Category Archives: Finance

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยแถลงแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินไทยโค้งสุดท้ายปี 2561

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–28 กันยายน 2561

logo

ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินไทยโค้งสุดท้ายปี 2561 ภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.6% ตามการขยายตัวที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้น ขณะที่แนวโน้มภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ยังเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่องจากจำนวนที่อยู่อาศัยค้างขายสะสม ณ ธนาคารกสิกรไทย อาคารพหลโยธิน เมื่อเร็ว ๆ นี้

ติตต่อ:

ธนาคารกสิกรไทย

ส่วนบริหารเครือข่ายสื่อ

ฝ่ายสื่อสารและองค์การสัมพันธ์

โทร. 02-4702653-8

Bit One Hong Kong: การแลกเปลี่ยน Cryptocurrency “Made in Japan” กำลังจะมา!

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–7 ก.ย. 2018

BitOne Trade HK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขาย cryptocurrency ดำเนินการโดย Bit One Hong Kong Limited ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท Bit One Group Co. , Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่น (TOKYO: 2338) (ประธานกรรมการ: Kimura Junichi สถานที่ตั้ง: Flat A, 25 / F, Block 3, ศูนย์อุตสาหกรรม Golden Dragon, 182-190 ถนน Tai Lin Pai, Kwai Fon Kowloon, ประเทศฮ่องกง) จะเปิดตัวแพลตฟอร์มการซื้อขาย cryptocurrency อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนปี 2018

ข่าวฉบับนี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20180906006009/en/

BitOne_QR (Graphic: Business Wire)

BitOne_QR (กราฟิก: Business Wire)

BitOne Trade HK https://bitonehk.com

[คุณลักษณะ]

  1. แพลตฟอร์มการซื้อขาย cryptocurrency ของ "Made in Japan" ซึ่งจะดำเนินการผ่านหลายบริษัทในเครือของบริษัทจดทะเบียนบริษัทหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น
  2. มี cryptocurrencies หรือ เงินดิจิตอล 30 สกุลและอีกมากกว่า 100 สกุลที่จะมีการระบุไว้ในอนาคต
  3. วางแผนที่จะออก Token ตัวเองภายในสิ้นปีนี้

แพลตฟอร์มของเราเปิดตัวในฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์การเงินระหว่างประเทศของเอเชีย และเราให้บริการลูกค้าด้วยความมั่นคงและปลอดภัย ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในตลาดเอเชีย โดยเป้าหมายของเราคือการบรรลุมูลค่าการทำธุรกรรมรายเดือนที่ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่อเดือน

[เริ่มเปิดแคมเปญ]

เราคิดค่าคอมมิสชันที่ต่ำและมีแคมเปญเปิดกว้างมากขึ้น! เริ่มซื้อขายวันนี้! สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา

[Bit One Hong Kong Limited และ Bit One Group Co.,Ltd. ]

Bit One Hong Kong Limited เป็น บริษัท ในเครือของ บริษัท Bit One Group Co. , Ltd. ซึ่งเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange Code 2338) (ซีอีโอ: Hideyuki Takahashi, สถานที่ตั้ง: 4-32-4 Yotsuya, Shinjuku-ku, Tokyo รหัสไปรษณีย์: 160-0004)

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180906006009/en/ การ

สอบถามเกี่ยวกับการข่าว

Bit One Hong Kong Limited

Hiromoto Yamada

h.yamada@bitonetrade.hk

ถามคำถามที่: https: // bitonetrade.hk/eng/inquiry-for-trading/

Twitter: @BitOneTradeHK

Facebook: @bitonetradehk


ไปรษณีย์ไทย จับมือ กสิกรไทย ขยายช่องทางรับฝากเงิน “ลูกค้าเคแบงก์” สู่ภูมิภาค ตอบโจทย์การออมเงินอุ่นใจ กับเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 900 แห่งทั่วประเทศ

Logo

  • ไปรษณีย์ไทย พร้อมให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้า KBank ดีเดย์ 28 สิงหานี้

        กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–28 สิงหาคม 2561

       บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) จับมือ ธนาคารกสิกรไทย ขยายจุดบริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าเคแบงก์ สู่เครือข่ายไปรษณีย์ 900 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในพื้นที่ให้สามารถฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารฯ ทั้งนี้ ในระยะแรกให้บริการเรียลไทม์รับฝากเงินสด มีค่าธรรมเนียม 20 บาท และพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบทั้งฝาก ถอน และเปิดบัญชีภายในปีหน้า คาดภายใน 3 ปีแรก มีลูกค้าใช้บริการธุรกรรมการเงินรวมประมาณ 600,000 รายการ

        นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การเปิดบริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านแบงกิ้ง เอเย่นต์ หรือตัวแทนผู้ให้บริการของธนาคาร คือ ยุทธศาสตร์ของธนาคารในการรุกมอบบริการให้ถึงตัวลูกค้าด้วยสาขา และช่องทางบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางบริการทางการเงินที่นอกเหนือจากสาขาธนาคารรูปแบบปกติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และพื้นที่ที่แตกต่างกันไปของลูกค้า และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับดิจิทัล แบงกิ้ง โดย “เคแบงก์ เซอร์วิส” ให้บริการเหมือนสาขาของธนาคาร ครอบคลุมบริการรับฝากเงินสด ถอน จ่ายบิล และเปิดบัญชี สำหรับลูกค้ารายย่อย ทำให้ลูกค้าในทุกพื้นที่ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น โดยแบงกิ้ง เอเย่นต์ที่ธนาคารแต่งตั้ง จะต้องมีสถานที่ให้บริการเป็นหลักแหล่ง เสริมพื้นที่ที่ธนาคารมีอยู่ มีพนักงาน เครื่องมือ และระบบการให้บริการที่รองรับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย โดยเฉพาะศักยภาพการเชื่อมต่อระบบกับธนาคารแบบเรียลไทม์ เพื่อสามารถให้บริการกับลูกค้าได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยธนาคารจะดูแลรับผิดชอบการให้บริการของตัวแทนเสมือนหนึ่งเป็นผู้ให้บริการเอง

        นายพัชร กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นตัวแทนในการให้บริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านสาขาไปรษณีย์ ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการในสาขาที่มีความพร้อมจำนวน 964 แห่ง กระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเมื่อรวมกับสาขาของธนาคารที่มีอยู่แล้ว 1,016 สาขา และตู้บริการอัตโนมัติ 11,792 ตู้ จะทำให้ธนาคารมีจุดให้บริการธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นทันทีรวมแล้วกว่า 13,772 จุดทั่วประเทศ นับเป็นการร่วมกันพัฒนาศักยภาพช่องทางการให้บริการที่จะเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าในการใช้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกพื้นที่  โดยช่วงแรกสามารถให้บริการฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยรับฝากเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 40,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ และในช่วงเปิดให้บริการจนถึงสิ้นปีนี้ลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10 บาท ตั้งเป้าหมายมีลูกค้าใช้บริการกว่า 150,000 ธุรกรรมภายในสิ้นปี 2561

        ทั้งนี้ การให้บริการที่ไปรษณีย์จะพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบทั้งรับฝากเงินสด ถอนเงิน และการเปิดบัญชี ซึ่งอยู่ในระหว่างกำหนดกระบวนการที่เหมาะสมตามมาตรฐานของ ธปท. ภายในปีหน้า ส่งผลให้ภายใน 3 ปีแรกมีปริมาณลูกค้าใช้บริการทุกธุรกรรมที่สาขาไปรษณีย์ไทยรวมประมาณ 600,000 ธุรกรรม นายพัชร กล่าว

       ด้านนางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เปิดให้บริการตัวแทนสถาบันการเงิน (Bank@Post) โดยร่วมกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในการรับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคาร มาตั้งแต่ปี 2554 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 13% และมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นต่อไปในอนาคต เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนขยายสาขาของธนาคารมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ไปรษณีย์ไทย ถือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีศักยภาพทางด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขามากกว่า 5,000 แห่ง ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของธนาคารในการเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง

        “ในระยะแรกจะเปิดให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยผ่านที่ทำการไปรษณีย์ กระจายไปยังสาขาของไปรษณีย์จำนวนกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในพื้นที่ให้สามารถฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารฯ และจะมีการขยายประเภทธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ พร้อมเพิ่มจุดบริการให้ครอบคลุมทุก ปณ. ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้ ซึ่งบริการนี้จะช่วยตอบโจทย์ธุรกรรมทางการเงินในทุกพื้นที่ไม่ว่าใกล้หรือไกล ในเมืองหรือภูมิภาค พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มแก่ธนาคารผู้ให้บริการ และลูกค้าผู้ใช้บริการของธนาคาร”

        นายพัชร กล่าวต่อว่า ธนาคารมีแผนเปิดให้บริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านแบงกิ้ง เอเย่นต์ กับพันธมิตรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพแตกต่างกันไป เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น คาดว่า เมื่อเคแบงก์ เซอร์วิส สามารถให้บริการเต็มรูปแบบครอบคลุมบริการรับฝากเงิน ถอนเงิน จ่ายบิล และเปิดบัญชี จะทำให้มีจำนวนธุรกรรมรวมกว่า 2 ล้านรายการภายใน 3 ปี และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นบนต้นทุนบริหารจัดการที่เหมาะสมของธนาคารพร้อมกันนี้ ธนาคารเตรียมปรับรูปแบบสาขาให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และนำดิจิทัล เทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย

        ลูกค้าที่ต้องการฝากเงินผ่าน “เคแบงก์ เซอร์วิส” ที่สาขาไปรษณีย์ เป็นลูกค้าประเภทบุคคลธรรมดาที่ต้องการฝากเงินสดเข้าบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน ออมทรัพย์ เพียงกรอกใบนำฝากเพื่อแจ้งเลขที่บัญชีที่ต้องการฝากเงิน และจำนวนเงิน โดยผู้ฝากจะได้รับหลักฐานการทำธุรกรรม เมื่อทำรายการเสร็จสมบูรณ์เป็นใบเสร็จ และ SMS ซึ่งผู้รับปลายทางจะได้รับเงินโดยทันที โดยรับฝากเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 40,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ ในช่วงเปิดบริการลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10 บาทต่อรายการจนถึงสิ้นปี 2561

        ทั้งนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ “การเปิดบริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านบริการรับฝากเงิน Bank@Post” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องไปรษณีย์ฤดีสราญ ชั้น 3 อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

###

ขอขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

ส่วนสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร. 0 2831 3512

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ

เจซีแอนด์โค พับลิครีเลชั่นส์- JC&CO PUBLIC RELATIONS –

ณภัทร กาญจนะจัย / +6681-355-9221/ napatk@jcpr.co.th

ชิดชนก ทองดี / +6698-494-9351 / chidchanokt@jcpr.co.th   

** MEDIA HOTLINE : 02-634-4557 / 081-486-3407 ** (ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์)

WeWork ประกาศลงทุนในซีรีส์บีมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐใน WeWork China นำโดย Trustbridge Temasek SoftBank และ Hony Capital

Logo

นิวยอร์ก และ โตเกียว และ เซี่ยงไฮ้–(BUSINESS WIRE)–26 กรกฎาคม 2018

WeWork Companies (“WeWork”) ประกาศการลงทุนในซีรีส์บีมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐใน WeWork China ซึ่งนำโดย Trustbridge Partners (“Trustbridge”), Temasek, SoftBank Group (“SoftBank”), SoftBank Vision Fund (“Vision Fund”) และ Hony Capital  การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยเร่งการเติบโตของ WeWork ในจีน ทำให้บริษัทสามารถให้บริการแก่ผู้ประกอบการ ผู้สร้างสรรค์ และผู้ประกอบการต่างๆ ทั่วภูมิภาคผ่านการออกแบบ เทคโนโลยี และการต้อนรับ และชุมชน WeWork ที่ไม่เหมือนใคร

ในสองปีนับตั้งแต่เปิดสาขาแรกในประเทศจีน WeWork ได้กลายเป็นพันธมิตรในท้องถิ่นที่เชื่อถือสำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจทุกขนาดโดยให้สมาชิก 20,000 คนในเกือบ 40 แห่งในสามเมืองที่มีชุมชน วัฒนธรรม และบริการต่างๆ สามารเริ่มต้นและขยายธุรกิจของตนได้  นอกจากนี้ WeWork ยังช่วยให้ธุรกิจทั่วโลกสามารถขยายตัวในประเทศจีนและช่วยให้บริษัทของจีนเติบโตทั้งในประเทศและทั่วโลก  ในเดือนกรกฎาคม 2017 WeWork ได้ประกาศการจัดตั้งบริษัท WeWork China โดยมีการลงทุนในซีรีส์เอมูลค่า 500 ล้านเหรียญจาก Hony Capital และ SoftBank เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของ WeWork ทั่วประเทศจีน

"เรารู้สึกเป็นเกียรติกับพันธมิตรของเราที่ Trustbridge, Temasek, SoftBank และ Hony สำหรับความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และการสนับสนุนธุรกิจของเรา  การลงทุนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนภารกิจของ WeWork ในการสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ ธุรกิจขนาดเล็ก และบริษัทขนาดใหญ่ทั่วประเทศจีน  WeWork ได้สร้างทีมงานที่น่าทึ่งในประเทศจีนซึ่งสนับสนุนสมาชิกของเราทุกวัน โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมกับบริษัทในท้องถิ่นที่ต้องการเข้าถึงโลก รวมทั้งบริษัทระดับโลกที่ต้องการเจาะตลาดจีน  ในขณะที่ยังมีสิ่งที่ต้องทำและเรียนรู้มากมาย การลงทุนครั้งนี้ส่อให้เห็นถึงศักยภาพของ WeWork และชุมชนของผู้สร้างในภูมิภาคนี้ และยืนยันความมุ่งมั่นที่เรามีต่อทีมงาน สมาชิก และคู่ค้าของเราในประเทศจีน” ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ WeWork, Adam Neumann กล่าว

“Trustbridge รู้สึกยินดีที่จะเข้าร่วมทีม WeWork China  ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด เทคโนโลยี การต้อนรับ และที่สำคัญที่สุดคือชุมชน  WeWork กำลังปูทางสู่อนาคตใหม่ในการทำงานในประเทศจีนและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงจาก Made in China เป็น Created in China  ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ บริษัทจีนที่ต้องการขยายธุรกิจทั่วโลก หรือธุรกิจระหว่างประเทศต้องการทำธุรกิจที่นี่ พวกเขารู้ว่า WeWork เป็นหุ้นส่วนในท้องถิ่นที่พวกเขาต้องการ” Feng Ge หุ้นส่วนผู้จัดการของ Trustbridge Partners กล่าว

“วิสัยทัศน์ของ Adam Neumann ตลอดมาคือการที่ WeWork จะเป็นบริษัทระดับโลกที่มีกิจการในท้องถิ่น และไม่มีที่ไหนที่วิสัยทัศน์ชัดเจนกว่าประเทศจีนที่ซึ่ง WeWork ได้พัฒนาข้อเสนอที่น่าประทับใจ  ด้วยทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่ง การผนวกรวมเทคโนโลยีท้องถิ่น และการออกแบบตามชุมชน WeWork ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทเข้าใจว่าธุรกิจในประเทศจีนต้องการอะไรเพื่อประสบความสำเร็จ  ด้วยการลงทุนครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า WeWork จะให้การสนับสนุนบริษัทต่างๆ ในทุกๆ ด้านทั่วทั้งประเทศ” Ronald D. Fisher ผู้อำนวยการและรองประธาน SoftBank Group Corp. กล่าว

"ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าการเติบโตของ WeWork ในประเทศจีนมีประสิทธิผลอย่างไรบ้าง  WeWork เป็นผู้นำระดับโลกในการนำผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และบริษัทขนาดใหญ่จากทั่วโลกเข้าด้วยกันซึ่ง โดยเป็นพันธมิตรในประเทศที่สนับสนุนผู้ประกอบการจีนและดึงดูดธุรกิจใหม่ๆ  เพื่อลงทุนในประเทศจีน และเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์พื้นที่ทำงานด้วยการออกแบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการมุ่งเน้นวัฒนธรรมชุมชน ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เรารู้ว่า WeWork จะยังคงเป็นผู้นำในอนาคตของการทำงาน” John Zhao ประธานและซีอีโอของ Hony Capital กล่าว

เกี่ยวกับ WeWork

WeWork มอบพื้นที่ ชุมชน และบริการผ่านบริการทางกายภาพและเสมือนให้กับสมาชิกทั่วโลก  ตั้งแต่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาอิสระไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็กและบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ชุมชนของเรารวมกันเป็นหนึ่งด้วยความปรารถนาที่ของสมาชิกของเราที่จะสร้างผลงานที่มีความหมายและการใช้ชีวิตที่มีความหมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา  บริษัทก่อตั้งโดย Adam Neumann และ Miguel McKelvey ในนิวยอร์กซิตี้ในปี 2010  WeWork เป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานกว่า 5,000 คน ติดตาม @WeWork บน Twitter, Instagram และ Facebook หรือไปที่ wework.com เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Trustbridge

Trustbridge Partners เป็นกองทุนเพื่อการเติบโตชั้นนำที่มุ่งเน้นการลงทุนในโอกาสการเติบโตที่มีคุณภาพสูงในประเทศจีน  ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 Trustbridge ปัจจุบันบริหารสินทรัพย์ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนเพื่อความมั่งคั่ง และคู่ค้าในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์  ปรัชญาการลงทุนของเราสร้างขึ้นจากความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับแนวโน้มระยะยาวในด้านประชากรศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง  เราใช้วิธีการที่เป็นป็นเอกลักษณ์ที่ขับเคลื่อนโดยระบบนิเวศและมุ่งเน้นในด้านอินเทอร์เน็ต เนื้อหา/การศึกษา และการดูแลสุขภาพ ซึ่งเราเชื่อว่าข้อมูลเชิงลึกและความสัมพันธ์ในวงการอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของเราช่วยสร้างโอกาสในการลงทุนที่ไม่เหมือนใคร

เกี่ยวกับ Temasek

ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 Temasek เป็นบริษัทด้านการลงทุนซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์  โดยสำนักงานในต่างประเทศจำนวน 11 แห่ง Temasek ถือหุ้นมูลค่า 2.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2018  พอร์ทหุ้นของเราครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ บริการทางการเงิน การสื่อสารโทรคมนาคม สื่อและเทคโนโลยี การขนส่งและอุตสาหกรรม ผู้บริโภคและอสังหาริมทรัพย์ วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและธุรกิจการเกษตร รวมทั้งทรัพยากรและพลังงาน  กิจกรรมการลงทุนได้รับการชี้นำโดยรูปแบบการลงทุน 4 แบบและแนวโน้มในระยะยาว: การปฏิรูปเศรษฐกิจ การเติบโตของประชากรที่มีรายได้ปานกลาง ข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ลึกขึ้น และธุรกิจเกิดใหม่  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Temasek กรุณาเยี่ยมชม www.temasek.com.sg

เกี่ยวกับ Hony Capital

Hony Capital ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2003 และได้รับการสนับสนุนจาก Legend Holdings โดยเชี่ยวชาญด้านการซื้อบริษัท  ด้วยการร่วมมือกับนักลงทุนชั้นนำของโลก บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศจีนด้วย “การสร้างมูลค่า การรับรู้ราคา" ตามปรัชญาการลงทุนของตน  ปัจจุบัน Hony Capital มีทุนการบริหาร 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีนักลงทุนจากประเทศจีนและสถาบันการลงทุนชั้นนำของโลก รวมถึงกองทุนแห่งชาติ กองทุนความมั่งคั่งของรัฐเงิน กองทุนอุดมศึกษา กองทุนบำเหน็จบำนาญระดับภูมิภาคและอุตสาหกรรม บริษัทประกัน บริษัท ฐานรากครอบครัว นักลงทุนรายย่อย และสถาบันอื่นๆ  Hony Capital ถือว่าจีนเป็นตลาดชั้นนำ ด้วยการลงทุนในกว่า 100 บริษัท ในด้านเภสัชกรรมและการดูแลสุขภาพ สื่อและความบันเทิง ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์  บริษัทในเครือของ Hony Capital ได้แก่ China Shijiazhuang Pharmaceutical Group (CSPC), Zoomlion, China International Marine Containers (CIMC), Suning, Chengtou Holding, Jin Jiang International Hotels, ENN, PizzaExpress (UK), STX (US), WeWork (US) , ofo, COFCO Capital เป็นต้น  มูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทเหล่านี้มีมูลค่ารวมประมาณ 2.9 ล้านล้าน RMB โดยมียอดขาย 8.6 แสนล้าน RMB โดยมีพนักงานมากกว่า 450,000 ตำแหน่ง

ดูเวอร์ชันของแหล่งที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180726005629/en/

ติดต่อ:

WeWork

Dominic McMullan / Gwen Rocco / Jenny Chan

press@wework.com

หรือ

Trustbridge

Public Relations

pr@trustbridgepartners.com

หรือ

Hony Capital

Victoria Li

victoriali@honycapital.com

การรถไฟฯ ปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 จับมือกสิกรไทย พร้อมรับชำระค่าตั๋วรถไฟด้วย QR Code แล้ววันนี้

Logo

กรุงเทพมหานคร–(THAI BUSINESS NEWS)–5 กรกฎาคม 2561

วันนี้ (5 กรกฎาคม 2561) ณ  สถานีกรุงเทพ การรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทยจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวการรับชำระเงินค่าตั๋วรถไฟด้วยคิวอาร์โค้ด (QR Code) ผ่านทางเครื่องรับบัตรอัตโนมัติ  ร่วมสร้าง “สังคมรถไฟยุคใหม่ ไม่ใช้เงินสด” เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ใช้บริการในยุค 4.0 โดยมี นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ และ นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ร่วมเป็นประธานในงานแถลงข่าว

นายวรวุฒิฯ กล่าวว่า การรถไฟฯ นำระบบการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด  ผ่านเครื่องรับบัตรอัตโนมัติ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการรับชำระค่าตั๋วรถไฟ เพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้บริการ รองรับสังคมไร้เงินสดและประเทศไทย 4.0โดยในช่วงที่ผ่านมา การรถไฟฯ ได้ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย ดำเนินการติดตั้งเครื่องรับบัตรอัตโนมัติ เพื่อรองรับการชำระค่าตั๋วโดยสารด้วยบัตรวีซ่า และมาสเตอร์การ์ด ในวันนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญของสังคมรถไฟยุคใหม่ ไม่ใช้เงินสด กับการรับชำระค่าตั๋วรถไฟด้วยคิวอาร์โค้ด โดยสแกนผ่าน Mobile Banking บนสมาร์ทโฟนทุกธนาคาร  พร้อมใช้งานใน 56 สถานีหลัก จำนวน 140 เครื่อง เช่น สถานีกรุงเทพ เชียงใหม่ อุบลราชธานี หนองคาย ชุมทางหาดใหญ่ ชุมพร เป็นต้น โดยสถานีกรุงเทพมีการติดตั้งมากที่สุด จำนวน 14 เครื่อง ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการทยอยติดตั้งเครื่องรับบัตรอัตโนมัติเพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้บริการของประชาชนที่มาใช้บริการให้ครอบคลุมและทั่วถึง

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาธนาคารได้พัฒนาการใช้ QR Code เพื่อชำระค่าตั๋วให้กับระบบขนส่งมวลชนมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งเครื่องบิน เรือ และรถสาธารณะ ในส่วนของรถไฟก็เป็นระบบขนส่งมวลชนที่อยู่คู่คนไทยมานาน มีเอกลักษณ์สร้างประสบการณ์ในการเดินทางที่ไม่เหมือนใคร จึงมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ทั้งคนไทยที่ใช้รถไฟเพื่อเดินทางในชีวิตประจำวันและเพื่อการท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟ ความร่วมมือในวันนี้รองรับไลฟ์สไตล์ของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป จะช่วยให้ผู้โดยสารรถไฟไทยได้รับความสะดวกรวดเร็ว และช่วยสนับสนุนการสร้างประสบการณ์สังคมไร้เงินสดให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ การชำระค่าตั๋วรถไฟด้วยคิวอาร์โค้ดยังช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการให้กับการรถไฟ และช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ อีกด้วย

ปัจจุบัน จำนวนผู้โดยสารรถไฟทั่วประเทศทั้งชาวไทยและต่างชาติมีประมาณ 2.4 ล้านคนต่อเดือน  หรือราว 80,000 คนต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะหลังการก่อสร้างระบบขนส่งทางรางที่จะแล้วเสร็จในอนาคต ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นรถไฟที่มีความทันสมัยมากขึ้น ในปัจจุบันผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังคงนิยมชำระค่าตั๋วรถไฟด้วยเงินสดกว่าร้อยละ 92  มีเพียง ร้อยละ 6 เท่านั้นที่ชำระด้วยบัตรเครดิต ดังนั้น รูปแบบของรถไฟที่ทันสมัยและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มคุ้นชินกับการชำระเงินด้วย QR Code จึงมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะเป็นบริการที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค

นายวรวุฒิฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาการรถไฟฯ ได้มีการอบรม แนะนำวิธีการใช้ระบบชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด ผ่านเครื่องรับบัตรอัตโนมัติ ให้กับเจ้าหน้าประจำสถานีเรียบร้อยแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกที่ช่องจำหน่ายตั๋วของสถานี โดยผู้ใช้บริการสามารถร่วมสร้าง “สังคมรถไฟยุคใหม่ ไม่ใช้เงินสด” และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่ง หรือศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเว็บไซต์ www.railway.co.th หรือ เฟซบุ๊กแฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

กสิกรไทยจับมือธนาคาร BEA หนุนการค้าการลงทุนไทยและฮ่องกง

Logo

กรุงเทพมหานคร–(THAI BUSINESS NEWS)–12 มิถุนายน 2561

กสิกรไทย ลงนามความร่วมมือกับ Bank of East Asia (BEA) ธนาคารชั้นนำจากฮ่องกง หวังสร้างความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุน  เพื่อสร้างโอกาส เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจระหว่าง  2 ประเทศ

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ฮ่องกงนับเป็นเขตปกครองพิเศษที่เชื่อมโยงระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมในโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ในอนาคต และนโยบาย “ก้าวออกไป” (Going out) ของรัฐบาลจีนที่ได้ส่งเสริมให้นักลงทุนจีนออกไปหาโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศก็จะเป็นการสร้างโอกาสด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศอีกทางหนึ่ง โดยใน 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการลงทุนเฉลี่ยของฮ่องกงในไทยอยู่ที่ 700 ล้านดอลล่าร์ต่อปี นอกจากนี้ จากการลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกงในปี 2560  ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอาเซียนและฮ่องกงมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ฮ่องกงถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 8 ของไทย  จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า มูลค่าการค้ารวมในปี 2560 ประมาณ 15,220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 16.5 โดยไทยส่งออกไปฮ่องกง 12,310 ล้านเหรียญสหรัฐ ของกระทรวงขยายตัวร้อยละ 7.3 และนำเข้า 2,910 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 82  และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังพบอีกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวฮ่องกงและไทยที่เดินทางไปมาระหว่างกันมีจำนวนทั้งหมด 1.4 ล้านคนในปี 2560

จากข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดด้านการค้าระหว่างไทย-ฮ่องกง ดังกล่าวธนาคารกสิกรไทย และ Bank of East Asia (BEA) ธนาคารชั้นนำจากฮ่องกง จึงได้ร่วมลงนามเพื่อขยายความร่วมมือในการมุ่งแสวงหานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน และให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ อันจะสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฮ่องกงให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียนเต็มรูปแบบ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ ณ เมืองเซินเจิ้น พร้อมเครือข่ายบริการ ได้แก่ สาขาเซินเจิ้น สาขาเฉิงตู สาขาเซี่ยงไฮ้ สาขาฮ่องกง สำนักงานผู้แทน ณ นครปักกิ่ง และสำนักงานผู้แทน ณ เมืองคุนหมิง ซึ่งการได้รับใบอนุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่น ทำให้ธนาคารสามารถให้บริการลูกค้าบรรษัทได้อย่างครบวงจร ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้าบรรษัทและลูกค้าบุคคลของธนาคาร ทั้งที่เป็นลูกค้าคนไทยในฮ่องกง หรือลูกค้าฮ่องกงโดยตรง จึงเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับธนาคาร BEA ธนาคารชั้นนำของฮ่องกงในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของทั้งสองธนาคารมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจของประเทศไทยกับฮ่องกงและจีนให้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

ดร.เดวิด เค.พี.ลี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  Bank of East Asia(BEA) ฮ่องกง เปิดเผยว่า ธนาคาร BEA และธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างฮ่องกงและประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ASEAN) ดังนั้น ธนาคารทั้งสองจึงได้ส่งเสริมให้มีการลงทุนโดยตรงจากฮ่องกงสู่ประเทศไทยมากขึ้น

Bank of East Asia (BEA) จัดตั้งขึ้นในปี 2461 ปัจจุบันเป็นกลุ่มให้บริการทางการเงินชั้นนำของฮ่องกงเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน (Greater China) และประเทศอื่นๆ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 BEA มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 103.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบันเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเป็นหลักทรัพย์ที่รวมในการคำนวณดัชนีราคาฮั่งเส็งด้วย

กสิกรไทยจับมือฮอร์แกไนซ์ ส่งโซลูชันจัดการธุรกิจหอพัก อพาร์ตเมนต์ครบวงจร พร้อมสินเชื่อพิเศษ ตั้งเป้าปล่อย 500 ล้านบาท

Logo

กรุงเทพมหานคร–(THAI BUSINESS NEWS)–5 มิถุนายน 2561

ธนาคารกสิกรไทยจับมือฮอร์แกไนซ์ นำเสนอเทคโนโลยีโซลูชันเพื่อช่วยผู้ประกอบการหอพัก อพาร์ตเมนต์จัดการธุรกิจแบบครบวงจร เรียกเก็บและรับชำระเงินได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมระบบจัดการข้อมูลและการสื่อสารกับผู้เช่า เพิ่มความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกทั้งเจ้าของหอพัก อพาร์ตเมนต์ และผู้เช่า โดยธนาคารมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ประกอบการที่ใช้แอปพลิเคชันฮอร์แกไนซ์ รับสินเชื่อธุรกิจอพาร์ตเมนต์อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อ 500 ล้านบาท พร้อมร่วมกันจัดสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการธุรกิจหอพักอพาร์ตเมนต์ทั่วประเทศ

       นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจหอพัก อพาร์ตเมนต์ที่ขอใบอนุญาตก่อสร้างทั่วประเทศ จำนวน 18,256 ราย (ข้อมูลล่าสุดปี 2560) โดยส่วนใหญ่จะเป็นหอพัก อพาร์ตเมนต์อยู่ในจังหวัดที่เป็นเมือง มีความเป็นชุมชนหนาแน่น มีการเคลื่อนไหวของกิจกรรมเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และจังหวัดที่มีจำนวนสถาบันการศึกษาสูง แม้ว่าเจ้าของธุรกิจหอพัก อพาร์ตเมนต์จะดูเหมือนเป็นเสือนอนกิน แต่ก็มีปัญหาในการบริหารจัดการธุรกิจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลที่ไม่เป็นระบบ  มีปริมาณเอกสารจำนวนมากที่ต้องจัดการ การเก็บค่าเช่าที่ต้องคอยทวงถามจากผู้เช่า การทุจริตของพนักงาน การแข่งขันที่สูงขึ้น อีกทั้งล่าสุดกฎหมายเกี่ยวกับหอพัก อพาร์ตเมนต์ ที่มีผลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดการธุรกิจของผู้ประกอบการอีกด้วย

ล่าสุดธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมมือกับฮอร์แกไนซ์ (Horganice) แอปพลิเคชันเพื่อการจัดการธุรกิจหอพัก อพาร์ตเมนต์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ประกอบการหอพัก อพาร์ตเมนต์ และผู้เช่า เสนอโซลูชันระบบจัดการธุรกิจหอพักอพาร์ตเมนต์แบบครบวงจร ยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหอพัก อพาร์ตเมนต์ บริหารจัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น ดังนี้

การบริหารจัดการข้อมูลได้เป็นระบบมากขึ้น ช่วยให้เจ้าของหอพักอพาร์ตเมนต์รู้ข้อมูลผู้เช่า ข้อมูลรายได้ โดยผู้ประกอบการสามารถเรียกดูรายงานรายรับ-รายจ่าย กำไร-ขาดทุน ได้ตลอดเวลา ทำให้รู้สถานะของธุรกิจได้แบบเรียลไทม์

การบริหารจัดการด้านการเงิน ช่วยให้การเก็บค่าเช่าของเจ้าของหอพักอพาร์ตเมนต์ มีความสะดวกและเป็นระบบมากขึ้น หมดปัญหาเรื่องพนักงานรับเงินโกงเงินค่าเช่า เพราะระบบจะมีการแจ้งเตือนค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ให้กับผู้เช่าทราบ ในส่วนของผู้เช่าเองก็สะดวกด้วยการชำระค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีทำให้ธนาคารมีข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อ โดยเจ้าของหอพักอพาร์ตเมนต์ที่ใช้งานแอปพลิเคชันฮอร์แกไนซ์ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป รับสิทธิ์ขอสินเชื่อธุรกิจอพาร์ตเมนต์ วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 15 ปี และในกรณีที่วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 6 เดือน

การให้ความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ธุรกิจหอพักอพาร์ตเมนต์จัดเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ธนาคารจึงร่วมกับฮอร์แกไนซ์จัดการสัมมนาความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจทั้งในด้านการตลาด กฎหมาย รวมถึงการบริหารจัดการหอพัก อพาร์ตเมนต์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

นายสุรัตน์ กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าพัฒนาบริการทางการเงินเพื่อผู้ประกอบการ และเชื่อมต่อเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อช่วยยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาธนาคารมีการส่งมอบโซลูชั่นเพื่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจร้านอาหาร และล่าสุดคือความร่วมมือกับฮอร์แกไนซ์ส่งมอบโซลูชันจัดการธุรกิจหอพัก อพาร์ตเมนต์ครั้งนี้ ซึ่งธนาคารเชื่อมั่นว่าจะเป็นโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของธุรกิจหอพักให้เช่าได้อย่างตรงจุด ลดภาระการจัดการธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจในด้านที่มีความเชี่ยวชาญและเพิ่มมูลค่าได้ ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อธุรกิจอพาร์ตเมนต์ที่ 500 ล้านบาท

          นายธนวิชญ์ ต้นกันยา  Founder & CEO บริษัท ฮอร์แกไนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างฮอร์แกไนซ์และธนาคารกสิกรไทยครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการธุรกิจของเจ้าของหอพักอพาร์ตเมนต์ ให้สามารถไปสู่เป้าหมายของการเป็น “เสือนอนกิน” โดยแท้จริง คือ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น มีรายได้สม่ำเสมอ ลดต้นทุนธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการได้ โดยฮอร์แกไนซ์จะช่วยจัดการปัญหาของผู้ประกอบธุรกิจหอพักอพาร์ตเมนต์ในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ การทำงานที่ไม่เป็นระบบ ไม่สามารถดูแลพนักงานได้ทั่วถึง ไม่ทราบสภาพธุรกิจที่แท้จริง นอกจากนี้ การจัดการบัญชีที่ไม่เป็นระบบทำให้คำนวณผลกำไร ขาดทุน ได้ไม่สมบูรณ์ รวมทั้งข้อมูลออฟไลน์ จึงขาดความคล่องตัว ซึ่งผู้ประกอบการหอพักอพาร์ตแมนต์ที่ใช้แอปพลิเคชัน ฮอร์แกไนซ์ จะมีความคล่องตัวขึ้นจากการใช้ระบบผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน โดยจะมีฟังก์ชั่นที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการทราบสภาพธุรกิจที่แท้จริง และนำผลไปต่อยอดพัฒนาหรือปรับแผนได้ไวขึ้น และยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เช่าที่ใช้งานแอปฯด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ แอปฯ ฮอร์แกไนซ์ จะมีฟังก์ชันในการติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าของหอพักกับผู้เช่า ผู้เช่าสามารถแจ้งปัญหาห้องพักที่ต้องการให้ซ่อมแซม แจ้งทำความสะอาด หรือแจ้งย้ายออกได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องรอพบเจ้าหน้าที่ออฟฟิศหอพัก หรือไม่ต้องเขียนใบคำร้อง  ในขณะเดียวกันฝั่งเจ้าของก็สามารถรับแจ้งได้รวดเร็ว จึงบริหารจัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

        นายธนวิชญ์ กล่าวตอนท้ายว่า นอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้จากฟังก์ชันของระบบแล้ว ฮอร์แกไนซ์ยังมีโปรโมชันพิเศษ ให้กับลูกค้าธนาคารกสิกรไทย เมื่อเลือก Business Package หรือ Professional Package รายปี จะได้เพิ่มการใช้งาน ฟรี 3 เดือน ซึ่งการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้ นอกจากจะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจหอพักอพาร์ตเมนต์สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้คล่องตัวยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีส่วนร่วมส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการจัดการธุรกิจของผู้ประกอบการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย 

BRIC INVEST เสนอขาย Aimedis – AIM ICO: ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนและและ AI สำหรับการลงทุนในแพลตฟอร์ม eHealth ที่มีอนาคตสดใส

Logo

Aimedis หวังนำเงินที่ได้จาการระดมทุน ICO มาใช้ในการเปิดตัวแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนและปัญญาประดิษฐ์สู่ตลาดทั่วโลก มอบโอกาสสุดพิเศษให้นักลงทุนได้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติวิธีการสื่อสารระหว่างคนไข้และแพทย์

อัมสเตอร์ดัม & ปาร์ก–(BUSINESS WIRE)–01 มิถุนายน 2018

Aimedis ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสุขภาพผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติดัชต์ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มที่ทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้คนไข้และสถาบันด้านสุขภาพต่างๆ จัดเก็บและแบ่งปันข้อมูลด้านสุขภาพ เช่น ผลการวินิจฉัยโรค ผลเอกซ์เรย์ และผลการตรวจเลือด เป็นต้น ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการให้คนไข้สามารถปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพผ่านวิดีโอ หรือขอใบสั่งยาผ่านระบบออนไลน์ ได้นำเสนอขายสกุลเงินดิจิทัล AIM สำหรับนำมาใช้ในบริการทุกบริการจากแพลตฟอร์มดังกล่าวกับประชาชนทั่วไป

เอกสารประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20180601005370/en/

Aimedis healthcare platform for patients (Graphic: Business Wire)Aimedis แพลตฟอร์มด้านสุขภาพสำหรับคนไข้ (รูปภาพ: Business Wire)

บริษัทที่ดำเนินการโดยแพทย์แห่งนี้ เสนอขายเงินดิจิทัลจำนวน 300 ล้านโทเค็น ด้วยมูลค่าของหลักทรัพย์ที่กำหนดระบุไว้บนใบตราสารที่ 0.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อโทเค็น โดยมีเป้าหมายที่จะระดมทุนให้ได้ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำมาต่อยอดการพัฒนาแพลตฟอร์มและการเปิดตัวแพลตฟอร์มดังกล่าวในตลาดประเทศต่างๆ Dr. Michael J. Kaldasch ผู้เป็นซีอีโอ อธิบายว่า: “หลังจากเปิดตัวในเยอรมนีได้เป็นผลสำเร็จ เราได้พบปะพูดคุยกับสถาบันที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่อุตสาหรรมด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างในตะวันออกไกล การระดุมทุน AIM-ICO จะช่วยให้พวกเรามีเงินทุนสำหรับพัฒนาแพลตฟอร์มและฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งพวกเราวางแผนให้เกิดขึ้นภายในไตรมาสถัดไป ทั้งนี้ รวมถึงการก่อตั้งทีมงานในระดับสากลด้วย”

พอร์ทัลมาตรฐานชั้นนำด้านการระดมทุลด้วยเงินดิจิทัลอย่าง www.icobench.com จัดอันดับการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ตลาดเป็นครั้งแรก (Initial Marketing Offerings) ด้วยคะแนน 4.6 จาก 5 ทำให้ ณ ปัจจุบัน AIM-ICO เป็นหนึ่งในการระดมทุนแบบ ICO ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นการระดมทุนบริการด้านสุขภาพอิเลกทรอนิกส์ที่ดีที่สุดในพอร์ทัล ยังไม่รวมข้อเท็จจริงอีกสองประการที่ทำให้การระดมทุนครั้งนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นการระดมทุนอันดับต้นๆ ได้แก่ การที่แพลตฟอร์มมีอยู่จริงและมีการใช้งานโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศเยอรมนี และ การที่การระดมทุน ICO ของ Aimedis มีคณะกรรมการที่ปรึกษาจากองค์กรที่มีชื่อเสียงทางด้านสุขภาพในระดับสากลเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งบุคคลเหล่านั้นเป็นกลุ่มผู้ผลักดันให้มีการสร้างแพลตฟอร์มจนประสบผลสำเร็จ

ในเว็บไซต์ paymentweek.com นักเขียนนามว่า Steven Anderson ได้เขียนบทความที่ให้ทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับการระดมทุน AIM ICO และให้บทสรุปว่า “ด้วยนักลงทุนจำนวนมากที่กำลังมองหา ‘บิตคอยน์ตัวถัดไป’ AIM อาจเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่คุ้มค่า”

ผู้สนใจสามารถซื้อสกุลเงินดิจิทัล AIM ได้จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน ผ่าน BRIC INVEST บริษัทด้านการลงทุนของสาธารณรัฐเช็ก พร้อมรับโบนัส 30% สำหรับช่วงพรีเซล และโบนัสต้อนรับอีก 5% โดย Miroslav Soukup ผู้ดำรงตำแหน่ง COO กล่าวว่า: “ด้วยโบนัสต้อนรับ 5% เราจึงเป็นแหล่งลงทุนเพียงที่เดียวที่จะให้คุณได้รับผลตอบแทนถึง 11.25 AIM ต่อ ดอลลาร์สหรัฐฯ จากการลงทุน!”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AIM และ Aimedis: https://www.bric-holding.com/aimedis-ico-EN.html

ซื้อโทเค็น AIM ตอนนี้ที่: https://www.bric-holding.com/contact_us_en.html

ดูเวอร์ชั้นต้นฉบับ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20180601005370/en/

ติดต่อ:

BRIC HOLDING SE
Miroslav Soukup
+491739179905
invest@bric-holding.com
https://www.bric-holding.com

Moody’s Analytics ได้รับการรับรองจากจากสำนักงานรับรองด้านการเงินของมาเลเซีย หรือ Finance Accreditation Agency (FAA)

Logo

กัวลาลัมเปอร์–(BUSINESS WIRE)–22 พฤษภาคม 2018

Moody's Analytics ผู้ให้บริการโซลูชันการเรียนรู้และการเงินชั้นนำมีความยินดีที่จะประกาศว่าโปรแกรมการรับรองสินเชื่อองค์กรและในเชิงพาณิชย์ certification program in corporate and commercial credit  (Analytics CICC) ของ Moody’s Analytics ได้รับการรับรองโดย Finance Accreditation Agency (FAA) ของมาเลเซีย

การรับรองของ FAA เป็นการแสดงว่าโปรแกรม Analytics CICC ของ Moody's มีมาตรฐานที่เข้มงวดเพียงพอสำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมในประเทศมาเลเซีย ตามที่กำหนดโดย FAA นอกจากนี้ การรับรองนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโปรแกรมนี้ต่ออุตสาหกรรมการบริการทางการเงินและความพยายามในการปรับตัวให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ด้านการให้สินเชื่อของธนาคารกลางของประเทศมาเลเซีย

"เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการ CICC ของ Moody's Analytics เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งของเราที่ได้รับการรับรอง" Khairul Nizam ซีอีโอของ FAA กล่าว "การรับรองนี้เป็นตามขั้นตอนการประเมินและการประกันคุณภาพอย่างละเอียดโดยยึดหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดระหว่างประเทศและมาตรฐานที่ FAA กำหนดไว้สำหรับโครงสร้างและเนื้อหาของหลักสูตร"

โปรแกรม CICC ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เข้าใจถึงหลักการและแนวทางปฏิบัติของการให้สินเชื่อในเชิงพาณิชย์ที่ทันสมัย โปรแกรมนี้จะรวบรวมขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการตัดสินใจด้านสินเชื่อ และมีโมดูลเฉพาะในหัวข้อที่เข้ากับบริบทในปัจจุบัน เช่น ปัญหาการระบุและการบริหารสินเชื่อ และการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ หลักสูตรจะถูกจัดส่งออนไลน์โดยใช้อินเทอร์เฟซแบบที่สามารถตอบโต้กันได้ทันที

"เรารู้สึกเป็นเกียรติที่โปรแกรมการรับรองสินเชื่อได้รับการรับรองจาก FAA" Ari Lehavi หัวหน้าฝ่ายโซลูชันการเรียนรู้จาก Moody's Analytics กล่าว “ผู้เชี่ยวชาญด้านการธนาคารหลายพันรายทั่วโลกได้เพิ่มทักษะทางวิชาชีพของพวกเขาด้วยหลักสูตรนี้ และเราหวังว่าจะได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนเช่นเดียวกันนี้กับเครือข่ายการธนาคารในประเทศมาเลเซีย

การรับรองของ FAA มาพร้อมกับการอนุมัติแบบเดียวกันจากสถาบันการธนาคารและการคลังของสิงคโปร์  (Singapore’s Institute of Banking and Finance) และธนาคารแห่งประเทศอินเดีย (The Reserve Bank of India)

คลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันและหลักสูตรที่ได้รับการรับรองของ Moody's Analytics

เกี่ยวกับ Moody’s Analytics

Moody's Analytics ให้ข้อมูลทางการเงินและเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนการเติบโต ประสิทธิภาพ และการบริหารความเสี่ยงสำหรับลูกค้าของเรา การรวมตัวของความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบเท่าของเราในด้านความเสี่ยง ทรัพยากร ข้อมูลที่กว้างขวาง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ช่วยให้ผู้นำทางด้านธุรกิจในปัจจุบันสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นใจในตลาดที่มีการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด เราเป็นที่รู้จักในด้านโซลูชันชั้นนำในอุตสาหกรรมด้านนี้ ซึ่งรวมถึง ผลการวิจัย ข้อมูล การบริการด้านซอฟต์แวร์และบริการระดับมืออาชีพ ที่ถูกนำมารวมกันเพื่อมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นแก่ลูกค้า องค์กรนับพันทั่วโลกได้วางใจมาเป็นพันธมิตรกับเราเนื่องจากความมุ่งมั่นแน่วแน่ของเราในการให้บริการลูกค้าของเรา

เกี่ยวกับ Finance Accreditation Agency

FAA ถูกจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนจากธนาคารกลางแห่งประเทศมาเลเซีย หรือ Central Bank of Malaysia และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์มาเลเซีย เพื่อสร้างมาตรฐานและคุณภาพของการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพในอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับรองเครดิตและรับรองคุณภาพที่เป็นอิสระ FAA จะสนับสนุนการพัฒนาทุนมนุษย์ในอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูงและเป็นมืออาชีพในระดับสากล ทั้งนี้ FAA ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการทางเทคนิคที่มาจากผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ และนักวิชาการชั้นนำจากศูนย์การเงินรายใหญ่ ๆ ทั่วโลก FAA ส่งเสริมมาตรฐานสูงสุดในด้านการเรียนรู้และพัฒนา

Moody's Analytics เป็น บริษัท ในเครือของ Moody's Corporation (NYSE: MCO) MCO มีรายได้ 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017  มีพนักงานประมาณ 11,900 คนทั่วโลกและมีสำนักงานอยู่ใน 41 ประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Moody's Analytics สามารถหาอ่านได้ที่ www.moodysanalytics.com

ดูเวอร์ชันต้นฉบับบน businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51801084&lang=en

ฝ่ายสื่อสารสัมพันธ์ Moody’s Analytics

Katerina Soumilova, 001.212.553.1177

katerina.soumilova@moodys.com

หรือ

moodysanalytics.com

twitter.com/moodysanalytics

linkedin.com/company/moody’s-analytics

กสิกรไทยท็อปฟอร์ม กวาด 7 รางวัล แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์การเงิน

Logo

กรุงเทพมหานคร–(THAI BUSINESS NEWS)–21 พฤษภาคม 2561

นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ นางนิศานาถ อู่วุฒิพงษ์ (กลาง) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และนายสุรเดช เกียรติธนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคารรับ 7 รางวัล แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่อยู่ในใจของผู้บริโภค ได้แก่ รางวัลโมบาย แบงกิ้ง, อินเตอร์เนต แบงกิ้ง, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, บริการด้านเงินฝาก, กองทุนรวม และธนาคารเพื่อเอสเอ็มอี  จากงานประกาศรางวัล “No.1 Brand Thailand  2017 – 2018” ที่จัดขึ้นโดย บริษัท วิดีโอ รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ Marketeer Research ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ส่วนบริหารเครือข่ายสื่อ

ฝ่ายสื่อสารและองค์การสัมพันธ์

ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่

โทร. 0 2470 2653-8