Category Archives: Finance

กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล (CIMB-Principal Asset Management Group) ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำภูมิภาคอาเซียนคนใหม่

Logo

โดยซีอีโอประจำภูมิภาคอาเซียนคนเดิม Alejandro Echegorri จะย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Principal Asia

กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย/ กรุงเทพ ประเทศไทย / จาการ์ตา อินโดนีเซีย, วันที่ 13 ธันวาคม 2561

กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล (CIMB-Principal Asset Management Group) ประกาศวันนี้ว่า Juan Ignacio Eyzaguirre จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ประจำภูมิภาคอาเซียนซึ่งจะเป็นผู้ดูแลธุรกิจของกลุ่มบริษัทซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทดังต่อไปนี้ CIMB-Principal Asset Management Berhad และ CIMB-Principal Islamic Asset Management Sdn Bhd ในมาเลเซีย, PT CIMB-Principal Asset Management ในอินโดนีเซีย, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด ในประเทศไทย และ  CIMB-Principal Asset Management Pte Ltd ในสิงคโปร์ การแต่งตั้งดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (Malaysia Securities Commission) และกรมการตรวจคนเข้าเมือง (Immigration Department) ของมาเลเซียด้วย 

กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลนั้นเป็นบริษัทร่วมทุนกันระหว่างกลุ่มพรินซิเพิล ไฟแนนซ์เชียล  (Principal Financial Group: Principal) และกลุ่มซีไอเอ็มบี ประเทศมาเลเซีย (CIMB Group Holdings Berhad: CIMB)    "นี่เป็นช่วงเวลาที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เนื่องจากเราจะทำให้ธุรกิจของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต ประสบการณ์จากการดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำด้านการจัดการสินทรัพย์ การธนาคาร การประกันภัย และกองทุนบำนาญตลอด 30 ปีของ Juan จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเพื่อการออมเงินและการเกษียณอายุในภูมิภาคในระยะยาว" Pedro Borda ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียของพรินซิเพิลกล่าว

Alejandro Echegorri ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคอาเซียนของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2015 จะดำรงตำแหน่งใหม่เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของพรินซิเพิล อินเตอร์เนชันแนล ( Principal International) ประจำภูมิภาคเอเชีย โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2019 เป็นต้นไป

"ในการดำรงตำแหน่งใหม่ Alejandro จะทำงานร่วมกับฝ่ายการลงทุนภายในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เพื่อช่วยให้พรินซิเพิลสร้างประสบการณ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์หลากหลายแก่นักลงทุน"  Luis Valdes ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานบริหารของพรินซิเพิล อินเตอร์เนชันแนล กล่าว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปที่ www.cimb-principal.com 

###

เกี่ยวกับ CIMB-Principal Asset Management Berhad

CIMB-Principal Asset Management Berhad ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมาเลเซีย เป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์เพื่อการลงทุนชั้นนำในภูมิภาค บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 1995 และเป็นหนึ่งในบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย และประสบความสำเร็จในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย

เครือบริษัทซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ประกอบด้วย CIMB-Principal Islamic Asset Management Sdn Bhd ในมาเลเซีย, PT CIMB-Principal Asset Management ในอินโดนีเซีย, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัดในประเทศไทย และ CIMB-Principal Asset Management Pte Ltd ในสิงคโปร์

กลุ่มบริษัทมี ทรัพย์สินภายใต้การจัดการมูลค่า 80  พันล้านริงกิตมาเลเซีย ณ เดือนตุลาคม 2018 และเป็นหนึ่งในผู้จัดการหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งเสนอโซลูชันจัดการสินทรัพย์อย่างครบวงจร บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายกองทุนรวมมากมาย รวมทั้งให้บริการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนตามความต้องการของลูกค้าแก่บริษัท สถาบัน รัฐบาล และกองทุนบำเหน็จบำนาญ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่ทำงานอย่างทุ่มเทประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติในภูมิภาค และมอบประสบการณ์ความชำนาญด้านตราสารทุน ตราสารหนี้ การบริหารจัดการเงินสด และการบริหารกองทุนตามหลักชะรีอะฮ์ผ่านทางบริษัท CIMB-Principal Islamic Asset Management Company

ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มซีไอเอ็มบี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มบริษัทการเงินพรินซิเพิล สหรัฐอเมริกา บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq และติดอันดับ Fortune 500   

Principal และรูปแบบสัญลักษณ์ รวมทั้ง Principal Financial Group คือเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของ Principal Financial Services, In. ซึ่งเป็นสมาชิกของ Principal Financial Group

ฝ่ายประสานงานสื่อของพรินซิเพิล กรุณาติดต่อ:            

Kim Thean Soo, Principal International South Asia, +603 20842032, kim.theansoo@principal.com

ข่าวเผยแพร่: รับเมื่อ วันที่ 13 ธันวาคม 2561

  

กลุ่มซีไอเอ็มบีเข้าร่วม RippleNet สนับสนุนการชำระเงินทันใจทั่วภูมิภาคอาเซียน

Logo

ธนาคารซีไอเอ็มบีเป็นหนึ่งในธนาคารแรกที่ใช้เทคโนโลยี blockchain ในการเจาะธุรกิจการส่งเงินในภูมิภาคที่มีมูลค่า 120 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ซานฟรานซิสโก–(บิสิเนสไวร์)–15 พฤศจิกายน 2018

กลุ่มซีไอเอ็มบี ( "ซีไอเอ็มบี" หรือ "กลุ่ม") และ Ripple จับคู่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำเสนอบริการชำระเงินข้ามพรมแดนได้ทันทีผ่านตลาดต่างๆ  ในส่วนของการเป็นหุ้นส่วนนี้ CIMB จะเข้าร่วมเครือข่าย Ripple ("RippleNet") ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงสมาชิก RippleNet อื่นๆ และช่วยให้ CIMB สามารถขยายธุรกิจด้านการชำระเงินข้ามพรมแดนได้

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะด้านมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20181114006003/en/

Ripple's CEO Brad Garlinghouse and CIMB Group's CEO Tengku Dato’ Sri Zafrul Aziz celebrate their par ...

ซีอีโอของ Ripple Brad Garlinghouse และ ซีอีโอของ กลุ่มซีไอเอ็มบี Tengku Dato 'Sri Zafrul Aziz ฉลองการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ (รูปภาพ: บิสิเนสไวร์)

โซลูชั่น blockchain ของ Ripple ได้รับการติดตั้งเพื่อเพิ่มความเร็วให้แก่ Speedsend ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเงินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ CIMB  โซลูชั่นนี้จะเป็นการขยายเครือข่าย Speedsend ของ CIMB และเปิดทางเดินให้กับการชำระเงินใหม่ๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคข้ามพรมแดนทั้งในประเทศอาเซียนและขาออกไปต่างประเทศ  โซลูชั่นนี้ใช้งานได้แล้วกับ Speedsend ทำให้สามารถโอนเงินผ่านช่องทางเช่นออสเตรเลีย (ร่วมกับ InstaReM ซึ่งเป็นสมาชิกของ RippleNet) สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฮ่องกง

"เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ RippleNet และหวังว่าจะได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Ripple โดยการใช้จุดแข็งและความสามารถของกันและกัน  นวัตกรรม blockchain นี้จะปฏิวัติการส่งเงินระหว่างประเทศและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของซีไอเอ็มบีในการเพิ่มความสามารถในการให้บริการด้านการธนาคารแบบดิจิทัลด้วยการมอบโซลูชั่นที่รวดเร็วและคุ้มค่าแก่ลูกค้าของเราทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน” Tengku Dato 'Sri Zafrul Aziz, CEO กลุ่มซีไอเอ็มบีกล่าว

โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานความร่วมมือโดยรวม ซีไอเอ็มมุ่งมั่นที่จะขยายโซลูชั่นนี้ไปสู่กรณีการใช้งานอื่นๆ ทั่วทั้งกลุ่ม  ปัจจุบันมีความต้องการใช้โซลูชั่นการชำระเงินข้ามพรมแดนที่เพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่าการส่งเงินไปที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นเป็น 120 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2561

"เราเห็นธนาคารและสถาบันการเงินจากทั่วโลกยันเข้าสู่โซลูชัน blockchain เพราะช่วยให้มีประสบการณ์ในการชำระเงินค่าใช้จ่ายที่โปร่งใส เร็วขึ้นและถูกลง" Brad Garlinghouse ซีอีโอ Ripple กล่าว "เครือข่ายของ CIMB มีอยู่แล้ว 15 ประเทศเกือบ 800 สาขาและมี Speedsend ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน  ตอนนี้ โดยการบูรณาการเทคโนโลยี blockchain ของ Ripple พวกเขาจะช่วยให้ลูกค้าสามารถส่งเงินทุนที่สำคัญให้กับครอบครัว เพื่อน และคนที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรม CIMB จะยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของภูมิภาคในอีกหลายปีต่อไป"

เกี่ยวกับ Ripple

Ripple มอบประสบการณ์ไร้แรงเสียดทานในการส่งเงินทั่วโลกโดยใช้พลังของ blockchain  สถาบันการเงินสามารถประมวลการชำระเงินของลูกค้าได้ทุกที่ในโลกอย่างรวดเร็ว เชื่อถือได้ และประหยัดค่าใช้จ่ายโดยการเข้าร่วมเครือข่ายทั่วโลกที่กำลังเติบโตของ Ripple  ธนาคารและผู้ให้บริการการชำระเงินสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล XRP เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้  Ripple มีลูกค้ามากกว่า 100 รายทั่วโลกด้วยสำนักงานในซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ลอนดอน ลักเซมเบิร์ก มุมไบ สิงคโปร์ และซิดนีย์

เกี่ยวกับกลุ่มซีไอเอ็มบี

กลุ่มซีไอเอ็มบีเป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของอาเซียนและเป็นผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่อันดับสองของมาเลเซียโดยสินทรัพย์  ซีไอเอ็มบีให้บริการธนาคารเพื่อผู้บริโภค ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการลงทุน ธนาคารอิสลาม และผลิตภัณฑ์และบริการด้านการจัดการสินทรัพย์  กลุ่มดังกล่าวมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์และมีสำนักงานอยู่ใน 9 ประเทศจาก 10 ประเทศในอาเซียน (มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย กัมพูชา บรูไน เวียดนาม พม่า และลาว) นอกเหนือจากอาเซียน ทางกลุ่มมีตลาดในประเทศจีน ฮ่องกง อินเดีย ศรีลังกา เกาหลี สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ

กลุ่มซีไอเอ็มบีมีเครือข่ายสาขาค้าปลีกที่กว้างขวางที่สุดในอาเซียน โดยมีประมาณ 800 สาขา ณ วันที่ 30 กันยายน 2018  นอกจากนี้ กลุ่มซีไอเอ็มบีมียังเป็นหนึ่งในธนาคารเพื่อการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีการวิจัยที่ครอบคลุมมากที่สุดประมาณ 700 หุ้นในภูมิภาคนี้

กลุ่มซีไอเอ็มบีดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทหลัก 3 แห่งคือธนาคารซีไอเอ็บี ธนาคารเพื่อการลงทุนซีไอเอ็มบี และซีไอเอ็มบีอิสลาม  กลุ่มซีไอเอ็มบีเป็นผู้ถือหุ้นธนาคาร Bank CIMB Niaga ในอินโดนีเซียในสัดส่วน 92.5% และเป็นผู้ถือหุ้นของซีไอเอ็มบีไทยในสัดส่วน 94.1%

กลุ่มซีไอเอ็มบีจดทะเบียนใน Bursa Malaysia ผ่าน CIMB Group Holdings Berhad ณ วันที่ 30 กันยายน 2018 มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 56.3 พันล้าน RM  ทางกลุ่มมีพนักงานประมาณ 36,000 คนใน 15 ประเทศ

ดูเวอร์ชันของแหล่งที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20181114006003/en/

ติดต่อ:

Ripple

Tom Channick

press@ripple.com

หรือ

CIMB Group

Suria Zainal

suriawati.zainal@cimb.com

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ยกระดับระบบการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย Charles River IMS

Logo

เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย–(BUSINESS WIRE)–1 พฤศจิกายน 2561

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำของไทย ได้ยกระดับความสามารถในการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ในการลงทุนทุกประเภท ด้วยระบบ Chales River Investment Management Solution (Charles River IMS) ทางกองทุนกรุงศรีได้ใช้ Charles River IMS ในการบริหารพอร์ต การค้าและการลงทุน รวมทั้งการจัดการค่าใช้จ่าของลูกค้าระดับองค์กร การป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และการทำธุรกรรม FX จากส่วนที่ให้บริการกับลูกค้าโดยตรงมาตั้งแต่พ.ศ. 2548

“การติดต่อสื่อสารและการร่วมมือกันระหว่างผู้จัดการพอร์ต ผู้ค้า และนักลงทุนนั้นพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น และนั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถตัดสินใจด้วยความเชี่ยวชาญมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการสร้างและจัดการพอร์ต” คุณประเสริฐ อิ่มพรรุจี ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มเทคโนโลยีและสารสนเทศ กองทุนกรุงศรีกล่าว “เมื่อเราพัฒนาในส่วนที่ให้บริการกับลูกค้าโดยตรงแล้ว เราก็สามารถยกระดับการทำงานของเราให้ดีขึ้น และมีการจัดการข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น”

“ระบบ Charles River IMS ช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กรต่าง ๆ และทำให้การปฏิบัติงานในแต่ละวันนั้นง่ายขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มการจัดการเงินรวม” นายคาเมรอน ฟีลด์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Charles River ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว “รวมทั้งการมีภาพรวมในการลงทุนเดียวกันนั้น ช่วยให้ลูกค้าของเราอย่างบริษัทกองทุนกรุงศรีสามารถพัฒนาการให้บริการโดยตรงกับลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยจัดการกับความเสี่ยงที่ส่งผลต่อธุรกิจของกรุงศรีได้อีกด้วย”

เกี่ยวกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (กองทุนกรุงศรี) เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำของไทย ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการหลายรูปแบบ รวมทั้งบริการด้านกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า บริษัทก่อตั้งขี้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 ภายใต้ชื่อ บลจ. สิทธิภาพ อยุธยาจาร์ดีนเฟลมมิ่ง จำกัด และเปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ในปีพ.ศ. 2554 บริษัทจัดการหลักทรัพย์กองทุน กรุงศรี มุ่งมั่นที่จะมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า และผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับลูกค้าของเรา อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.krungsriasset.com

เกี่ยวกับ Charles River ในเครือ State Street Corporation

Charles River Development, a State Street Company เป็นบริษัทที่ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับสินทรัพย์ทุกประเภทในการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับการลงทุนจากกว่า 40 ประเทศเลือกใช้โซลูชันบริหารกองทุนจาก Charles River IMS เพื่อดูแลสินทรัพย์ในการลงทุนสถาบัน การบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ที่มีมูลค่ามากกว่า 25 ล้านล้านเดอลลาร์ ซอฟต์แวร์ที่เป็นโซลูชั่นฐานบริการของเรา (SaaS) ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การจัดการลงทุนเป็นไปอย่างอัตโนมัติและง่ายยิ่งขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียว จากการบริหารพอร์ต และการวิเคราะห์ความเสี่ยงผ่านการขายและการจัดการหลังการขาย ด้วยการตรวจสอบแบบบูรณาการและข้อมูลที่ได้รับการจัดการตั้งแต่ต้นจนจบ

สำนักงานใหญ่ของเราตั้งอยู่ที่เมืองเบอร์ลิงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และเราให้บริการลูกค้าจากทั่วโลกและมีพนักงานมากกว่า 750 คนในสำนักงานส่วนภูมิภาค 11 แห่ง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.crd.com

เกี่ยวกับ State Street Corporation

State Street Corporation (NYSE:STT) คือผู้ให้บริการด้านการเงินชั้นนำระดับโลกกับนักลงทุนประเภทสถาบัน ได้แก่ บริการด้านการลงทุน การบริหารการลงทุนและการวิจัยการลงทุนและซื้อขาย จากข้อมูลล่าสุดเมื่อ 30 มิถุนายน 2018 State Street มีทรัพย์สินมูลค่า 3.39 ล้านล้านดอลลาร์ในครอบครองและในส่วนของการบริหาร และทรัพย์สินมูลค่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์* ภายใต้การบริหารจัดการ บริษัทดำเนินกิจการในตลาดทั่วโลกกว่า 100 แห่ง และมีพนักงานกว่า 38,000 คน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ State Street ที่ http://www.statestreet.com/platformforgrowth

*ทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการประกอบด้วยทรัพย์สินของ SPDR® Gold ETF และ SPDR® Long Dollar Gold Trust ETF (มูลค่าโดยประมาณ 33 พันล้านดอลลาร์ ข้อมูลเมื่อ 30 มิถุนายน 2018) โดยมี State Street Global Advisors Funds Distributors, LLC (SSGA FD) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนด้านการตลาด SSGA FD และ State Street Global Advisors เป็นบริษัทในเครือ

ห้ามทำซ้ำ คัดลอก หรือส่งต่อเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดในเอกสารนี้ และห้ามเปิดเผยเนื้อหาในเอกสารนี้กับบุคคลทีสามโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก State Street

การลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงในการสูญเงินต้นทั้งหมด

เอกสารนี้มีจุดประสงค์เพื่อแจ้งข้อมูลเท่านั้น เนื้อหาในเอกสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามตลาดแต่ละแห่งเเละเงื่อนไขอื่นๆ ความเห็นที่แสดงในเอกสารนี้เป็นการแสดงความและข้อมูลโดยทั่วไป และไม่มีการดัดแปลงเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ เหตุการณ์และ/หรือปรัชญาในการลงทุน

วันหมดอายุ: 30 ตุลาคม 2562
©2018 State Street Corporation – All Rights Reserved
State Street Corporation, One Lincoln St, Boston MA 02111

2299120.1.1.GBL.PR

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20181031005712/en/

ติดต่อ:

Charles River Development
Kellie Smith, +61 3 8628 0100 ext. 1171
KellieSmith@CRD.com

EMQ คิวคว้ารางวัล Red Herring จาก ท็อป 100 Global Award

Logo

ซานฟรานซิสโกและฮ่องกง–(BUSINESS WIRE)–29 ต.ค. 2018

EMQ,  2018 Red Herring Top 100 เครือข่ายชั้นนำทางการเงินครอบคลุมทั่วเอเชีย ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ชนะรางวัลอันทรงเกียรติระดับโลก รางวัล Red Herring รางวัลนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีของบริษัทสตาร์ทอัพจากอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้มีคุณลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20181028005045/en/

The Red Herring Top 100 ซึ่งอยู่ในปีที่ 22 ถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ทรงเกียรติมากที่สุดในอุตสาหกรรม ผู้ชนะของ Top 100 Global ในปีนี้จะมาจากการคัดเลือกจากคณะกรรมการซึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระของ และทีมงานบรรณาธิการของ Red Herring ตามเกณฑ์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เช่นประสิทธิภาพทางการเงิน นวัตกรรมเทคโนโลยี คุณภาพการบริหารจัดการ กลยุทธ์และการเจาะตลาด การประเมินศักยภาพนี้เป็นการตรวจสอบประวัติและสถานะของบริษัทสตาร์ทอัพเทียบเคียงกับบริษัทในด้านเดียวกัน ทำให้ Red Herring สามารถมองเห็นผ่าน "แค่เปลือก" และทำให้รายชื่อที่ได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นพบและการสนับสนุนสำหรับรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีโอกาสเติบโตมากที่สุดจากทั่วโลก.

"ใน EMQ เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการโซลูชั่นที่ยืดหยุ่นและครบวงจรแก่ลูกค้าของเรามากที่สุดซึ่งจะช่วยให้พวกเขาขยายธุรกิจไปสู่ตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายการตั้งถิ่นฐานทางการเงินที่กว้างขวางของเราทั่วเอเชีย" Max Liu ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ EMQ กล่าว "เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการยอมรับจาก Red Herring ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ทีม EMQ ทั้งหมดในการสร้างความเป็นเลิศเพื่อการให้บริการลูกค้าและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในการกำหนดระบบนิเวศการชำระเงินแบบใหม่"

"การเลือกบริษัทที่มีศักยภาพสูงสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ " Alex Vieux พับบลิชเชอร์และซีอีโอของ Red Herring กล่าว หลังจากการสนทนาและการอภิปรายอย่างเข้มงวดแล้ว เราได้ลดจำนวนผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบจากผู้สมัครหลายร้อยรายจากทั่วโลกเหลือเพียงผู้ชนะจำนวน 100 อันดับแรก เราเชื่อว่า EMQ จะเสริมสร้าง วิสัยทัศน์ แรงผลักดัน และนวัตกรรมที่จะกำหนดความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้น EMQ ควรจะภูมิใจในความสำเร็จ "

รายชื่อ ท็อป 100 Global Herring ของ Red Herring กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโดเด่นในการระบุ บริษัทและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง บรรณาธิการของ Red Herring เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่ตระหนักดีว่า บริษัท ต่างๆเช่น Facebook, Twitter, Google, Yahoo, Skype, Salesforce.com, YouTube และ eBay จะเปลี่ยนวิธีที่เราทำงานและมีชีวิต

เกี่ยวกับ EMQ

EMQ เป็นเครือข่ายทางการเงินชั้นนำในเอเชีย โดยนำเสนอตัวเลือกการโอนเงินที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับกิจการและบุคคล ด้วยสินทรัพย์ของเราที่อยู่ในเอเชีย EMQ ได้จัดตั้งเครือข่ายที่ครอบคลุมและได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบซึ่งสามารถเข้าถึงจุดแจกจ่ายได้หลายพันแห่งในภูมิภาคเอเชียเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมไปที่ www.emq.com

เกี่ยวกับ Red Herring

Red Herring เป็น บริษัท ด้านสื่อระดับโลกที่รวบรวมนักนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลกนักลงทุนร่วมและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจทางธุรกิจในหลากหลายฟอรั่ม: นิตยสารนวัตกรรมชั้นนำ บริการข่าวเทคโนโลยีออนไลน์รายวัน จดหมายข่าวเทคโนโลยีและเหตุการณ์สำคัญสำหรับผู้นำด้านเทคโนโลยีทั่วโลก Red Herring ให้โอกาสในการเข้าถึงระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลกที่มีข้อมูลเชิงลึกที่ไร้คู่แข่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20181028005045/en/

สื่อ:

EMQ

Genevieve Li, +852 9200 3892

Genevieve@emq.com

กสิกรไทยประสบความสำเร็จในการทดสอบการโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ โดยใช้ SWIFT gpi คาดเริ่มใช้ปีหน้า

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–25 ตุลาคม 2018

ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับ SWIFT และธนาคารอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ทำการทดสอบการโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์แบบใหม่ของ SWIFT โดยสามารถทำการโอนเงินได้ในภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ไปยังธนาคารภายในประเทศ แม้ว่าจะเป็นธนาคารที่ไม่ได้อยู่บนแพลตฟอร์ม gpi ก็ตาม คาดพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปี 62

นายศีลวัต สันติวิสัฏฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการโอนเงินระหว่างประเทศมีมูลค่ามหาศาล เนื่องมาจากการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศและการโอนเงินส่วนบุคคลในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจนี้มีการแข่งขันสูง มีการพัฒนาเทคโนโลยีการโอนเงินใหม่ ๆ จากสถาบันและฟินเทค ซึ่งแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน SWIFT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการส่งข้อความทางการเงินระดับโลก ได้ยืนยันว่า ระบบการโอนชำระเงินแบบใหม่ที่สามารถโอนเงินถึงปลายทางภายในไม่กี่วินาที โดย SWIFT gpi จะสามารถทำได้โดยผ่านระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ของแต่ละประเทศไปยังบัญชีธนาคารอื่นๆ บนแพลตฟอร์มภายในประเทศ ดังนั้น จึงถือเป็นการพัฒนาการครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งในด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งในอนาคตสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้กับการโอนชำระเงินในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ การชำระเงินแบบ peer-to-peer เช่น การชำระเงินระหว่างมือถือกับมือถือ และการชำระค่าเล่าเรียน

จุดเริ่มต้นของการชำระเงินแบบเรียลไทม์ของประเทศออสเตรเลียคือแพลตฟอร์ม NPP (New Payments Platform) ซึ่งช่วยให้ SWIFT และกลุ่มธนาคารในออสเตรเลีย จีน สิงคโปร์และประเทศไทยสามารถทำการศึกษา ความเป็นไปได้ของบริการ gpi บนแพลตฟอร์ม NPP และทบทวนว่าจะช่วยให้สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็วขึ้นได้อย่างไร

สำหรับธนาคารกสิกรไทยและ National  Australia Bank การทดสอบช่องทางระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียประสบความสำเร็จ โดยสามารถทำให้โอนเงินบนแพลตฟอร์ม NPP ซึ่งให้บริการตลอดเวลา จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะลดความล่าช้าและรับรองได้ว่าสามารถโอนเงินเข้าบัญชีปลายทางได้ภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น

EMQ จับมือ FOMO Pay เสริมความแกร่งให้การปฏิวัติการชำระเงินแบบดิจิทัลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ “One Belt One Road”

Logo

ฮ่องกง & สิงคโปร์–(BUSINESS WIRE)–24 ตุลาคม 2018

EMQ เครือข่ายระบบชำระเงินชั้นนำของเอเชีย และ FOMO Pay ผู้ให้บริการโซลูชันชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดจากสิงคโปร์ที่ได้รับรางวัล ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรเพื่อรองรับความต้องการใช้งานระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ระหว่างสิงคโปร์และจีนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจในเอเชีย การจับมือเป็นพันธมิตรกันครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและสนับสุนโครงการ 2020 Smart Nation ของรัฐบาลในเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์เป็นระบบดิจิทัลได้เร็วขึ้น

“สิงคโปร์เป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างมากต่อกลยุทธ์การเติบโตในระดับโลกของเรา และเรามีความตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้สนับสนุนความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศสิงคโปร์ให้เป็น Smart Nation ด้วยการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล” นาย Max Liu ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ EMQ กล่าว “ในฐานะพันธมิตรของ FOMO Pay การร่วมมือกันครั้งนี้แสดงถึงก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับระบบชำระเงิน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการเติบโตทางเศรษฐกิจในสิงคโปร์ และระเบียงเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ One Belt One Road”

การร่วมมือกับ FOMO Pay ที่มีเครือข่ายระบบรับชำระเงินของ EMQ เป็นตัวขับเคลื่อนจะทำให้ชุมชนชาวจีนในประเทศสิงคโปร์สามารถโอนเงินแบบเรียลไทม์ได้อย่างสะดวกและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวในประเทศจีนได้โดยตรง ขณะที่เป็นการสร้างเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมและให้ประชากรชาวจีนเข้าถึงบริการด้านการเงินแบบดิจิทัลได้มากขึ้น

“ลูกค้าคือหัวใจสำคัญสำหรับธุรกิจของเรา และพวกเรามีการคิดค้นวิธีใหม่ๆ ในการปรับปรุงบริการของเราอยู่เสมอ” นาย Zack Yang ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการอำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ FOMO Pay “การร่วมมือกันเชิงกลยุทธ์กับ EMQ ของเราจะช่วยให้เราสามารถแนะนำบริการทางการเงินใหม่ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าของเราได้ประโยชน์มากขึ้น และสร้างข้อได้เปรียบในการขยายธุรกิจในตลาดใหม่ๆ ให้กับเรา เราหวังว่าจะได้พัฒนาความสัมพันธ์ของเรากับ EMQ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนระบบการชำระเงินแบบดิจิทัลสำหรับทั่วทั้งระเบียงเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ One Belt One Road”

ขณะนี้ EMQ ดำเนินการทั้งในจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เวียดนาม กัมพูชา และฟิลิปปินส์ และเราจะขยายธุรกิจทั่วทั้งตลาดที่สำคัญๆ ทั่วโลกทั้งในเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ ปัจจุบัน บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการในฮ่องกง อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

FOMO Pay มีบทบาทอย่างมากในการทำขับเคลื่อนให้สิงคโปร์เป็นสังคมไร้เงินสด บริษัทเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ชื่อว่า SGQR ที่ริเริ่มโดยธนาคารสิงคโปร์ (‘MAS’) ซึ่งได้กำหนดวิธีพัฒนาระบบชำระเงินโดยปราศจากเงินสดในสิงคโปร์ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น หน่วยงานที่ชื่อว่า SGQR นี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่สำคัญในอุตสาหกรรมการชำระเงิน เช่น ธนาคารขนาดใหญ่ (DBS, OCBC, UnionPay และ UOB) หน่วยงานภาครัฐ (HDB, NEA และ Spring Singapore) รวมถึงผู้ให้บริการชำระเงิน เช่น FOMO Pay และมีเป้าหมายที่จะประกาศข้อกำหนดมาตรฐานสำหรับการชำระเงินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงจะทำการพิจารณาโครงสร้างของรัฐและกลยุทธ์ในการนำคิวอาร์โค้ดมาใช้

เกี่ยวกับ EMQ

EMQ คือเครือข่ายระบบชำระเงินชั้นนำของเอเชีย ผู้ให้บริการทางเลือกด้านการโอนเงินที่มีความปลอดภัยและราคาเหมาะสมสำหรับทั้งธรุกิจและบุคคลทั่วไป ด้วยสินทรัพย์ของเราที่ฝังรากลึกในเอเชีย EMQ ได้จัดตั้งเครือข่ายที่ครอบคลุมและได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบ และสามารถเข้าถึงได้จากจุดให้บริการหลายพันแห่งทั่วทั้งเอเชียเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ www.emq.com

เกี่ยวกับ FOMO Pay

FOMO Pay มีแพลตฟอร์มที่เป็นโซลูชันระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดแบบครบวงจร ซึ่งให้ผู้ค้ารับชำระเงินด้วยวิธีใหม่ๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วย EZLink Pay, Grab Pay, mVisa, NETSPay, SingTel Dash, WeChat Pay และอื่นๆ อีกมากมาย

FOMO Pay เปิดตัวในปี 2015 และมีผู้ค้ากว่า 4,000 รายภายในหนึ่งปี ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น CHANEL, สนามบินชางงี, Club 21, JUMBO, Marina Bay Sands, Singapore Press Holdings, StarHub และอื่นๆ ด้วยระบบ FOMO Pay ผู้ค้าสามารถปลดล็อคศักยภาพที่แท้จริงในการทำธุรกิจ ด้วยการให้ลูกค้าสามารถชำระเงินได้หลากหลายแบบตามที่ต้องการ รวมถึงสามารถชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสดได้อย่างง่ายดาย FOMO Pay ยังเป็นสมาชิกของ SGQR ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งโดยธนาคารกลางแห่งประเทศสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดและการทำให้สิงคโปร์เป็นสังคมไร้เงินสด

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.comhttps://www.businesswire.com/news/home/20181023005854/en/

ติดต่อ:

EMQ
Genevieve Li
โทร: +852 9200 3892
อีเมล: Genevieve@emq.com
หรือ
FOMO Pay
Julien Liu
โทร: +65 6715 8451
อีเมล: hao.liu@fomopay.com

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยแถลงแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินไทยโค้งสุดท้ายปี 2561

Logo

กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–28 กันยายน 2561

logo

ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินไทยโค้งสุดท้ายปี 2561 ภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.6% ตามการขยายตัวที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้น ขณะที่แนวโน้มภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ยังเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่องจากจำนวนที่อยู่อาศัยค้างขายสะสม ณ ธนาคารกสิกรไทย อาคารพหลโยธิน เมื่อเร็ว ๆ นี้

ติตต่อ:

ธนาคารกสิกรไทย

ส่วนบริหารเครือข่ายสื่อ

ฝ่ายสื่อสารและองค์การสัมพันธ์

โทร. 02-4702653-8

Bit One Hong Kong: การแลกเปลี่ยน Cryptocurrency “Made in Japan” กำลังจะมา!

Logo

โตเกียว–(BUSINESS WIRE)–7 ก.ย. 2018

BitOne Trade HK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขาย cryptocurrency ดำเนินการโดย Bit One Hong Kong Limited ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท Bit One Group Co. , Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่น (TOKYO: 2338) (ประธานกรรมการ: Kimura Junichi สถานที่ตั้ง: Flat A, 25 / F, Block 3, ศูนย์อุตสาหกรรม Golden Dragon, 182-190 ถนน Tai Lin Pai, Kwai Fon Kowloon, ประเทศฮ่องกง) จะเปิดตัวแพลตฟอร์มการซื้อขาย cryptocurrency อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนปี 2018

ข่าวฉบับนี้มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.businesswire.com/news/home/20180906006009/en/

BitOne_QR (Graphic: Business Wire)

BitOne_QR (กราฟิก: Business Wire)

BitOne Trade HK https://bitonehk.com

[คุณลักษณะ]

  1. แพลตฟอร์มการซื้อขาย cryptocurrency ของ "Made in Japan" ซึ่งจะดำเนินการผ่านหลายบริษัทในเครือของบริษัทจดทะเบียนบริษัทหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น
  2. มี cryptocurrencies หรือ เงินดิจิตอล 30 สกุลและอีกมากกว่า 100 สกุลที่จะมีการระบุไว้ในอนาคต
  3. วางแผนที่จะออก Token ตัวเองภายในสิ้นปีนี้

แพลตฟอร์มของเราเปิดตัวในฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์การเงินระหว่างประเทศของเอเชีย และเราให้บริการลูกค้าด้วยความมั่นคงและปลอดภัย ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในตลาดเอเชีย โดยเป้าหมายของเราคือการบรรลุมูลค่าการทำธุรกรรมรายเดือนที่ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่อเดือน

[เริ่มเปิดแคมเปญ]

เราคิดค่าคอมมิสชันที่ต่ำและมีแคมเปญเปิดกว้างมากขึ้น! เริ่มซื้อขายวันนี้! สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา

[Bit One Hong Kong Limited และ Bit One Group Co.,Ltd. ]

Bit One Hong Kong Limited เป็น บริษัท ในเครือของ บริษัท Bit One Group Co. , Ltd. ซึ่งเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange Code 2338) (ซีอีโอ: Hideyuki Takahashi, สถานที่ตั้ง: 4-32-4 Yotsuya, Shinjuku-ku, Tokyo รหัสไปรษณีย์: 160-0004)

ดูเวอร์ชันต้นฉบับที่ businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180906006009/en/ การ

สอบถามเกี่ยวกับการข่าว

Bit One Hong Kong Limited

Hiromoto Yamada

h.yamada@bitonetrade.hk

ถามคำถามที่: https: // bitonetrade.hk/eng/inquiry-for-trading/

Twitter: @BitOneTradeHK

Facebook: @bitonetradehk


ไปรษณีย์ไทย จับมือ กสิกรไทย ขยายช่องทางรับฝากเงิน “ลูกค้าเคแบงก์” สู่ภูมิภาค ตอบโจทย์การออมเงินอุ่นใจ กับเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 900 แห่งทั่วประเทศ

Logo

  • ไปรษณีย์ไทย พร้อมให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้า KBank ดีเดย์ 28 สิงหานี้

        กรุงเทพฯ–(THAI BUSINESS NEWS)–28 สิงหาคม 2561

       บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) จับมือ ธนาคารกสิกรไทย ขยายจุดบริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าเคแบงก์ สู่เครือข่ายไปรษณีย์ 900 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในพื้นที่ให้สามารถฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารฯ ทั้งนี้ ในระยะแรกให้บริการเรียลไทม์รับฝากเงินสด มีค่าธรรมเนียม 20 บาท และพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบทั้งฝาก ถอน และเปิดบัญชีภายในปีหน้า คาดภายใน 3 ปีแรก มีลูกค้าใช้บริการธุรกรรมการเงินรวมประมาณ 600,000 รายการ

        นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การเปิดบริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านแบงกิ้ง เอเย่นต์ หรือตัวแทนผู้ให้บริการของธนาคาร คือ ยุทธศาสตร์ของธนาคารในการรุกมอบบริการให้ถึงตัวลูกค้าด้วยสาขา และช่องทางบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางบริการทางการเงินที่นอกเหนือจากสาขาธนาคารรูปแบบปกติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และพื้นที่ที่แตกต่างกันไปของลูกค้า และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับดิจิทัล แบงกิ้ง โดย “เคแบงก์ เซอร์วิส” ให้บริการเหมือนสาขาของธนาคาร ครอบคลุมบริการรับฝากเงินสด ถอน จ่ายบิล และเปิดบัญชี สำหรับลูกค้ารายย่อย ทำให้ลูกค้าในทุกพื้นที่ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น โดยแบงกิ้ง เอเย่นต์ที่ธนาคารแต่งตั้ง จะต้องมีสถานที่ให้บริการเป็นหลักแหล่ง เสริมพื้นที่ที่ธนาคารมีอยู่ มีพนักงาน เครื่องมือ และระบบการให้บริการที่รองรับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย โดยเฉพาะศักยภาพการเชื่อมต่อระบบกับธนาคารแบบเรียลไทม์ เพื่อสามารถให้บริการกับลูกค้าได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยธนาคารจะดูแลรับผิดชอบการให้บริการของตัวแทนเสมือนหนึ่งเป็นผู้ให้บริการเอง

        นายพัชร กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นตัวแทนในการให้บริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านสาขาไปรษณีย์ ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการในสาขาที่มีความพร้อมจำนวน 964 แห่ง กระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเมื่อรวมกับสาขาของธนาคารที่มีอยู่แล้ว 1,016 สาขา และตู้บริการอัตโนมัติ 11,792 ตู้ จะทำให้ธนาคารมีจุดให้บริการธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นทันทีรวมแล้วกว่า 13,772 จุดทั่วประเทศ นับเป็นการร่วมกันพัฒนาศักยภาพช่องทางการให้บริการที่จะเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าในการใช้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกพื้นที่  โดยช่วงแรกสามารถให้บริการฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยรับฝากเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 40,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ และในช่วงเปิดให้บริการจนถึงสิ้นปีนี้ลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10 บาท ตั้งเป้าหมายมีลูกค้าใช้บริการกว่า 150,000 ธุรกรรมภายในสิ้นปี 2561

        ทั้งนี้ การให้บริการที่ไปรษณีย์จะพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบทั้งรับฝากเงินสด ถอนเงิน และการเปิดบัญชี ซึ่งอยู่ในระหว่างกำหนดกระบวนการที่เหมาะสมตามมาตรฐานของ ธปท. ภายในปีหน้า ส่งผลให้ภายใน 3 ปีแรกมีปริมาณลูกค้าใช้บริการทุกธุรกรรมที่สาขาไปรษณีย์ไทยรวมประมาณ 600,000 ธุรกรรม นายพัชร กล่าว

       ด้านนางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เปิดให้บริการตัวแทนสถาบันการเงิน (Bank@Post) โดยร่วมกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในการรับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคาร มาตั้งแต่ปี 2554 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 13% และมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นต่อไปในอนาคต เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนขยายสาขาของธนาคารมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ไปรษณีย์ไทย ถือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีศักยภาพทางด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขามากกว่า 5,000 แห่ง ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของธนาคารในการเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง

        “ในระยะแรกจะเปิดให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยผ่านที่ทำการไปรษณีย์ กระจายไปยังสาขาของไปรษณีย์จำนวนกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในพื้นที่ให้สามารถฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารฯ และจะมีการขยายประเภทธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ พร้อมเพิ่มจุดบริการให้ครอบคลุมทุก ปณ. ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้ ซึ่งบริการนี้จะช่วยตอบโจทย์ธุรกรรมทางการเงินในทุกพื้นที่ไม่ว่าใกล้หรือไกล ในเมืองหรือภูมิภาค พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มแก่ธนาคารผู้ให้บริการ และลูกค้าผู้ใช้บริการของธนาคาร”

        นายพัชร กล่าวต่อว่า ธนาคารมีแผนเปิดให้บริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” ผ่านแบงกิ้ง เอเย่นต์ กับพันธมิตรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพแตกต่างกันไป เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น คาดว่า เมื่อเคแบงก์ เซอร์วิส สามารถให้บริการเต็มรูปแบบครอบคลุมบริการรับฝากเงิน ถอนเงิน จ่ายบิล และเปิดบัญชี จะทำให้มีจำนวนธุรกรรมรวมกว่า 2 ล้านรายการภายใน 3 ปี และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นบนต้นทุนบริหารจัดการที่เหมาะสมของธนาคารพร้อมกันนี้ ธนาคารเตรียมปรับรูปแบบสาขาให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และนำดิจิทัล เทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย

        ลูกค้าที่ต้องการฝากเงินผ่าน “เคแบงก์ เซอร์วิส” ที่สาขาไปรษณีย์ เป็นลูกค้าประเภทบุคคลธรรมดาที่ต้องการฝากเงินสดเข้าบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน ออมทรัพย์ เพียงกรอกใบนำฝากเพื่อแจ้งเลขที่บัญชีที่ต้องการฝากเงิน และจำนวนเงิน โดยผู้ฝากจะได้รับหลักฐานการทำธุรกรรม เมื่อทำรายการเสร็จสมบูรณ์เป็นใบเสร็จ และ SMS ซึ่งผู้รับปลายทางจะได้รับเงินโดยทันที โดยรับฝากเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 40,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ ในช่วงเปิดบริการลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10 บาทต่อรายการจนถึงสิ้นปี 2561

        ทั้งนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ “การเปิดบริการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านบริการรับฝากเงิน Bank@Post” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องไปรษณีย์ฤดีสราญ ชั้น 3 อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

###

ขอขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

ส่วนสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร. 0 2831 3512

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ

เจซีแอนด์โค พับลิครีเลชั่นส์- JC&CO PUBLIC RELATIONS –

ณภัทร กาญจนะจัย / +6681-355-9221/ napatk@jcpr.co.th

ชิดชนก ทองดี / +6698-494-9351 / chidchanokt@jcpr.co.th   

** MEDIA HOTLINE : 02-634-4557 / 081-486-3407 ** (ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์)

WeWork ประกาศลงทุนในซีรีส์บีมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐใน WeWork China นำโดย Trustbridge Temasek SoftBank และ Hony Capital

Logo

นิวยอร์ก และ โตเกียว และ เซี่ยงไฮ้–(BUSINESS WIRE)–26 กรกฎาคม 2018

WeWork Companies (“WeWork”) ประกาศการลงทุนในซีรีส์บีมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐใน WeWork China ซึ่งนำโดย Trustbridge Partners (“Trustbridge”), Temasek, SoftBank Group (“SoftBank”), SoftBank Vision Fund (“Vision Fund”) และ Hony Capital  การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยเร่งการเติบโตของ WeWork ในจีน ทำให้บริษัทสามารถให้บริการแก่ผู้ประกอบการ ผู้สร้างสรรค์ และผู้ประกอบการต่างๆ ทั่วภูมิภาคผ่านการออกแบบ เทคโนโลยี และการต้อนรับ และชุมชน WeWork ที่ไม่เหมือนใคร

ในสองปีนับตั้งแต่เปิดสาขาแรกในประเทศจีน WeWork ได้กลายเป็นพันธมิตรในท้องถิ่นที่เชื่อถือสำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจทุกขนาดโดยให้สมาชิก 20,000 คนในเกือบ 40 แห่งในสามเมืองที่มีชุมชน วัฒนธรรม และบริการต่างๆ สามารเริ่มต้นและขยายธุรกิจของตนได้  นอกจากนี้ WeWork ยังช่วยให้ธุรกิจทั่วโลกสามารถขยายตัวในประเทศจีนและช่วยให้บริษัทของจีนเติบโตทั้งในประเทศและทั่วโลก  ในเดือนกรกฎาคม 2017 WeWork ได้ประกาศการจัดตั้งบริษัท WeWork China โดยมีการลงทุนในซีรีส์เอมูลค่า 500 ล้านเหรียญจาก Hony Capital และ SoftBank เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของ WeWork ทั่วประเทศจีน

"เรารู้สึกเป็นเกียรติกับพันธมิตรของเราที่ Trustbridge, Temasek, SoftBank และ Hony สำหรับความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และการสนับสนุนธุรกิจของเรา  การลงทุนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนภารกิจของ WeWork ในการสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ ธุรกิจขนาดเล็ก และบริษัทขนาดใหญ่ทั่วประเทศจีน  WeWork ได้สร้างทีมงานที่น่าทึ่งในประเทศจีนซึ่งสนับสนุนสมาชิกของเราทุกวัน โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมกับบริษัทในท้องถิ่นที่ต้องการเข้าถึงโลก รวมทั้งบริษัทระดับโลกที่ต้องการเจาะตลาดจีน  ในขณะที่ยังมีสิ่งที่ต้องทำและเรียนรู้มากมาย การลงทุนครั้งนี้ส่อให้เห็นถึงศักยภาพของ WeWork และชุมชนของผู้สร้างในภูมิภาคนี้ และยืนยันความมุ่งมั่นที่เรามีต่อทีมงาน สมาชิก และคู่ค้าของเราในประเทศจีน” ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ WeWork, Adam Neumann กล่าว

“Trustbridge รู้สึกยินดีที่จะเข้าร่วมทีม WeWork China  ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด เทคโนโลยี การต้อนรับ และที่สำคัญที่สุดคือชุมชน  WeWork กำลังปูทางสู่อนาคตใหม่ในการทำงานในประเทศจีนและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงจาก Made in China เป็น Created in China  ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ บริษัทจีนที่ต้องการขยายธุรกิจทั่วโลก หรือธุรกิจระหว่างประเทศต้องการทำธุรกิจที่นี่ พวกเขารู้ว่า WeWork เป็นหุ้นส่วนในท้องถิ่นที่พวกเขาต้องการ” Feng Ge หุ้นส่วนผู้จัดการของ Trustbridge Partners กล่าว

“วิสัยทัศน์ของ Adam Neumann ตลอดมาคือการที่ WeWork จะเป็นบริษัทระดับโลกที่มีกิจการในท้องถิ่น และไม่มีที่ไหนที่วิสัยทัศน์ชัดเจนกว่าประเทศจีนที่ซึ่ง WeWork ได้พัฒนาข้อเสนอที่น่าประทับใจ  ด้วยทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่ง การผนวกรวมเทคโนโลยีท้องถิ่น และการออกแบบตามชุมชน WeWork ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทเข้าใจว่าธุรกิจในประเทศจีนต้องการอะไรเพื่อประสบความสำเร็จ  ด้วยการลงทุนครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า WeWork จะให้การสนับสนุนบริษัทต่างๆ ในทุกๆ ด้านทั่วทั้งประเทศ” Ronald D. Fisher ผู้อำนวยการและรองประธาน SoftBank Group Corp. กล่าว

"ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าการเติบโตของ WeWork ในประเทศจีนมีประสิทธิผลอย่างไรบ้าง  WeWork เป็นผู้นำระดับโลกในการนำผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และบริษัทขนาดใหญ่จากทั่วโลกเข้าด้วยกันซึ่ง โดยเป็นพันธมิตรในประเทศที่สนับสนุนผู้ประกอบการจีนและดึงดูดธุรกิจใหม่ๆ  เพื่อลงทุนในประเทศจีน และเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์พื้นที่ทำงานด้วยการออกแบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการมุ่งเน้นวัฒนธรรมชุมชน ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เรารู้ว่า WeWork จะยังคงเป็นผู้นำในอนาคตของการทำงาน” John Zhao ประธานและซีอีโอของ Hony Capital กล่าว

เกี่ยวกับ WeWork

WeWork มอบพื้นที่ ชุมชน และบริการผ่านบริการทางกายภาพและเสมือนให้กับสมาชิกทั่วโลก  ตั้งแต่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาอิสระไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็กและบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ชุมชนของเรารวมกันเป็นหนึ่งด้วยความปรารถนาที่ของสมาชิกของเราที่จะสร้างผลงานที่มีความหมายและการใช้ชีวิตที่มีความหมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา  บริษัทก่อตั้งโดย Adam Neumann และ Miguel McKelvey ในนิวยอร์กซิตี้ในปี 2010  WeWork เป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานกว่า 5,000 คน ติดตาม @WeWork บน Twitter, Instagram และ Facebook หรือไปที่ wework.com เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Trustbridge

Trustbridge Partners เป็นกองทุนเพื่อการเติบโตชั้นนำที่มุ่งเน้นการลงทุนในโอกาสการเติบโตที่มีคุณภาพสูงในประเทศจีน  ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 Trustbridge ปัจจุบันบริหารสินทรัพย์ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนเพื่อความมั่งคั่ง และคู่ค้าในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์  ปรัชญาการลงทุนของเราสร้างขึ้นจากความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับแนวโน้มระยะยาวในด้านประชากรศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง  เราใช้วิธีการที่เป็นป็นเอกลักษณ์ที่ขับเคลื่อนโดยระบบนิเวศและมุ่งเน้นในด้านอินเทอร์เน็ต เนื้อหา/การศึกษา และการดูแลสุขภาพ ซึ่งเราเชื่อว่าข้อมูลเชิงลึกและความสัมพันธ์ในวงการอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของเราช่วยสร้างโอกาสในการลงทุนที่ไม่เหมือนใคร

เกี่ยวกับ Temasek

ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 Temasek เป็นบริษัทด้านการลงทุนซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์  โดยสำนักงานในต่างประเทศจำนวน 11 แห่ง Temasek ถือหุ้นมูลค่า 2.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2018  พอร์ทหุ้นของเราครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ บริการทางการเงิน การสื่อสารโทรคมนาคม สื่อและเทคโนโลยี การขนส่งและอุตสาหกรรม ผู้บริโภคและอสังหาริมทรัพย์ วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและธุรกิจการเกษตร รวมทั้งทรัพยากรและพลังงาน  กิจกรรมการลงทุนได้รับการชี้นำโดยรูปแบบการลงทุน 4 แบบและแนวโน้มในระยะยาว: การปฏิรูปเศรษฐกิจ การเติบโตของประชากรที่มีรายได้ปานกลาง ข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ลึกขึ้น และธุรกิจเกิดใหม่  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Temasek กรุณาเยี่ยมชม www.temasek.com.sg

เกี่ยวกับ Hony Capital

Hony Capital ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2003 และได้รับการสนับสนุนจาก Legend Holdings โดยเชี่ยวชาญด้านการซื้อบริษัท  ด้วยการร่วมมือกับนักลงทุนชั้นนำของโลก บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศจีนด้วย “การสร้างมูลค่า การรับรู้ราคา" ตามปรัชญาการลงทุนของตน  ปัจจุบัน Hony Capital มีทุนการบริหาร 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีนักลงทุนจากประเทศจีนและสถาบันการลงทุนชั้นนำของโลก รวมถึงกองทุนแห่งชาติ กองทุนความมั่งคั่งของรัฐเงิน กองทุนอุดมศึกษา กองทุนบำเหน็จบำนาญระดับภูมิภาคและอุตสาหกรรม บริษัทประกัน บริษัท ฐานรากครอบครัว นักลงทุนรายย่อย และสถาบันอื่นๆ  Hony Capital ถือว่าจีนเป็นตลาดชั้นนำ ด้วยการลงทุนในกว่า 100 บริษัท ในด้านเภสัชกรรมและการดูแลสุขภาพ สื่อและความบันเทิง ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์  บริษัทในเครือของ Hony Capital ได้แก่ China Shijiazhuang Pharmaceutical Group (CSPC), Zoomlion, China International Marine Containers (CIMC), Suning, Chengtou Holding, Jin Jiang International Hotels, ENN, PizzaExpress (UK), STX (US), WeWork (US) , ofo, COFCO Capital เป็นต้น  มูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทเหล่านี้มีมูลค่ารวมประมาณ 2.9 ล้านล้าน RMB โดยมียอดขาย 8.6 แสนล้าน RMB โดยมีพนักงานมากกว่า 450,000 ตำแหน่ง

ดูเวอร์ชันของแหล่งที่มาใน businesswire.com: https://www.businesswire.com/news/home/20180726005629/en/

ติดต่อ:

WeWork

Dominic McMullan / Gwen Rocco / Jenny Chan

press@wework.com

หรือ

Trustbridge

Public Relations

pr@trustbridgepartners.com

หรือ

Hony Capital

Victoria Li

victoriali@honycapital.com