Category Archives: General News

JDE Peet’s รายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2563 ยังแข็งแกร่ง

Logo

การดำเนินงานที่แข็งแรงสะท้อนความสามารถในการฟื้นตัวของธุรกิจและและแบรนด์  

  • การเติบโตของยอดขายสินค้ากลุ่ม in-home (CPG) ที่เป็นสถิติใหม่ ขับเคลื่อนโดยตลาดที่พัฒนาแล้ว
  • ผลประกอบการสินค้า CPG โดยส่วนใหญ่นำไปชดเชยสินค้ากลุ่ม away-from-home
  • มีการฟื้นตัวที่ดีในสินค้ากลุ่ม away-from-home นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา
  • EBIT ที่ปรับปรุงแล้วโต 10.5% แตะ 642 ล้านยูโร
  • กำไรพื้นฐานเพิ่ม 12.0% กำไรต่อหุ้นพื้นฐานอยู่ที่ 0.791 ยูโร
  • สัดส่วนหนี้สิ้นดีขึ้น 3.4 เท่า จากอยู่ที่ 4.2 เท่าเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 62
  • การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเสร็จสมบูรณ์

อัมสเตอร์ดัม–(BUSINESS WIRE)–04 สิงหาคม 2563

สารจาก Casey Keller ซีอีโอแห่ง JDE Peet’s

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200803005830/en/

“JDE Peet’s สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวของธุรกิจและแบรนด์ของเรา แม้จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากเหตุการณ์ COVID-19 กลุ่มธุรกิจกาแฟและชาที่มีความสมดุลของเราช่วยให้เราสามารถปรับตัวต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของการบริโภคเครื่องดื่มชากาแฟจากภายนอกมาสู่ภายในบ้าน ในช่วงต้นของการเกิดวิกฤต ทีมของเราใช้ขั้นตอนเชิงรุกในการสร้างความมั่นใจด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้กับพนักงานทั่วโลก รวมถึงปกป้องการดำเนินธุรกิจของเราเพื่อให้เราสามารถให้บริการลูกค้าและผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง แม้สภาพแวดล้อมและมีความไม่แน่นอน เรายังสามารถสร้างรายได้ก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนถึงการมุ่งเน้นความสำคัญไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งของเราและวิธีในการจัดการต้นทุนที่มีวินัยของเรา นอกจากนี้ เป้าหมายในการลดสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ของเรายังเป็นไปตามแผน โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา เราได้เห็นการฟื้นตัวที่ดีในธุรกิจกลุ่ม away-from-home ขณะที่ตลาดในประเทศเริ่มฟื้นตัวจากการล็อคดาวน์ ด้วยพอร์ตโฟลิโอสินค้าและช่องทางที่แข็งแกร่งของเรา เราจึงอยู่ในสถานะที่จะเดินหน้าคว้าส่วนแบ่งตลาดมาครองได้ เพราะเราสามารถหันมาตอบสนองความต้องการและโอกาสของลูกค้าและผู้บริโภคในทั่วทุกมุมโลกได้”

ภาพรวม

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 JDE Peet’s ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งนำมาสู่เหตุการณ์ที่ทั้งบริษัทของเรา พนักงาน ลูกค้า รวมทั้งซัพพลายเออร์ไม่เคยประสบมาก่อน ตลอดช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นก็คือการสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้กับพนักงานของเรา รวมถึงการทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้ต่อเนื่อง บริษัทของเราและสินค้ากลุ่มกาแฟและชาในวงกว้างยังแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งแม้ในช่วงที่เกิดวิกฤต COVID-19 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลก เครือข่ายการผลิตและอุปทานของเราทั่วโลก แบรนด์มากมายที่ได้รับความไว้วางใจ และวิธีการเข้าถึงตลาดที่มีความหลากหลายและแข็งแกร่งของเรา เมื่อรวมกันแล้ว เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่จะต้านทานและผ่านความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคตไปได้

ขณะที่ความไม่แน่นอนในอนาคตอันเป็นผลกระทบจาก COVID-19 อาจส่งผลต่อตลาดทั่วโลก เรากลับมองเห็นสัญญาณบวกในการฟื้นตัวนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ซึ่งหลาย ๆ ตลาดเริ่มกลับมาเปิดอีกครั้ง หากแนวโน้มยังเป็นไปในทิศทางนี้ เราคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตของยอดขายที่แท้จริงสำหรับปีงบประมาณ 63 นี้ในทิศทางบวก เรายังคาดหวังว่าการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้วสำหรับปีงบประมาณ 63 จะอยู่ในช่วงการเติบโตในระยะกลางและระยะยาวที่ 5-8% จากการตลาดและการจัดโปรโมชันที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งที่สองของปี เรายังอยู่ในทิศทางในการลดหนี้ให้ต่ำกว่า 3 เท่าของหนี้สุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้วได้ตามเป้าหมายภายในครึ่งปีแรกของปี 2564

1 กำไรพื้นฐาน (ต่อหุ้น) ไม่รวมรายการที่มีการปรับแก้ทั้งหมด (กำไรสุทธิหลังหักภาษี) ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้จากงบการเงินระหว่างกาล ข้อมูลต่อหุ้นคำนวณจากจำนวนหุ้นเฉลี่ยที่คำนวณไว้ล่วงหน้าที่ 499 ล้าน

สถานการณ์เกี่ยวกับ COVID-19

ตั้งแต่เกิดการระบาดของ COVID-19 เราได้กำหนดมาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นใจด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้กับพนักงาน และปกป้องธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้ เรายังได้บริจาคกาแฟและชากว่า 20 ล้านชุดให้กับผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและธนาคารอาหารผ่านแบรนด์ต่าง ๆ ของเรา

มาตรการของรัฐบาลทั่วโลกในการลดการแพร่ระบาดของโรคได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องการบริโภคกาแฟและชาที่เปลี่ยนจากการบริโภคนอกบ้านมาเป็นการบริโภคในบ้าน รวมถึงยอดขายจากช่องทางอีคอมเมิร์ซที่พุ่งสูงขึ้น แนวโน้มนี้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ CPG ส่วนใหญ่ของเรา โดยเฉพาะในตลาดที่พัฒนาแล้ว แต่ธุรกิจกลุ่ม away-from-home นั้นได้รับผลกระทบ สำหรับธุรกิจโดยรวม เดือนเมษายนและพฤษภาคมเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา เราได้เห็นการฟื้นตัวที่ดีในธุรกิจ away-from-home ของเรา

ทีมงานของเรายังคงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลกระทบที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤตกรรมของผู้บริโภค เพื่อติดตามลูกค้าและความต้องการของผู้บริโภคและปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจของเราให้สอดคล้องต่อไป

สรุปด้านการเงินในช่วงครึ่งแรกของปี 2563

หน่วยเป็นล้านยูโร

ครึ่งปีแรก

ยอดขายที่แท้จริง

(ยกเว้นระบุไว้เป็นอย่างอื่น)

2020

2019

เปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนแปลง

ยอดขาย

3,236

3,332

-2.9

%

-1.1

%

กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้ว

642

588

9.1

%

10.5

%

กำไรพื้นฐานในช่วงเวลา

393

351

12.0

%

กำไรต่อหุ้นพื้นฐาน1,2 (EUR)

0.79

กำไรต่อหุ้นที่รายงาน (EUR)

0.44

กำไรพื้นฐาน (ต่อหุ้น) ไม่รวมรายการที่มีการปรับแก้ทั้งหมด (กำไรสุทธิหลังหักภาษี)

2 คำนวณจากจำนวนหุ้นเฉลี่ยที่คำนวณไว้ล่วงหน้าที่ 499 ล้าน

ครึ่งแรกของปี 63 ยอดขายรวมลดลง 1.1% เมื่อดูจากยอดขายที่เกิดขึ้นจริง ยอดขาย CPG ยังคงโตต่อเนื่องในทุกกลุ่ม ซึ่งเข้ามาชดเชยผลกระทบจาก COVID-19 ต่อธรุกิจกลุ่ม away-from-home ที่ยอดขายลดลง 25% การเติบโตของยอดขายที่แท้จริงสะท้อนมูลค่าของราคา/ผสมระหว่าง -0.9% และ -0.2% กำไรสุทธิจากการซื้อหุ้นช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศส่งผลในทางลบที่ 1.8% ยอดขายรวมที่รายงานทั้งหมดลดลง 2.9% มาอยู่ที่ 3,236 ล้านยูโร

กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้วเพิ่มขึ้น 10.5% มาอยู่ที่ 642 ล้านยูโร ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตด้วยตัวเลขสองหลักในสินค้ากลุ่ม CPG ทั้งสามกลุ่มและธุรกิจ Peet’s ชดเชยด้วยยอดขายที่ลดลงในธุรกิจกลุ่ม Out-of-Home เมื่อรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องแล้ว adjusted EBIT เพิ่มขึ้น 9.1%

กำไรพื้นฐานซึ่งไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (non-recurring items) เพิ่มขึ้น 12.0% มาอยู่ที่ 393 ล้านยูโร โดยเป็นผลจากกำไรจากการดำเนินงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งชดเชยด้วยการเก็บภาษีที่สูงขึ้น กระแสเงินสดสุทธิมูลค่า 402 ล้านยูโรประกอบด้วยต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกและรายการทรัพย์สินที่สูงขึ้นของพัสดุที่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อได้ท่ามกลางวิกฤต COVID-19

อัตราส่วนหนี้สินสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 เท่าของกำไรที่ปรับภาษีแล้วจาก 4.2 เท่า ณ สิ้นสุดปีงบประมาณ 62 เราได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องต่อเป้าหมายในการลดอัตราหนี้ของเรา และเรายังอยู่ในทิศทางที่จะลดอัตราหนี้ให้ต่ำกว่า 3.0 เท่าภายในสิ้นสุดครึ่งปีแรกของปี 64

สภาพคล่องของเรายังคงแข็งแกร่ง โดยมีเงินหมุนเวียน 1,222 ล้านยูโร ซึ่งประกอบด้วยเงินสด 504 ล้านยูโร และวงเงิน RCF ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ 718 ล้านยูโร

สรุปด้านการเงินในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 แบ่งตามกลุ่มธุรกิจ

หน่วนเป็นล้านยูโร

ยอดขาย

การเติบโต

การเติบโต

Adj. EBIT

การเติบโต

(ยกเว้นระบุไว้เป็นอย่างอื่น)

ครึ่งปี 63

ที่แท้จริง

ที่รายงาน

ครึ่งปี 63

ที่แท้จริง

การเติบโต

CPG Europe

1,652

4.7

%

3.7

%

558

16.3

%

15.8

%

CPG LARMEA

492

6.3

%

-3.1

%

109

34.4

%

25.3

%

CPG APAC

308

0.1

%

-1.1

%

69

74.4

%

64.3

%

Peet's

435

-0.8

%

1.8

%

50

18.2

%

28.2

%

Out of Home

336

-29.5

%

-29.8

%

(8

)

n.a.

n.a.

JDE Peet's1 ทั้งหมด

3,236

-1.1

%

-2.9

%

642

10.5

%

9.1

%

รวมยอดขาย 13 ล้านยูโรและกำไรหลังหักภาษี (136) ล้านยูโรที่ไม่ได้จัดสรรในกลุ่ม

ธุรกิจ CPG ในยุโรป

การเติบโตที่แท้จริงประกอบด้วยการเติบโตเชิงปริมาณ/ผสม 5.2% ซึ่งส่วนหนึ่งชดเชยด้วยผลกระทบทางราคาที่ลดลง 0.5% ผลกระทบเชิงปริมาณ/ผสมในทางบวกโดยหลักแล้วขับเคลื่อนด้วยความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของธุรกิจเมล็ดกาแฟและกาแฟแคปซูล รวมถึงการบริโภคในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงที่มีการล็อคดาวน์ระหว่างการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยอดขายที่รายงานเพิ่มขึ้น 3.7% มาอยู่ที่ 1,652 ล้านยูโร ซึ่งรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ลดลง 1.0% โดยมีสาเหตุหลัก ๆ จากการอ่อนตัวของค่าเงินโครนนอร์เวย์และซวอตีโปแลนด์ กำไรหลังทำการปรับภาษีเพิ่มขึ้น 16.3% มาอยู่ที่ 558 ล้านยูโรในครึ่งปีแรกของปี 63 เป็นผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ลดลงระหว่างวิกฤต COVID-19

ธุรกิจ CPG ในประเทศกลุ่มลาตินอเมริกา รัสเซีย ตะวันออกกลางและแอฟริกา

การเติบโตที่แท้จริงขับเคลื่อนด้วยการเติบโตเชิงปริมาณ/ผสม ที่ 7.0% ซึ่งมีการชดเชยเล็กน้อยจากผลกระทบทางราคาที่ลดลง 0.8% ผลกระทบเชิงปริมาณ/ผสม โดยหลักเกิดจากการเติบโตที่แข็งแรงอย่างต่อเนื่องในธุรกิจกลุ่มกาแฟแคปซูลและกาแฟสำเร็จรูปแบบฟรีซดราย สำหรับยอดขายที่รายงานลดลง 3.1% เหลือ 492 ล้านยูโร ซึ่งประกอบด้วยผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ลดลง 9.4% อันมีสาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าลงของเงินสกุลเรอัลของบราซิล รูเบิลของรัสเซีย ลีราของตุรกี แรนด์ของแอฟริกาใต้ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้วเพิ่มขึ้น 34.4% มาอยู่ที่ 109 ล้านยูโรในครึ่งปีแรกของปี 63 โดยหลักมีสาเหตุจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ลดลง

ธุรกิจ CPG ในเอเชียแปซิฟิก

การเติบโตที่แท้จริงประกอบด้วยผลกระทบเชิงปริมาณ/ผสมที่ลดลง 0.2% ชดเชยโดยผลกระทบทางราคาในทิศทางบวกที่ 0.3% ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีนมีการเติบโตของสินค้ากลุ่ม in-home ที่แข็งแกร่งระหว่างที่เกิดวิกฤต COVID-19 ขณะที่ธุรกิจกลุ่ม away-from-home ต้องเผชิญกับความท้าทายระหว่างที่มีการล็อคดาวน์ในช่วงของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยอดขายที่รายงานลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 308 ล้านยูโร ซึ่งรวมถึงผลกระทบในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ลดลง 1.2% อันมีสาเหตุจากการอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์ออสเตรเลีย ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และดอลลาร์สิงคโปร์ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้วเพิ่ม 74.4% มาอยู่ที่ 69 ล้านยูโรในครึ่งปีแรกของปี 63 โดยหลักแล้วเป็นผลจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจและค่าใช้จ่ายที่เทียบเคียงได้ลดลง

ธุรกิจ Peet’s

การเติบโตที่แท้จริงประกอบด้วยผลเชิงปริมาณ/ผสมที่ลดลง -4.1% และผลกระทบทางราคาที่ 3.4% ธุรกิจกลุ่ม CPG ภายใต้การดำเนินงานของ Peet ทำกำไรที่เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยหลักแล้วเป็นผลมาจากการบริโภคที่เปลี่ยนจากภายนอกมาเป็นการบริโภคภายในบ้าน รวมถึงความนิยมที่สูงขึ้นของผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟ กาแฟคั่วบด และกาแฟแคปซูลเกรดพรีเมียมของ Peet’s ยอดขายในธุรกิจร้านกาแฟและธุรกิจกลุ่ม away-from-home ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการล็อคดาวน์ในช่วง COVID-19 ในช่วงท้ายของเดือนมิถุนายน ร้านกาแฟส่วนใหญ่กลับมาให้บริการโดยให้บริการเฉพาะซื้อกลับมา บริการจัดส่ง และจำกัดพื้นที่นั่งภายในร้าน กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้วเพิ่มขึ้น 18.2% มาอยู่ที่ 50 ล้านยูโรในช่วงครึ่งแรกของปี 63 โดยหลัก ๆ เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจ CPG และการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจกาแฟพร้อมดื่มไปสู่การเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับ Keurig Dr. Pepper

ธุรกิจ Out-of-Home

ยอดขายที่แท้จริงลดลงจากการที่การเติบโตเชิงปริมาณ/ผสมลดลง 27.3% และได้รับผลกระทบทางราคาที่ลดลง 2.1% ธุรกิจกลุ่ม Out-of-Home ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นผลให้ช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้า ได้แก่สำนักงาน สถานศึกษา ธุรกิจประเภทบาร์ ร้านอาหารและคาเฟ ธุรกิจกลุ่มเดินทางและท่องเที่ยวต้องถูกปิดลง การบริการที่จำกัดยังเดินหน้าต่อในร้านกาแฟของเราที่สามารถทำได้พร้อมกับการบริการแบบเดลิเวอรี ธุรกิจโดยรวม ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากข้อบังคบเกี่ยวกับการล็อคดาวน์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมาเมื่อข้อบังคับต่าง ๆ เริ่มมีการยกเลิกในหลาย ๆ ตลาด เราเห็นการฟื้นตัวที่ดี ยอดขายที่รายงานลดลง 29.8% มาอยู่ที่ 336 ล้านยูโร ประกอบด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง 1.0% และการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 0.7% กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ได้ทำการปรับภาษีแล้วลดลงจาก 89 ล้านยูโรในช่วงครึ่งแรกของปี 62 มาอยู่ที่ (8) ล้านยูโรในปี 63 เนื่องจากยอดขายที่ลดลง เราได้จัดให้มีการอนุญาตให้ลาพักงานและการให้พนักงานหยุดงานชั่วคราวเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและการดำเนินงาน การลดค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานชดเชยด้วยประมาณการหนี้เสีย

ข้อมูลอื่น ๆ

การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเสร็จสมบูรณ์

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 บริษัทได้จดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซต์อัมสเตอร์ดัม

กำไรพื้นฐานในช่วงเวลา

หน่วยเป็นล้านยูโร

ครึ่งแรกของปี 63

ครึ่งแรกของปี 62

EBIT ที่ทำการปรับภาษีแล้ว

642

588

รายรับ (รายจ่าย) สุทธิ

(122

)

(133

)

หลังปรับภาษีแล้ว

(127

)

(103

)

รายรับหลังหาภาษีแล้วจากบริษัทในเครือและบริษัทคู่ค้า

0

(1

)

กำไรพื้นฐานในช่วงเวลา

393

351

การประชุมทางไกลผ่านโทรศัพท์และเว็บคาสต์

Casey Keller (ซีอีโอ) และ Scott Gray (CFO) จะจัดประชุมทางไกลผ่านโทรศัพท์ให้กับนักวิเคราะห์และนักงทุนสถาบันในเวลา 10:00 น. (ตามเวลามาตรฐานยุโรปกลาง) ของวันนี้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2563 เว็บคาสต์เสียงสนทนาสดขณะประชุมจะทำการเผยแพร่ทางเว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์ของ JDE Peet’s ต่อไป

เกี่ยวกับ JDE Peet’s

JDE Peet’s เป็นกลุ่มผู้ผลิตกาแฟและชาที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของรายได้ โดยเป็นผู้ให้บริการ โดยเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 31 ธันวาคม 2562 (“FY”) ได้เสิร์ฟกาแฟและชาไปราว 130 พันล้านถ้วยในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังโตใหม่กว่า 100 ประเทศ ด้วยพอร์ตฟอลิโอสินค้าที่ประกอบด้วยแบรนด์กาแฟและชาระดับโลก ภูมิภาค และท้องถิ่นกว่า 50 แบรนด์ JDE Peet’s จึงมีผลิตภัณฑ์กาแฟและชาคุณภาพสูงและทันสมัยที่ครอบคลุม และโซลูชันต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วทั้งตลาด รวมถึงความชอบของลูกค้า และระดับราคาอีกด้วย ในปีงบประมาณ 2562 JDE Peet’s มียอดขายรวมทั้งหมด 6.9 พันล้านยูโร และมีพนักงานทั่วโลกเฉลี่ยที่ 21,255 คน กลุ่มสินค้าระดับของ JDE Peet’s ประกอบด้วย Jacobs, Peet’s, L’OR, Senseo, Tassimo และ Ti Ora สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ www.JDEPeets.com

ข้อมูลสำคัญ

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการปั่นตลาด (Market Abuse Regulation)

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยข้อมูลภายใต้ความหมายของมาตรา 7(1) ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการปั่นตลาดของสหภาพยุโรป

การรายงาน

รายงานทางบัญชีประจำปีของ JDE Peet’s N.V. (บริษัท) และบริษัทลูก (กลุ่มบริษัท) ทำขึ้นภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศที่ใช้ในสหภาพยุโรป (IFRS) ในการจัดทำข้อมูลทางการเงินในรายงานเหล่านี้ ยกเว้นที่อธิบายไว้เป็นอย่างอื่น ใช้หลักการบัญชีเดียวกันกับที่ใช้ในงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ และสำหรับวันสิ้นสุดปีเมื่อ 31 ธันวาคม 2562 และหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง ตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏยังไม่ได้รับการตรวจสอบบัญชี ตัวเลขทางการเงินที่แสดงในรายงานเหล่านี้ส่วนใหญ่มีหน่วยเป็นล้านยูโร ตัวเลขเฉพาะที่แสดงในรายงานเหล่านี้ ได้แก่ ข้อมูลทางการเงิน มีการปัดเศษแล้ว ในตาราง จำนวนที่เป็นลบจะแสดงในวงเล็บ หรือแสดงโดยใช้สัญลักษณ์ "-" หรือมีคำว่า "negative" อยู่หน้าตัวเลข

การรายงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (Non-IFRS Measures)

รายงานนี้ประกอบด้วยเนื้อหาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (Non-IFRS Measures) ซึ่งไม่ใช่ผลทางด้านสภาพคล่องและการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) การรายงานตัวเลขตามแนวทาง Non-IFRS เป็นการรายงานเพิ่มเติมจากตัวเลขที่รายงานตามมาตรฐานดังกล่าว การใช้แนวทาง Non-IFRS ของกลุ่มบริษัทอาจมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากการใช้แนวทางเดียวกันนี้โดยบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม แนวทางที่ใช้ไม่ควรถือเป็นทางเลือกในการหากำไร(ขาดทุน) รายได้ หรือผลการดำเนินงานอื่น ๆ แทนแนวทางที่ใช้ใน IFRS หรือเป็นเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องแทนยอดเงินสดสุทธิจากกิจกรรมการดำเนินงาน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรายงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ โปรดดูที่หัวข้อ "Non-IFRS Measures" ในรายงานทางการเงินของกลุ่มในช่วงหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563

ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคต

รายงานนี้ประกอบด้วยข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตตามที่ระบุในกฎหมายปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 2538 (Private Securities Litigation Reform Act of 1995) ของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับเงื่อนไขทางการเงิน ผลการดำเนินงานและธุรกิจของกลุ่ม ข้อความที่เป็นการคาดการณ์ในอนาคตเหล่านี้และข้อความอื่น ๆ ในรายงานนี้ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นการคาดการณ์ทั้งสิ้น ไม่มีการรับประกันใด ๆ ว่าจะผลลัพธ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต เหตุการณ์หรือผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากการคาดการณ์อย่างมากอันเป็นผลจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่กลุ่มต้องเผชิญ ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านั้นอาจส่งผลให้ผลที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างออกไปอย่างมากจากผลการดำเนินงานอนาคตที่บ่งชี้ แสดง หรือบอกอย่างเป็นนัยในข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตเหล่านั้น ทั้งนี้ มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่อาจทำให้ผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกลุ่มบิดเบือนไปจากที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งรวมถึง (แต่ไม่จำกัดเฉพาะ) (a) ความกดดันจากการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับแนวโน้มและความชอบของผู้บริโภค และมุมมองของผู้บริโภคต่อแบรนด์ (b) ความผันผวนของต้นทุนเมล็ดกาแฟ รวมถึงเมล็ดกาแฟอราบิกาเกรดพรีเมียม ชา หรือสินค้าอื่น ๆ และความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นกาแฟและชาที่มีคุณภาพและมีความยั่งยืนให้ได้อย่างเพียงพอ (c) เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลกและภูมิภาค รวมถึงเงื่อนไขทางการเมืองและธุรกิจหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น (d) การหยุดชะงักในการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าของกลุ่ม (e) ความสามารถของกลุ่มในการสร้างนวัตกรรม พัฒนา และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายผลิตภัณฑ์ได้สำเร็จ และการทำตลาดของผลิตภัณฑ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (f) ข้อเท็จจริงหรือข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ และข้ออ้างทางกฎหมายใด ๆ หรือการสอบสวนโดยรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่ม (g) ปัญหาที่เกี่ยวกับการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (h) การสูญเสียผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรสำคัญอื่น ๆ และ (i) การเปลี่ยนแปลงในกฎหมายหรือข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมที่บังคับใช้ ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตในรายงานเหล่านี้เป็นการกล่าวถึง ณ วันที่เผยแพร่เท่านั้น กลุ่มไม่มีข้อผูกพัน (และปฏิเสธความรับผิดชอบใด ๆ) ต่อภาระในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อความที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าให้เป็นปัจจุบันตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์หลังการเผยแพร่ของรายงานนี้ หรือให้เป็นไปตามการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ที่ไม่มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า กลุ่มไม่สามารถรับประกันได้ว่าข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคตนี้จะเกิดขึ้นจริง และนักลงทุนจึงควรระมัดระวังและไม่เชื่อมั่นในข้อความเหล่านี้จนเกินไป รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงและความไม่แน่นนอนที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อกลุ่มได้มีการรวบรวมไว้ในเอกสารของบริษัทที่ยื่นต่อคณะกรรมการตลาดการเงินของเนเธอร์แลนด์ (Stichting Autoriteit Financiële Markten)

ตลาดและข้อมูลอุตสาหกรรม

การอ้างอิงทั้งหมดถึงการคาดการณ์อุตสาหกรรม สถิติอุตสาหกรรม ข้อมูลการตลาดและส่วนแบ่งการตลาดในเอกสารเหล่านี้ประกอบด้วยการประเมินที่รวบรวมโดยนักวิเคราะห์ คู่แข่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและองค์กร ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ หรือการประเมินด้านการตลาดและการขายของกลุ่มเอง อันดับจะขึ้นอยู่กับรายได้ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น

ไม่มีข้อเสนอ

เอกสารเหล่านี้ไม่มีจุดประสงค์ในการเสนอขาย หรือการออกหรือชักชวนให้เสนอซื้อ หรือสมัครสมาชิกหลักทรัพย์ใด ๆ ในเขตอำนาจศาลใด ๆ

การรายงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (Non-IFRS Measures) ซึ่งไม่ใช่ผลทางด้านสภาพคล่องและการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) การรายงานตัวเลขตามแนวทาง Non-IFRS เป็นการรายงานเพิ่มเติมจากตัวเลขที่รายงานตามมาตรฐานดังกล่าว

EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว

EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว คือ กำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงด้วยปัจจัยเดียวกับที่ระบุไว้ภายใต้ EBIT ที่ปรับปรุงแล้ว

ภาษีที่ปรับปรุงแล้ว

ภาษีที่ปรับปรุงแล้ว คือ ภาษีที่ปรับปรุงสำหรับผลกระทบของรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถหักได้และการเปลี่ยนแปลงในการขอคืนภาษี และการรับรู้สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี

อัตราส่วนหนี้สินสุทธิ

อัตราส่วนหนี้สินสุทธิ คือ หนี้สินสุทธิหารด้วย EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา

EBIT จริงที่ปรับปรุงแล้ว

EBIT จริงที่ปรับปรุงแล้วจะถูกคำนวณ ณ อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของปีก่อนหน้า และปรับตามการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง (a.o. M&A and divestures) การคำนวณค่า EBIT จริงที่ปรับแล้วในปีที่กำหนด ค่านั้นจะถูกคำนวณ ณ อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของปีที่เทียบเคียง และไม่รวม EBIT ที่ปรับแล้วจากบริษัทที่เข้าซื้อ/ขายออกในช่วง 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่ทำธุรกรรม

ยอดขายที่แท้จริง

ยอดขายที่แท้จริงคือรายได้ที่ถูกคำนวณ ณ อัตราแลกเปลี่ยนของปีก่อนหน้าและมีการปรับตามการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง (a.o. M&A and divestures) การหายอดขายที่แท้จริงในปีที่กำหนด ยอดขายในปีนั้นจะถูกคำนวณ ณ อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของปีที่เทียบเคียง และไม่รวมรายได้จากบริษัทที่เข้าซื้อ/ขายออกในช่วง 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่ทำธุรกรรม

การเติบโตของยอดขายที่แท้จริง

การเติบโตของยอดขายที่แท้จริง คือ การเติบโตของยอดขายที่แท้จริงระหว่างปีที่กำหนดและเทียบเคียง

กำไรพื้นฐาน

กำไรพื้นฐาน คือรายได้ก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีที่ทำการปรับภาษีแล้ว ณ ช่วงเวลานั้น ได้แก่รายรับและรายจ่ายทางการเงิน ภาษีที่ปรับปรุงแล้ว และรายได้ที่ได้รับการปรับปรุงจากบริษัทในเครือและคู่ค้า

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200803005830/en/

สื่อ
Michael Orr
Media@JDEPeets.com

นักลงทุน & นักวิเคราะห์
Robin Jansen
+31 6 1594 4569
Robin.Jansen@JDEcoffee.com

บริษัท แมรี่ เคย์ขยายความร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อป้องกันแหล่งน้ำทั่วโลก

Logo

ดัลลัส–(บิสิเนสไวร์)–16 ก.ค. 2563

เมื่อปีที่แล้ว บริษัท แมรี่ เคย์ ผู้นำด้านความรับผิดชอบขององค์กรและสังคมประกาศว่าได้ร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติ The Nature Conservancy เพื่อปกป้องแหล่งการประมงของเท็กซัสและอ่าวเม็กซิโก  วันนี้ แมรี่ เคย์มีความภูมิใจที่จะขยายความร่วมมือกับ The Nature Conservancy เพื่อปกป้องแหล่งน้ำและสายพันธุ์พื้นเมืองทั่วโลก

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับมีมัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200716005038/en/

Palau, Philippines, photo credit Jonne Roriz

ปาเลา ฟิลิปปินส์ เครดิตรูปภาพ Jonne Roriz

“ทุกชีวิตบนโลกกำเนิดขึ้นและอาศัยมหาสมุทรของเรา”  Deborah Gibbins ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของแมรี่ เคย์กล่าว “น้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกของเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปกป้องมัน  เมื่อเราเริ่มขยายความเป็นหุ้นส่วนกับ The Nature Conservancy เมื่อปีที่แล้ว เราได้มุ่งเน้นไปที่ทางน้ำที่อยู่รอบๆ รัฐเท็กซัสของเรา  แต่เราเป็นบริษัทระดับโลกและเราทราบความต้องการที่จะขยายการสนับสนุนออกไปไกลกว่าอ่าวเม็กซิโก  เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พัฒนาระบบนิเวศและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก”

The Nature Conservancy ก่อตั้งขึ้นในปี 2494 เป็นองค์กรอนุรักษ์ชั้นนำที่ทำงานทั่วโลกเพื่อปกป้องดินแดนและน่านน้ำที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยาสำหรับธรรมชาติและผู้คน  วิธีการของ Conservancy มีรากฐานมาจากวิทยาศาสตร์และได้รับแรงผลักดันจากแนวทางการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์ที่เร่งด่วนที่สุดในระดับที่ใหญ่ที่สุด

โครงการอนุรักษ์มีมากมายและหลากหลายเช่นเดียวกับชีวิตในมหาสมุทร  นอกเหนือจากโครงการประมงเท็กซัสแล้ว แมรี่ เคย์ยังจะสนับสนุน The Nature Conservancy ผ่านโครงการต่อไปนี้:

  • ออสเตรเลีย: ในออสเตรเลียตอนเหนือ แมรี่ เคย์จะร่วมมือกับชุมชนพื้นเมืองเพื่อเพิ่มบทบาทสตรีในการอนุรักษ์ รวมถึงการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อสุขภาพชุมชน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการขยายการใช้เครื่องมืออนุรักษ์และสร้างค่ายผู้หญิงที่ Fish River Station ซึ่งเป็นทรัพย์สิน 445,000 เอเคอร์ในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี
  • นิวซีแลนด์: ในนิวซีแลนด์ แมรี่ เคย์และ The Nature Conservancy จะมีส่วนร่วมกับคนพื้นเมืองในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมการฟื้นฟูในอ่าว Hauraki ของโอ๊คแลนด์เพื่อฟื้นฟูประชากรหอยทะเลและเปิดตัวกองทุนเพื่อสนับสนุนการกุศลในการรักษาสัตว์ป่า
  • เม็กซิโก: ในเม็กซิโก แมรี่ เคย์และ The Nature Conservancy จะร่วมมือกับกองทุนน้ำ Monterrey Water Fund ซึ่งจะช่วยยกระดับแหล่งต้นน้ำและสนับสนุนผู้หญิงในพื้นที่  การปรับปรุงเหล่านี้รวมถึงระบบชลประทาน การศึกษาสารตั้งต้น และความหลากหลายของการผลิตพืช
  • ประเทศจีน: ในประเทศจีน แมรี่ เคย์และ The Nature Conservancy จะทำงานเพื่อปกป้องต้นน้ำในชนบทเพื่อรักษาความปลอดภัยของน้ำดื่มที่สะอาดสำหรับผู้คนหลายล้านคนทั่วประเทศ  ภายในปี 2564 ทีมงานจะสาธิตโครงการผลิตต้นน้ำห้าแห่งในเจ้อเจียง ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง และอีกหนึ่งจังหวัด
  • มหาสมุทร: หุ้นส่วนนี้จะช่วยลดมลพิษพลาสติกในแหล่งปลาทูน่าในมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งสองจะทำงานร่วมกับนักวิจัยพลาสติกชั้นนำเพื่อระบุแหล่งประมงที่ก่อมลพิษทางมหาสมุทรมากที่สุดเพื่อนำร่องโครงการที่มีผลกระทบสูงเพื่อลดมลพิษและทำความสะอาดทะเลของเรา
  • หมู่เกาะโซโลมอน: ในหมู่เกาะโซโลมอน ทางหุ้นส่วนจะปกป้องเต่าผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยผู้หญิงในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้  การมีส่วนร่วมของแมรี่ เคย์จะช่วยสร้างการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ดำเนินกิจการในท้องถิ่นในหมู่เกาะอานาวอนที่เสริมสร้างการอนุรักษ์เต่าและให้ผลตอบแทนทางการเงินที่ยั่งยืนและเป็นธรรมแก่ชุมชนที่สามารถปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
  • โคลัมเบีย: ผ่านกองทุนน้ำ Bogota Water Fund ทางหุ้นส่วนจะพัฒนาความมั่นคงทางน้ำให้กับผู้คนนับล้านในโคลัมเบีย
  • แคนาดา: ในแคนาดาแมรี่ เคย์และ The Nature Conservancy จะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้พิทักษ์พื้นเมืองโดยสนับสนุนผู้นำชุมชนปัจจุบันและอนาคตในดินแดนพื้นเมือง โดยเป็นการลงทุนในอนาคตที่ดีสำหรับชุมชน พื้นที่ และแหล่งน้ำสำหรับคนรุ่นต่อไป
  • ยุโรป: ในสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ทางหุ้นส่วนจะทำงานเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรทางทะเลโดยการเพิ่มประชากรหอยนางรมในยุโรป  ในสเปน ทางหุ้นส่วนจะทำงานเพื่อสร้างกองทุนน้ำเนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เลวร้ายที่สุดในแง่ของการขาดแคลนน้ำและคุณภาพน้ำ

“เราจำเป็นต้องมีมหาสมุทรที่แข็งแรงดีและมีความหลากหลายสำหรับการตกปลา การทำงาน และการเล่น” Lily Verdone ผู้อำนวยการฝ่ายน้ำจืดและทะเลของ The Nature Conservancy กล่าว “แต่การปกป้องมหาสมุทรนั้นเป็นมากกว่าการปกป้องโลกของเรา เพราะมหาสมุทรสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ให้แก่โลกในแต่ละปี  แมรี่ เคย์ทำงานอย่างยาวนานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะรักษาโลกไว้หลายชั่วอายุคน  เรางจึงยินดีต้อนรับแมรี่ เคย์เป็นหุ้นส่วนกับ The Nature Conservancy  เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเท็กซัสและเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของพวกเขาจะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในชุมชนทั่วโลก”

Mary Kay ยังให้การสนับสนุนการประชุม EarthxOcean ซึ่งเป็นกิจกรรมถ่ายทอดความคิดที่นำผู้เชี่ยวชาญนักวิจัยและนักอนุรักษ์มารวมกันในการถ่ายทอดสดเพื่อหารือเกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ เช่นโครงการ High Seas Initiative การฟื้นฟูแนวปะการัง การแก้ปัญหาพลาสติกในมหาสมุทร และการประมงที่ยั่งยืน

เกี่ยวกับแมรี่ เคย์

หนึ่งในผู้ทลายเพดานแก้วรายแรก แมรี่ เคย์ แอชก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอเมื่อ 55 ปีก่อนโดยมีเป้าหมายสามประการคือมอบโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้หญิง สร้างผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีเสน่ห์ไม่อาจต้านทานได้ และทำให้โลกเป็นที่ที่ดีขึ้น  ความฝันดังกล่าวได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ แมรี่ เคย์ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง สี และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ล้ำสมัย  โดยผ่านทางมูลนิธิ Mary Kay FoundationSM บริษัทได้มอบเงินมากกว่า 78 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับการวิจัยโรคมะเร็งและที่พักอาศัยความรุนแรงในครอบครัว  วิสัยทัศน์ดั้งเดิมของแมรี่ เคย์ แอชยังคงส่องประกายในลิปสติกทุกแท่ง

เกี่ยวกับ The Nature Conservancy

The Nature Conservancy เป็นองค์กรการอนุรักษ์ระดับโลกที่อุทิศตนเพื่อการอนุรักษ์ดินแดนและน่านน้ำที่เป็นที่พึ่งพาของชีวิต  ด้วยแนวทางวิทยาศาสตร์ เราได้สร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาที่ยากที่สุดในโลกของเราเพื่อให้ธรรมชาติและผู้คนสามารถเจริญเติบโตไปด้วยกัน  เรากำลังแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ที่ดินน้ำ และมหาสมุทรในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจัดหาอาหารและน้ำและช่วยให้เมืองยั่งยืนมากขึ้น  โดยทำงานใน 79 ประเทศและดินแดน เราใช้วิธีการทำงานร่วมกันที่มีส่วนร่วมในชุมชน ท้องถิ่น รัฐบาลภาคเอกชนและพันธมิตรอื่น ๆ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเยี่ยมชม www.nature.org หรือติดตาม @nature_press บน Twitter

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200716005038/en/

ติดต่อ:

Mary Kay Inc. Corporate Communications (ฝ่ายสื่อสารองค์กร)
marykay.com/newsroom
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com


Mary Kay ฉลองครบรอบ 10 ปีของหลักการการเสริมพลังสตรีด้วยการมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างความเป็นผู้นำและการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมของผู้หญิง

Logo

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–14 ก.ค. 2563

หากถือเอาอัตราความก้าวหน้าในปัจจุบันจากข้อมูลของ World Economic Forum แล้ว จะใช้เวลา 140 ปีในการบรรลุความเสมอภาคทางเพศในตำแหน่งผู้นำระดับสูง1 และจะใช้เวลา 99.5 ปีในการสร้างโลกที่มีความเท่าเทียมกันทางเพศ2

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติด้านมัลติมีเดีย ดูข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200714005391/en/

Mary Kay became a signatory of the Women’s Empowerment Principles (WEPS) on February 28, 2019. (Graphic: Mary Kay Inc.)

Mary Kay เป็นผู้ลงนามในหลักการการเสริมพลังสตรี หรือ the Women’s Empowerment Principles  (WEPS) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 (ภาพ: Mary Kay Inc.)

ในขณะที่สถานที่ทำงานทั่วโลกเริ่มค่อย ๆ เปิดใหม่ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ COVID-19 การต่อสู้เพื่อเพิ่มพลังของผู้หญิงในภาครัฐและเอกชนจะต้องดำเนินต่อไป

“ในช่วงเวลาที่วิกฤต COVID-19 ทำให้ผู้หญิงเปราะบางมากขึ้นและความไม่เท่าเทียมทางเพศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงส่งผลให้เกิดผลกระทบเชิงลบที่แพร่ระบาด 'shadow pandemic'3 ในหมู่สตรี หลักการของการเสริมพลังสตรี หรือ the Women’s Empowerment Principles สามารถสร้างประโยชน์ที่สำคัญ ๆสำหรับทุกคน ฉันขอเชิญชวนเพื่อนร่วมงานของเราในการให้คำมั่นสัญญาแก่สาธารณะในการประพฤติปฏิบัติตามหลักการความเท่าเทียมกันทางเพศ แล้วต้องทำอย่างไรนะหรือ ก็โดยการจ้าง การพัฒนา และส่งเสริมสตรีและส่งเสริมความเป็นผู้นำของผู้หญิงทั่วทั้งองค์กร ในขณะที่โลกค่อย ๆ กลับสู่สถานการณ์ปกติจากผลกระทบของ COVID-19 การกลับไปทำธุรกิจก็ควรจะหมายถึงการกลับไปทำธุรกิจที่ให้โอกาสสตรีอย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย" Deborah Gibbins ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ที่ Mary Kay Inc. กล่าว

“ เราขอแสดงความยินดีกับ Mary Kay ที่ได้เริ่มก้าวแรกในการเดินทางตามหลักการ WEPs เราถือว่า Mary Kay เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการอุดช่องว่างทางเพศในที่ทำงาน มาร์เก็ตเพลสและชุมชน ตลอดจนถึงการปฏิบัติตาม the Sustainable Development Goals หรือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” Phumzile Mlambo-Ngcuka ผู้อำนวยการบริหารของ UN Women กล่าว

ดูคำแถลงทางวิดีโอจาก Deborah Gibbins, COO ของ Mary Kay ได้ที่นี่

รู้หรือไม่ โอกาสทางเพศสำหรับพนักงานทั่วโลกและความเป็นผู้นำที่ Mary Kay ณ เดือนมิถุนายน 2020 เป็นดังนี้

  • พนักงาน: หญิง 61%
  • ทีมผู้บริหาร: หญิง 50%
  • VPs ขึ้นไป: เพศหญิง 52%
  • ตำแหน่งกรรมการหรือสูงกว่า: หญิง 59%
  • ระดับผู้จัดการขึ้นไป: เพศหญิง 58%
  • ผู้นำตลาด: เพศหญิง 64%
  • 10 อันดับแรกของมาร์เก็ตส์: ผู้หญิง 60%

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฉีกกฎเกณฑ์แบบเดิมได้ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอมานานกว่า 56 ปี โดยมีเป้าหมายสามประการ คือ มอบโอกาสที่คุ้มค่าสำหรับผู้หญิง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจต้านทานได้ และการทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความฝันดังกล่าวได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทันสมัยเครื่องสำอางค์สี น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Mary Kay มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงภายในครัวเรือน การทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และการส่งเสริมเด็ก ๆให้ทำตามความฝันของตน ดังนั้นวิสัยทัศน์อันดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ในคอนเซปท์ ก้าวไปด้วยกันทีละลิปสติกยังคงส่องสว่างนำทางต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่ MaryKay.com.

เกี่ยวกับ the Women’s Empowerment Principles

หลักการเสริมพลังสตรี หรือ the Women’s Empowerment Principles (WEPS) เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจว่าด้วยวิธีการส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและการเสริมสร้างพลังผู้หญิงในสถานที่ทำงาน มาร์เก็ตเพลสและชุมชน ทั้งนี้ WEPs ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย UN Global Compact และ UN Women  ได้รับการสนับสนุนโดยมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนถึงการตระหนักว่าธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและการเสริมสร้างพลังของผู้หญิง การนำหลักการทั้งเจ็ดมาใช้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ธุรกิจสามารถนำไปสู่เป้าหมายเพื่อความเสมอภาคทางเพศและการเสริมพลังของผู้หญิงตามที่ระบุไว้ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับปี 2573 ทั้ง 17 ข้อ   เรียนรู้เพิ่มเติมที่ WEPS.org.


1 Women CEOs in Fortune 500 Company, 2019

2 World Economic Forum, Global Gender Gap Report, 2020

3 United Nations Secretary-General’s Policy Brief on The Impact of COVID-19 on Women, April 9, 2020

https://www.un.org/sites/un2.un.org/files/policy_brief_on_covid_impact_on_women_9_apr_2020_updated.pdf

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200714005391/en/

ติดต่อ:

ฝ่ายสื่อสารองค์กร Mary Kay Inc.

marykay.com/newsroom

972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com


ดัชนีชี้วัดความดีของ Centre for Asian Philanthropy and Society นำทางไปสู่โลกหลังโควิด-19

Logo

  • ปัญหาในการตอบสนองความต้องการด้านสังคมที่เพิ่มขึ้นของรัฐจำเป็นต้องได้รับความเชื่อเหลือจากภาคเอกชนและสังคม
  • นโยบายที่สมดุลกัน สิ่งจูงใจ สามารถผลักดันให้เงินทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ภาคสังคมได้ ซึ่งจะทำให้รัฐเพิ่มประสิทธิผลได้มากขึ้น

ฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–18 มิถุนายน 2563

วันนี้ Centre for Asian Philanthropy and Society (CAPS) ได้เผยแพร่รายงานดัชนีความดี หรือ Doing Good Index (DGI2020) ฉบับที่สอง โดยการศึกษานี้เผยให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของภาคสังคมและวิธีที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเข้ามาช่วยหรือขัดขวางบทบาทนั้น รายงาน DGI2020 ไม่เพียงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะต้องทำงานกันมากขึ้น แต่การบริจาคโดยภาคเอกชน/องค์กรจะต้องเข้ามามีส่วนในการตอบสนองความต้องการของผู้คนด้วย

“ขณะนี้ การหยุดชะงักในวงกว้างซึ่งมีสาเหตุจากโรคระบาดและตามมาด้วยผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สร้างความยากลำบากอย่างมากให้กับผู้คนที่มีความเปราะบางที่สุดในชุมชน เราจะต้องสร้างสังคมขึ้นมาใหม่” Ronnie Chan ประธาน CAPS กล่าว “ดัชนีความดีของ CAPS นำเสนอกลยุทธ์ต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ภาคสังคมเข้ามามีบทบาทในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าในทั่วทั้งเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

หลังเกิดการระบาดของโควิด-19 การให้เพื่อการกุศลได้มุ่งความสำคัญมาที่การตอบสนองของชุมชนในท้องถิ่น การสนับสนุนในระดับนานาชาติกำลังลดลงและองค์กรการกุศล “Asia for Asia” ต้องเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ หากชาวเอเชียบริจาคเป็นจำนวนเท่ากับ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนั้น ๆ เงินบริจาคจะมีมูลค่าเท่ากับ 5.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าความช่วยเหลือจากต่างประเทศถึง 12 เท่า และมีมูลค่าเกือบ 40% ของเงินมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องจ่ายทุกปีเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปีพ.ศ. 2573 ขององค์การสหประชาชาติ

“ความมั่งคั่งของเอเชียคิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามของโลก แต่จำนวนคนจนยังมีมากถึงสองในสามของโลก” Dr. Ruth Shapiro ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CAPS กล่าว “ตอนนี้เรามีโอกาสที่หาได้ยากในการใช้ความมั่งคังที่เกิดขึ้นใหม่นี้บรรเทาความขาดแคลน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และรณรงค์เรื่องความยืดหยุ่นทางสังคม”

รายงาน DGI2020 ได้ระบุแนวโน้มอย่างกว้างทั่วทั้งเอเชียไว้หลายข้อ ดังนี้:

1. การเข้ามามีส่วนร่วมของรัฐบาลมีความสำคัญ ดังนั้นนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับภาคสังคมไม่เพียงมีผลกระทบโดยตรงแต่ยังเป็นมุมมองที่ส่งสัญญาณที่ขยายผลกระทบนั้น

  • ปัจจุบัน 45% ขององค์กรพัฒนาสังคม (SDO) ในเอเชียได้รับเงินจากแหล่งสนับสนุนต่างประเทศ  (ราว 25% ของงบทั้งหมด) แต่เศรษฐกิจในประเทศเอเชียมากกว่าครึ่งต่างกำลังประสบปัญหาการสนับสนุนด้านเงินทุนจากต่างประเทศที่ลดลง

2.ภาษีและนโยบายด้านการเงินคือสิ่งจูงใจหลักให้เกิดการให้เพื่อการกุศล แต่ความสับสนในวงกว้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้การบริจาคถูกระงับอยู่บ่อยครั้ง

  • 25% ขององค์กรพัฒนาสังคมในเอเชียไม่ทราบว่าการบริจาคเพื่อการกุศลสามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้

3. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐบาลสามารถเป็นต้นทางการเติบโตที่สำคัญสำหรับภาคสังคม แต่ระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังทำได้ไม่ดีนักทางด้านนี้

  • 61% ขององค์กรพัฒนาสังคมที่มีสัญญากับรัฐบาลพบความยากลำบากในการเข้าถึงข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง

4. รัฐบาลปรึกษาองค์กรพัฒนาสังคมเกี่ยวกับปัญหาด้านนโยบายมากขึ้น

  • องค์กรสามในสี่แห่งทำการสำรวจรายงานที่เข้าไปมีส่วนในการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย พบว่าเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึงครึ่ง

5. ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) และการเป็นพันธมิตรระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณะและเอกชนกำลังมีบทบาทมากขึ้นในเอเชีย

  • ระบบเศรษฐกิจ 11 ใน 18 แห่งเผยว่ากิจกรรม CSR และการเป็นพันธมิตรระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณะและเอกชนกำลังเป็นที่สนใจมากขึ้น

งานวิจัย DGI2020 ได้ทำการสำรวจองค์กรพัฒนาสังคม 2,189 แห่งและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจาก 145 ประเทศใน 18 ระบบเศรษฐกิจในเอเชีย ได้แก่บังกลาเทศ กัมพูชา จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย เมียนมา เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม

ดาวน์โหลดรายงาน DGI2020 ที่นี่

เกี่ยวกับ CAPS

CAPS ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2556 อุทิศตนให้กับการพัฒนาด้านการให้เพื่อการกุศลทั่วทั้งเอเชียทั้งในเรื่องของจำนวนและคุณภาพ CAPS มีสำนักงานอยู่ในฮ่องกง ได้ทำการวิจัยด้านต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริจาคและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรด้านสังคม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยและบริการโดย CAPS สามารถดูได้ที่: http://caps.org/

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200617005325/en/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายสัมภาษณ์ โปรดติดต่อ:

Thomas Rippe
โทร: +852 5597 8567
อีเมล: thomas.rippe@fleishman.com

Gayatri Bery
โทร: +852 3616 0835
อีเมล: gayatri@caps.org

รายงานซีเอสอาร์ของ RELX เผยถึงความพยายามอันไม่ลดละที่จะนำเสนอทางเลือกที่ดีกว่าให้กับผู้สูบบุหรี่กลุ่มผู้ใหญ่

Logo

เซินเจิ้น, จีน–(BUSINESS WIRE)–16 มิถุนายน 2563

วันนี้ RELX Technology (RELX) ได้เผยแพร่รายงานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร (ซีเอสอาร์) ฉบับแรก โดยได้กล่าวถึงก้าวอันเป็นรูปธรรมที่นำไปใช้เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสรรหาทางออกให้กับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนความเป็นเลิศทางด้านปฏิบัติการ การจัดการผลกระทบต่อสังคม และการป้องกันการใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผู้ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200616005361/en/

(Photo: Business Wire)

(รูปภาพ: Business Wire)

พันธกิจของ RELX คือการสร้างอำนาจอย่างมีจริยธรรมให้กับผู้สูบบุหรี่กลุ่มผู้ใหญ่ผ่านทางเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และวิทยาศาสตร์ เพื่อทำพันธกิจนี้ให้สำเร็จ RELX จึงได้ลงทุนในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าให้กับผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มผู้ใหญ่ในทั่วทุกมุมโลก

ในรายงานของบริษัท RELX ได้นำเสนอภาพเกี่ยวกับกิจกรรมซีเอสอาร์ของบริษัทอย่างครอบคลุม กิจกรรมเด่น ๆ ของปี 2562 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความหลากหลายตั้งแต่การปกป้องสิ่งแวดล้อมไปจนถึงการสร้างพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ มีดังนี้:

  • RELX เปิดจุดจำหน่าย RELX กว่า 2,500 แห่ง และวางจำหน่ายสินค้าในร้านค้าปลีกกว่า 100,000 แห่ง ให้บริการผู้บริโภคกลุ่มผู้ใหญ่ในกว่า 40 ประเทศและภูมิภาค
  • ในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนา บริษัทได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวน และจัดหากลไกสนับสนุนอื่น ๆ รวมถึงส่งมอบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือและหน้ากากให้กับร้านค้าของ RELX เองและพันธมิตรทั่วโลก
  • RELX ได้ทำการติดตั้งเทคโนโลยียืนยันตัวตนและจดจำใบหน้าในร้านค้า 80% ของทั้งหมด กระบวนการตรวจสอบอายุก่อนจำหน่ายช่วยให้ RELX ปฏิเสธการขายผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ซื้อ 2% ของทั้งหมดที่มาซื้อสินค้าที่ร้าน หลังตรวจพบว่าพวกเขาอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
  • RELX พบการปลอมแปลงสินค้า 16 ครั้งในปี 2563 ซึ่งนำไปสู่การยึดสินค้าปลอมแปลงมากกว่า 65,000 รายการ
  • RELX ริเริ่มแคมเปญ "Lighten the Burden on Earth" และรวบรวมพอดบุหรี่ไฟฟ้าเปล่าได้มากกว่า 20,000 พอดภายในหนึ่งเดือน
  • บริษัทยกเลิกการเป็นพันธมิตรกับร้านค้าปลีกเกือบ 1,800 แห่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนมากเกินไป

RELX ยังคงดำเนินกิจการอยู่บนเส้นทางความมุ่งมั่นทางด้านธุรกิจและความยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาทางเลือกที่เป็นทางรอดของบุหรี่ สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในยามวิกฤต ไปพร้อมกับการหาทางป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ควรครอบครอง

ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://relxnow.com/blogs/article/globalcsr

เกี่ยวกับ RELX Technology

RELX ก้าวสู่การเป็นบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าชั้นนำของเอเชียหลังก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคมปี 2561 RELX เป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าอิสระ ทำการผลิตขึ้น ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาในเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการแห่งแรกโดยแบรนด์บุหรี่ไฟฟ้าอิสระที่ได้มาตรฐาน CNAS RELX ยังคงเดินหน้าลงทุนจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัยและพัฒนา การทดสอบน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทดึงดูดผู้ที่มีความสามารถมากมายจากทั้ง Uber, Proctor and Gamble, Huawei, Beats และ L'Oréal โดยนักลงทุนของ RELX ประกอบด้วยบริษัทร่วมลงทุนชั้นนำอย่าง Source Code Capital, IDG Capital และ Sequoia Capital

เว็บไซต์: https://relxnow.com
Twitter: @Relxtech
Facebook: @Relxnow
Instagram: relxtech
Linkedin: RELX Technology

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200616005361/en/

ติดต่อ:

Yasha Wolfman
yasha.wolfman@relxtech.com

Aimee Ren
aimee.ren@relxtech.com

Huayu 101 แหล่งข้อมูลออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ภาษาจีนกลางที่ดีที่สุดของคุณ

Logo

ไทเป ไต้หวัน–(บิสิเนสไวร์)–09 มิ.ย. 2563

Huayu 101 แพลตฟอร์มการเรียนรู้ภาษาจีนกลางออนไลน์ที่จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการของไต้หวัน (MOE) สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในระยะสั้นในไต้หวันได้เปิดตัวหกสถานการณ์การเรียนรู้ใหม่ในปีนี้สำหรับผู้เรียนภาษาจีน

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีมัลติมีเดีย อ่านฉบับสมบูรณ์ได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200609005358/en/

Huayu 101, Your Best Online Resources for Learning Mandarin Chinese (Photo: Business Wire)

Huayu 101 แหล่งข้อมูลออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ภาษาจีนกลาง (ภาพ: บิสิเนสไวร์)

ในปี 2560 กระทรวงศึกษาธิการได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยกรุงไทเปในการพัฒนาสถานการณ์การเรียนรู้หกบทที่รวบรวมบทสนทนาสำหรับภาษาจีนในชีวิตประจำวันโดย ครอบคลุม "คำทักทาย" "ที่พัก" "ช็อปปิ้ง" "การสั่งซื้อ" "การขนส่ง" และ "การขอความช่วยเหลือ"

ในปีนี้ได้เพิ่มบทสนทนาประจำวันให้กับ Huayu 101 มากขึ้นรวมถึง “ทัวร์เมือง” “กิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรม” “การโทรจอง” “การแลกเปลี่ยน” “การหาเพื่อน” และ “โรงพยาบาลและที่ทำการไปรษณีย์”

สื่อ e-learning เลือกบทสนทนาที่ใช้ประโยชน์ได้จริงตามประสบการณ์ของนักเรียนจากประเทศต่างๆ ด้วยสถานการณ์ที่ครอบคลุมการทักทาย การหาเพื่อน การท่องเที่ยว ธุรกิจ การคมนาคม การขนส่ง ที่พัก การช็อปปิ้ง การจอง และโรงพยาบาล  ประโยคเหล่านี้พากย์เสียงโดยครูชาวไต้หวันและอนุญาตให้ผู้ใช้เปลี่ยนคำศัพท์ที่พวกเขาต้องการทบทวนในสถานการณ์ต่างๆ

นอกจากนี้ แต่ละข้อความมาคู่กับภาพประกอบที่มีชีวิตชีวา ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียนภาษาจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านเนื้อหาที่นำเสนอพร้อมกันทั้งในรูปแบบของภาพและวาจา

จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ความต้องการ e-learning ได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส  เพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผู้ใช้ก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้วลีภาษาจีนเพื่อการใช้ชีวิตประจำวันบน Huayu 101 ได้อย่างง่ายดาย

นอกจาก Huayu 101 สำนักงานการศึกษาภาษาจีนกลางทั่วโลก (OGME) ที่จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการยังมีหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับครู และผู้เรียน รวมถึง “เริ่มจากศูนย์” “ภาษาจีนระดับกลาง” “ชุดหนังสือนิทาน FLTA” “ภาษาจีนกลาง 300 ประโยค” และ “หลกรักภาษาจีนกลาง”

นับตั้งแต่เปิดตัว เว็บไซต์ Huayu 101 ได้มีผู้ใช้งานกว่า 90,000 คนและได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเรียนและครูในไต้หวันและต่างประเทศ

อ่านต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200609005358/en/

ติดต่อ:

OGME – Office of Global Mandarin Education (สำนักงานการศึกษาจีนกลางทั่วโลก) 
Rebecca Sung
โทร: +886-2-2391-1368 ext.1088
อีเมล: c1088@csd.org.tw

Mary Kay บริจาคเจลล้างมือฆ่าเชื้อในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการบรรเทาทุกข์จากการระบาดของ COVID-19 และการสนับสนุนวีรบุรุษและวีรสตรีที่อยู่แนวหน้าในการต่อกรกับการระบาด

Logo

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)– 8 มิ.ย. 2563

ด้วยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนโครงการบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากการระบาดอย่างร้ายแรงของ COVID-19 ซึ่งเป็นอุบัติการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทาง Mary Kay เอเชียแปซิฟิกจึงประกาศว่าจะบริจาคและแจกจ่ายเจลล้างมือฆ่าเชื้อซึ่งกำลังมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200607005018/en/

KK Chua – President, Mary Kay Asia Pacific Region  (Photo: Mary Kay Inc.)

KK Chua – ประธาน Mary Kay ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ภาพ: Mary Kay Inc.)

“ในฐานะหุ้นส่วนด้านการต่อสู้กับ COVID-19 ทั่วโลก เรามีหน้าที่รับผิดชอบช่วยเหลือในสิ่งที่เราทำได้ ในช่วงที่ชุมชนที่เราอาศัยและทำงานอยู่กำลังเผชิญกับวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้” KK Chua ประธาน Mary Kay ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว “ด้วยการแจกจ่ายและบริจาคน้ำยาล้างมือฆ่าเชื้อในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเราแสดงออกว่าเราเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนที่สนับสนุนบุคลากรที่อยู่ในแนวหน้าที่ยังคงทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อลดการแพร่กระจายของการระบาดใหญ่ในครั้งนี้”

แบรนด์ความงามระดับโลกจะแจกจ่ายเจลล้างมือฆ่าเชื้อนับพันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ Mary Kay ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือบุคลากรแนวหน้าในโรงพยาบาล บุคลากรที่ทำงานกับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ที่บ้าน บุคลากรที่ทำงานด้านระบบการดูแลสุขภาพ และบุคลากรที่ทำงานแนวหน้าในชุมชนในโรงเรียนท้องถิ่นทั้งหลาย ในขณะที่ทุกตลาดกำลังอยู่ในระดับขั้นที่แตกต่างกันในการสู้กับวิกฤติ COVID-19 การบริจาคสิ่งของที่สำคัญเช่นนี้จะส่งผลดีอย่างมีนัยสำคัญต่อความพยายามอย่างต่อเนื่องในการต่อสู้กับไวรัส Mary Kay สนับสนุนการบรรเทาทุกข์ผ่านหลายช่องทาง ทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและในระดับโลก ดังนี้

  • กองทุนการกุศล Mary Kay China บริจาคให้กับมูลนิธิ the Amity Foundation(องค์กรอิสระทางสังคมของจีนที่อุทิศให้กับการสาธารณสุข สวัสดิการสังคม การบรรเทาภัยพิบัติ และการดำเนินการเพื่อการกุศลอื่น ๆ ) และได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อต่อสู้กับ COVID-19 ในอู่ฮั่นประเทศจีนตั้งแต่แรก ๆ นอกจากนี้ Mary Kay China ยังได้บริจาคสิ่งของด้านโภชนาการ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์ดูแลมือให้กับพนักงานสาธารณสุขและอาสาสมัครหญิงอีกด้วย
  • Mary Kay Malaysia บริจาคเงิน 2 ริงกิตต่อทุก ๆ การสั่งซื้อให้กับกองทุนบรรเทาทุกข์ COVID-19 โดยจนถึงวันนี้โครงการ“ We Care, We Love” ของ Mary Kay มาเลเซีย ได้บริจาคให้กับกองทุนบรรเทาทุกข์ COVID-19 ได้เป็นเงินจำนวน 100,000 ริงกิต เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในท้องถิ่นและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดครั้งนี้
  • โครงการ #BeautyBehindtheMask ของ Mary Kay Philippines บริจาคผลิตภัณฑ์ Mary Kay At Play หลายพันยูนิตให้กับบุคลากรแนวหน้าของโรงพยาบาล
  • Mary Kay Inc. บริจาคเจลล้างมือฆ่าเชื้อมือให้กับ CARE (หน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ) เพื่อสนับสนุนโครงการในการต่อสู้กับ COVID-19 ใน 63 ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลางที่กำลังเผชิญปัญหาทรัพยากรขาดแคลน
  • Mary Kay Inc.  ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์ม COVID Action Platform ตัวใหม่ของ World Economic Forum ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก  ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ไม่เหมือนใครแห่งแรกที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรวมตัวเป็นชุมชนธุรกิจสำหรับการดำเนินการร่วมกันปกป้องวิถีชีวิต อำนวยความสะดวกด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ และสนับสนุนการต่อกรกับ COVID-19 แพลตฟอร์มนี้ยังสนับสนุนกลไกสำหรับการบริจาคเจลล้างมือฆ่าเชื้อมือในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ที่ไม่สามารถเข้าถึงเวชภัณฑ์ที่จำเป็นได้ง่าย ๆ

จนถึงปัจจุบันการบริจาคของ Mary Kay Inc. นับเป็นมูลค่าเกือบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลกในการบริจาคทั้งที่ที่เป็นเงิน การบริจาคผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนการแจกจ่ายเพื่อต่อสู้กับการระบาดของ COVID-19 นอกเหนือจากสี่มูลนิธิที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ในแคนาดา บราซิล จีนและสหรัฐอเมริกาแล้ว Mary Kay Inc. ยังคงดำเนินการตามเป้าหมายเพื่อสนับสนุนชุมชนระดับโลก ชุมชนระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่นในการบรรเทาทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฉีกกฎเกณฑ์แบบเดิมได้ก่อตั้งบริษัทด้านความงามของเธอมานานกว่า 56 ปี โดยมีเป้าหมายสามประการ คือ มอบโอกาสที่คุ้มค่าสำหรับผู้หญิง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจต้านทานได้ และการทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความฝันดังกล่าวได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานขายอิสระหลายล้านคนในเกือบ 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความงามและเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทันสมัยเครื่องสำอางค์สี น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Mary Kay มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและครอบครัวด้วยการร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ จากทั่วโลกโดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็ง การปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงภายในครัวเรือน การทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และการส่งเสริมเด็ก ๆให้ทำตามความฝันของตน ดังนั้นวิสัยทัศน์อันดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ในคอนเซปท์ ก้าวไปด้วยกันทีละลิปสติกยังคงส่องสว่างนำทางต่อไป

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200607005018/en/

ติดต่อ:

ฝ่ายสื่อสารองค์กรระดับโลก Mary Kay Inc.

marykay.com/newsroom

(+1) 972-687-5332 หรือ media@mkcorp.com

Mary Kay เผยผลการวิจัยใหม่ล่าสุดในงาน Skin of Color Society Virtual Program

Logo

ดัลลัส–(BUSINESS WIRE)–26 พฤษภาคม 2563

Mary Kay Inc., ผู้นำด้านนวัตกรรมดูแลผิวมากว่า 56 ปี สานต่อการสนับสนุนชุมชนความงามและวิทยาศาสตร์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอผลวิจัยในงาน 2020 Skin of Color Society Symposium Virtual Program

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200526005633/en/

Dr. Lucy Gildea, Chief Scientific Officer of Mary Kay (Photo: Mary Kay Inc.)

Dr. Lucy Gildea ผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ของ Mary Kay (รูปภาพ: Mary Kay Inc.)

Dr. Cristi Gomez ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยผลิตภัณฑ์และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม เผยผลการวิจัยใหม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง LumiVie เซรัมสูตรเข้มข้นโดย Mary Kay ที่ช่วยให้ผิวสว่างขึ้น เติมพลังและความชุ่มชื้นให้ผิว การขยายของเมืองทั่วโลกส่งผลให้มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบจากมลภาวะต่อผิว การอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศมีความสัมพันธ์กับริ้วรอยแห่งวัยที่มองเห็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดจุดเม็ดสี นักวิจัยของ Mary Kay ได้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชและวิตามิน B3 และวิตามิน C ซึ่งเหมาะสำหรับผิวที่แพ้ง่าย และแก้ปัญหาความกังวลเกี่ยวกับเม็ดสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหล่านักวิจัยยังพบว่าสีผิวมีความสม่ำเสมอ สว่าง และผิวสัมผัสที่เรียบเนียนขึ้น

“ทีมของเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาผิวที่พบได้บ่อยซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและความมั่นใจของพวกเขา” Dr. Lucy Gildea ผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ของ Mary Kay กล่าว “ในปี 2563 ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Mary Kay จะยังคงแบ่งปันสิ่งใหม่ ๆ ที่เราค้นพบให้กับชุมชนวิทยาศาสตร์โดยรวมต่อไป”

งาน Skin of Color Society Symposium Virtual Program เป็นงานล่าสุดที่ Mary Kay ได้เข้าร่วมพร้อมกับชุมชนวิทยาศาสตร์และวิชาการซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่เป็นจุดยืนของแบรนด์มาอย่างยาวนานในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพผิวให้ก้าวล้ำ ในทุก ๆ ปี Mary Kay ได้ทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์กับผลิภัณฑ์และส่วนผสมหลายแสนครั้ง เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพและประสิทธิภาพขั้นสูงสุด Mary Kay เป็นเจ้าของสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการออกแบบบรรจุภัณฑ์กว่า 1,500 ชิ้นจากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วโลก ในปี 2561 บริษัทได้ประกาศเปิดศูนย์ผลิต วิจัยและพัฒนาที่ทันสมัย ที่มีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ในเมืองลูอิสวิลล์ รัฐเท็กซัส

เกี่ยวกับ Mary Kay

Mary Kay Ash คือหนึ่งในผู้ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่มองไม่เห็น และก่อตั้งบริษัทความงามของตัวเองขึ้นเมื่อ 56 ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมาย 3 ข้อได้แก่ มอบโอกาสให้กับผู้หญิง ผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการ และสร้างโลกให้น่าอยู่ ความฝันของเธอได้เบ่งบานขึ้นกลายเป็นบริษัทที่เติบโตทางการเงินมูลค่าหลายพันล้าน พร้อมพนักงานขายอิสระกว่าล้านคนใน 40 ประเทศ Mary Kay ทุ่มเทให้กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความงามและผลิตสินค้าบำรุงผิว เครื่องสำอาง อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและน้ำหอมมากมาย และยังทุ่มเทกับการช่วยให้ผู้หญิงและครอบครัวของพวกเขามีพลังด้วยการร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญและสนับสนุนกับการวิจัยด้านมะเร็ง ปกป้องผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ชุมชนของเราสวยงาม และส่งเสริมให้เด็ก ๆ ทำตามความฝัน วิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Mary Kay Ash ยังคงเปล่งประกายและพาเธอสู่ความสำเร็จไปทีละขั้น เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ MaryKay.com

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200526005633/en/

ติดต่อ:

ฝ่ายสื่อสารองค์กร Mary Kay Inc.
marykay.com/newsroom
972.687.5332 หรือ media@mkcorp.com

มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา (NTHU) ใช้บิ๊กดาต้าสู้กับไวรัสโคโรนา

Logo

ซินจู๋, ไต้หวัน–(BUSINESS WIRE)–20 พฤษภาคม 2563

เมื่อไม่นานมานี้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวา (NTHU) ได้ริเริ่มความร่วมมือกับ Facebook และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อนำข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้ามาใช้เพื่อศึกษาการแพร่กระจายที่เป็นไปได้ของไวรัสโคโรนาในไต้หวัน ความร่วมมือในระดับนานาชาตินี้นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ Hsiao-Han Chang จากสถาบันชีวสารสนเทศและชีววิทยาโครงสร้างแห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา ผลการศึกษาในเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงของการแพร่ระบาดภายในประเทศมีมากกว่าการแพร่ระบาดระยะไกลระหว่างประเทศและเมืองต่าง ๆ โดย Chang ได้แนะนำให้ประชาชนอยู่บ้านและหลีกเลี้ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมของผู้คนในช่วงเทศกาลวันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200519005046/en/

A research team led by Assistant Professor Hsiao-Han Chang of the Institute of Bioinformatics and Structural Biology has collaborated with Facebook and Harvard T.H. Chan School of Public Health to study the spread of the coronavirus. (Photo: National Tsing Hua University)

ทีมวิจัยที่นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ Hsiao-Han Chang แห่งสถาบันชีวสารสนเทศและชีววิทยาโครงสร้าง ได้ร่วมกับ Facebook และ Harvard T.H. Chan School of Public Health เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา (รูปภาพ: National Tsing Hua University)

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยังได้ต่อยอดผลการศึกษาชิ้นหนึ่ง โดยนำโมเดลทางคณิตศาสตร์มาใช้วัดผลจากการสวมใส่หน้ากาก โดย Chang สนับสนุนการตัดสินใจของศูนย์บัญชาการกลางป้องกันโรคระบาด (CECC) อย่างหนักแน่นในการจัดตั้งระบบแจกจ่ายหน้ากาก เนื่องจากการป้องกันการกักตุนหน้ากากมีส่วนสำคัญในการช่วงป้องกันการระบาดของไวรัส

การใช้บิ๊กดาต้าของ Facebook กับการเคลื่อนที่ของผู้คน

ในช่วงปลายเดือนมกราคม Facebook ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดของโลก ได้เริ่มให้ข้อมูลการเคลื่อนที่ของคนเพื่อใช้ในการศึกษาร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยชิงหวาและวิทยาลัยสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยประมาณการณ์ตัวเลขของผู้คนที่มีการเคลื่อนที่ระหว่างเมือง

การชุมนุมที่มีความเสี่ยงสูง

ทีมวิจัยของ Chang ยังพบว่าการเคลื่อนที่ภายในประเทศมีส่วนสำคัญต่อโอกาสในการระบาดของไวรัสโคโรนามากกว่าการเคลื่อนที่ระยะไกล ซึ่งขัดแย้งกับความเข้าใจในวงกว้างว่าการเดินทางระยะไกลเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่ทำให้เกิดการระบาด ซึ่งอันที่จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจำนวนของผู้ติดเชื้อและระยะเวลาในการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น ดังนั้น การไปตามสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากที่อยู่ใกล้บริเวณที่พักอาศัยจึงไม่ได้ปลอดภัยไปกว่าการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม สำหรับ Chang แล้ว สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ แม้ว่าจะมีการประกาศเตือนจาก CECC เป็นระยะ ๆ นับตั้งแต่เริ่มมีโรคระบาด การเดินทางในไต้หวันกลับไม่ได้ลดลง

ทีมวิจัยยังได้ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์เพื่อกระตุ้นผลจากการสวมใส่หน้ากาก โดย Chang ได้เผยว่ามีการพบว่าการแพร่กระจาย การสวมใส่หน้ากากอย่างถูกวิธี และการลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อมีความสัมพันธ์กันอย่างเห็นได้ชัด ขณะนี้ในไต้หวันมีการผลิตหน้ากากออกมาหลายล้านชิ้นและเพื่อนำไปแจกจ่าย และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ประเทศรอดพ้นจากการระบาดโดยแทบไม่ได้รับความเสียหาย

การแจกจ่ายหน้ากากตามลำดับความสำคัญ

การศึกษาโดย Chang และ Colin Worby นักชีววิทยาด้านการคำนวณจาก Broad Institute of MIT and Harvard แสดงให้เห็นว่าการสวมใส่หน้ากากอย่างถูกวิธีของคนส่วนใหญ่ช่วยลดทั้งจำนวนของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตได้อย่างมาก

พวกเขายังพบว่าเมื่อหน้ากากมีจำนวนจำกัด การแจกจ่ายให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงก่อนช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตโดยรวม Chang กล่าวในช่วงต้นของการระบาดว่า CECC ได้เข้าควบคุมโรงงานผลิตหน้ากากในไต้หวันและจัดตั้งระบบกระจายหน้ากากเพื่อป้องกันการกว้านซื้อและกักตุน ซึ่งเป็นสองมาตรการหลักที่ช่วยให้ประเทศอยู่ในกลุ่มผู้นำในการป้องกันการระบาด

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200519005046/en/

ติดต่อ:

Holly Hsueh
NTHU
(886)3-516-2006
hoyu@mx.nthu.edu.tw

กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ เปิดตัวระบบสร้างการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสารอาหาร

Logo

หนึ่งในบริษัทด้านอาหารแห่งแรกในญี่ปุ่นที่ทำเรื่องนี้

บริษัทจำนวนเก้าแห่งในเจ็ดประเทศเริ่มประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์เป้าหมาย

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–14 พ.ค. 2563

บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ  (“ Ajinomoto Co. ”) จะเริ่มดำเนินกิจกรรมการปรับปรุงโภชนาการทั่วโลก โดยในวันที่ วันที่ 1 เมษายน 2563 ได้เริ่มการเปิดตัวของระบบรวบรวมข้อมูลโภชนาการของกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  หรือ Ajinomoto Group Nutrient Profiling System for Products  (“ ANPS-P”) ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นวิธีการประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ซุปผงและอาหารแช่แข็ง โดย ANPS-P จะครอบคลุมผลิตภัณฑ์ประมาณ 500 รายการของบริษัทในกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะเก้าแห่งในเจ็ดประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ได้แก่ (Ajinomoto Co. , Inc. , Ajinomoto AGF, Inc. , Ajinomoto Frozen Foods Co. , Inc. , AJINOMOTO CO. (ประเทศไทย) LTD., AJINOMOTO VIETNAM CO., LTD PT AJINOMOTO INDONESIA, AJINOMOTO PHILIPPINES CORPORATION, Ajinomoto (มาเลเซีย) Berhad และ AJINOMOTO DO BRASIL INDÚSTRIA E COMÉRCIO DE ALIMENTOS LTDA.)

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200513005944/en/

Continuous product improvement through ANPS (Graphic: Business Wire)

การปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องผ่าน ANPS (กราฟิก: Business Wire)

โลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านโภชนาการที่ขัดแย้งกันเองสองประเด็น กล่าวคือมีคนมากกว่า 2 พันล้านคนที่เผชิญความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอันเป็นผลมาจากการเป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินเนื่องมาจากปริมาณสารอาหารที่มากเกินไป1 แต่ในขณะเดียวกันอาหารของพวกเขามีแนวโน้มที่จะมีโปรตีน ผัก เส้นใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริโภคที่จะกินอาหารที่สมดุลได้ทุกวันตามความรู้เกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็น ปัจจุบันนี้รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ มีความสนใจทางสาธารณะเพิ่มขึ้นในความพยายามเพื่อการปรับปรุงด้านโภชนาการ

เมื่อคำนึงถึงบริบทในเรื่องนี้ บริษัทอาหารระดับโลกได้พัฒนาและแนะนำระบบ nutrient profiling systems  (“ NPS”) ให้เป็นวิธีการประเมินปริมาณของสารอาหารในอาหารบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อแสดงคุณภาพทางโภชนาการในลักษณะที่เข้าใจได้ง่าย  NPS ใช้อัลกอริทึมเฉพาะในการประเมินคุณภาพทางโภชนาการของอาหารโดยคิดเป็นคะแนน (ค่าตัวเลข) เพื่อทำให้สามารถเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์หลายชนิดในหมวดหมู่เดียวกัน หรือสำหรับผลิตภัณฑ์เดียวกันก่อนและหลังทำการปรุงอีกครั้ง โดยใช้แกนร่วม (common axis) สำหรับการประเมิน

ANPS-P ที่พัฒนาโดยกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  จะใช้วิธีการให้คะแนนโดยระบบ Health Star Rating ซึ่งเป็นวิธี NPS ที่ใช้เป็นหลักในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ระบบนี้ประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ตามปริมาณของสารอาหารแต่ละชนิดที่ไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป (แคลอรี่ น้ำตาลที่ถูกเติมเข้าไป2 โซเดียม  และไขมันอิ่มตัว3) และปริมาณของสารอาหารและกลุ่มอาหารแต่ละชนิดที่ถูกแนะนำให้บริโภคและที่มีแนวโน้มว่าจะปรากฎในอาหารต่ำกว่าเกณฑ์ (โปรตีน ผัก ผลไม้ ถั่ว พืชตระกูลถั่ว และใยอาหาร)

การเริ่มต้นใช้ ANPS-P ช่วยให้เข้าใจปัญหาทางโภชนาการได้ดีขึ้นโดยใช้มาตรฐานทั่วไปในการประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  โดยเมื่อคำนึงถึงมาตรฐานนี้กลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะจะทำการปรับปรุงและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งทำให้การลดเกลือและการบริโภคโปรตีนเป็นไปได้ง่าย นอกเหนือไปจากประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงสุขภาพของผู้บริโภคแล้ว ในอนาคตข้างหน้ากลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ ยังวางแผนที่จะพัฒนาและแนะนำ NPS สำหรับมื้ออาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอายิโนะโมะโต๊ะ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนอาหารที่มีสมดุลทางโภชนาการรอบด้าน

ในระหว่างที่บริษัทกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็น “บริษัทที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านอาหารและสุขภาพ” เช่นนี้ กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะจะยังคงมีส่วนร่วมในการสร้างชีวิตที่สะดวกสบายให้แก่ผู้คน และการสนับสนุนการมีอายุที่ยืนยาวขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ สำหรับผู้บริโภค

  1. วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ 2560, องค์การอนามัยโลก (WHO) 2559
  2. หมายถึงน้ำตาลห้าชนิด (ซูโครส กลูโคส ฟรุกโตส แลคโตส และมอลโตส) ที่เติมลงในผลิตภัณฑ์อาหาร  ไม่ได้รวมถึงน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (แลคโตสจากนมหรือเศษนม โมโนแซคคาไร์ และ ไดแซคคาไรด์ จากส่วนประกอบของผลไม้ตามธรรมชาติ)
  3. กรดไขมันส่วนใหญ่พบในไขมันสัตว์

กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ ซึ่งดำเนินงานโดยมีหลักการของบริษัทที่ว่า “กินดี อยู่ดี” ได้ดำเนินการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของกรดอะมิโนในการสนับสนุนชีวิตที่มีสุขภาพดีของผู้คนทั่วโลก เรามุ่งหวังให้เกิดการเติบโตในอนาคตและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น โดยการสร้างมูลค่าผ่านทางโซลูชั่นที่ยั่งยืนและนวัตกรรมสำหรับชุมชนและสังคม

กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ มีสำนักงานใน 35 ประเทศและภูมิภาค และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 130 ประเทศและภูมิภาค ในปีงบประมาณ 2561 มียอดขายอยู่ที่ 1.1274 ล้านล้านเยน (10,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดไปที่ www.ajinomoto.com

ดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200513005944/en/

ติดต่อ:

บริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ (Ajinomoto Co., Inc.)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: ที่นี่

Kana Ohyama

aji_globalwebsite@ajinomoto.com