

อีเมล: investor.relations@aptorumgroup.com

สำหรับสื่อติดต่อ:

โทร: + 852 2117 6611

อีเมล: info@aptorumgroup.com

กสิกรไทยธนาคารสัญชาติไทยแห่งแรกและแห่งเดียวที่ร่วมรับใน “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ” (UN Principles for Responsible Banking)

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–31 มีนาคม 2563

ธนาคารกสิกรไทยตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจบนรากฐานของการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน เข้าร่วมลงนามรับใน “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ” ของสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการเงิน หรือ UNEP FI เป็นธนาคารสัญชาติไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในธนาคารกว่า 170 แห่งทั่วโลกที่เข้าร่วมในหลักการดังกล่าว เพื่อพัฒนาการดำเนินงานของธนาคารตามมาตรฐานสากล และกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติและข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

imgนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยดำเนินธุรกิจบนรากฐานของการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยงและการบริหารจัดการต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสมดุลทั้ง 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสร้างความยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ   

ธนาคารตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อกลางด้านการเงินให้คนในสังคม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เคารพในสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ลูกค้าและธนาคารเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ดังนั้น เพื่อประกาศเจตนารมย์ถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการขับเคลื่อนธุรกิจในทิศทางดังกล่าวและพัฒนาอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ตอบรับเข้าร่วมใน “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ” (UN Principles for Responsible Banking) ของสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการเงิน (United Nations Environmental Program Finance Initiative) หรือ UNEP FI  นับเป็นธนาคารสัญชาติไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในธนาคารกว่า 170 แห่งทั่วโลกที่เข้าร่วมในหลักการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 6 ประการ ได้แก่

  1. Alignment: การมียุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) Paris Agreement และหลักการที่เกี่ยวข้อง
  2. Impact & Target Setting: การกำหนดและเผยแพร่เป้าหมายที่ธนาคารสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
  3. Clients & Customers: การปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างรับผิดชอบและผลักดันให้เกิดแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน
  4. Stakeholders: การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
  5. Governance & Culture: การกำกับดูแลและวัฒนธรรมองค์กรสอดคล้องกับหลักการธนาคารที่รับผิดชอบ
  6. Transparency & Accountability: การทบทวนและเปิดเผยข้อมูลตามหลักการธนาคารที่รับผิดชอบ

ธนาคารกสิกรไทยได้กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และกระบวนการให้สินเชื่อที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Credit Policy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจะไม่สนับสนุน (Exclusion List) และกำหนดแนวปฏิบัติในการพิจารณาสินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ (Sector-Specific Guideline) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ธนาคารสนับสนุนจะได้รับการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ  ช่วยเสริมสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยสินเชื่อประเภท Project Finance ทุกโครงการต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาเครดิต ESG ทั้งหมด 100% และภายใต้ “หลักการธนาคารที่รับผิดชอบ” นี้ จะช่วยให้ธนาคารพัฒนาตามมาตรฐานสากล

นายบัณฑูร กล่าวตอนท้ายว่า ปรัชญาของการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ถูกปลูกฝังลงไปในดีเอ็นเอของพนักงานทุกคนเป็นกรีน ดีเอ็นเอที่ซึมซับอยู่ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่ออำนวยประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายและนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการดำเนินธุรกิจในฐานะที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความหมายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงร่วมแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมุ่งประสานความร่วมมือเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถส่งต่อโลกที่สะอาดไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง  ซึ่งธนาคารตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่การเป็นสังคมที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในระยะยาว