Category Archives: General News

ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น เผย การส่งเสริมการค้าบริการด้านการศึกษาในอาเซียนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–26 มีนาคม 2563

บริการด้านการศึกษาเป็นหนึ่งในบริการทางสังคม1 ที่มีทั้งหมดสามด้าน ภายใต้การศึกษาของศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJC) เพื่อส่งเสริมการค้าบริการทางสังคม

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200326005246/en/

"Promoting Services Trade in ASEAN: Trade in Education Services" by ASEAN-Japan Centre (Graphic: Business Wire)

"การส่งเสริมการค้าบริการในอาเซียน: การค้าบริการด้านการศึกษา" โดยศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (กราฟิก: Business Wire)

ภารกิจทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของบริการด้านการศึกษาคือการสร้างทุนมนุษย์ให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งในที่สุดจะกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ AJC เผยในรายงานเรื่อง “Promoting Services Trade in ASEAN: Education Services” หรือ การส่งเสริมการค้าบริการในอาเซียน: บริการด้านการศึกษา (https://www.asean.or.jp/en/trade-info/pst2_papers/)

กลุ่มประเทศอาเซียนมีส่วนร่วมมากขึ้นในประเภทและรูปแบบของการค้าบริการด้านการศึกษาส่วนใหญ่ แต่หลัก ๆ แล้วจะอยู่ในฐานะผู้นำเข้า ในปี 2560 ในรูปแบบที่ 2 (การบริโภคในต่างประเทศ – หนึ่งในรูปแบบการให้บริการที่มีทั้งหมดสี่รูปแบบ) มีนักเรียนมากกว่า 285,000 คนจากทุกประเทศในอาเซียนศึกษาในต่างประเทศ ขณะที่ในปี 2543 มีนักเรียนทั้งหมด 144,000 คน สำหรับการส่งออกการศึกษาในระดับอุดมศึกษาผ่านรูปแบบที่ 2 ในปี 2560 อาเซียนได้ต้อนรับนักเรียนต่างชาติราว 200,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาศึกษาในสามประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย (100,000 คน) สิงคโปร์ (53,000 คน) และไทย (32,000 คน) การส่งออกเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความน่าดึงดูดของ “วิทยาเขตสาขาในต่างประเทศ” หรือ IBC

การไหลเวียนทางการค้าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของมูลค่า (และใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในแง่ของปริมาณ) คือ รายได้จากโรงเรียนนานาชาติ (รูปแบบที่ 3 – การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ) จำนวนโรงเรียนในประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ขยายเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เช่นเดียวกับการสมัครเข้าเรียน (เพิ่มจากนักเรียน 300,000 คนในปี 2558 เป็น 520,000 คนในปี 2562) จากการที่รัฐบาลค่อย ๆ เปิดเสรีให้กับนักเรียนในท้องถิ่นสามารถเลือกเข้าเรียนโรงเรียนเหล่านี้ได้ ในปี 2562 รายได้จากค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติในอาเซียนมีมูลค่าเกินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ฯ

สำหรับการค้าในอาเซียนผ่านทางรูปแบบที่ 4 การเคลื่อนย้ายของบุคคลธรรมดา (ศาสตราจารย์ ครู และนักวิจัยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศเป็นระยะเวลาชั่วคราว) ส่วนใหญ่แล้วเป็นการนำเข้า ซึ่งถือว่ามีค่อนข้างมากเนื่องจากการขยายอย่างรวดเร็วของการจัดตั้งธรุกิจเพื่อให้บริการ (รูปแบบที่ 3) ครูต่างชาติจำนวน 33,000 คนในหกประเทศของอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนนานาชาติ สร้างเม็ดเงินจากค่าจ้างเงินเดือนรายปี (และการนำเข้าผ่านรูปแบบที่ 4) เกือบราว 800 ล้านดอลลาร์ฯ

สำหรับการค้าผ่านรูปแบบที่ 1 (การไหลเวียนข้ามพรมแดนของบริการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทางไกลผ่านทางออนไลน์ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือระดับประกาศนียบัตร) ยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

การขยายตัวของการค้าด้านการศึกษาในอาเซียนเกิดขึ้นได้ด้วยการเปิดเสรีและการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ โดยเฉลี่ยแล้ว หากไม่รวมการค้ารูปแบบที่ 4 ตามข้อผูกมัดในการเปิดเสรีในกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (AFAS) ค่าของดัชนีโฮคแมน (Hoekman) สำหรับประเทศอาเซียนทั้งหมดอยู่ที่ 0.84 (1 เท่ากับการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบในกรณีนี้) ประเทศส่วนใหญ่ค่อนข้างเปิดรับการค้ารูปแบบที่ 1 และ 2 การนำเข้าในรูปแบบที่ 3 ซึ่งก่อให้เกิดการค้าในรูปแบบอื่นด้วย มีข้อผูกพันต่อการเปิดเสรีน้อยที่สุดภายใต้กรอบ AFAS ส่งผลให้ดัชนีโดยรวมของการเปิดเสรีการค้าด้านการศึกษาลดลง

การเปิดเสรีเป็นสิ่งที่จำเป็นแต่ก็ไม่สามารถเป็นเงื่อนไขที่เพียงพอสำหรับดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงการจัดทำกรอบการกำกับดูแลกิจกรรมของสถาบันอุดมศึกษา (HEI) ของต่างชาติที่มีความชัดเจน มีเสถียรภาพ และโปร่งใส การเข้ามามีส่วนร่วมของรัฐบาลอาจมีความจำเป็นในส่วนของการคัดเลือก เชื้อเชิญ และนำมหาวิทยาลัยต่างชาติที่มีคุณภาพมาสู่ประเทศ

อีกหนึ่งภารกิจด้านนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลคือการเพิ่มสิทธิประโยชน์และหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงของการค้าในบริการด้านการศึกษา ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้แตกต่างกันออกไปในการค้าแต่ละรูปแบบ การนำเข้าผ่านรูปแบบที่ 2 เป็นการเพิ่มต้นทุนมนุษย์ให้มาก ในกรณีที่ผู้จบการศึกษากลับไปยังประเทศบ้านเกิดของตน หากไม่เช่นนั้น พวกเขาจะเป็นผู้ผลัดถิ่นที่มีทักษะ รัฐบาลสามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของผู้จบการศึกษาเหล่านั้น (ด้วยการให้การยอมรับปริญญาจากต่างประเทศ เป็นต้น) และลดภาวะสมองไหลด้วยการสนับสนุนให้ผู้ผลัดถิ่นที่มีทักษะมาก ๆ กลับมา หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์กับประเทศบ้านเกิด การจัดตั้งธรุกิจเพื่อให้บริการของสถาบันอุดมศึกษาต่างชาติอาจช่วยลดการนำเข้าการศึกษาในระดับอุดมศึกษาผ่านการค้ารูปแบบที่ 2 เนื่องจากวิธีนี้ทำให้เกิดทางเลือกและสิ่งจูงใจ (มีต้นทุนที่ต่ำกว่า) สำหรับนักเรียนในท้องถิ่นนั้น ๆ ในการได้รับปริญญาจากสถาบันต่างชาติโดยที่ไม่ต้องเดินทางออกจากประเทศ รวมถึงลดความรุนแรงของการขาดแคลนทักษะในกรณีที่วิทยาเขตสาขาในต่างประเทศมีความเชี่ยวชาญในหลักสูตรที่ไม่มีในประเทศนั้น ๆ

การเปิดรับการจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการค้าหากมีข้อจำกัดเรื่องการส่งมอบที่เกี่ยวข้องในการค้ารูปแบบอื่น ๆ หรือข้อจำกัดที่นอกเหนือนโยบายด้านการค้า เช่น นโยบายด้านวีซ่าและการเข้าเมืองของชาวต่างชาติ ข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของการให้บริการต่างชาติและการเข้ามาของ “ใบปริญญาปลอม” สามารถลดลงได้ด้วยการตรวจสอบและจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานการประกันคุณภาพขึ้นมา การนำหลักเกณฑ์จากกรอบ AQAF มาใช้เพื่อจัดการการประกันและส่งเสริมคุณภาพของคุณวุฒิทางการศึกษาขั้นสูงอาจเป็นประโยชน์ในแง่นี้

นโยบายทางการศึกษาที่สำคัญคือกุญแจสำคัญสำหรับการรักษากลุ่มนักลงทุนปัจจุบันเอาไว้และกระตุ้นให้นักลงทุนเหล่านั้นพัฒนา รวมถึงดูดนักลงทุนรายใหม่ให้สนใจในกิจกรรมที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานและพนักงานที่มีทักษะ

1 บริการทางสังคมอีกสองด้านคือบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และบริการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การศึกษาเกี่ยวกับบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพได้มีการเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้แล้วโดย AJC (https://www.asean.or.jp/en/trade-info/pst2_papers/).

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200326005246/en/

ติดต่อ:

ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น
Tomoko Miyauchi
toiawase_ga@asean.or.jp
https://www.asean.or.jp/en/

ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่นนำเสนอกุญแจสำคัญที่จะเสริมแกร่งให้กับธรุกิจการเกษตรในอาเซียน: วิธีมีส่วนร่วมมากขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลกของธรุกิจการเกษตร

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–24 มีนาคม 2563

ธุรกิจการเกษตรในอาเซียนมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นหรือไม่? คำตอบจากศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น คือ ใช่ โดยศูนย์ดังกล่าวสามารถตอบคำถามนี้ได้จากการมีส่วนร่วมมากขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลก (GVC) ของธรุกิจการเกษตร ตามที่เผยในรายงาน “ห่วงโซ่มูลค่าโลกในอาเซียน: ธุรกิจการเกษตร” ซึ่งตีพิมพ์วันนี้ (https://www.asean.or.jp/en/centre-wide-info/gvc_database_paper15/)

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยเนื้อหามัลติมีเดีย ดูอย่างเต็มรูปแบบได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200324005240/en/

"Global Value Chains in ASEAN - Paper 15: Agribusiness" by ASEAN-Japan Centre (Graphic: Business Wire)

"ห่วงโซ่มูลค่าโลกในอาเซียน – เอกสารฉบับที่ 15: ธุรกิจการเกษตร" โดยศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (กราฟิก: Business Wire)

ธุรกิจการเกษตร1 มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยคิดเป็น 12% ของจีดีพีในอาเซียนโดยเฉลี่ยในปี 2561 ธุรกิจการเกษตรยังสร้างงานและช่องทางหาเลี้ยงชีพให้กับประชาชน 100 ล้านคน หรือหนึ่งในหกของประชากรทั้งหมด และครอบครัวของพวกเขาในอาเซียน

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรายได้หลักจากการค้าขายของหลายประเทศในอาเซียน สินค้าส่งออกในธุรกิจการเกษตรที่มีการเพิ่มมูลค่าของอาเซียนคิดเป็นมูลค่า 1.02 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2558 ส่วนแบ่งของปัจจัยการผลิตที่เกิดขึ้นนอกประเทศสำหรับสินค้าส่งออกในธรุกิจการเกษตรของอาเซียน หรือ การเชื่อมโยงไปข้างหลัง (backward linkage) ในห่วงโซ่มูลค่าโลกอยู่ที่ 20% ของการส่งออกรวมทั้งหมดของอาเซียนในปี 2558 ส่วนแบ่งของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นนอกประเทศ (foreign value added) ของผลิตภัณฑ์อาหารมีมูลค่าสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าสินค้าธุรกิจการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดสามอันดับแรกของอาเซียน มูลค่าเพิ่มของอาเซียนรวมในการส่งออกของประเทศอื่น หรือที่เรียกว่า forward participation ในห่วงโซ่มูลค่าโลกนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2533

การเพิ่มความสามารถในการผลิตผลผลิตทางการเกษตรเป็นนโยบายที่มีความสำคัญในการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางด้านอาหาร ในขณะเดียวกัน ในบางประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว และเมียนมา (กลุ่มประเทศ CLM) ยังขาดความสามารถในการแปรรูปอาหาร และยังนำเข้าอาหารแปรรูปปริมาณมากสำหรับตลาดภายในประเทศ การเปลี่ยนจากการทำการเกษตรง่าย ๆ เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเป็นความสำคัญลำดับต้น ๆ ของประเทศในอาเซียน

การมีส่วนร่วมและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโลกธุรกิจการเกษตรสามารถสร้างโอกาสให้อาเซียนในการเพิ่มความสามารถในการผลิตด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตจากนอกประเทศที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีที่ได้มาผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการดำเนินการแบบไม่ถือหุ้นโดยตรง (NEM)

ญี่ปุ่นเป็นผู้สนับสนุนธรุกิจการเกษตรที่สำคัญของอาเซียนมาตลอด มีความพยายามร่วมกันระหว่างรัฐบาลของญี่ปุ่นและภาคเอกชนในการพัฒนาธุรกิจการเกษตรในอาเซียนและนำไปบูรณาการกับห่วงโซ่มูลค่าโลก

เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลกของธรุกิจการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น ได้เสนอข้อแนะนำทางนโยบายสามกลุ่มเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิต ดังนี้

  • อาเซียนควรตั้งเป้าพัฒนา สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย เพื่อส่งเสริมการค้าขายและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในธุรกิจการเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงผู้ผลิตระดับท้องถิ่นกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และกระตุ้นให้เกิดการโอนย้ายเทคโนโลยีและความสามารถในการผลิตที่ดีขึ้น
  • อาเซียนควร ยกระดับความสามารถในการซึมซับความรู้ ของผู้ผลิตอาหารในระดับท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกรรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงการกระจายทางด้านเทคโนโลยี
  • นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจเรื่องคุณภาพของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการดำเนินการแบบไม่ถือหุ้นโดยตรง (NEM) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาเซียนควรส่งสริมการลงทุนในภาคการเกษตรอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยการสนับสนุนหลักปฏิบัติในระดับนานาชาติ เช่น หลักการลงทุนภาคการเกษตรอย่างรับผิดชอบ

1 ธุรกิจการเกษตรในเอกสารนี้ครอบคลุมเฉพาะภาคเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเท่านั้นเนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านข้อมูล อุตสาหกรรมอื่นในห่วงโซ่มูลค่า เช่น การกระจายสินค้า การค้าปลีก และธุรกิจอื่น ๆ (เช่น ร้านอาหาร) จึงไม่ถูกรวมอยู่ด้วย

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200324005240/en/

ติดต่อ:

ศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น
Tomoko Miyauchi
toiawase_ga@asean.or.jp
https://www.asean.or.jp/en/

มูลนิธิแจ็ค หม่า และมูลนิธิอาลีบาบาบริจาคเครื่องมือการแพทย์ให้กับสี่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Logo

หางโจว จีน–(บิสิเนสไวร์)–19 มี.ค. 2563

มูลนิธิแจ็ค มา และมูลนิธิอาลีบาบาได้ประกาศการบริจาคเวชภัณฑ์แก่สี่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทางมูลนิธิได้ติดต่อกับรัฐบาลมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์เพื่อเสนอบริจาคเวชภัณฑ์  เป้าหมายของมูลนิธิคือการช่วยประเทศเหล่านี้ต่อสู้กับไวรัส COVID-19 โดยเตรียมให้การสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่นกัน

ทางมูลนิธิแจ็ค หม่าได้เกล่าวว่า “เราได้ร่วมมือกับเพื่อนบ้านในเอเชียของเราเพื่อต่อสู้กับ COVID-19  เราและมูลนิธิอาลีบาบาจะส่งหน้ากาก 2 ล้านชุด ชุดตรวจโรค 150,000 ชุด ชุดป้องกัน 20,000 ชุด และชุดป้องกันหน้า 20,000 ชุดไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย โดยจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ประเทศเอเชียอื่นๆ ในอนาคต  เอเชียสู้ๆ!”

ทางมูลนิธิได้บริจาคเวชภัณฑ์หลังจากที่ได้ตีพิมพ์คู่มือดิจิตอลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา  คู่มือนี้แบ่งปันบทเรียนที่สำคัญและประสบการณ์จากแพทย์ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และพนักงานที่โรงพยาบาลจีนแห่งหนึ่งที่เป็นแนวหน้าของการรักษา COVID-19 และได้ช่วยชะลอการแพร่กระจายของโรค

อ่านที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200319005410/en/

ติดต่อ:

Rico Ngai (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
Alibaba Group
+852 9725 9600
rico.ngai@alibaba-inc.com

Adam Najberg (ทั่วโลก)
Alibaba Group
+852 5474 3262
adam.najberg@alibaba-inc.com

CGTN: ข้อมูลล่าสุดแสดงผู้ป่วยกว่า 36,000 รายฟื้นตัวแล้วในอู่ฮั่น

Logo

ปักกิ่ง–(BUSINESS WIRE)–15 มีนาคม 2563

ในเมืองอู่ฮั่นภาคกลางของจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส COVID-19 รายงานผู้ป่วยได้ลดจำนวนเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว โดยมีการรายงานผู้ป่วยเพียงสี่รายเท่านั้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจากการรายงานวิดีโอของ CGTN

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่:https://www.businesswire.com/news/home/20200314005025/en/

ดูวิดิโอเต็มได้ที่:https://news.cgtn.com/news/2020-03-14/Fight-to-Reunite-How-Wuhan-tackled-COVID-19-ORhUCzRIGs/index.html

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยกว่า 36,000 คนได้ฟื้นตัวในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด เมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในมณฑลหูเป่ยตอนกลางของจีนก็กำลังจะฟื้นตัวเช่นกัน

เพราะมีผู้ป่วยจำนวนมากออกจากโรงพยาบาลได้ โรงพยาบาลชั่วคราวทั้ง 14 แห่งในเมืองจึงปิดตัวลงในสัปดาห์นี้

โรงพยาบาลเหล่านี้ดัดแปลงจากสถานที่สาธารณะเพื่อให้เกิดการรักษาทันเวลาสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง โดยสามารถรับผู้ป่วยได้มากกว่า 12,000 ราย

ความก้าวหน้าที่น่าทึ่งดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ การระดมทรัพยากรทางการแพทย์แห่งชาติอย่างรวดเร็วมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค

มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รวม 42,000 คนจากทั่วประเทศถูกส่งไปยังจังหวัดนี้ สำหรับการต่อสู้ในหูเป่ย ตลอดจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ประมาณ 65,000 ชิ้นซึ่งรวมถึงเครื่องช่วยหายใจและ ECMO (ปอดเทียม) ซึ่งถูกส่งไปยังหูเป่ยภายในวันที่ 3 มีนาคม

แผนการรักษา เช่น การช่วยหายใจและการรักษาด้วยพลาสมาได้รับการทดสอบและถูกนำไปปรับใช้ การแพทย์แผนจีนได้ช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยจำนวนมากและช่วยลดระยะเวลาในการรักษา

โฆษกของรัฐบาลกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าด้วยมาตรการที่ได้ดำเนินการไป ทำให้จีนได้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดของการระบาดไปแล้ว

นอกหูเป่ยธุรกิจต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ผุดกลับมามีชีวิตอีกครั้ง บริษัทขนาดใหญ่กว่า ร้อยละ 95 ที่มีขนาดตามที่กำหนดไว้ได้กลับมาดำเนินกิจการต่อแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ดร. Bruce Aylward หัวหน้าทีมภารกิจ China-WHO ที่ทำงานด้าน COVID-19 กล่าวว่าการเลียนแบบความสำเร็จของการตั้งรับของจีนในที่อื่น ๆ จะต้องใช้ความเร็ว เงิน จินตนาการ และความกล้าหาญทางการเมือง

เกี่ยวกับ CGTN

CGTN มีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่งดำเนินงานทางโทรทัศน์และออนไลน์ในฐานะองค์กรสื่อหลายภาษาและหลายแพลตฟอร์ม มีทีมงานมืออาชีพระดับนานาชาติ และตั้งอยู่ที่กรุงไนโรบี วอชิงตันดีซี และลอนดอน

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200314005025/en/

ติดต่อ:

Jiang Simin, +86 18826553286

Jiang.simin@cgtn.com

www.cgtn.com

OpenSesame ให้การเข้าถึงการเตรียมพร้อมรับมือโคโรนาไวรัส หรือ Coronavirus Preparedness และการฝึกอบรมทางไกลฟรี

Logo

บริษัทต่างๆหันมาใช้การเรียนทางไกล หรือ elearning เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ coronavirus และเตรียมความพร้อมในการทำงานและฝึกอบรมจากระยะไกล

พอร์ตแลนด์, โอเรกอน.–(BUSINESS WIRE)–15 มีนาคม 2563

OpenSesame ผู้คิดค้นนวัตกรรมระดับโลกประกาศการเข้าถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ coronavirus และการฝึกอบรมการทำงานระยะไกลแบบไม่จำกัด สำหรับองค์กรใด ๆ จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ข้อเสนอนี้รวมถึงหลักสูตรการเรียนรู้การป้องกันโรค coronavirus และโรคอื่น ๆ รวมถึงการทำงานและการจัดการพนักงานทางไกล  ในหลากหลายภาษา

“ที่ OpenSesame เรามุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนลูกค้าและ บริษัทใด ๆ ของเราอย่างเต็มที่ในการปกป้องพนักงานของพวกเขารวมถึงสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานของพวกเขา” Don Spear ซีอีโอกล่าว “ ด้วยผลกระทบของ COVID-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณทุกวันการขยายตัวของการห้ามมีการเดินทางและการจัดฝึกอบรมทำให้พวกเราไม่มีทางเลือกอีกต่อไป elearning หรือการเรียนออนไลน์ทางไกล นำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรในการฝึกอบรมและปกป้องพนักงานของพวกเขา”

จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 องค์กรใด ๆ ก็จะสามารถเข้าถึงหลักสูตรฟรีเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือ coronavirus ตลอดจนถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการทำงานระยะไกลเพื่อปรับใช้กับพนักงานเหล่านี้ได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเข้าใช้หลักสูตรได้ฟรีไปที่ go.opensesame.com/free-offer.

เกี่ยวกับ OpenSesame

OpenSesame ช่วยพัฒนาหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพและที่ได้รับการชื่นชมมากที่สุดในโลก ด้วยแคตตาล็อกที่ครอบคลุมที่สุดของหลักสูตร elearning จากผู้เผยแพร่ชั้นนำของโลก เราอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือคุณในทุกขั้นตอนตั้งแต่การค้นหาหลักสูตร การทำแผนที่หลักสูตร ตลอดไปจนถึงความสามารถหลักของคุณการซิงค์กับ LMS ของคุณเพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ และปรับปรุงโปรแกรม L&D ของคุณ  คุณไม่เพียงแต่จะได้รับความยืดหยุ่นในตัวเลือกการซื้อที่หลากหลายจาก OpenSesame  เพียงเท่านั้น คุณจะยังพบว่าการใช้และการจัดการหลักสูตร elearning นั้นเป็นไปได้อย่างง่าย ๆ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมโปรดไปที่ www.opensesame.com.

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200314005030/en/

ติดต่อ:

Diane Haines

OpenSesame

+1 (503) 808-1268

diane.haines@opensesame.com

มหาวิทยาลัย Singularity University เตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมออนไลน์เพื่อไขข้อสงสัยและอธิบายข้อเท็จจริงและผลกระทบของ COVID-19

Logo

ไลฟ์สตรีมฟรีสามวันนี้จัดขึ้นเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและผลกระทบต่อชุมชนและรัฐบาล

–(บิสิเนสไวร์)–13 มี.ค. 2563

Singularity University:

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มัลติมีเดีย อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.businesswire.com/news/home/20200312005894/en/

COVID-19: The State & Future of Pandemics hosted by Singularity University (Graphic: Business Wire)

โควิด-19: สถานะปัจจุบันและอนาคตของการระบาดของโรคที่จัดทำโดย Singularity University (กราฟิก: บิสิเนสไวร์)

อะไร:การประชุมออนไลน์ – โควิด-19: สถานะปัจจุบันและอนาคตของความท้าทายและวิธีแก้ปัญหาการแพร่กระจายของโรคระบาด

ใคร: คณะและผู้เชี่ยวชาญจาก Singularity University

เมื่อไร: 16-18 มีนาคม

สถานที่: การประชุมไลฟ์สตรีมออนไลน์

หัวข้อ & พรีเซนเตอร์:

  • ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ โควิด-19 การติดตามการระบาดของโรค และการพัฒนาวัคซีน – ดร. Divya Chander
  • สถานะของการตอบสนองต่อ COVID-19 ทั่วโลก – ดร. Daniel Kraft
  • การตอบสนองของรัฐบาลและองค์กร – ดร. Eric Rasmussen
  • ห้าสิ่งผู้นำของคุณต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ก้าวหน้าในสภาพแวดล้อมทำงานจากบ้าน Charlene Li
  • การใช้โลกเสมือนจริงในช่วงเวลาการหยุดชะงักการเดินทาง – Aaron Frank
  • เสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทของคุณจากภัยคุกคาม – Chipp Norcross และ Paul D. Roberts
  • รวมความคิดและบทสรุป – Dr. Tiffany Vora

กำหนดการและการลงทะเบียน

อ่านที่มาบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200312005894/en/

หากต้องการพูดคุยกับผู้นำเสนอของเรากรุณาติดต่อ Adolph Hunter, Managing Director Corporate Communications (กรรมการผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร) ที่ adolph.hunter@su.org : + 1-650-200-3434

Moody เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงรายงานความน่าเชื่อถือและงานวิจัยด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการระบาดของโคโรนาไวรัสได้ฟรี

Logo

นิวยอร์ก–(BUSINESS WIRE)–10 มีนาคม 2563

Moody’s Corporation (NYSE:MCO) เปิดให้เข้าถึงงานวิจัยและมุมมองเรื่องสินเชื่อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจซึ่งมีสาเหตุจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ผ่านเว็บไซต์ที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ที่ moodys.com/coronavirus เว็บไซต์ดังกล่าวจะมีการอัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ และนำเสนอเนื้อหาเชิงลึกที่รวบรวมจากทุกส่วนของบริษัทสำหรับเป็นแหล่งข้อมูลให้กับบรรดาผู้เล่นในตลาด เพื่อสร้างความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบทางการเงินซึ่งมีสาเหตุจากการระบาดของไวรัส ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์ รวมถึงสัมมนาออนไลน์ของ Moody ที่เกี่ยวกับการระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ฟรี

Rob Fauber ผู้อำนวยการสูงสุดด้านปฏิบัติการแห่ง Moody’s Corporation กล่าวว่า “เราตระหนักว่าในช่วงเวลาที่เกิดความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาด การนำเสนอข้อมูลที่ครบรอบด้านในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก พันธกิจของ Moody คือการจัดหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมาตรฐานเพื่อช่วยให้การตัดสินใจต่าง ๆ เป็นไปอย่างมั่นใจ และเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น เราได้เปิดให้ผู้คนเข้าถึงทรัพยากรด้านเศรษฐกิจและสินเชื่อของ Moody เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั่วโลกตระหนักถึงสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนอันมีสาเหตุจากการระบาดของไวรัส COVID-19”

Moody’s ได้เผยแพร่รายงานกว่า 100 รายการ รวมถึงเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส COVID-19 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ออกหลักทรัพย์และภาคการตลาดและภูมิศาสตร์ รวมถึงบทวิเคราะห์จากทั้งแผนก Moody’s Investors Service และ Moody’s Analytics

ด้านล่างนี้คือส่วนหนึ่งของเอกสารทั้งหมดที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์:

เกี่ยวกับ MOODY’S CORPORATION

Moody’s (NYSE:MCO) เป็นบริษัทประเมินความเสี่ยงแบบบูรณาการระดับโลกที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ทำการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูล โซลูชันด้านการวิเคราะห์ และข้อมูลเชิงลึกของเราช่วยให้ผู้ที่ต้องทำการตัดสินใจมองเห็นถึงโอกาสและสามารถจัดการความเสี่ยงในการทำธุรกิจกับผู้อื่น เราเชื่อว่าความโปร่งใสที่มากกว่า การตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่มากขึ้น และการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียมเป็นการเปิดประตูไปสู่ความก้าวหน้าร่วมกัน ด้วยพนักงานกว่า 11,000 คน ในกว่า 40 ประเทศ Moody’s จึงสามารถเข้าถึงตลาดได้ทั่วโลกเข้า ประกอบกับการเข้าถึงความเชี่ยวชาญระดับท้องถิ่นและประสบการณ์ด้านตลาดการเงินที่สะสมมากว่าศตวรรษ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ moodys.com/about

ดูเนื้อหาต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20200309005855/en/

ติดต่อ:

SHIVANI KAK
นักลงทุนสัมพันธ์
+1 212-553-0298
Shivani.kak@moodys.com

MICHAEL ADLER
สื่อสารองค์กร
+1 212-553-4667
Michael.adler@moodys.com

DIP จะเริ่มให้การชดเชยการบรรเทาทุกข์แก่ผู้ที่ทำงานนอกเวลาหรือตามสัญญาพิเศษผ่านบริการของ DIP ในกรณีที่พวกเขาไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากโคโรนาไวรัส

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–9 มีนาคม 2563

บริษัท DIP Corporation (ต่อไปนี้เรียกว่า "DIP") สำนักงานใหญ่อยู่ที่: Minato-ku, โตเกียว, ประเทศญี่ปุ่น; ประธานและซีอีโอ: Hideki Tomita ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคมว่าจะเริ่มเสนอการชดเชยการบรรเทาทุกข์แก่ผู้ที่ทำงานพาร์ทไทม์หรือตามสัญญาจ้างงาน(ดูหมายเหตุด้านล่าง) ผ่านเว็บไซต์ของ Baitoru, Baitoru NEXT หรือ Hatarako.net หากพวกเขาไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับ coronavirus

ข้อความจาก Hideki Tomita ประธานและซีอีโอ

วันนี้เราเผชิญวิกฤติเนื่องจากการแพร่กระจายของ coronavirus ที่สร้างบรรยากาศแห่งความกลัวทั่วโลก

เราทุกคนต่างกังวลแทนคนที่เรารัก เพื่อนของเรา เพื่อนร่วมชั้น และเพื่อนร่วมงานของเรา เราใช้เวลาพอสมควรในการคุยกันถึงสิ่งที่ DIP สามารถทำได้ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้

ดังนั้น เราได้ดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อโดยการสนับสนุนโปรโตคอลการทำงานจากที่อื่น การกำหนดตารางเวลาแบบยืดหยุ่น การทำให้พนักงานของเราไม่ต้องใช้รถไฟที่แออัดหรือไปรวมตัวกันในที่ที่มีคนกลุ่มใหญ่ ฯลฯ

นอกจากนี้เราได้เริ่มเสนอการโพสต์งานฟรีบนเว็บไซต์การสรรหางานของเราสำหรับลูกค้าที่ต้องการหาคนทำงานแทนระยะสั้นกรณีที่พนักงานปัจจุบันของพวกเขาต้องอยู่บ้านกับลูกเนื่องจากการยกเลิกชั้นเรียนและกิจกรรมสาธารณะทั้งหมด

แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเราต้องทำมากขึ้น

ตระหนักดีว่าผู้ใช้ของเราหลายคนเป็นพนักงานพาร์ทไทม์หรือพนักงานที่ทำงานตามสัญญาจ้าง ผมเข้าใจดีว่าพวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์จากการขาดงานแบบที่ได้รับเงิน (paid absence หรือ leave allowance) ที่เอาไว้ช่วยเหลือพนักงาน เราตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้ของเราบางรายอาจมีความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรน่าและเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากการสูญเสียรายได้ นี่คือความเครียดที่เกิดจากปัญหาสุขภาพของพวกเขา

ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้เราคิดว่าเราสามารถบรรเทาความวิตกกังวลบางส่วนในหมู่ผู้ใช้ของเราได้โดยการเสนอการชดเชยการบรรเทาทุกข์แก่ผู้ที่ไม่ได้รับการปกป้องแบบที่พนักงานประจำโดยทั่วไปได้รับ

ดังนั้นเราจึงประกาศในวันนี้ถึงโครงการชดเชยการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวสำหรับผู้ใช้ที่ทำงานพาร์ทไทม์และผู้ทำงานตามสัญญาจ้างของเราซึ่งอาจป่วยเพราะโคโรนาไวรัส ทั้งนี้ DIP จะเสนอการชดเชยการบรรเทาทุกข์แก่ผู้ใช้ที่ได้รับการจ้างงานผ่าน Baitoru, Baitoru NEXT หรือ Hatarako.net เป็นระยะเวลาสูงสุดครึ่งเดือน ในระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2560 จนถึงปัจจุบัน หากพวกเขาไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับโคโรนาไวรัส

*ครึ่งเดือน = ระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับการรักษา

สำหรับรายละเอียดโปรดดูที่เว็บไซต์ต่อไปนี้:

https://www.baitoru.com/pdt/shien2020 (ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)

https://www.hatarako.net/contents/shien2020 (ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)

มันเป็นความปรารถนาอย่างจริงใจของเราที่โครงการนี้จะนำมาตรการการบรรเทาและความสบายใจมาสู่ผู้ใช้ที่มีค่าของเรา และอาจจะมอบข่าวดีได้บ้างในวันที่มืดมนนี้

นอกจากนี้เราหวังว่าโครงการบรรเทาทุกข์นี้อาจทำหน้าที่เป็นกระดานกระโดดเพื่อเริ่มการสนทนาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับความไม่เสมอภาคในสภาพการทำงานของพนักงานพาร์ทไทม์และลูกจ้างที่ได้รับการว่าจ้างตามสัญญา เมื่อเทียบกับผู้ที่ทำงานประจำ

ตามปรัชญาองค์กรของเรา“ ที่นี่ที่ DIP เราต้องการใช้ความฝัน ความคิด และความมุ่งมั่น เพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น” เราจะยังคงสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการที่เราสามารถสร้างผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อส่งเสริมเงื่อนไขการจ้างงานที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

รายละเอียดการชดเชย

ผู้มีสิทธิ์ได้แก่ลูกจ้างพาร์ทไทม์และลูกจ้างตามสัญญา (นอกเวลา ตามสัญญา และเอาท์ซอส ไม่นับรวมพนักงานประจำ) ทำงานผ่าน Baitoru, Baitoru NEXT หรือ Hatarako.net ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2560 และผู้ที่ในปัจจุบันถูกบังคับให้ขาดงานเนื่องจากการติดเชื้อโคโรน่าไวรัสชนิดใหม่

* ไม่สามารถได้รับสิทธิ์หากได้รับการชดเชยใด ๆ จากบริษัท (นายจ้าง) หรือสถาบันสาธารณะอยู่แล้ว*

  • จำนวนเงินชดเชย: ยอดรวมเท่ากับเงินเดือนสำหรับครึ่งเดือน (สูงสุดไม่เกิน 100,000 เยน)
  • ระยะเวลารับคำขอชดเชย: เริ่มวันที่ 9 มีนาคม 2563
  • รายละเอียดกระบวนการสมัคร ฯลฯ :
    https://www.baitoru.com/pdt/shien2020 (ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)
    https://www.hatarako.net/contents/shien2020 (ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)

หมายเหตุ: สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการบรรเทาทุกข์วลี 'พนักงานพาร์ทไทม์และพนักงานตามสัญญา' หมายถึงพนักงานที่ไม่ได้อยู่ในการจ้างงานปกติและรวมถึงพนักงานพาร์ทไทม์ พนักงานที่ทำงานตามสัญญาระยะเวลาจำกัด และพนักงานที่มาจากการเอาท์ซอร์ส เพื่อให้มีคุณสมบัติสำหรับโครงการบรรเทาทุกข์พนักงานจะต้องได้รับการจ้างงานผ่าน Baitoru, Baitoru NEXT หรือ Hatarako.net ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2560 จนถึงปัจจุบันและสาเหตุที่ทำให้ไม่สามาถทำงานได้เนื่องมาจากติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

ข้อมูลบริษัท

ชื่อบริษัท : DIP Corporation

ก่อตั้งขึ้น: มีนาคม 2540

เงินทุน: 1,085 ล้านเยน (ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2562)

จำนวนพนักงาน: 1,967 (ณ วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่เป็นพนักงานประจำ)

ตลาดจดทะเบียน: TSE 1st section

ยอดขายประจำปี: 42,100,000,000 เยน (ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่กุมภาพันธ์ 2562)

เว็บไซต์: https://www.dip-net.co.jp/en/company/overview

หากมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษและเอกสารภาษาญี่ปุ่น ให้ใช้เอกสารภาษาญี่ปุ่นจะเป็นหลัก

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200309005474/en/

ติดต่อ:

ทีมงานประชาสัมพันธ์ของ บริษัท DIP Corporation (เป็นภาษาญี่ปุ่น)

+81-3-6628-4070

info@dip-net.co.jp

Daryl Bradley (ภาษาอังกฤษ)

+81-90-2134-4857

info@dip-net.co.jp

เซนนิคส์เริ่มก่อสร้างโรงงานในไทย ขั้นตอนสำคัญเพื่อก้าวสู่ระดับสากล

Logo

วันที่ 9 มีนาคม 2563 แห่งเมืองเซี่ยงไฮ้ บริษัทเซนนิคส์ จำกัด (Sennics) ผู้จัดจำหน่ายชั้นนำเกี่ยวกับสารเติมแต่งพอลิเมอร์ เริ่มก่อสร้างบริษัทย่อยในประเทศไทยที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ภายใต้ชื่อบริษัท เซนนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด อย่างเป็นทางการ ที่แห่งนี้เป็นฐานการผลิตที่หกของบริษัทและเป็นฐานการผลิตแห่งแรกในต่างประเทศ สินค้าและการบริการของบริษัทเซนนิคส์ ประเทศไทย จะเป็นในลักษณ์แบรนด์ที่มีความโดดเด่นและสร้างสรรค์ นับว่าเป็นก้าวสำคัญของเซนนิคส์สู่ระดับสากล

Sennics commences construction of Thai factory, marking a crucial step in its globalisation strategy (Photo: Business Wire)

เซนนิคส์ ประเทศไทย เริ่มก่อตั้งช่วงเดือนกันยายน 2562 ในจังหวัดชลบุรี เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 40 ไร่ (64,000 ตารางเมตร) เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทเซนนิคส์ด้วยเงินลงทุนทั้งหมดราวๆ 290 ล้านหยวน เซนนิคส์ใช้กลยุทธ์ดิจิทัลและนำประสบการณ์จากการปรับเปลี่ยนโรงงานในจีนให้เป็นระบบดิจิตัลมาใช้ เพื่อพัฒนาโรงงานในไทยให้เป็นโรงงานอัจฉริยะสมัยใหม่ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในปี 2563  หลังจากก่อสร้างโรงงานในไทยแล้วเสร็จ ปริมาณการผลิตสารป้องกันการเสื่อมสภาพของยางอยู่ที่ 25,000 ตันต่อปี นอกจากนี้เซนนิคส์ ประเทศไทยจะสามารถขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด เพื่อตอบสนองความต้องการสารป้องกันการเสื่อมสภาพของยางในแต่ละพื้นที่อย่างพอเพียง และอาจจะขยายไปทั่วโลกเนื่องจากมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และด้านธุรกิจ การสร้างบริษัทย่อยเซนนิคส์ช่วยเพิ่มความมั่นคงเพื่อรองรับความต้องการและเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก ทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในประเทศไทย

นายซูฟู่ รองประธานบริษัทชิโนเคมและซีอีโอบริษัทเซนนิคส์ แสดงความยินดีกับโครงการในไทยผ่านวิดีโอ ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ปั่นป่วนเขามองว่า เซนนิคส์ ประเทศไทย ว่าไม่ได้ตอบโจทย์เพียงนโยบายเส้นทางสายไหม (B&R) เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำความสามารถในการผลิตไปทั่วโลกตามที่ได้ใช้กลยุทธ์ระดับสากล เซนนิคส์ยึดมั่นในคำขวัญที่ว่า “วิทยาศาสตร์ที่เราไว้วางใจ” ซึ่งยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอุตสาหกรรมสารเติมแต่งพอลิเมอร์

เกี่ยวกับเซนนิคส์

บริษัท เซนนิคส์ จำกัด (Sennics) เป็นบริษัทผู้นำระดับโลกด้านการผลิตสารเติมแต่งพอลิเมอร์ ภายใต้จริยธรรมองค์กร “เศรษฐกิจสีเขียวอันโดดเด่น” บริษัทจึงมุ่งเน้นการดำเนินการผลิตสินค้าและการบริการที่โดดเด่นนำสู่กลไกการพัฒนาอุตสาหกรรมระดับโลกที่สะอาด บริษัทเซนนิคส์ภายใต้เครือของชิโนเคม กรุ๊ป ตั้งอยู่ในประเทศจีน (ณ เมืองเซี่ยงไฮ้) เขตการค้าเสรีนำร่องและมีฐานการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงฐานการผลิตในประเทศหลายแห่ง สินค้าบริษัทได้แก่ สารป้องกันการเสื่อมสภาพของยาง สารวัลคาไนซ์ สารตัวเร่งปฏิกิริยาวัลคาไนซ์และสารเคมีไนโตรเบนซีน บริษัทเซนนิคส์ ดำเนินธุรกิจครอบคลุมประเทศและภูมิภาคกว่า 50 แห่งทั่วโลก มีฐานเครือข่ายการขายในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปเอเชียเขตตะวันออกเฉียงใต้และอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก

มีเพียงร้อยละ 82 ของดัชนีการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของอาเซียน (Human Development Index หรือ HDI) ที่เกิดขึ้นจริงเนื่องจากความตึงเครียดและเข้มงวดทางสังคม และการเมือง AJC กล่าวในเรื่องการศึกษาใหม่เกี่ยวกับการค้าว่าด้วยบริการด้านสุขภาพและบริการสังคมในอาเซียน

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–3 มีนาคม 2563

ศูนย์อาเซียน – ญี่ปุ่น (AJC) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลของอาเซียนและญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียวเพิ่งตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการบริการด้านสุขภาพและบริการสังคมที่เกี่ยวข้องกับการค้า บทความนี้ให้การวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการค้าบริการด้านสุขภาพและสังคมในอาเซียนและคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและสังคมขั้นพื้นฐานอย่างเป็นธรรมและไม่แพง และการปรับภาคบริการสุขภาพและสังคมให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีล่าสุดผ่านการเปิดเสรีทางการค้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณสมบัติเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20200302006114/en/

"Trade in Health Related and Social Services" issued in February, 2020 (Graphic: Business Wire)

"การค้าบริการด้านสุขภาพและบริการสังคม" ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 (ภาพ Business Wire)

AJC พบว่ามีเพียงร้อยละ 82 ของดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่มีศักยภาพของอาเซียน (HDI) ที่เกิดขึ้นจริงเนื่องจากความตึงเครียดและเข้มงวดทางสังคมการเมืองและสถาบันที่มีอยู่ในขณะนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งประเทศสมาชิกอาเซียน (AMS) สามารถปรับปรุง HDI ของพวกเขาได้ร้อยละ 18 โดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรของพวกเขา แต่มุ่งไปที่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพด้วยมาตรการการปฏิรูปที่เหมาะสม ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มค่าเฉลี่ย HDI จากระดับปัจจุบัน การศึกษายังแสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นในการเปิดเสรีการค้าบริการด้านสุขภาพและบริการสังคมเพิ่มเติม

บทความนี้ซึ่งมีชื่อว่า“ การค้าบริการด้านสุขภาพและบริการสังคม” เป็นหนึ่งในสามของชุดบทความการส่งเสริมการค้าบริการในอาเซียน: ระยะที่สอง (บริการสังคม) ส่วนอีกสองเอกสารเกี่ยวกับบริการการศึกษาและบริการด้านสิ่งแวดล้อมจะถูกจัดทำในภายหลัง ในระยะแรก (2560-2561) AJC ได้ออกเอกสารเกี่ยวกับการค้าบริการที่หลากหลายรวมถึงบริการระดับมืออาชีพ บริการการวิจัยและพัฒนา บริการโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์และบริการที่เกี่ยวข้อง บริการจัดส่ง บริการขนส่งสินค้าทางทะเลทางอากาศทางรถไฟและทางถนน และบริการการท่องเที่ยว

หากต้องการดาวน์โหลดเอกสารนี้โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ AJC ที่

https://www.asean.or.jp/en/trade-info/pst2_papers/

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20200302006114/en/

ติดต่อ:

ASEAN-Japan Centre

Tomoko Miyauchi (Ms.)

อีเมล: toiawase_ga@asean.or.jp

เว็บไซต์: https://www.asean.or.jp/en/